ความแข็งแรงของคันชัก
    คันธนู ที่ใช้ล่าสัตว์ (Bow) และ คันชัก (Bow) ที่ใช้เล่นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายมีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ในการล่าสัตว์นั้น คันธนูจะถูกเหนี่ยวสายให้ตึง เมื่อฝูงสัตว์ป่าออกมาจากพุ่มไม้ให้เห็น นายพรานจะเหนี่ยวสายเพื่อยิงธนูออกไป แต่ถ้านายพรานเหนี่ยวสายธนูตึงเกินไปจนคันธนูหัก เขาจะประสบปัญหาใหญ่ทันที สิ่งที่นายพรานต้องทำคือปีนหนีขึ้นต้นไม้ แต่ถ้านักดนตรีขึ้นหางม้าตึงเกินไปจนคันชักหักในระหว่างการแสดง สถานการณ์ย่อมเลวร้ายเช่นกัน แต่แถวๆ นั้นคงไม่มีต้นไม้ให้ปีน

การยิงธนูมีความคล้ายคลึงกับการเล่นเครื่องสายในการแสดงดนตรีไม่มากก็น้อย แม้ว่าการเผชิญหน้ากับผู้ชมจะมีอันตรายน้อยกว่าก็ตาม แรงดึงและแรงกดบนคันชักจะต้องไม่มากเกินกว่าที่จุดที่แข็งแรงน้อยที่สุดจะรับไหว ด้วยเหตุผลในแบบเดียวกัน

โดยปกติแล้ว หัวคันชักคือจุดที่แข็งแรงน้อยที่สุด ลายไม้จะวิ่งไปตามยาว หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือ ลายไม้จะวิ่งจากตัวด้ามไปยังหัวคันชัก แต่จะไม่ต่อเนื่องกับส่วนล่างของหัวคันชัก

โดย: - [20 เม.ย. 55 15:04] ( IP A:202.12.73.193 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 2
   ดังนั้นกึ่งกลางของหัวคันชักจึงมักจะเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุด ส่วนที่จะเป็นอันตรายได้ง่ายที่สุดคือตำแหน่งของวงปี (Annual ring) ในเนื้อไม้ รวมถึงรูปทรงของหัวคันชัก คันชักที่แข็งแรงจะต้องมีหัวคันชักที่ใหญ่ขึ้น ส่วนด้ามคันชักที่อ่อนๆ สามารถปรับหัวคันชักให้เพรียวบางขึ้นได้ เนื่องจากแรงกดที่กระทำตรงจุดที่แข็งแรงน้อยที่สุดจะลดลงไปเช่นกัน ถ้าโอกาสที่หัวคันชักจะหักเป็นผลมาจากปัจจัยดังกล่าว หัวคันชักควรจะต่ำให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะเห็นได้ใน คันชักแบบบาโร้ค แต่ในช่วงหลายร้อยปีทีผ่านมาคันชักได้ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถสร้างเสียงที่ดังขึ้น รับแรงกดและมีความโค้งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การสั่นสะเทือนของหางม้าจะช่วยเพิ่ม แรงกดบนหัวคันชัก ขึ้นไปอีก ยิ่งนักเล่นออกแรงลากสายมากขึ้นเท่าไหร่ แรงกดก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

โดย: - [20 เม.ย. 55 15:40] ( IP A:202.12.73.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ถ้าส่วน "b" ยิ่งสูงขึ้นสัมพันธ์กับส่วน "a" ที่อยู่ด้านบน พลัง หรือ แรงงัด จะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งย่อมหมายถึงพลังการสั่นสะเทือนที่ส่งไปยังด้ามจะมากขึ้นตามไปด้วย ความสูงของหัวคันชัก จึงมีผลเป็นอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของด้ามคันชัก การลากคันชักที่ยิ่งมีพลังนั้น ต้องอาศัย “แรงกด” ที่มากขึ้นเช่นกัน ไม่เช่นนั้นอาจจะเหมือนกับการใช้แอมป์ขนาดเล็กกับลำโพงขนาดใหญ่ที่เกินกำลังขยายของมัน

หลักเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันทั้ง 2 สองข้อ มีส่วนสำคัญในการออกแบบหัวคันชัก ในข้อแรกมีโอกาสเสี่ยงที่จะหักง่ายกว่า ซึ่งหัวคันชักจะต่ำลง ส่วนอีกแบบคือ หัวคันชักที่สูงขึ้นและถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้คันชักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก แม้ว่าคันชักนั้นจะถูกสร้างให้มีพลังก็ตาม

ความแข็งแรง ของคันชักไม่สามารถอธิบายเป็นตัวเลขได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วนักดนตรีจะบอกว่าแค่วางคันชักอันนั้นบนสายก็มีพลังแล้วแม้ว่าจะเล่นดังๆ (Forte) ก็ตาม แต่คันชักที่มีความยืดหยุ่นที่ดีกว่าจะให้ความรู้สึกของพลังถ้าความสัมพันธ์ในส่วนอื่นๆ ถูกต้อง สิ่งสำคัญประการแรกคือ ความแข็งแรงของคันชักจะต้อง ถ่ายทอดแรงได้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดทั้งคันชัก นอกจากนั้น ความเสถียรในแนวขวาง (Lateral stability) ก็มีความสำคัญทัดเทียมกัน คันชักที่มีพลังและมีความเสถียรในแนวขวางจะเล่นได้หลากหลายมากกว่าคันชักที่อ่อนแต่มีความเสถียรในแนวขวางแบบเดียวกัน ซึ่งในการวิเคราะห์คันชักนั้น ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาเลือกเช่นกัน

เมื่อคลายความตึงของคันชักเสียลง เราสามารถทดสอบความแข็งแรงของด้ามคันชักตามความยาวได้โดยการวางคันชักบนปลายทั้งสองด้าน และถ่วงน้ำหนัก 250 กรัมไว้ที่กึ่งกลางคันชัก ซึ่งคันชักไวโอลินจะยุบตัวลงประมาณ 1.5 - 2 ซ.ม. ส่วนคันชักเชลโลจะยุบตัวลงประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขดังกล่าว ช่างทำคันชักหลายคนจะใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในการทดสอบคันชัก สิ่งใดก็ตามที่วัดค่าได้ น่าจะดูดี แต่ไม่ควรจะให้น้ำหนักกับประเด็นนี้มากเกินไป ไม่มีนักดนตรีที่ไหนที่ใช้คันชักที่ขึ้นหางม้าแล้วเสียรูป

เมื่อขึ้นหางม้าให้ตึง ความแข็งแรง จะเป็นสิ่งที่เกิดจาก ความยืดหยุ่นของด้ามคันชัก ความหนา ของไม้ และ ความโค้ง การผสมผสานระหว่างความแข็งแรงของเนื้อไม้และความโค้งสามารถทดสอบได้โดยการขึ้นหางม้าให้ตึงจนกระทั่งด้ามคันชักตรง แต่ห้ามทำเองโดยเด็ดขาดแม้ว่าคันชักจะแข็งแรงพอ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างจะดีกว่า ถ้าด้ามคักชักตรงจริงๆ แสดงว่าความโค้งและความแข็งแรงของไม้เข้ากันอย่างลงตัว
โดย: - [22 เม.ย. 55 1:05] ( IP A:110.77.230.126 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   มีความเป็นไปได้หลายประการในการออกแบบส่วนโค้งและความหนาของไม้ตลอดด้ามคันชัก คันชักในศตวรรษที่ 19 ช่วงกลางคันชักจะมีความโค้งที่สุด แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจุดดังกล่าวกลับเลื่อนขึ้นไปทางปลายคันชัก ช่างบางคนกล่าวว่าคันชักที่ไม้มีขนาดเล็กและจุดที่โค้งที่สุดค่อนไปทางปลายจะให้การตอบสนองที่ดีที่สุด แต่เสียงจะค่อนข้างบาง ส่วนคันชักที่จุดที่โค้งที่สุดอยู่ตรงกลางจะให้เสียงเต็มที่กว่า แม้ว่าการตอบสนองจะไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่ที่กล่าวมาเป็นแค่แนวโน้มโดยทั่วไปเท่านั้น เพราะเสียงที่เกิดจากคันชักและการตอบสนองจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ จุดที่โค้งที่สุดจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้นถ้าความสัมพันธ์ระหว่างความโค้งกับคุณภาพและการเลือกไม้ที่นำมาใช้นั้นถูกต้อง แต่ถ้าองค์ประกอบทั้งหมดไม่ถูกต้อง นักดนตรีจะรู้สึกว่าเล่นแล้วคันชักไม่สัมผัสกับสายอย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าความโค้งและคุณภาพของไม้จะสัมพันธ์ดันดีแล้วก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ ความโค้งของชักคัน ควรจะมากน้อยแค่ไหน เมื่อหางม้าหย่อนจนสัมผัสกับด้ามคันชักจะเรียกว่าความโค้งที่เต็มที่ (Full camber) แต่ถ้าขึ้นหางม้าให้ตึง เช่น ระยะห่างระหว่างหางม้ากับด้ามคันชักเท่ากับ 5 ม.ม. ความโค้งที่เหมาะสมของคันชักแต่ละคันจะแตกต่างกันไป ถ้ามากเกินไปคันชักคันนั้นจะเล่นได้ไม่ค่อยดี เกิดเสียงครืดๆ และเกิดแรงผลักออกด้านข้าง ส่วนความโค้งที่น้อยเกินไปคันชักจะไม่แข็งแรงพอ และให้การกระเด้งที่ไม่ปกติ แม้ว่าจะให้เสียงที่ดีและกลมกล่อมก็ตาม คันชักที่มีความโค้งเต็มที่จะมีข้อดีเป็นพิเศษในเรื่อง การกระเด้ง ของคันชัก ในขณะที่คันชักที่มีความโค้งน้อยกว่าจะให้เสียงที่ผ่อนคลายกว่า และช่วยเพิ่ม ความเสถียรของด้ามคันชักในแนวขวาง มากกว่า

ถ้าความแข็งแรงตามความยาวของคันชักมีมากจนเกินไปจะเกิดแรงผลักออกด้านข้างและพลังเสียงจะลดลงไป แต่ถ้าคันชักคันเดียวกันนั้นลดถูกความโค้งลง ความเสถียรและพลังเสียงจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน คันชักแต่ละคันควรจะมีความโค้งเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้คือ ไม้ที่ใช้ ความชอบของนักดนตรีแต่ละคน และเครื่องดนตรีที่ใช้ ซึ่งจะหาคันชักที่ตอบสนองได้ทุกเงื่อนไขนั้นหาได้ยากมาก แต่นักดนตรีส่วนใหญ่จะปรับตัวเองให้เข้ากับ “อารมณ์” ของคันชัก โดยพวกเขาจะ ชดเชย ด้วยการปรับเทคนิคของตนให้เข้ากับคันชักในทันที แต่ในบางครั้งช่างทำคันชักสามารถสร้างปาฏิหารย์เล็กๆ ได้ด้วยแก้ไขความโค้งเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งการแก้ไขที่พิเศษกว่านั้นก็จำเป็นต้องทำ เพื่อรักษาความสมดุลของคันชักเอาไว้ รวมทั้งคุณภาพเสียงและการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

การส่งแรงจากหางม้าไปยังด้ามคันชักนั้น ปลายคันชัก ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีความสำคัญ แต่ Frog ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยปกติแล้วจะให้ความสนใจกับปลายคันชักมากกว่า แต่ Frog เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่า

ถ้าขึ้นหางม้าจนคันชักตึง ตัว Frog จะยึดติดกับด้ามอย่างมั่นคง การเคลื่อนที่เพียงอย่างเดียวที่ต้องทำคือ การเคลื่อนไปตามด้ามคันชักเล็กน้อย (หมุนไปตามทิศทางของหางม้า หรือรอบๆ สกรูทองเหลือง) หรือน้อยที่สุด

โดยปกติแล้ว Frog ที่สูง จะให้ พลัง หรือ แรงงัด ที่ดีกว่า ซึ่งคันชักในแบบนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบเดียวกับที่เกิดกับปลายคันชักทุกประการ แต่กับ Frog แล้ว ความแข็งแรงจะเริ่มจากจุดหมุนบริเวณเกือบๆ ปลายของฐาน Frog ดังนั้น ระยะ จาก สกรูทองเหลือง ที่ทำหน้าที่ยึด Frog ให้อยู่กับที่อย่างมั่นคงใกล้กับปลายฐานของ Frog ยังมีผลต่อการเล่นอีกด้วย ความยาวของ Frog ยังทำหน้าที่เป็น คานงัด อีกด้วย แต่ในทิศทางตรงข้ามเท่านั้น

ฐาน Frog ที่ยาวจะทำให้ความแข็งแรงของแรงงัดลดลง ส่วน Frog ที่สูงแต่มีฐานที่สั้นจะให้การถ่ายทอดการสั่นสะเทือนจากหางม้าไปยังด้ามได้ดีกว่า

โดย: - [22 เม.ย. 55 10:26] ( IP A:110.77.216.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
    การถ่ายแรง จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ ความแข็งแรงของด้ามคันชัก ตรงจุดดังกล่าว พลังของจากด้ามคันชักจะขึ้นอยู่กับ ความหนา ของไม้และ ความโค้ง บริเวณ Frog ซึ่งคันชักที่ปลายบางกว่าช่วงกลางจะเหมาะกับ Frog ต่ำๆ แต่ฐานยาว ส่วนคันชักที่ปลายค่อนข้างหน้าและมีส่วนโค้งบริเวณ Frog ค่อนข้างมากจะต้องใช้ Frog ที่ค่อนข้างสูงแต่มีฐานสั้น แต่ Frog ที่สูงมากๆ จะมีข้อเสียเปรียบอีกอย่างคือ ความเสถียiในแนวขวางจะเสียไป

ช่างทำไวโอลินฝรั่งเศสหลายคนจะทำ ร่องกลาง (Middle track) ที่ รางเลื่อน (Underslide) ใต้ Frog ให้ กว้าง กว่าด้านข้าง เหตุผลก็คือ นิ้วกลางและนิ้วนางของนักดนตรีจะวางบน Frog ซึ่งจะทำให้เกิด แรงกดจากด้านข้าง อยู่บ้าง นอกจากนั้น หน้าหางม้าคันชักมักจะไม่ค่อยจะสัมผัสกับสายแบบเต็มๆ อีกด้วย แต่จะ เอียง ขึ้นเล็กน้อย แรงกดจากด้านข้างของคันชักไวโอลินและวิโอลาที่เพิ่มขึ้นโดยคันชักจะเอียงไปทางขวา แต่ในกรณีของเชลโลและเบสคันชักจะเอียงไปทางซ้าย แรงกดที่เกิดจากการวางนิ้วบนคันชักและแรงกดที่เกิดจากการเอียงของคันชักจะหักล้างซึ่งกันและกัน

ร่องกลาง (Middle track) ของรางเลื่อน (Underslide) ที่กว้างขึ้นจะยิ่งทำให้แรงต้านของ Frog จากแรงกดด้านข้างมีมากขึ้น แต่ก็มีแรงงัดตรงจุดนี้เล็กน้อย ความกว้างตรงร่องกลางของรางเลื่อน (Underslide) จึงควรจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับเพิ่มความสูงของ Frog

ระยะและรายละเอียดต่างๆ ของคันชักล้วนสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของคันชักและรายละเอียดในส่วนอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยย่อมมีผลกับคันชักทั้งคัน ดังนั้น คันชักแต่ละคันจึงไม่มีทางเหมือนกันทุกประการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างเรื่องคุณภาพของ ไม้ และนี่คือ หลักเกณฑ์พื้นฐานของการออกแบบคันชัก

โดย: - [23 เม.ย. 55 10:13] ( IP A:202.12.73.193 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน