คันชักกับเครื่องสาย
    คันชักกับเครื่องสาย

โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่นักดนตรีต้องการจากเครื่องดนตรีจะคล้ายๆ กัน Shmuel Ashkenasi นักไวโอลินชาวอิสราเอลผู้เป็นอาจารย์ของ Pinchas Zuckerman aและ Shlomo Mintz เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่เขาต้องการจากคันชักคือคุณภาพพื้นฐาน 4 ประการคือ 1. เสียง 2. คุณภาพที่ชัดเจน หรือที่เรียกว่า “การตอบสนอง” (Response) 3. ความแข็งแรง และ 4. ความสมดุลที่ดีเยี่ยม"

แต่องค์ประกอบเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ไวโอลินและวิโอลาจะเล่นในแนวขนานมากกว่า ส่วนเชลโลและเบสจะเล่นในแนวดิ่ง ดังนั้นคุณสมบัติที่ต้องการจากคันชักจึงแตกต่างกันออกไป เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นล้วนมีรายละเอียดและความซับซ้อนเฉพาะตัว

โดย: - [23 เม.ย. 55 13:21] ( IP A:202.12.73.193 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    คันชักไวโอลิน

ไวโอลินคือ ราชา ของเครื่องสาย บางคนอาจหลงใหลในเสียงของเชลโล แต่บางคนอาจชื่นชอบของเสียงของไวโอลินมากกว่า ไวโอลินถูกพัฒนาจนสมบูรณ์แบบตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 18 และแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนคันชักก็เช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ยุคของ François Xavier Tourte และ Dominique Peccatte เป็นต้นมา คันชักแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย หลังจากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่าจะมีช่างทำคันชักที่ทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่สามารถให้น้ำเสียงและเล่นได้ดีเทียบเท่ากับงานของช่างในอดีตได้เลย คันชักไวโอลินชั้นยอดในอดีตที่สภาพดีๆ จะมีราคาที่แพงมาก ซึ่งคันชักที่ทำขึ้นในปัจจุบันก็อาจมีราคาที่สูงได้เช่นกัน คันชักของ François Xavier Tourte ที่ดีๆ อาจมีราคาแพงกว่างานของช่างร่วมสมัยที่เก่งที่สุดในปัจจุบันถึง 20 เท่า ซึ่งฟังดูแล้วอาจเป็นราคาที่แพงเอาการ เสียงไวโอลินดังเพียงพอ เมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ดังนั้นคันชักไวโอลินจึงไม่ต้องทำให้หนักเป็นพิเศษ คันชักที่น้ำหนักเบา จะให้การตอบสนองที่รวดเร็วและว่องไว นักไวโอลินมักจะต้องเล่นเพลงที่ยากๆ และรวดเร็ว ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้คันชักที่ตอบสนองเทคนิคต่างๆ ได้ดี การเล่นเทคนิคกระเด้งบนสายจะต้องตอบสนองได้ชัดเจน ไวโอลินส่วนใหญ่จะใหการตอบสนองที่สั้นๆ ที่ดีโดยไม่เกิดเสียงที่แห้ง ต่างจากเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่ แต่เหนืออื่นใดสิ่งที่ไวโอลินต้องการก็คือความชื้นสูงๆ กล่าวอีกนัยก็คือ ไวโอลินต้องกำจัดน้ำเสียงที่หยาบๆ หรือโหยหวนออกไป ส่วนอีกประการคือ ไวโอลินจะต้องเปลี่ยนจากเทคนิค Spicato ที่รวดเร็ว เป็น Legato โดยที่ไม่เกิดการสั่นสะเทือนที่ไม่จำเป็น หลังจากนั้นจะต้องกลับมาเล่นอย่างนุ่มนวลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สำหรับคันชักที่จะเล่นเทคนิคกระเด้งบนสายต่างๆ ได้ดี จะต้องมีความโค้งที่มากและหางม้าที่ตึง สำหรับการเล่นที่ต้องการเสียงที่หวานและการเล่น Legato ที่ต่อเนื่องนั้น จะต้องมีสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ ความโค้งที่น้อยและหางม้าที่ไม่ตึงมาก

สำหรับการเล่นทำนองสั้นๆ ที่รวดเร็วจะต้องการการตอบสนองสั้นๆ ซึ่งมักจะให้เสียงที่หยาบและแหบ ส่วนความต้องการอื่นๆ ที่ต้องการก็คือ คันชักไวโอลินต้องไม่คืนรูปง่าย คันชักโอลินที่ดีจะต้องทำจากไม้ที่ดีที่สุดและยืดหยุ่นได้ดีที่สุดเท่านั้น

โดย: - [23 เม.ย. 55 19:35] ( IP A:110.77.216.125 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    คันชักวิโอลา

แม้ว่าจะมีคันชักไวโอลินเก่าชั้นเยี่ยมอยู่มากมาย แต่ คันชักวิโอลาดีๆ หายากกว่า การทำเครื่องสายโดยทั่วไปนั้น วิโอลามีสถานะเป็นลูกเลี้ยง กว่าที่วิโอลาจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังก็ต้องรอจนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ปัญหาหลักของวิโอลาก็คือเรื่องขนาด ช่วงเสียงและขนาดของวิโอลาจะอยู่ระหว่างไวโอลินกับเชลโล แต่ วิโอลามีขนาดเล็กเกินกว่าช่วงเสียงของมัน ขนาดลำตัวควรจะมีขนาด 54 ซ.ม. แทนที่จะเป็น 40 ซ.ม. ด้วยขนาดนี้แม้แต่นักบาสเก็ตบอล NBA ที่มีมือใหญ่ๆ ยังรู้สึกว่าเล่นได้ยาก อันที่จริงแล้ว ดับเบิ้ลเบสก็มีขนาดเล็กกว่าช่วงเสียงของมัน J.B. Vuillaume เป็นผู้ที่ดัดแปลงสัดส่วนของไวโอลินและเชลโลให้เป็นดับเบิ้ลเบส กลายเป็นเครื่องดนตรีที่รู้จักกันดีคือ Octobass แต่สำหรับวิโอลาแล้วไม่ได้มีการทดลองอะไรกับเครื่องดนตรีชนิดนี้เลย วิโอลาจึงมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับช่วงเสียงของมัน ดังนั้นเสียงของมันจึงเป็น เสียงบีบๆ

วิโอลาขนาดความยาวลำตัว 42-46 ซ.ม. ได้รับความนิยมมานาน แต่มีนักวิโอลาหลายคนที่ชอบวิโอลาขนาดที่เล็กกว่านั้น เพราะเล่นได้ง่ายกว่า แม้ว่าวิโอลาจะมีหลายขนาดก็ตาม แต่มีเพียงบางขนาดเท่านั้นที่ให้เสียงที่น่าพอใจอย่างแท้จริง

ดังนั้นช่างทำคันชักจึงมักสร้างคันชักที่เน้นในเรื่องเสียง วิโอลาส่วนใหญ่จะเหมาะกับ การตอบสนองที่นุ่มนวล เพราะวิโอลาจะให้เสียงต่ำที่ดี นอกจากนั้นยังให้เสียงที่เต็มที่และอบอุ่น

โดยหลักการพื้นฐานแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสียงมากกว่าเรื่องความเร็วในการตอบสนองและสปริงของคันชัก บางครั้งการปรับความโค้งของคันชักเสียใหม่ก็ช่วยได้ ซึ่งจะให้เสียงที่นุ่มนวลขึ้นโดยลดการตอบสนองลงโดยการใช้ไม้ Snakewood ที่ช่วยลดการตอบสนองของได้ดี และนั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำคันชักวิโอลา

โดย: - [23 เม.ย. 55 21:55] ( IP A:110.77.216.125 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    คันชักเชลโล

เชลโลเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ขนาด รูปร่าง และวิธีประคองเชลโลในขณะเล่นอาจจะดูอีโรติกนิดๆ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึง

ข้อเท็จจริงที่ว่าเชลโลส่วนใหญ่ หรือแม้แต่เชลโลดีๆ ก็ตาม มี ข้อเสียที่เป็นปัญหาหลัก คือเสียงหอน (Wolf tone) เป็นเสียงผิดปกติที่จะพบได้ในเชลโลส่วนใหญ่ เชลโลเกือบทุกตัวมักจะเจอเสียงที่แย่ที่พบได้ในทุกช่วงเสียง ทั้งเสียงเบสที่ไม่มีพลังหรือเสียงสูงที่บางเกินไป ส่วนเสียงที่ดีที่พบในทุกช่วงเสียงนั้นเสียงค่อนข้างจะเล็ก และจากที่กล่าวมาแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะชดเชยข้อบกพร่องของเชลโลด้วยคันชัก ความดังมักจะเป็นปัญหาของเชลโล ถ้าเล่น Duo หรือ Trio กับเปียโนนั้น เสียงของเชลโลแทบจะไม่ได้ยินเลย ส่วนในวงออร์เคสตร้ากลับเผชิญปัญหาอีกแบบ เชลโลเพียงไม่กี่คันก็สามารถสู้กับกลุ่มไวโอลินได้ทั้งกลุ่ม แม้ว่าเชลโลจะมีเสียงที่เบากว่าไวโอลินก็ตาม

ถ้าจะพูดถึงความแตกต่างระหว่าง การถ่ายทอดพลังเสียง (Carrying power) และ ความดัง (Volume) นั้น การถ่ายทอดพลังเสียงคือสิ่งที่ผู้ชมได้ยิน ส่วนความดังคือสิ่งที่นักดนตรีได้ยิน ความดังเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นค่อนข้างชัดเจน โดยเกิดจากตัวเครื่องดนตรีเองผนวกกับแรงกดบนสาย ซึ่งจะให้เสียงที่ดังยิ่งขึ้น ส่วนการถ่ายทอดพลังเสียงคือเรื่องคุณภาพของเสียง เป็นเรื่องยากจะอธิบาย เครื่องดนตรีในยุคบาโร้คสามารถถ่ายทอดพลังเสียงได้เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบัน ไม่ว่านั่งอยู่ตรงไหนก็สามารถได้ยินเสียงที่ชัดเจนเท่ากัน คันชักมีผลน้อยมากในเรื่องการถ่ายทอดพลังเสียง ดังนั้นควรเลือกคันชักที่เหมาะกับเครื่องดนตรีเพื่อ ดึงเสียงที่ดีที่สุดออกจากเครื่อง แต่คันชักมีผลมากในเรื่องของความดัง คันชักที่หนักจะให้การตอบสนองที่ดีกว่าและเสียงที่ดังกว่า ส่วนคันชักที่หนักเกินไปจะให้การตอบสนองที่มากเกินไป

แม้ว่าคันชักเชลโลส่วนใหญ่ในศตวรรษที่ 19 จะมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 76 - 80 ส่วนน้ำหนัก 85 กรัมในปัจจุบันถือว่าไม่ดี ส่วนใหญ่แล้วคันชักเชลโลที่ทั้งเก่าและหนักจะได้รับความนิยมมากกว่า ในขณะเดียวกันคันชักเชลโลที่หนักจะมีข้อเสียในการเล่นเร็วๆ เพราะน้ำหนักที่เบาจะให้การเคลื่อนไหวและการควบคุมได้ง่ายกว่า

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคันชักเชลโลกับไวโอลินและวิโอลาคือ เชลโล จะเล่นใน แนวดิ่ง ความแตกต่างจะยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเล่นด้วยปลายคันชัก เมื่อนักเชลโลเล่นที่ปลายคันชัก แรงกดจากมือที่ขวาจะลดลงอย่างชัดเจน ส่วนแรงที่กดลงไปบริเวณ Frog จะมากกว่าปลายคันชักประมาณ 4 เท่า ในกรณีของไวโอลินและวิโอลานั้น แรงกดในแนวดิ่งจะมาจากน้ำหนักของตัวคันชักเอง ซึ่งจะช่วยชดเชยการสูญเสียแรงกดได้ แต่แรงกดในแนวดิ่งไม่มีประโยชน์มากนักสำหรับเชลโล และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคันชักเชลโลถึง สั้นกว่า 3 ซ.ม. แต่สิ่งสำคัญมากก็คือ ปลายคันชัก จะต้อง สัมผัสกับสายได้ดี ซึ่งการสัมผัสที่ดีจะขึ้นอยูกับตอบสนองของคันชัก ส่วนคันชักดับเบิ้ลเบสนั้นจะคล้ายคลึงกันแต่น้อยกว่า

โดย: - [25 เม.ย. 55] ( IP A:110.77.230.126 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    คันชักดับเบิ้ลเบส

ถ้าคุณมองนักดับเบิ้ลเบสที่กำลังเล่นอยู่บนเวที ทุกๆ อย่างอาจดูดีไปหมด แต่ถ้าลองฟังดูดีๆ คุณจะได้ยินเสียงที่มาล่าช้ากว่าภาพ คล้ายๆ กับฟ้าผ่าและฟ้าร้อง ในอย่างหลังนั้น สิ่งที่มีผลต่อความลักลั่นที่เกิดขึ้นก็คือความเร็วของเสียงและแสง เสียงของไวโอลินและดับเบิ้ลเบสเดินทางด้วยความเร็วเท่ากัน แต่ ความล่าช้า ที่เราได้ยินนั้นมาจาก ตัวเครื่องดนตรี เอง

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างเรื่องขนาดระหว่างดับเบิ้ลเบสกับไวโอลินแล้ว สายดับเบิ้ลเบสจะยาวกว่า 3 เท่า เมื่อลากคันชักผ่านสายเบสด้วยความเร็วเดียวกับการลากสายบนไวโอลิน สายเบสต้อง ใช้เวลาในการตอบสนองนานกว่าจะเริ่มสั่นสะเทือน จากนั้นแรงสั่นสะเทือนจึงส่งผ่านหย่อง (นานกว่า 4 เท่า) ไปยังไม้แผ่นหน้า ซึ่ง มวลของแรงสั่นสะเทือน ที่ต้องส่งมีมากกว่าและมีระยะการเดินทางที่มากกว่า ก่อนที่การสั่นสะเทือนจะกลายเป็นเสียงให้เราได้ยิน ดังนั้นเบสจึงค่อนข้างจะดูอืดๆ เมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีอื่น แต่ปัญหาดังกล่าวกลับเป็นการท้าทาย การตอบสนอง ของคันชัก

ในกรณีของเบสนั้น การตอบสนองของคันชักที่เหมาะกับเครื่องดนตรีจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ดังนั้นคุณสมบัติในการลดกรสั่นสะเทือนของคันชักจึงไม่ค่อยมีความสำคัญนัก เพราะตัวเครื่องมีคุณสมบัติดังกล่าวมากพออยู่แล้ว

ที่น่าประหลาดใจคือเบสบางตัวมีร้อยแตกมากกว่า 300 จุด รวมทั้งฝีมือในการซ่อมที่แย่มากแต่เสียงยังดีอยู่ ทำให้เข้าใจได้ว่าการลดการสั่นสะเทือนเป็นส่วนส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของเสียง ดังนั้นการซ่อมและรอยแตกจึงช่วยทำหน้าที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนของเบส

แน่นอนว่าขนาดของเครื่องดนตรีเองเป็นตัวลดการสั่นสะเทือนของเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความสามารถในการลดการสั่นสะเทือนของคันชักเบสมากนัก ปัญหาที่แท้จริงคือการทำให้เครื่องดนตรีเกิดการสั่นสะเทือน เป็นที่ทราบกันดีว่าการจับคันชักเบสมี 2 แบบคือ การจับแบบ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน นอกจากนั้นคันชักยังมีสไตล์การสร้างที่ต่างออกไปอีกด้วย

โดยปกติแล้วคันชักฝรั่งเศสต้องอาศัยแรงกดบนสายมากกว่าและต้องอยู่ใกล้ๆ หย่องด้วย เพื่อให้ได้การลากคันชักที่มีพลังและการตอบสนองที่ดี ส่วนคันชักเยอรมันนั้น การลากคันชักจะมาจากข้อมือ ทำให้การลากคันชักมีความนุ่มนวลและเบากว่าเพื่อให้ได้การตอบสนองที่นุมนวล ส่วนความแตกต่างที่เด่นชัดของการจับคันชักทั้ง 2 แบบคือความสมดุล คันชักฝรั่งเศสจะสั้นกว่าเล็กน้อย หัวคันชักจึงจำเป็นต้องใหญ่ขึ้นด้วย ส่วนคักชักยอรมันจะตรงกันข้าม ปลายคันชักจะต้องเบา เพราะต้องการให้การลากสายครอบคลุมคันชักทั้งหมดเมื่อเปลี่ยนจากสายหนึ่งไปยังอีกสายหนึ่ง

การเอา Frog แบบเยอรมันไปใส่คันชักแบบฝรั่งเสสคงจะไม่เหมาะนัก เพราะคุณภาพเสียงที่ได้จะไม่เข้ากัน และไม่ควรผสมผสานสไตล์การจบคันชักของทั้งสองแบบเข้าด้วยกันเพื่อชดเชยข้อเสียของอีกแบบ เพราะเยอรมันคือเยอรมัน และฝรั่งเศสคือฝรั่งเศส นักดนตรีที่ดีก็คือนักดนตรีที่ดีไม่วาจะเป็นเยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออิตาลีก็ตาม

สรุปคือ การตอบสนอง คือ ปัจจัยหลัก ของคันชักดับเบิ้ลเบส โดยหลักๆ แล้วน้ำเสียงจะขึ้นอยู่กับการตอบสนอง เพราะตัวดับเบิ้ลเบสเองค่อนข้างทึบพออยู่แล้ว

โดย: - [27 เม.ย. 55 21:49] ( IP A:110.77.251.54 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน