คันชักไวโอลิน (Violin Bow)
    คันชักไวโอลิน (Violin Bow)
การเลือกคันชักดีๆ เป็นงานที่ยากพอสมควร เนื่องจากมีคันชักหลากหลายคุณภาพในท้องตลาดให้เลือกมากมาย

สำหรับนักไวโอลินมือใหม่ที่ยังมีทักษะไม่มากนัก และต้องการคันชักในระดับปานกลางที่ไม่แพงมากนัก คันชักที่เหมาะสมในตอนนี้คือ มีความแข็งพอสมควรและมีความโค้งที่พอเหมาะ ไม่แข็งหรืออ่อนจนเกินไป มีความสมดุลที่พอดี เมื่อฝีมือพัฒนาขึ้น ก็ย่อมต้องการคันชักที่มีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงความชำนาญในการเเยกเเยะก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

คำแนะนำในการเลือกคันชักที่ดีสำหรับนักไวโอลินทุกๆ ระดับคือ เมื่อคุณกำลังเล่นไวโอลิน พยายามอย่าไปคิดถึงเรื่องคันชัก คันชักที่ดีจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของมือขวา มันควรจะเคลื่อนไหวไปกับคุณในขณะที่เล่น โดยออกแรงแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าคุณลองหยิบคันชักฝรั่งเศสดีๆ เช่น คันชักของ Peccatte หรือ Voirin หรือแม้แต่คันชักรุ่นหลังๆ ที่คุณภาพดีๆ คุณจะรู้ว่าคันชักนั้นให้พลังในการเล่นที่ดีกว่า ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจ และใช้แรงในการเล่นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร นั่นเป็นเพราะเทคนิคการเล่นของคุณไม่ดีหรือไม่ก็ไม่ค่อยได้ซ้อม อย่าไปโทษคันชักก็แล้วกัน
ก่อนที่จะเริ่มหาคันชักดีๆ สักคันนั้น ควรจะมีความรู้พื้นฐานในเรื่องคันชักเสียก่อน

วัสดุที่ใช้ทำคันชัก
วัสดุที่ใช้ทำด้ามคันชักมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ ไม้บราซิล (Brazil wood) ไม้เปอร์นัมบูโค (Pernumbuco) คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon fiber)

Brazil Wood
เป็นชื่อสามัญของไม้เนื้อเเข็งในเขตเมืองร้อนหลายๆ ชนิด ซึ่งใช้ทำคันชักราคาถูก ไม้ชนิดนี้มาจากบราซิลและประเทศอื่นๆ ในแถบเมืองร้อน คันชักไวโอลินที่ทำจากไม้ Brazil Wood มีราคาอยู่ที่ 2,000 ถึง 16,000 บาท เหมาะสำหรับนักไวโอลินมือใหม่จนถึงระดับปานกลาง

Pernumbuco
นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ไม้ Pernumbuco ถือเป็นวัสดุที่ดีที่สุดที่ใช้ทำคันชัก มันเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความหนาแน่นมาก มาจากหลายๆ พื้นที่ในประเทศบราซิล มีส่วนผสมที่ลงตัวของความแข็งแรงและความยืดหยุ่น รวมถึงการตอบสนองต่อการเล่นที่ดี

Pernumbuco มีหลากหลายพันธุ์แยกย่อยออกไป แตกต่างกันตามคุณภาพ ช่างทำคันชักชั้นเยี่ยมจะใช้เวลาในการเสาะเเสวงหาและคัดเลือกเฉพาะไม้ที่ดีที่สุดเท่านั้น โดยไม่สนใจไม้คุณภาพรองๆ ลงไปเลย แต่เนื่องจากสภาวะแวดล้อมเสื่อมโทรมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม้ Pernumbuco เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ทำให้รัฐบาลบราซิลต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุมการส่งออกไม้ชนิดนี้อย่างเข้มงวด ทำให้ไม้ Pernumbuco เริ่มหายากเเละมีราคาเเพงขึ้นทุกที

Carbon fiber
เนื่องจากสภาวะที่ไม้ Pernumbuco เริ่มขาดเเคลน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคันชักในท้องตลาด นักไวโอลินหลายๆ คนต่างยกย่องว่าคันชักของช่างฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 19 ถือเป็นสุดยอดคันชัก ตามมาด้วยคำถามที่ว่าทำไมช่างทำคันชักในรุ่นหลังจึงไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีเยี่ยมเช่นนั้นได้ มีบางคนเชื่อว่าพันธุ์ไม้ Pernumbuco ที่ช่างในยุคแรกใช้นั้นสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ช่างทำคันชักเช่น Tourte, Peccatte, Simon, Pajot และช่างร่วมสมัยคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นช่างฝีมือชั้นเยี่ยม ผลงานของเเต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ผลงานของช่างหลายๆ คน มีความนุ่มนวล มีคุณภาพที่ละเอียดประณีต ซึ่งทำให้คันชักเกือบจะกลายเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของมือ ให้น้ำเสียงที่ชัดเจนและเต็มอิ่ม จนมีคำกล่าวที่ว่า “Smooth as butter” เพื่อใช้นิยามถึงคุณภาพคันชักของช่างฝรั่งเศสรุ่นเก่าๆ แต่ก็มีนักไวโอลินอีกดลุ่มที่ชื่นชอบคันชักรุ่นใหม่ซึ่งมีความเหนียวและแข็งแรงกว่า รวมถึงการตอบสนองที่ดีกว่า

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คันชัก Carbon fiber ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งย่อมมาจากการที่ไม้ Pernumbuco ขาดเเคลน คันชัก Carbon fiber ผลิตจาก Carbon fiber หลายเกรด ผสมผสานกับเรซิ่น มีคุณสมบัติหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกับไม้ Pernumbuco นอกจากนั้น Carbon fiber ยังมีความทนทาน ราคาที่หลากหลายของมันย่อมแสดงถึงคุณค่าของมันอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการนำ Fiber glass มาใช้ทำคันชักราคาไม่แพง บางครั้งก็พบในคันชักราคาถูกสำหรับนักเรียนไวโอลินอีกด้วย ข้อดีของมันก็คือมีความทนทานสูงและหาซื้อได้ง่าย แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกคันชักที่ทำจากวัสดุอะไรก็ตาม คันชักทุกๆ คันล้วนมีข้อพิจารณาในการเลือกที่เหมือนๆ กัน นั่นก็คือความสามารถในการเล่นของมัน
โดย: - [27 ม.ค. 49 10:23] ( IP A:202.12.74.7 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    Francois Tourte (1747-1833) คันชักที่ทำขึ้นในราวๆ ปี 1780

โดย: - [27 ม.ค. 49 10:24] ( IP A:202.12.74.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ต้น Pernumbuco

โดย: - [27 ม.ค. 49 10:25] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    เทคนิคการใช้คันชัก (Bowing)
การใช้คันชัก (Bowing) นอกจากจะหมายถึงการสีคันชักบนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายในแง่ของสไตล์และเทคนิคการใช้คันชัก แต่อีกความหมายหนึ่งก็คือเทคนิคเฉพาะที่ใช้ในการบรรเลงวลีของบทเพลง และเครื่องหมายต่างๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไป

เนื่องจากเทคนิคการใช้คันชักขึ้นอยู่กับการพัฒนารูปแบบของคันชักและศิลปะการแสดงออกในการบรรเลงเครื่องสายต่างๆ พัฒนาการของคันชักสมัยใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดย Francois Tourte ช่างทำคันชักชาวปารีส ทำให้ Paganini สามารถเปิดศักราชใหม่ของศิลปะการใช้คันชัก เทคนิคการจับคันแบบ Paganini ถือเป็นสิ่งใหม่และเเตกต่างโดยสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับเทคนิคของสำนักดั้งเดิมอย่าง Corelli และ Viotti ซึ่ง Paganini จะจับคันชักในต่ำแหน่งที่ค่อนข้างสูง ทำให้แขนของเขาเคลื่อนไหวบนไวโอลินได้อย่างเป็นอิสระและมีพลัง สามารถสร้างสีสันและโทนของดนตรีได้อย่างหลากหลาย และแสดงออกได้อย่างที่เขาปรารถนา ไม่จำเป็นต้องสีคันชักอย่างที่เคยทำ Viotti อีกต่อไป นั่นก็คือ ”การสีคันชักแบบปุยนุ่นด้วยแขนอันทรงพลังของเฮอร์คิวลิส”

Paganini ได้สร้างเทคนิคการใชัคันชักที่เคลื่อนไหวราวกับการเล่นยิมนาสติก เช่น “Staccato a ricrochet” (Rebounding staccato) ซึ่งก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน สำนักไวโอลินเยอรมันที่ก่อตั้งโดย Spohr ก็ไม่ได้สร้างสรรเทคนิคการใช้คันชักที่น่าสนใจใดๆ แต่กลับยึดติดอยู่กับสไตล์ของ Viotti ส่วนการจับคันชักของสำนักไวโอลินเบลเยี่ยมที่ก่อตั้งโดย Charles de Beroit นั้น ข้อศอกและปลายเเขนจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำ ซึ่งความสัมพันธ์ของตำแหน่ง ต้นแขน ข้อศอก ปลายแขน จะเปลี่ยนอย่างเป็นธรรมชาติตามการเปลี่ยนสายทุกๆ สาย และเเม้ว่าเทคนิคการเล่นไวโอลินของสำนักต่างๆ จะเเตกต่างกันในเรื่องการวางนิ้วบนคันชัก และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อข้อมือ ปลายแขน และต้นแขน ฯ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ต้องการได้น้ำเสียงที่ไพเราะจากเครื่องดนตรี ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกๆ การเคลื่อนไหวในทุกๆ ส่วนของมือซึ่งควรเป็นไปอย่างอิสระ และเเน่นอนว่าต้องมีความมั่นคงและสมดุล ผสมผสานกับข้อมือที่นุ่มนวล คันชักต้องลากผ่านระหว่างหย่องเเละฟิงเกอร์บอร์ด และขนานไปกับหย่อง พื้นฐานของการสีคันชักก็คือการลากคันชักยาว (Long legato) จากโคนจนสุดปลายคันชัก (การสีคันชักลง) และการลากคันชักจากปลายจนสุดโคนคันชัก (การสีคันชักขึ้น) เทคนิคการใช้แบบอื่นๆ เช่น Staccato, Spiccato, Sautille, Ricrochet, และ Saltato

น้ำหนักและความสมดุล (Weight and balance)
ค่าน้ำหนักเฉลี่ยของคันชักไวโอลินอยู่ที่ประมาณ 60 กรัม (คันชักวิโอล่าอยู่ที่ประมาณ 70 กรัม คันชักเชลโลอยู่ที่ประมาณ 80 กรัม ) แต่ต้องจำไว้ว่า นี่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น คันชักของช่างที่มีชื่อเสียงในอดีตหลายๆ คน มีน้ำหนักที่เบาเพียง 54 กรัมเท่านั้น แต่สามารถเล่นได้อย่างไพเราะเช่นเดียวกัน ส่วนคันชักน้ำหนักประมาณ 66-68 กรัมนั้นอาจจะหนักเกินไป คันชักที่มีความสมดุลที่พอเหมาะสำคัญกว่าเรื่องน้ำหนัก มีนักไวโอลินหลายๆ คนที่พอเจอคันชักที่ไม่ได้หนัก 60 กรัมก็จะมองข้ามไปเลย ถ้ายึดเอาตามมาตรฐานนี้ อาจจะทำให้พลาดโอกาสได้เจอคันชักดีๆ ก็เป็นได้ ถ้าลองจับคันชักแล้วรู้สึกว่าเหมาะมือ นั่นอาจเป็นคันชักที่ใช่เลย ลองถือคันชักเป็นมุมเอียง 45 องศา คันชักควรจะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกที่สมดุลตั้งแต่ปลาย (Tip) คันชักจนจรดโคน (Frog)

โดย: - [27 ม.ค. 49 10:31] ( IP A:202.12.74.6 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน