ศาลอุทธรณ์สั่งสธ.จ่าย3ล้านคดีน้องนิก
   https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1228823753
มีคำฟ้อง,คำแก้ฟ้อง,คำเบิกความและคำพิพากษาให้ดูไหมครับ
เพราะโจทก์อ้างว่า "โดยมี นพ.ชัยมงคล จันทศ เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัยโรค ก่อนที่จะลงความเห็นว่า ด.ญ.ดริษา มีอาการกระดูกเคลื่อน จึงใส่เฝือกดามไว้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ต่อมา ด.ญ.ดริษา มีอาการปวดบวมที่เท้าก่อนที่จะพบว่าที่ปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำและไม่มีความ รู้สึก ไม่สามารถจะขยับนิ้วเท้าได้ แพทย์จึงผ่าเฝือกออกเพราะสงสัยว่าเส้นเอ็นข้อเท้าของ ด.ญ.ดริษา ฉีกขาด หลังจากนั้นก็นำเฝือกมาใส่ใหม่"

ส่วนสมาคมผมบอกว่า"แพทย์ได้พยายามดึงเข้าที่แต่ไม่ได้ผล ได้ใส่โลหะยึดกระดูก"

ตกลงได้ผ่าหรือไม่ครับ ฟ้องผิดหริอแก้ฟ้องผิด
โดย: anantom [9 ธ.ค. 51 22:11] ( IP A:118.173.45.242 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ศาลอุทธรณ์สั่งสธ.จ่าย3ล้านคดีน้องนิก

หนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก
วันพุทธที่ 10 ธันวาคม 2551

https://www.komchadluek.net/2008/12/10/x_main_a001_241816.php?news_id=241816


ศาลอุทธรณ์สั่งสาธารณสุขชดใช้เงิน 3.4 ล้าน กรณีแพทย์ รพ.นครพนมรักษาผิดพลาดจนต้องตัดขาเด็กหญิงทิ้ง "น้องนิก" วอน สธ.ไม่ยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกา ขอมีโอกาสได้เรียนต่อ เผยหลังถูกตัดขาทนทุกข์มานานถึง 6 ปี ครอบครัวแตกแยก ไม่มีเงินเรียนต่อ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณาที่ 5 ศาลจังหวัดนนทบุรี น.ส.วัจนาถ วังตาล ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์พิจาราณาคดี ที่ จ.ส.อ.เจริญ สร้อยคำ ยื่นฟ้องแพทย์และโรงพยาบาลนครพนม ที่ร่วมกันรักษาลูกสาวคือ ด.ญ.ดริษา สร้อยคำ หรือน้องนิก ด้วยความประมาทจนได้รับความพิการต้องตัดขาทิ้ง และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2549 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 3,027,230 บาท ต่อมากระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ที่รักษาได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น และเพิ่มเงินค่าเสียเวลาที่ทางโจทก์ได้เรียกเพิ่มในขณะที่ดูแลและนำคนไข้ตระเวนไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยให้กระทรวงสาธารณสุขชดเชยเป็นเงินจำนวน 3,424,010 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระหมด

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547 ด.ญ.ดริษา ขณะนั้นอายุ 14 ปี ล้มหัวเข่ากระแทกพื้นมีอาการปวดบวมที่เข่าซ้าย จนพ่อต้องนำส่งโรงพยาบาลค่ายพระยอดเมืองขวาง แต่เนื่องจากเครื่องมือไม่พร้อม ทางโรงพยาบาลจึงส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพนม โดยมี นพ.ชัยมงคล จันทศ เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัยโรค ก่อนที่จะลงความเห็นว่า ด.ญ.ดริษา มีอาการกระดูกเคลื่อน จึงใส่เฝือกดามไว้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ต่อมา ด.ญ.ดริษา มีอาการปวดบวมที่เท้าก่อนที่จะพบว่าที่ปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำและไม่มีความรู้สึก ไม่สามารถจะขยับนิ้วเท้าได้ แพทย์จึงผ่าเฝือกออกเพราะสงสัยว่าเส้นเอ็นข้อเท้าของ ด.ญ.ดริษา ฉีกขาด หลังจากนั้นก็นำเฝือกมาใส่ใหม่

จากนั้นไม่นาน ด.ญ.ดริษา มีอาการไข้ขึ้นสูงและมีความเจ็บปวดทรมานที่เฝือกมาก จนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2547 ญาติต้องขอร้องให้แพทย์ผ่าเฝือกออก เพราะทนเห็น ด.ญ.ดริษา เจ็บปวดไม่ไหว เมื่อแพทย์ผ่าเฝือกออกมาปรากฏว่าขาซ้ายมีอาการเน่า แพทย์ที่รักษาจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ซึ่งแพทย์เห็นว่าต้องตัดขาซ้ายที่เน่าทิ้ง ญาติไม่สามารถยอมรับได้ จึงนำตัวคนไข้ไปรักษาแบบพื้นบ้าน แต่ต่อมาคนไข้ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้แพทย์ตัดขาซ้ายที่เน่าทิ้งจนกลายเป็นเด็กหญิงพิการขาซ้ายด้วน จ.ส.ต.เจริญ จึงตัดสินใจฟ้องแพทย์ที่รักษาและโรงพยาบาลนครพนม เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

จ.ส.ต.เจริญกล่าวด้วยความดีใจว่า ตนและลูกขอขอบคุณที่ศาลให้ความเมตตา และอยากจะฝากเตือนไปถึงแพทย์ ว่าเวลารักษาคนไข้อย่าได้วิเคราะห์แบบขอไปที เพราะผลกระทบที่ได้รับคือคนไข้ต้องรับกรรมไปตลอดชีวิต

ส่วน น.ส.ดริษา ซึ่งมีอายุ 18 ปี แล้วกล่าวว่า อยากจะกราบวิงวอนให้กระทรวงสาธารณสุขอย่าได้ฎีกาเลย เพราะอยากเรียนหนังสือ ถ้ากระทรวงสาธารณสุขยื่นฎีกา การต่อสู้ก็จะยืดเยื้อไปอีกนาน คงไม่มีโอกาสได้เรียน จึงอยากขอความเมตตาจากท่าน

ต่อมาเวลา 11.30 น. นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ได้นำ น.ส.ดริษา พร้อมบิดา เข้ายื่นคำร้องต่อ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้กระทรวงสาธารณสุขไม่ยื่นฎีกาคัดค้านต่อศาสฎีกา และอยากให้กระทรวงสาธารณสุขช่วยเหลือครอบครัวนี้ เพราะจากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ครอบครัวน้องนิกแตกแยก หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ทำให้ต้องเป็นหนี้ถึง 6 แสนบาท จากการกู้ยืมเงินเพื่อนำมารักษา ทำให้ภรรยา จ.ส.อ.เจริญ ต้องไปทำงานต่างจังหวัดเพื่อหาเงิน แต่ภายหลังมีแฟนใหม่ ทิ้งลูกให้อยู่กับ จ.ส.อ.เจริญที่มีเงินเดือนเล็กน้อย และไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและค่ารักษา อีกทั้งขณะนี้น้องนิกอายุ 18 ปีแล้ว และอยากเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ในปีหน้า จำเป็นต้องใช้เงิน ซึ่งหากกระทรวงสาธารณสุขฎีกาอีก อาจต้องรอเวลาอีก 3 ปี จะทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนๆ ได้

"ที่ผ่านมาน้องนิกได้รับความทุกข์อย่างมาก หลังจากตัดขาแล้ว ต้องใส่ขาเทียม และจากน้ำหนักตัวที่มาก ทำให้ต้องเปลี่ยนขาเทียมอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากรับน้ำหนักตัวไม่ไหว โดยขาเทียมมีราคาแพงมาก อยู่ที่ 3 หมื่นบาท ซึ่งน้องนิกเป็นลูกข้าราชการ จึงไม่มีสิทธิ์รับขาเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขณะเดียวกัน สวัสดิการข้าราชการก็ไม่ครอบคลุมเรื่องนี้ เพราะถือว่าการรักษาได้เสร็จสิ้นไปแล้ว" นางปรียนันท์กล่าว

นางปรียนันท์กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ยื่นหนังสือแล้ว นายกิตติศักดิ์ ประเสริฐสงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย สำนักบริหารกลาง สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับฟังข้อร้องเรียน และได้แสดงความเห็นใจอย่างมาก โดยจะนำเรื่องรายงานต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาทางไกล่เกลี่ยเช่นเดียวกับกรณีของนางดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ ที่ตาบอดจากโรคสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม ที่เป็นอาการจากการแพ้ยา ที่กระทรวงไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อ

“เรามาขอร้องและขอความเห็นใจจากกระทรวงสาธารณสุข และหวังว่าจะมีเมตตาธรรมต่อผู้ป่วย เพราะหากกระทรวงฎีกาต่อ กว่าที่ศาลฎีกาจะตัดสินอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จะทำให้น้องนิกต้องเสียโอกาสที่ดีไป” นางปรียนันท์กล่าว

โดย: เครือข่ายฯ [10 ธ.ค. 51 7:06] ( IP A:58.9.184.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   จ่าเจริญคงต้องทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ขอให้ช่วยเรื่องขาเทียมน่าจะได้รับความช่วยเหลือ

โดย: เครือข่ายฯ [10 ธ.ค. 51 7:08] ( IP A:58.9.184.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   สำหรับเจ้าของกระทู้ที่ยังติดใจสงสัย
ต้องรอให้คำพิพากษาออกมาก่อน
ทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอาไว้แล้ว
ประมาน 1 อาทิตย์ถึงจะได้

ศาลท่านอ่านคำพิพากษานานมากนับชั่วโมง
พวกเราเดาเอา ประมานกันเอาเองว่า
คงราว ๆ 20 แผ่น 40 หน้า

ท่านละเอียดมาก คงเกรงว่าวงการแพทย์จะโต้แย้ง
ต่อว่าเอาว่าศาลไม่มีความรู้ ท่านตัดสินได้มีเหตุมีผลมาก
ท่านเชื่อพยานฝ่ายโจทก์ที่เบิกความตามเวชระเบียนทั้งสิ้น

เอาน่า...คนเราไม่ตั้งใจทำผิด แต่โอกาสพลาดมันก็มีไม่ใช่หรือ
เจ้ากระทรวงก็ควรช่วยเหลือผู้เสียหายตามหลักมนุษยธรรม เขา
ก็ไม่ได้มาขอเฉย ๆ นี่เขาสู้คดีมาตั้ง 6 ปี ผ่านมาตั้ง 2 ศาลแล้ว
คนไข้เวลาสู้คดีกับหมอ ท่านคิดดูเถอะมันไม่ง่าย เพราะคนเป็น
หมอเหนือกว่าทุกด้าน แถมมีคนช่วยเยอะแยะ ศาลท่านให้ชนะ
ก็คงต้องเคารพศาลท่านแล้วล่ะ

เงินที่ช่วยผู้เสียหายก็เงินหลวง ภาษีพวกเรา ไม่ใช่เงินจากกระเป๋า
หมอคนเดียวเสียเมื่อไหร่
โดย: เครือข่ายฯ [10 ธ.ค. 51 7:19] ( IP A:58.9.184.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ดูข่าวเมื่อคืนช่อง 9 สั้นจู๋ ข่าว เห็นประธานเครือข่าย ฯ กับพี่แป้งฮี ด้วย
แต่ข่าวทำไมมันสั้นจู๋ ต้องรอประธานเราเป็นนาโยก ข่าวถึงจะยาว ๆ

ให้กำลังใจคนทำงานเพื่อสังคม รู้เรา ไม่รู้เขา ความสุขอยู่ที่ใจและการกระทำ เราทำ เรารู้ เขาไม่รู้ปล่อยเขา แต่ สื่อน่าจะให้ความสำคัญมากหน่อยเรื่องนี้ เสียดาย ท่านประธานไม่ใช่นาโยก
โดย: GN+ [10 ธ.ค. 51 11:53] ( IP A:117.47.47.39 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ประชาชาติธุรกิจ
ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2551


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลจังหวัดนนทบุรี น.ส.วัจนาถ วังตาล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรี ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีที่ จ่าสิบเอกเจริญ สร้อยคำ ฟ้องสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแพทย์ โรงพยาบาลนครพนม ที่ร่วมกันรักษา ด.ญ.ดริษา สร้อยคำ ลูกสาวจนได้รับความพิการต้องตัดขาทิ้ง โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนคำตัดสินตามศาลชั้นต้น ให้กระทรวงสาธารณสุข ชดใช้เป็นเงิน 3,424,010 บาท

คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2547 ด.ญ.ดริษา ล้มหัวเข่ากระแทกพื้นมีอาการปวดบวมที่เข่าซ้าย เข้ารักษาตัวโรงพยาบาลค่ายพระยอดเมืองขวาง และส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพนม โดยมีนายแพทย์ชัยมงคล จันทศ เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัยโรคก่อนที่จะลงความเห็นว่าคนไข้มีอาการกระดูกเคลื่อนจึงใส่เฝือกดามไว้โดยไม่ต้องผ่าตัด ต่อมาคนไข้มีอาการปวดบวมที่เท้าปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ และไม่มีความรู้สึก ไม่สามารถจะขยับนิ้วเท้าได้ ทางแพทย์ที่รักษาจึงแก้ไขด้วยการผ่าเฝือกออกเพราะสงสัยว่าเส้นเอ็นข้อเท้าของคนไข้ฉีกขาด หลังจากนั้นก็นำเฝือกมาใส่ใหม่ จากนั้นไม่นานคนไข้มีอาการไข้ขึ้นสูง และเจ็บปวดทรมานที่เฝือกมาก ญาติขอร้องให้ทางแพทย์ผ่าเฝือกออกพบว่าขาซ้ายมีอาการเน่า แพทย์จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และลงความเห็นว่าต้องตัดขาซ้ายที่เน่าทิ้ง แต่ญาติยอมรับไม่ได้ จึงนำตัวคนไข้ไปรักษาแบบพื้นบ้าน แต่คนไข้ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ ญาติจึงนำคนไข้ส่งโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้แพทย์ตัดขาซ้ายที่เน่าทิ้งจนกลายเป็นเด็กหญิงพิการขาซ้ายด้วน

จ.ส.ต.เจริญ กล่าวว่า ตนและลูกขอขอบคุณศาลท่านที่ให้ความเมตตา ด้าน ด.ญ.ดริษา กล่าวว่า อยากจะกราบวิงวอนให้ทางกระทรวงสาธารณสุข อย่าได้ฎีกาเลย เพราะหนูอยากเรียนหนังสือ ถ้าทางกระทรวงสาธารณสุขยื่นฎีกา การต่อสู้ก็จะยืดเยื้อไปอีกนาน หนูก็ไม่มีโอกาสได้เรียน
โดย: อีกฉบับ [10 ธ.ค. 51 14:45] ( IP A:58.9.198.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ระยะนี้สื่อมวลชนให้ความสนใจข่าวการเมืองมากที่สุด
สังคมเกิดเรื่องขึ้นมากมาย บางเรื่องสำคัญกว่าเรื่องของพวกเรา
หลายเท่าก็ยังไม่ได้เป็นข่าว เขาทำให้เราเท่านี้นับว่าเป็นพระคุณ
แล้วล่ะ
โดย: ขอบคุณสื่อมวลชน [10 ธ.ค. 51 14:49] ( IP A:58.9.198.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   บางทีเราก็เชื่อเนื้อข่าวได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์
คดีทางการแพทย์ เนื้อหาในคำฟ้องยาวมาก
ยากที่ผู้สื่อข่าวบางคนเขาจะสนใจทั้งหมด
เขาก็ตัดตอนเอาเพียงบางส่วน

คดีการแพทย์เป็นอะไรที่น่าปวดหัว สู้กันด้วยวิชาการ
มีเหตุมีผลมาหักล้างกันมากมายกว่าจะเอาชนะกันได้
ต้องได้สื่อมวลชนระดับซีเนียร์หน่อยที่ลงลึกถึงประเด็น
ก็จะได้เนื้อข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจริง ๆ
โดย: เครือข่ายฯ [10 ธ.ค. 51 17:22] ( IP A:58.9.198.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   3 ล้าน เครือข่ายได้กี่เปอร์เซนต์หว่า 30 % ก็ 900,000 โอรายได้งามเหมือนกันแฮะ อย่าฎีกาเลยนะให้เจ๊เหอะขอร้อง
โดย: คนเก่า [11 ธ.ค. 51 8:40] ( IP A:125.26.70.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ความคิดเห็นที่ 9
3 ล้าน เครือข่ายได้กี่เปอร์เซนต์หว่า 30 % ก็ 900,000 โอรายได้งามเหมือนกันแฮะ อย่าฎีกาเลยนะให้เจ๊เหอะขอร้อง
โดย: คนเก่า [11 ธ.ค. 51 8:40> ( IP A:125.26.70.211 X: )
.....................................................................................


อย่าว่ารายได้งามเลย คงโคตรรวยกันเลยแหล่ะ

ต้องไปถามน้องเค้าจะดีกว่า ว่าเครือข่ายได้ไหม ?

อย่ากล่าวหาลอย ๆ มัน ไม่มันส์
โดย: เก่าใหม่ [11 ธ.ค. 51 8:46] ( IP A:222.123.129.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ความเห็น 9

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์
ตั้งแต่ก่อตั้งมา..จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยเรียกรับเงิน
เพื่อนผู้เสียหายเลยแม้แต่บาทเดียว เราช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกันมานานเข้าปีที่ 7 แล้ว หากเรียกรับเงิน
เรื่องมันต้องปูดต้องแดงสักวัน และเรายินดีให้ตรวจสอบ
ไปถามเลยทุกเคสที่ชนะคดีว่าได้กี่ตังค์ ไม่ได้แถมยัง
ควักค่ารถเองต่างหาก

กล่าวหาคนที่เขาตั้งใจจริงในการทำเพื่อสังคม บาปกรรม
เปล่า ๆ อย่าทำเลยเพราะมีแต่พวกหน้าตัวเมียแบบนายกแพทยสภา
ที่ชอบให้ร้ายประธานเครือข่ายลับหลังเท่านั้นที่สันดานไม่ดี
โดย: พวกปากหมา [11 ธ.ค. 51 21:40] ( IP A:58.9.224.160 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   กล่าวหาคนที่เขาตั้งใจจริงในการทำเพื่อสังคม

เพื่อสังคม เหรอ ?
โดย: คนเก่า [12 ธ.ค. 51 8:19] ( IP A:125.26.71.122 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   แล้วแต่จะคิด
เรื่องของคุณ
โดย: คนไม่มีราคาขี้เกียจอธิบายบัวใต้ตมโดนอิฐทับอีกที [12 ธ.ค. 51 20:58] ( IP A:58.9.188.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ความคิดเห็นที่ 12
ประธานเครือข่ายทำเพื่อได้รับโล่ห์มั้ง
เพื่อให้คนอย่างพวกคุณมาต่อว่า
ทำจนกระทั่งจะหมดตัว
ค่ารถ ค่าเดินทางก็ออกเอง
แถมผู้เสียหายบางเคสเห็นแก่ตัวหลอกเอาเงินกับประธานเครือข่ายอีก

คนทำดี ทำเพื่อสังคม มันมีน้อยถึงได้บอกว่า
คนทำเลว เอาเปรียบสังคมมันมีมาก มากจนเป็นเรื่องปกติ
พอเห็นใครทำดีหน่อยไม่ได้มันเป็นเรื่องมีผลประโยชน์แอบแฝงไปหมด
เพราะคนในสังคมชินกับการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มากกว่าการทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน พอมีกลุ่มคนไหน หรือว่า ใครที่ทำอะไรเพื่อสังคมจริง จริง ก็รับกันไม่ค่อยได้
เหมือนที่คอยกล่าวหาผู้เสียหายที่มาฟ้องแพทย์ก็คิดได้อย่างเดียว ว่าเขาอยากรวยทางลัด อยากขับเบนซ์
คิดได้แค่นี้แหล่ะ เพราะว่า น้ำใจความเป็นคน ความเป็นมนุษย์มันไม่เกิดในสันดานของคนพวกนั้น จึงไม่มีทางที่จะคิดได้หรอกว่า เขาออกมาเหนื่อยมาต่อสู้กันเพื่ออะไร และต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง เงินทอง ความเครียดก็มาเยือน ยิ่งเจอเศรษฐกิจสุดแสนห่วยอย่างนี้ต้องแก้ปัญหาการเงินกันมากขนาดไหน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม...



คิดได้อย่างเดียวว่าคนอื่นเลว
เพราะคนอย่างพวกคุณไม่เคยเห็นค่าราคาความเป็นคนของคนอื่น
โดย: GN+ [13 ธ.ค. 51 20:49] ( IP A:125.24.185.153 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ความเลวไม่เคยชนะความดี
คนเลวก็ย่อมไม่ชนะคนดี
ไม่มีทาง..ต่อให้คุณตามให้ร้ายเราทุกวัน
หรือเที่ยวให้ร้ายป้ายสีพวกเราไม่หยุดหย่อน
ตามสันดานปากมอมของคุณ
เราก็ไม่สะเทือน.....
โดย: เครือข่ายฯ [14 ธ.ค. 51 7:30] ( IP A:58.9.189.27 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน