พืชผัก
    เรามอบห้องนี้ให้ภาคเธอ/นายสื่อสารกัน แล้วห้องอื่นๆก็แจมได้เช่นกันนะ
โดย: โจ้33 (เจ้าบ้าน ) [23 ก.ค. 48 15:56] ( IP A:203.151.140.114 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 2
   วิธีการปลูกพืช
โดยทั่วไปแล้วการปลูกพืชในกรณีที่ใช้เป็นพืชปุ๋ยสดไถกลบหรือใช้เป็นพืชคลุมดินก็ตาม มักนิยมปลูกโดยใช้วิธีหว่านเมล็ดในพื้นที่ให้กระจายอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้วิธีโรยเป็นแถวก็ได้ และหากใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชปุ๋ยสดแล้วควรใช้หินฟอสเฟตอย่างละเอียดใส่ผสมดินในอัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนปลูกพืชปุ๋ยสด ก็จะช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและเพิ่มการตรึงไนโตรเจนของพืช เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เพราะพืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่ต้องการปริมาณของฟอสเฟตในดินสูงในระยะแรกของการเจริญเติบโต แต่เมื่อเติบโตแล้วก็จะสามารถหาได้เองอย่างเพียงพอเมื่อระบบรากแพร่กระจายไปมากแล้ว ฉะนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตในปริมาณเล็กน้อยจะช่วยให้เจริญเติบโตและตรึงไนโตรเจนมี ประสิทธิภาพดีขึ้นทำให้ปริมาณฟอสฟอรัสในลำต้นสูงขึ้นและปลดปล่อยออกมาให้เป็นประโยชน์กับพืชที่ปลูกเป็นพืชหลักตามหลังการไถกลบได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นหากต้องการให้พืชปุ๋ยสดมีการสร้างปมรากในเวลาอันสั้น เพื่อการตรึงไนโตรเจนจากอากาศก็อาจจะคลุกเชื้อแบคทีเรีย (Rhizobium spp.) ที่เหมาะสมกับพืชตระกูลถั่วนั้น ๆ ก็จะช่วยให้เกิดปมรากเร็วขึ้น ส่วนในบางท้องที่ซึ่งดินมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างไม่เหมาะสมอาจต้องใส่ปูนหรือยิปซั่ม เพื่อปรับระดับความเป็นกรดเป็นด่างให้ พอดีก่อนปลูกพืชบำรุงดินและการใส่ปูนและยิปซั่มยังเป็นการประกันมิให้เกิดการขาดธาตุแคลเซียมแมกนีเซียมและกำมะถันอีกด้วย
การเตรียมดิน
ในธรรมชาตินั้น ต้นไม้เจริญเติบโตหรือขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมของพรรณพืชแต่ละชนิด แต่การปลูกเลี้ยงไม้กระถาง เป็นการกำหนดให้ต้นไม้ต้องอยู่ในที่ที่จำกัดในภาชนะปลูก ดินหรือเครื่องปลูกจึงมีความจำเป็นต้องมีคุณสมบัติในการยึดลำต้น การอุ้มน้ำ การถ่ายเทอากาศ และง่ายในการที่รากจะไชชอนได้สะดวก การปลูกพืชในกระถาง รากพืชจะถูกจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะภายในกระถางเท่านั้น



เครื่องมือเกษตร
เครื่องมือเกษตร หมายถึง อุปกรณ์ที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยทุ่นแรง และอำนวยความสะดวกในการทำงาน เครื่องมือเกษตรที่ดี ควรมีลัษณะเหมาะสมกับประเภทของงานนั้น ๆ และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานช่วยให้ทำการเกษตรมีประสิทธิภาพดี ทำได้รวดเร็วและได้ผลดียิ่งขึ้น
ประเภทของเครื่องมือเกษตร...แบ่งตามลักษณะของการใช้งานดังนี้
1. เครื่องมือใช้กับงานดิน...เครื่องมือประเภทนี้ใช้สำหรับการทำงานเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับงานดินต่าง ๆ เช่น การเตรียมพื้นที่ การปรับปรุงดิน การผสมดิน
2. เครื่องมือใช้ในการให้น้ำ เครื่องมือประเภทนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการดูแลรักษาพืช เช่น การให้น้ำพืช การให้ปุ๋ยบางชนิด การให้สารเคมีรวมทั้งการให้ฮอร์โมนบางชนิดแก่พืช
3. เครื่องมือตัดแต่งกิ่งและขยายพันธุ์พืช
เครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร หมายถึง สิ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเกษตรกรให้สามารถทำงานได้มากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาน้อยลง ดังนั้นการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร ควรพิจารณาถึงวิธีการใช้งานที่ง่าย เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า การพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร ควรเริ่มจากการพัฒนาอุปกรณ์ที่ไม่ใช้ทฤษฎีที่ยุ่งยาก สามารถให้คนในท้องถิ่นซึ่งมีการศึกษาค่อนข้างต่ำสามารถเข้าใจวิธีการใช้งาน ตลอดจนควบคุมการทำงาน นอกจากนั้นอาจสามารถซ่อมแซม และบำรุงรักษาได้ง่ายอีกด้วย โดยทั่วไปการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร จำเป็นต้องให้สอดคล้องกับสภาพอาชีพ ความรู้ ฝีมือแรงงาน เศรษฐกิจ และประการสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การมีงานทำของประชากรในท้องถิ่นนั้นด้วย ฉะนั้นเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตในภาคเกษตรควรคำนึงถึงองค์ประกอบดัง
นี้- ใช้เงินทุนน้อย เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรค่อนข้างต่ำ เครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรต้องมีราคาถูก อยู่ในฐานะที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะร่วมกันลงทุนได้ว ซึ่งขณะนี้ได้มี เครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่คนไทยพัฒนาขึ้นใช้ในท้องถิ่น เป็นที่รู้จักกันดี และใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ได้แก่ ควายเหล็ก เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก รถเกษตรหรือรถอีแต๋น
- ใช้วัสดุในท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปสามารถัฒนาอุปกรณ์นั้น ๆ ขึ้นใช้ในท้องถิ่นซึ่งจะทำให้ราคาต้นทุนการผลิตนั้น ๆ ต่ำลงด้วย
- ใช้แรงงานและฝีมือของคนในท้องถิ่น เพื่อเป็นการเสริมสร้าง และสนับสนุนเศรษฐกิจของประชากรในท้องถิ่น
- ใช้งานง่ายไม่มีระบบหรือกลไกที่ยุ่งยาก เกษตรกรสามารถใช้งาน ซ่อมแซม และบำรุงรักษาได้ด้วยตนเอง
- ใช้พลังงานธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น พลังน้ำ พลังลม จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน ทำให้ต้นทุนผลิตผลต่ำลง และเป็นการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย
การปลูกพืชคลุมดินการปลูกพืชคลุมดิน
การปลูกพืชคลุมเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชได้ และลดการชะลาง และพังทลายของดิน ตลอดจนสามารถปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วย
วัสดุปลูกที่ใช้ปลูกซ่อม ควรเป็นต้นยางชำถุงเพื่อให้เจริญเติบโตได้ทันกัน
ชนิดของพืชคุลมดินที่ปลูกในสวนยาง
1. คาโลโปโกเนียม เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว สามารถคลุมพื้นที่ทั้งหมดภายหลังปลูก ภายใน 2-3 เดือน แต่จะตายภายใน 18-24 เดือน
2. เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว สามารถคลุมพื้นที่ทั้งหมดหลังปลูกภายใน 5-6 เดือน คลุมดินได้ดีเมื่ออายุเกิน 2 ปี
3. เ็ซ็นโตรซีมา เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตช้า แต่หนาทึบ และอยู่ได้นานเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงา
4. ซีรูเลียม เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตในระยะแรกช้า สามารถคลุมพื้นที่ได้หนาแน่นภายใน 4-6 เดือน ทนต่อร่มเงาได้ดี
เนื่องจากลักษณะและการเจริญเติบโตของพืชคลุมดินแต่ละชนิดแตกต่างกัน การปลูกพืชคลุมดินให้คลุมตลอดอายุต้นยางอ่อนควรปลูกหลายชนิดรวมกันตามสัดส่วนดังนี้ คือ
คาโลโปโกเนียม : เซ็นโตรซีมา : เพอราเรีย ในอัตราส่วน 5:4:1 2:2:1 0:3:1 1:2:0 1:1:0 โดยน้ำหนักหรือเพอราเรียอย่างเดียวในอัตราปลูก 1 กิโลกรัมต่อไร่ ซีรูเลียมอย่างเดียว 270-310 กรัมต่อไร่ โดยการปลูกเป็นหลุมลึกประมาณ 1-2 นิ้ว ระยะปลูก 60x60 เซนติเมตร

การเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชคลุมดิน
เมล็ดพืชคลุมดินมีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็งจึงควรกระตุ้นให้เมล็ดงอกดีขึ้น โดยปฏิบัติดังนี้
1. แช่ในน้ำอุ่น ใช้ปฏิบัติกับเมล็ดพืชคลุมดินคาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรีย นำไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำเดือด : น้ำเย็น อัตรา 2:1) นาน 2 ชั่วโมง นำเมล็ดไปผึ่งให้แห้งหมาดๆ แล้วนำไปคลุกกับปุ๋ยหินฟอสเฟต
2. แช่ในน้ำกรด ใช้ปฏิบัติกับเมล็ดซีรูเลียม โดยแช่ในกรดกำมะถันเข้มข้นนาน 10 นาที นำไปล้างน้ำแล้วผึ่งให้แห้ง

การปลูกุ์พืชคลุมดิน และการดูแลรักษา
1. การปลูกพืชคลุมดินในปีเดียวกับการปลูกยาง ในปีแรกให้ควบคุมพืชคลุมดินห่างจากแถวยาง 1.5-2 เมตร
2. การปลูกพืชคลุมดินหลังปลูกยาง 1 ปีขึ้นไป ให้พืชคลุมดินห่างแถวยางได้ไม่ต่ำกว่า 1 เมตรเพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติงาน และป้องกันไม่ให้พืชคลุมดินเลื้อยพันต้นยาง
3. การปฏิบัติต่อพืชคลุมดินในฤดูแล้ง ควรทำแนวกันไฟรอบสวนยาง

การปลูกผัก
เป็นบทเรียนที่จัดขึ้น ในกลุ่มสาระ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพราะปัจจุบันการปลูกผักมักจะ ใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผัก ทำให้เกิดผลตกค้าง คุณสมบัติทางกายภาพและชีวภาพของ ดินเสื่อมสภาพไปมาก และยาฆ่าแมลงก็ใช้กันแพร่หลาย ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตราย ผู้บริโภคพืชผักที่ใช้ยาฆ่าแมลงก็ได้รับสารพิษ มีอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น ผู้จัดทำจึงได้รวมรวมและเรียบเรียงวิธีการปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติจาก เอกสาร วารสาร และท่านผู้รู้เรื่องการปลูกผักในชุมชนมาจัดทำเป็นบท เรียนขึ้น มีสาระมุ่งเน้นให้ผู้เรียนและผู้สนใจในการปลูกผัก ได้ลดและเลิกใส่ปุ๋ยอนินทรีย์และสารเคมให้หันมาใช้ปุ๋ยที่ได้จากธรรมชาติแทน
ขอขอบคุณ รองผอ.เอนก และอ.พูนศักดิ์ ท่านผู้รู้ในชุมชนบ้านนาฮำ ทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการจัดทำบทเรียนครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง
1. ปัจจัยในการปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติ

การปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติให้ได้ผลดีและประสบผลสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ดินดี ดินที่มีความสมบูรณ์จะทำให้พืชผักที่ปลูกเจริญเติบโตสวยงาม
2. ปุ๋ยดี ตามหลักเกษตรธรรมชาติมุ่งให้ความสำคัญแก่ปุ๋ยมากเช่นเดียวกับดิน ปุ๋ยหมัก เป็นหัวใจสำคัญ ส่วนปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยที่ต้องห้าม
3. น้ำดี เป็นน้ำจืดที่สะอาด มีเพียงพอ
4. พันธุ์ดี ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น คือสามารถเจริญเติบโตและทนทานต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นได้ดี ทนทานต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตสูง เป็นที่นิยมของท้องตลาด
5. ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น ถ้าปลูกเป็นจำนวนมาก หากใช้ถังตักน้ำรดก็จะไม่ทั่วถึงและเสียเวลา จึงควรใช้เครื่องสูบน้ำแทนแรงคน
6. การรักงานและความขยันหมั่นเพียร การปลูกผักต้องหมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องมีความรักและความ ขยันหมั่นเพียร
7. ความเหมาะสมของฤดูกาลกับชนิดของผัก
Soiless Culture หรือ Substrate Culture

คือการปลูกพืชลงในวัสดุปลูกอื่นที่ไม่ใช่ดิน มี 3 แบบคือ
- วัสดุอินทรีย์สาร เช่น ชานอ้อย ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว แกลบ ขี้เถ้า
- วัสดุอนินทรีย์สาร เช่น ทราย หิน กรวด เม็ดดินเผา เพอไลท์ (Perlite) เป็นต้น- วัสดุสังเคราะห์ เช่น เม็ดโฟม แผ่นฟองน้ำ เส้นใยพลาสติก


Hydroponics
คือการปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำสารละลายธาตุอาหารโดยตรง มีหลายรูปแบบ
- Nutrient Film Technique (NFT) คือการปลูกพืชโดยให้รากพิชแช่อยู๋ในรางน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ไหล
ผ่านเป็นหิล์มบางๆ ประมาณ 2-3 มิลลิเมตรอย่างช้าและต่อเนื่อง
- Deep Flow Technique (DFT) คือการปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู๋นใกระบะน้ำสารละลายธาตุอาหาร
ที่มีระดับความลึกประมาณ 2-15 เซนติเมตร
- Dynamic Root Floating Technique (DRFT) คือการปลูกพืชที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่าง NFT และ DFT
โดยให้รากแช่อยู่ในรางน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านโดยมีระดับความสูงของน้ำในรางมากกว่าแบบ NFT


Aeroponics
คือการปลูกพืชโดยการฉีดพ่นน้าสารละลายธาตุอาหารให้กับรากพืชที่ลอยอยู่ในอากาศ
คือ การนำต้นพืช 2 ต้นเป็นต้นเดียวกัน โดยส่วนของต้นตอที่นำมาทาบกิ่ง จะทำหน้าที่เป็นระบบรากอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์เพศปราศจากโรคและแมลง






2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ยาวประมาณ 1 - 2 นิ้ว
3. เฉือนต้นตอเป็นรูปปากฉลาม
4. ประกบแผลต้นตอเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี พันพลาสติกให้แน่น แล้วมัดต้นตอ กับกิ่งพันธุ์ด้วยเชือกหรือลวด

5. ประมาณ 6 - 7 สัปดาห์ แผลจะติดกันดี รากตุ้มต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอ จึงจะตัดได้

6. นำลงถุงเพาะชำ พร้อมปักหลังค้ำยัน ต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม


เป็นไงบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับสำหรับการทาบกิ่งแบบธรรมดา ข้อสำคัญคือ การปาดบาดแผลควรจะต้องปาดให้มีขนาดเท่าๆกันทั้งรอยบาดแผลทั้งสองต้นนะครับ ตัวต้นตอที่มีระบบรากนิยมใช้ต้นที่มีระบบการหาอาหารเก่ง เช่นระบบรากดี ทนแล้ง ส่วนยอดพันธุ์นั้น เน้นที่ให้ผลผลิตดีครับ เมื่อระบบท่อน้ำท่ออาหารของสองต้นเชื่อมต่อกันได้แล้ว ก็สามารถจะตัดกิ่งของพันธุ์ดีออกได้นะครับ (ตัดโคนกิ่งของพันธุ์ดีนะครับ อิๆ เดี๋ยวไปเผลอตัดผิดแย่เลยครับ อิๆๆ)
สำหรับคำแนะนำของผมที่จะแนะนำคือ การปลูกไม้ยืนต้นแบบสองพลังเทอร์โบ นั่นคือ การปลูกสองต้นให้อยู่ใกล้กันครับ เช่นการปลูกต้นสะตอ สองต้นด้วยเมล็ด ปลูกห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร ครับ แล้วก็ดูแลให้ต้นตอ สองต้นนั้น เจริญงอกงามแบบปกตินะครับ หรือใครจะเลี้ยงต้นกล้าไว้ก่อนก็ได้นะครับ แล้วค่อยเอามาลงหลุมพร้อมๆ กัน ให้ลงหลุมห่างกันตามที่บอกนะครับ
เมื่อต้นตอทั้งสอง มีขนาดลำต้นประมาณกิ่งที่เหมาะสม ให้ดูที่โคนต้น ห่างจากพื้น ประมาณหนึ่งฟุตนะครับ เพราะบริเวณนั้นเราจะใช้สำหรับการทาบลำต้นเข้าด้วยกันครับ โดยปาดรอยแผลให้มันเท่ากันพอดี ตรงนี้หล่ะครับ ต้องใช้มีดที่คมและสะอาดหน่อยนะครับ ก่อนจะปาดลำต้นจริง หากไม่มั่นใจ ให้ไปฝึกปาดกิ่งต้นไม้อื่น ก่อนก็ได้นะครับ เพื่อความชำนาญ (อย่าไปปาดคอคน หรือคอไก่เข้าหล่ะครับ เดี๋ยวได้เรื่องครับ)
เมื่อปาดลำต้นบริเวณระดับเดียวกันแล้วทั้งสองต้น ก็ให้ทาบลำต้นเข้าด้วยกันโดยบาดแผลชนเข้าหากัน แล้วให้พันด้วยพลาสติกใสที่ใช้สำหรับการติดตานะครับ
คราวนี้ก็ปล่อยทิ้งไว้ครับ จนกว่าลำต้นจะประสานเนื้อติดกัน เมื่อติดกันอย่างมั่นใจแล้ว ก็ให้ตัดยอดต้นหนึ่งเหนือรอยทาบทิ้งครับ แนะนำให้ตัดต้นที่ดูอ่อนแอกว่านะครับ หรือเตี้ยกว่าก็ได้ครับ ส่วนพลาสติกก็ค่อยแกะพลาสติกใสออกครับ คราวนี้คุณก็จะได้ต้นสะตอ สองพลังเทอร์โบแล้วหล่ะครับ ที่มีสองระบบราก หนึ่งยอด
เมื่อปล่อยไปนานๆ เข้าลำต้นที่โคนสองต้นนั้นจะประสานเป็นต้นเดียวกัน จนคุณจะเห็นแค่ว่าโคนต้นมีสองโคนนะครับ หรือบางทีคุณแยกไม่ออกเลยครับ แต่คุณมีสองระบบรากแก้วนะครับ โดยปกติแล้วรากพืชมันจะแย่งอาหารกันครับ หากยอดไม่ติดกัน แต่หากระบบลำต้นติดกัน ตัวต้นไม้จะทราบระบบรากของต้นเองดังนั้นการแย่งอาหารกันจะไม่เกิดในระบบรากทั้งสองครับ
สิ่งที่คุณจะเห็นได้ชัดจากการปลูกพืชแบบนี้ สองพลังเทอร์โบ นี้จะส่งผลให้การโตของลำต้นเร็วกว่าปกติครับ เพราะแหล่งหาอาหารมันมีสองพลังครับ
สิ่งที่อยากให้คุณลองคือ ลองเอาสองระบบต้นที่อยู่ในสายพันธุ์ใกล้ๆ กันแล้วมาทาบเข้าด้วยกันครับ โดยเมื่อทาบกันได้แล้วสนิท คุณค่อยตัดยอดพันธุ์ไม่ดีทิ้งครับ หรือต้นที่ไม่ต้องการทิ้งครับ
ที่ผมเคยทดสอบคือ ใช้ต้นสะตอ กับต้องเหรียง ทาบเข้าด้วยกันครับ จริงๆ เกิดจากความบังเอิญที่ต้นสะตอกับต้นเหรียงงอกมาที่บริเวณเดียวกัน ห่างกันพอเหมาะ แล้วแต่ละต้นก็ขึ้นสวยงามซะด้วยครับ จะโค่นต้นเหรียงทิ้งก็เสียดาย ผมตอนนั้นในฐานะเด็กเกษตร ก็ต้องลองมั่วบ้างครับ หัดแหกคอกบ้างก็ดีครับ เลยจับสองต้นมาทาบลำต้นเข้าหากัน จนได้เรื่องเลยครับ

(ต้นสะตอสองพลังเทอร์โบ สังเกตในภาพเป็นต้นที่ไม่มีใบนะครับ อยู่ในช่วงผลัดใบครับ)
จนในที่สุดที่หน้าบ้านผมก็จะมีต้นสะตอสองพลังเทอร์โบครับ คือมีสองระบบราก คือระบบรากเหรียงและระบบรากสะตอ ที่อุ้มชูลำต้นสะตอ แต่ไม่แค่นั้นครับ ที่ตลกมากกว่านั้นตามมาก็คือว่า ในหนึ่งปีปกติแล้วสะตอจะออกฝักประมาณปีละครั้ง แล้วเหรียงกับสะตอจะออกฝักคนละช่วงกันครับ ที่บ้านเลยจะได้เห็นสะตอต้นพิเศษต้นนี้ ออกฝักปีละสองครั้งเป็นอย่างน้อย แต่เวลาต้นสะตอโกนใบ (ผลัดใบ) ก็เป็นไปตามนิสัยของสะตอ แต่พอถึง
ลองเอาไปทำกันดูนะครับ ได้ผลแล้วเอารูปมาฝากกันบ้างนะครับ
8. การป้องกันและกำจัดศัตรูอย่างเหมาะสม
ความหมายของไม้กระถาง
ไม้กระถาง หมายถึง การนำพรรณไม้บางชนิดมาปลูกลงในกระถาง หรือภาชนะสวยงาม จุดประสงค์เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัด และสามารถเคลื่อนย้ายไปประดับในสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย สะดวกในการดูแลรักษา และโยกย้ายสับเปลี่ยนพรรณไม้ได้ตามความพอใจ ในปัจจุบันไม้ประดับกระถางเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่มีพื้นที่ราคาแพง จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด จึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้มีชีวิตชีวาด้วยการใช้ไม้ประดับกระถางแทนสภาพอื่นที่ขาดหายไป
การกำจัดแมลงศัตรูพืช
การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูเป็นความจำเป็นอีกอย่างหนึ่งในการดูแลรักษาไม้กระถาง เพราะแมลงเป็นศัตรูต่อการเจริญเติบโตของพืช ที่พบมากมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ประเภทปากกัด ได้แก่ ตั๊กแตน หนอนผีเสื้อ ด้วง ฯลฯ ทำลายโดยกัดกินใบ ทำให้ต้นไม้ไม้สามารถปรุงอาหารได้ และชะงักการเจริญเติบโต แมลงปากกัดบางชนิดกัดแทะเข้าไปถึงกิ่งก้านหรือลำต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารของต้นไม้เสียหาย ถ้าถูกทำลายมากต้นไม้จะเหี่ยวและตายในที่สุด วิธีกำจัดโดยการใช้ยาประเภทถูกตัวตายหรือกินตายฉีดพ่น หากพบจำนวนไม่มากให้จับทำลาย
2. ประเภทดูดน้ำเลี้ยง ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน แมงมุมแดง เพลี้ยหอย ฯลฯ ทำลายโดยดูดน้ำเลี้ยงจากใบ แมลงปากดูดบางชนิดยังปล่อยสารพิษให้ต้นไม้ใบสีซีดเหี่ยวแห้ง ใบร่วงก่อนกำหนด ชะงักการเจริญเติบโต และแห้งตายในที่สุด วิธีกำจัดโดยการฉีดยาประเภทถูกตัวตาย
เนื่องจากการปลูกไม้กระถางประดับเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับคน หากสามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศตรูพืชได้มากเท่าไรหรือไม่ใช้เลยยิ่งดี โดยเฉพาะไม้กระถางที่ใช้ประดับในอาคารบ้านเรือน หากจำเป็นต้องใช้ยากำจัดแมลงควรกระทำอยู่ภายนอกอาคารและหลีกเลี่ยงยาที่มีอันตรายมากๆ มีฤทธิ์ตกค้างนานและมีกลิ่นรุนแรง ก่อนนำพรรณไม้เข้าประดับในอาคารควรงดฉีดยา หรือทิ้งไว้จนหมดกลิ่นและฤทธิ์เสียก่อน สิ่งสำคัญควรเลือกใช้ยาให้ถูกต้องกับแมลงที่ต้องการกำจัด แล้วนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะโดยทั่วไปยาฆ่าแมลงมีอันตรายต่อคนอยู่แล้วไม่มากก็น้อย ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอันตรายก็ยิ่งมากขึ้น


การกำจัดโรคพืช
โรคพืชที่พบบ่อยในไม้กระถางได้แก่ โรคโคนเน่า ลักษณะอาการแสดงออกที่บริเวณโคนต้นระดับผิวดินจะเน่าและต้นจะล้มตายในที่สุด ทางป้องกันหรือลดความเสียหายทำได้โดยการกำจัดวัชพืชและตัดแต่ง ช่วยให้โคนต้นโปร่งมีการระบายอากาศ แสงแดดส่องได้ทั่วถึง และพยายามรดน้ำให้น้อยลง รักษาผิวหน้าดินอย่าให้ชื้นแฉะเกินไป
การกำจัดวัชพืช
วัชพืชหรือหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในเครื่องปลูกจะเป็นตัวแย่งอาหารจากต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สวย และยังเป็นที่อยู่อาศัยหรือแหล่งสะสมของโรคแมลงบางชนิดด้วย การกำจัดวัชพืชควรทำในขณะที่วัชพืชยังเป็นต้นอ่อนยังไม่ออกดอกติดเมล็ด เพราะเมล็ดแก่อาจหล่นลงในเครื่องปลูกงอกเป็นต้นอ่อนได้ ทำให้ต้องเสียเวลาในการกำจัดต่อไปอีก วิธีการกำจัดวัชพืชอาจใช้วิธีถอนด้วยมือ แซะหรือขุดด้วย พลั่วมือ เสียม หรือจอบ โดยพรวนดินร่วมไปด้วย
วิธีการปลูกไม้กระถาง
การปลูกไม้กระถางนั้นอีกอย่างหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ ขนาดของต้นไม้ และกระถางควรให้เหมาะสมกัน ถ้าต้นไม้ยังเล็กอยู่ก็ใช้กระถางเล็กไปก่อน พอต้นไม้โตพอที่จะเปลี่ยนกระถางจึงเปลี่ยนกระถางตานขนาดของต้นไม้ เนื่องจากการปลูกไม้กระถางเป็นไม้ประดับนั้นต้องการความสวยงามเป็นหลักอยู่แล้ว
ถ้าปลูกเพื่อให้เพื่อให้ไม้ในกระถางเป็นไม้ที่โตเร็ว ควรปลูกต้นไม้ต้นเดียวในหนึ่งกระถาง หรือถ้าต้นไม้เป็นทรงพุ่มแตกกิ่งก้านแผ่มากก็ควรปลูกต้นเดียวในหนึ่งกระถางเช่นกัน ส่วนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านน้อยทรงสูง แต่ถ้าต้องการให้เป็นพุ่มเพื่อความสวยงามก็ควรปลูกลงหลายต้นในหนึ่งกระถาง จำนวนต้นแล้วแต่ความเหมาะสมระหว่างต้นไม้กับขนาดของกระถาง ถ้าต้นไม้เป็นไม้ทรงสูงมีลำต้นเดี่ยวตั้งตรงแล้วแตกพุ่มตอนบน ก็ต้องปลูกลงต้นเดียวในหนึ่งกระถาง
การปลูกพืชผักสวน
ครัว เพราะในปัจจุบันวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้นมาตั้งแค่ปี 2540ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2541 และคาดว่าจะคงยืดเยื้อออกไปอีก แม้ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะได้ดำเนินความพยายร่วมกันในการเร่งกอบกู้ภาววิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้สำเร็จ ส่งผลกระทบไปสู่ประชาชนทุกระดับทั่วประเทศความร่มมือที่จะบังเกิดผลดโดยทันทีนั้นคือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในระดับครอบครัว แนวทางหนึ่งคือ การปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว
ผักที่ประกอบในอาหารแต่ละชนิด ทำหน้าที่สองอย่าง คือ เพิ่มคุณค่าทางอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากผักอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์มากน้อยแล้วแต่อาหารแต่ชนิดของผัก หน้าที่ของผักอีกอย่างคือ เป็นเครื่องชูรสอาหาร เนื่องจากผักมีสีสันต่างๆหลากหลาย รวมทั้งรสและกลิ่นของผักต่างๆก็มีส่วนในการเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานมากขึ้นด้วย
การปลูกผักไว้รับประทานนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้บริโภคผักที่ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีโอกาศที่จะได้รับประทานรสชาติผักที่ใหม่และสด รวมทั้งยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวัน สอดคล้องกับชีวิตประจำวันในปัจจุบัน นแกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินใจ มีส่วนให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ในการช่วยปลูกและช่วยกันดูแลผักสวนครัวที่สมาชิกภายในครอบครัวช่วยกันสร้างขึ้นมา นับเป็นการปลูกจิตสำนึกต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง
พืชสวน
พืชสวนโดยทั่วไป จะมีการเตรียมดินปลูกเป็นหลุมๆ ละ 1 ต้น จึงไม่ต้องไถพื้นที่ ยกเว้นเพื่อการปราบวัชพืช อาจไถหลายครั้ง จากนั้นก็เตรียมหลุมปลูก
1. ขุดหลุมขนาดประมาณ 50 x 50 x 50 ซ.ม.
2. ใส่อินทรีย์วัตถุ เช่น หญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้ มูลสัตว์ และใส่ปุ๋ยแห้ง 2-3 กำมือ รดด้วยปุ๋ยน้ำ (EM +กากน้ำตาล+น้ำ อัตราส่วน 1 : 1 : 500) เอาดินกลบ หมักไว้ 7 วัน
3. นำต้นกล้ามาลงหลุม คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง
4. ระวังการเหยียบย่ำด้วยคน และสัตว์ หรือพาหนะ
5. บริเวณชายพุ่มไม้ ที่ใบไม้ ดอกไม้ ร่วงลงมา ไม่ควรกวาดหรือนำ ไปที่อื่น เนื่องจากเป็นความสมดุลทางธรรมชาติ เมื่อออกดอก ผล ทั้งใบ ดอก ผล ที่ร่วงลงมาจะกลายเป็นอาหารของต้นเดิมอย่างต่อเนื่อง
6. การเสริมสร้างคุณภาพให้แก่ดิน ทำให้ต้นไม้แข็งแรงสามารถจะให้ผลผลิตในปีต่อไปได้ปกติหรือดีกว่าเดิม และถ้าดินสมบูรณ์จริงๆ จะออกดอก ผล ตลอดปี ดังนั้นต้นไม้ที่ออกผล ปีเว้นปี คือ ต้นไม้ที่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง
ข้อควรคำนึง
o การให้ปุ๋ยแห้งสำหรับไม้ผล
ครั้งที่ 1 หลังจากเก็บผล ตกแต่งกิ่งแล้ว
ครั้งที่ 2 หลังจากแตกใบอ่อน และใบอ่อนใกล้แก่
ครั้งที่ 3 ก่อนติดช่อดอก
ครั้งที่ 4 เมื่อติดลูกเล็กๆ
o พ่นปุ๋ยน้ำทุกๆ เดือนๆ
o พ่นสารไล่แมลงศัตรูพืชเสมอๆ
o พ่นฮอร์โมนผลไม้ หรือฮอร์โมนยอดพืชเดือนละครั้ง หรือ ใช้พ่นหลังให้ปุ๋ยแห้งแล้ว

โดย: ฟั่ฟั203๑นะทฟรส [10 ก.ค. 51 6:59] ( IP A:117.47.210.162 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    เก่งจัง

โดย: tot_nnn_tot070937@hotmail.com [3 พ.ย. 51 18:47] ( IP A:118.174.214.208 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ

โดย: tot_nnn_tot070937@hotmail.com [3 พ.ย. 51 18:49] ( IP A:118.174.214.208 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   นะควาย
โดย: - [15 ม.ค. 52 20:42] ( IP A:118.172.192.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ytyfyrlodgkeir7ghsod[yuvhdsfiretuvujdflvjeigjkckeotlygjdlvp[w
โดย: - [15 ม.ค. 52 20:43] ( IP A:118.172.192.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   
โดย: best [27 ส.ค. 52 19:28] ( IP A:125.24.200.5 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน