หมอรุมค้าน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค หวั่นฟ้องร้องพุ่งกระฉูด
    หมอรุมค้าน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค หวั่นฟ้องร้องพุ่งกระฉูด
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2551 18:30 น.
https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000087790


หมอรุมค้าน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ที่มีผลบังคับใช้ 23 ส.ค.นี้ ชี้ เพิ่มอายุความจาก 1 ปี เป็น 3-10 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย หวั่นฟ้องร้องสูงขึ้นอีก ขณะที่ “วิชาญ” ลั่นทำอะไรไม่ได้ ต้องเตรียมพร้อมหารือทุกฝ่ายรับมือ ด้านศาลยันไม่กระทบ เพราะใช้ตามกฎหมายที่มีอยู่

วันที่ 25 ก.ค.นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานคุ้มครองผู้บริโภค อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม สภาวิชาชีพต่างๆ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากพ.ร.บ.วิธีพิจารณคดีผู้บ ริโภคที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค.เนื่องจากในพ.ร.บ.ดังกล่าวอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องที่ง่ายขึ้น และจะทำให้ฟ้องร้องบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นด้วย

นายวิชาญ กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระ ทบ ความเสียหาย จากการบริโภคสินค้าต่างๆ รวมถึงบริการทางด้านการแพทย์ด้วย อาทิ มาตรา13 ระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการดำเนินการไปแล้ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยผลสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ยังแสดงอาการ รู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ ขยายอายุความจากกฎหมายละเมิดเดิมที่ใช้ขณะนี้ คือ 1 ปี เป็น 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันรู้ถึงความเสียหายและมาตรา 40 ให้ศาลที่พิพากษาให้ผู้บริโภคชนะคดี โดยได้รับชดเชยค่าเสียหาย ให้สามารถสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขคำพิพากษา เพิ่มค่าเสียหายในภายหลังได้ ถ้าปรากฏว่าเสียหายเพิ่มขึ้นหรือเดือดร้อนมากขึ้น ให้ศาลแก้ไขคำพิพากษาเดิมได้ไม่เกิน 10 ปี นายวิชาญ กล่าว

“ในส่วนที่ภาคเอกชนกังวลว่า ไม่เกิดความชัดเจน ว่าจะเข้าข่ายกฎหมายนี้ด้วยหรือไม่ คงต้องรอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้และให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีเป็นกรณีตั วอย่างเสียก่อน ส่วนตัวเห็นว่า ไม่เพียงภาคเอกชนเท่านั้นที่เป็นการเข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการโดยมีการรับจ้า ง สธ.ก็เข้าข่ายทั้งหมดด้วย เพราะมีการทำสัญญางบประมาณรายหัวจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย และแม้ว่ายังไม่มีบทพิสูจน์อะไรว่าจะเกิดปัญหาขึ้นหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แ ล้ว ดังนั้น ภายหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ และเกิดผลกระทบหรือไม่ อย่างไรคงต้องปรับแก้ต่อไป” นายวิชาญ กล่าว

นายวิชาญ กล่าวว่า ขณะนี้แพทย์ทั้งหลายต่างไม่กล้าที่จะรักษาเหมือนเดิม จึงเกิดความกังวลหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ซึ่งแพทย์จะกลัวเรื่องการฟ้องร้องที่จะเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาแนวโน้มการฟ้องร้องก็เพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยปีละประมาณ 150 เรื่อง สาเหตุการร้องเรียนมากที่สุดคือ ไม่รักษามาตรฐาน ส่วนคดีฟ้องร้องแพทย์เข้าสู่ศาลยุติธรรม สาเหตุอันดับ 1 ได้แก่ ผลแทรกซ้อนร้ายแรงจากการรักษา รองลงมาเป็น ความคาดหวังต่อผลสำเร็จสูง การได้รับข้อมูลไม่พอไม่ตรงกัน รวมทั้งเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ในอนาคตโรงพยาบาลเอกชนคงจะซื้อประกันความเสี่ยงเพื่อป้อง กันการฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัด เปิดสายด่วน 1669 รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในด้านบริการ การรักษาพยาบาล อาหารและยาที่ไม่ปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มดำเนินงานพร้อมกัน 76 จังหวัด เพื่อขจัดปัญหาที่มีต่อสุขภาพอนามัยให้รวดเร็วที่สุด
ด้าน นายดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวให้ความสำคัญในการเป็นเครื่องมือกับผู้บริโภค เพราะช่องทางการฟ้องร้อง รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าธรราเนียมศาล แต่ถ้าฟ้องร้องเพราะกลั่นแกล้ง ก็ต้องจ่ายในภายหลัง และการพิจารณาคดีก็เป็นไปตามกฎหมายหลักที่มีอยู่ ได้แก่ กฎหมายแพ่ง และอาญา อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจะส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพราะมีระบบการกลั่นกรองเรื่องฟ้องร้อง โดยมีประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยเรื่องการฟ้องร้องทั้งหมด ว่า คดีใดมีมูลนำเรื่องเข้าพิจารณาคดี ส่วนแพทย์จะรับโทษทางแพ่งหรืออาญามากขึ้นหรือไม่นั้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกระทำผิด ซึ่งศาลมีกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว

ขณะที่ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า หากสธ.ไม่ดำเนินการถามความชัดเจนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความว่า โรงพยาบาลเอกชนเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม่ แพทยสภาจะดำเนินการถามเอง เนื่องจากหากไม่เกิดความชัดเจนจะกระทบกระเทือนต่อการรักษาพยาบาลคนไข้ เพราะถ้าแพทย์เกิดความกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องมากขึ้น จากข้อมูลของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อ้างอิงว่า แพทย์ส่วนของสธ.ถูกฟ้องร้องแพ่งจำนวน 70 ราย ส่วนภาคเอกชน มีประมาณ 400-500 ราย แต่เชื่อว่าภาคเอกชนน่าจะมีเพียง 200-300 รายเท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มจะสูงขึ้นหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

“หากกฎหมายดังกล่าวจะทำให้การฟ้องร้องแพทย์ผู้ให้บริการโดยเฉพาะคดี แพ่งเพิ่มมากขึ้น แพทยสภาเป็นห่วงว่าจะกระทบต่อการรักษาพยาบาล เพราะมีโอกาสค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้น เพราะโรงพยาบาลเอกชนอาจขึ้นค่ารักษาพยาบาลเพื่อเตรียมการหากถูกฟ้องร้องแพ่ง รวมถึงไม่อยากให้เกิดการทำประกันภัยการฟ้องร้องด้วย ทั้งนี้ หากโรงพยาบาลเอกชนไม่เข้าข่ายกฎหมายดังกล่าว ผู้ให้บริการทางด้านสาธารณสุขก็ยังมีกฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบ ริการสาธารณสุขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายอีกฉบับที่ดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงมาดูแลเร ื่องดังกล่าวเช่นกัน” นพ.อำนาจ กล่าว

นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ถ้ามีปัญหาการฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้นในฐานะที่สมาคมอยู่ภายใต้การดูแลของกองกา รประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น หากจะดำเนินการอะไรก็ขอเป็นผู้ตาม ให้ สธ.นำไปก่อน
โดย: กระฉูดแน่แพทยสภาทำตัวไม่ดี [25 ก.ค. 51 22:27] ( IP A:61.90.86.119 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เห็นด้วย แต่ควรมีการทําประกันการฟ้องควบคู่ด้วย โดยเก็บจากคนไข้ ให้เหมือนในอเมริกา ใช้สิทธิบัตรทองฟรี แต่คนไข้ต้องจ่ายค่าประกันเพื่มด้วย
สําหรับแพทย์ในสธ. การฟ้องควรจะฟ้องกระทรวงที่ให้แพทย์ใช้เวลาตรวจน้อย ทํางานหนัก เสี่ยงต่อการผิดพลาด
ดีเหมือนกันนะกกหมายนี้ ต่อไปจะมีการปรับตัว
ที่ตํากว่ามาตรฐานจะได้มีการปรับให้สูงเท่ามาตรฐาน เป็นผลดีแก่ผู้ป่วย
ที่ทําสูงกว่ามาตรฐานก็เสี่ยงเปล่า ประเภทหมออุทิศตัว ผ่าตัดเสี่ยงๆหามรุ่งหามคํา จะได้ลดลงเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ที่เคยส่งเจาะเลือดตรวจน้อยๆเอกซ์เรย์เมื่อจําเป็น จะได้ส่งมากขึ้น ทําทุกราย เพื่อกันพลาด จะได้มีหลักฐานอ้างอิงเวลาขึ้นศาล
อะไรที่ยากมากเสี่ยงมาก ก็ไม่ทํา เสี่ยง ต้องส่งต่อเรื่อยๆ ตายตอนส่งต่อดีกว่าตายในรพ. ยิ่งพยายามมาก ยิ่งเสี่ยง

อนาคตคงเหมือนอเมริกา มาตรฐานเดียวกัน
โดย: tat [26 ก.ค. 51 5:28] ( IP A:119.42.69.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ความเห็น 2

คุณไม่ต้องมาขู่

ถามหน่อย แล้วคุณจะให้ชาวบ้านเขาตายฟรี เจ็บฟรี
จากความผิดพลาดที่ป้องกันได้เช่นนั้นหรือ

คุณเป็นหมอหรือเปล่า ทำไมคิดอะไรตื้น ๆ
คุณไม่พูดจะดีเสียกว่า มันทำให้ชาวบ้านเขาเห็นไปถึง
ธาตุแท้ของคุณว่าคิดเห็นแก่ตัว คุณเป็นหมอที่เห็นแก่ตัว

ตัวเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า
ทำผิด...แต่ตูต้องไม่ผิด
ถ้าเอาผิดตู ตูจะตรวจละเอียด ตูจะไม่รักษา
ตูจะไม่อุทิศตัว ตูจะส่งต่อให้หมด
โดย: ไม่พูดจะดีเสียหว่า [26 ก.ค. 51 8:19] ( IP A:58.9.187.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ขณะที่ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า หากสธ.ไม่ดำเนินการถามความชัดเจนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความว่า โรงพยาบาลเอกชนเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม่ แพทยสภาจะดำเนินการถามเอง เนื่องจากหากไม่เกิดความชัดเจนจะกระทบกระเทือนต่อการรักษาพยาบาลคนไข้ เพราะถ้าแพทย์เกิดความกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องมากขึ้น

จากข้อมูลของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อ้างอิงว่า แพทย์ส่วนของสธ.ถูกฟ้องร้องแพ่งจำนวน 70 ราย ส่วนภาคเอกชน มีประมาณ 400-500 ราย แต่เชื่อว่าภาคเอกชนน่าจะมีเพียง 200-300 รายเท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มจะสูงขึ้นหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

หมออำนาจนี่อ้างมั่ว ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำการบ้านมาก่อนจะให้ข่าว เครือข่ายฯ ให้ข้อมูลกับสังคมทุก ๆ ที่เสมอว่า เรามีสมาชิกที่คัดแล้วมีมูลทั้งสิ้นประมาน 500 ราย (จาก 6 ปีที่รวมตัวกันมา) และจากที่นายกแพทยสภาให้ข่าวว่ามีคดีเข้าสู่ศาลเพียง 200 คดี
โดย: ไม่ศึกษาข้อมูลเลย [26 ก.ค. 51 12:04] ( IP A:58.9.198.215 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   โห้ โห้ โห้ โห้ โห้ โห้ โห้ โห้ โห้

คุณหมอ อำนาจ กุสลานันท์ ครับ

ตกลงคุณหมอจะทำหน้าที่ไหนครับ

เป็นเลขาธิการแพทยสภาเอกชน หรือ จะเป็นเลขาธิการแพทยสภา ของสภาวิชาชีพตามกฎหมายกันแน่ครับ

ตกลงท่านรู้ไหมครับว่า "จะต้องทำหน้าที่รักษาความชอบธรรมแห่งวิชาชีพที่ต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณ"

หรือท่านจะต้องคอยรักษา/ป้องกันผลประโยชน์แบบโกงๆในบรรดาโรงพยาบาลเครือข่ายขี้โกงครับ

ผมได้ยินว่าท่านก็จบมาทางกฎหมาย ในระดับเนติบัณฑิตไม่ใช่หรือครับ แล้วตีความกฎหมายฉบับนี้ ในประเด็นง่ยๆชัดๆอย่างนี้ไม่ออกหรือครับ?????

หรือจะต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาให้เข้าข้างพวกท่านแบบโกงๆ ถึงจะพอใจหรือครับ จะเอาให้ได้แบบเดียวกับที่ท่านสมรู้กับคุณไชยาไปวิ่งให้กฤษฎีกาตีความแย้งคำสั่งกรรมการสิทธิมนุษยชนในคดีที่ประธานเครือข่ายร้องเรียนโรงพยาบาลพญาไท ๑ ใช่ไหมครับ ????
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [28 ก.ค. 51 8:49] ( IP A:58.8.103.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ถ้าจะมีสายด่วนร้องเรียนผู้เสียหายก็ควรจะแยกเบอร์ออกไปนะครับ
1669มันเบอร์เดียวกับEMSซึ่งควรจะเป็นเบอร์สำหรับอุบัติเหตุหรือคนไข้อาการหนักที่ต้องการรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรเอามาใช้รวมกับการรับเรื่องร้องทุกข์
โดย: boboodaboobo@hotmail.com [5 ส.ค. 51] ( IP A:203.156.49.93 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน