แค่อ่านเรื่องตั้งสาย G D A E ทำไมเล่นเอามึนตึ้บขนาดนี้ ...
   

ช่วงนี้อากาศร้อน ไม่ค่อยได้ซ้อมเพลงเลย(จริงๆขี้เกียจ)  แต่ก็ดีเหมือนกัน เลยได้มีเวลาอ่านนู่นนี่ มาเล่าสู่กันฟังครับ

เรื่องคือสองวันก่อนผมเผลอไปคลิ้กกระทู้หนึ่งในเว็บ violinist.com เข้า ไม่น่าเล้ยยย!! การหลงเข้าไปในกระทู้นั้น เล่นเอายังมึนไม่หายมาจนวันนี้ อย่ากระนั้นเลย หาคนช่วยปวดหัวด้วย แบ่งๆกันไปดีกว่า 5555 (จริงๆต้องบอกว่าเป็นความรู้น่ะครับ)

กระทู้นี้ครับ Equal vs Just vs Pure 5ths

[เดี๋ยวครับ !! อย่าเพิ่งรีบอ่านกระทู้ในลิ้งค์ด้านบนให้จบ อ่านของผมก่อน]

ตามที่ร่ำเรียนมาจากสำนักตักสิลา เทคนิคการตั้งสายไวโอลินนั้น ท่านฤาษี(เอ๊ยไม่ใช่ ท่านอาจารย์)จะให้เราตั้งสาย A กันก่อนใช่ไหมครับ โดยตั้งให้ตรงกับ piano, oboe, tuner, ส้อมเสียง, แก้วน้ำ, หม้อ, ไห, กาละมัง ฯลฯ อะไรก็ได้ที่เราคิดว่าจะยึดเป็นสรณได้ โดยมีข้อแม้ว่า ถ้าจะให้ได้ตามมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วโลก หม้อ,ไห,กาละมัง ดังกล่าว เมื่อเคาะแล้วควรจะให้ความถี่ 440 เฮิร์ซ (สั่น 440 ครั้งต่อวินาที)  

[จริงๆมันมีมาตรฐานยุโรป กับมาตรฐานบาโรค ที่ใช้ความถี่อื่น ไม่ใช้ 440 เฮิร์ซ ด้วยละ แต่เป็นความมึนในอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ความมึนในวันนี้ 555]

เมื่อเราได้สาย A เป็นที่ยึดมั่น เป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้ร่วมเล่นในวงเดียวกันแล้ว จากนั้นก็แต่ละคนก็จะไล่เทียบสายคู่ทีละคู่ เริ่มจาก D-A ฟังให้เสียงเนียนๆ แล้วก็ G-D ฟังให้เสียงเนียนๆ แล้วก็ A-E ฟังให้เสียงเนียนๆเหมือนกัน (จังหวะนี้แหละ ที่เราจะได้แกล้ง stand partner ที่หมั่นไส้มานาน โดยการสีสายคู่เปล่าๆเสียงดังๆๆๆๆๆๆ ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นอุปสรรคในการตั้งเสียงของเพื่อน ส่วนตัวเราเองนะหรือ 555 มั่นใจสุดๆ เนื่องจากตั้งสายมาจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทำท่าตั้งสายไปพร้อมกับวงเพื่อให้ดูดี ดูเป็นมืออาชีพเท่านั้นเอง 555)

ที่ทุกคนได้เรียนมา น่าจะคล้ายๆกันประมาณนี้ ใช่ไหมครับ

ผมเองพยายามทำแบบที่ว่าอยู่พักหนึ่ง(ยกเว้นส่วนที่แกล้ง stand partner ไม่เคยทำ) แต่ช่วงหลังๆไม่ค่อยได้ไปเรียนก็เลยทำให้ความมั่นใจไม่ค่อยเหลือ กลัวจะตั้งสายไม่ตรง ก็เลยหา tuner มาช่วย แล้วก็ตั้งสายให้ตรงกับ tuner ตามเสียง G D A E ทีละเส้นไปเลย

หลังจากอ่านกระทู้ด้านบน จึงได้รู้ตัวว่า การทำแบบนั้นดูจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรเสียแล้ว เดี๋ยวจะพยายามเล่าให้ฟังนะครับ ว่าเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้าง จากการอ่านคร้ังนี้ .....

โดย: olDlaD [3 เม.ย. 57 20:33] ( IP A:171.6.159.14 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   

เอ่อ ผมว่าคนตั้งกระทู้ในลิ้งค์เค้าออกจะเข้าใจอะไรพลาดไปนิดหน่อยนะครับพี่ ผมขอเสนอภาษาไทยตามความเข้าใจของผมนิดนึงนะครับ ถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือขาดหล่นก็ขอความกรุณาด้วยนะครับจะขอบคุณทุกท่านมากเลยครับ
 

การจูนในระบบสากลมีสามระบบครับ

1. ไพธาโกเรี่ยน อันนี้มาจากไพธาโกรัสน่ะแหละครับ แบบว่าคนกรีกโบราณเวลาเป็นปราชญ์ขึ้นมาคณิตหรือดนตรียันวิทยาศาสตร์ธรรมชาติก็เอาหมดน่ะครับ ระบบนี้เป็นยังไงเดี๋ยวพูดทีหลังจะครับ

2. จัสอินโทเนชั่น อันนี้เป็นการจูนเพื่อ "แนวตั้ง" คือฮาโมนี่ หรือพูดอีกทีก็ "คอร์ด" น่ะแหละครับซึ่งจะแตกต่างกับอันอื่นยังไงผมขออธิบายคู่กันไปน่าจะเข้าใจง่ายกว่าครับ

3. ทเวลฟ์โทนอีควลเทมเพอราเมนท์ หรือพูดภาษาคนคือจูนแบบสิบสองเสียงเท่า เรียกอีกแบบว่าเวลเทมเพอร์ทก็ได้ครับ อันนี้มีที่มาและประโยชน์ของมันน่าสนใจอยู่ครับ แต่อย่างว่าขออธิบายรวมๆ กันทีเดียวน่าจะง่ายกว่าครับท่าน

อยากบอกท่านทั้งหลายว่าทั้งสามแบบนี้ไม่เกี่ยวกับการจูนสายไวโอลินเลยครับ

สายไวโอลินเป็นคู่ 5 ซึ่งไม่ว่าจูนแบบไหนคู่ 5 จะเท่ากันเสมอนะครับไม่จำเป็นต้องกังวลครับขอแค่ฟังให้ออกเท่านั้นเองครับ

 

การ "จูนนิ่ง" ที่พูดถึงมาทั้งหมดนี่ใช้อย่างงี้ครับ

ระบบไพธากอเรี่ยนนี่เค้าใช้ในการเล่นเมโลดี้หรือสเกลครับ คือในโลกที่เพลงเป็นโทนัลนี่โน๊ตแต่ละตัวจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน บาเรนบอห์มเคยพูดว่าเหมือนกับคนมีศักดิ์ศรีไม่เท่ากัน บางคนเป็นกษัตริย์ เป็นขุนนาง เป็นเจ้าหญิง ในขณะที่เพลงไม่โทนัลนี่ทุกคนเท่ากัน...เป็นคอมมิวนิสต์(เค้าพูดงี้จริงๆ ครับ...ฮา) ดังนั้นโน๊ตบางตัวจะมี "แรงโน้มถ่วง" เข้าหาบางตัว อย่างในสเกล C นี่โน๊ต B จะพยายาม "ไปหา" C ครับ และโน๊ต F จะพยายามไปหา E ดังนั้นไพธากอเรี่ยนจะจูนให้ B เพี้ยนสูงเพื่อไปหา C และ F เพี้ยนต่ำเพื่อลงมาหา E น่ะครับ

ระบบจัสอินโทเนชั่นนี่เกิดขึ้นเพราะตัว 3 ของคอร์ดไม่กลืนกับตัวโทนัลครับ เวลาที่เล่นคอร์ดมันเลยฟังแปร่ง ๆ ปัญหาเกิดขึ้นเพราะชุดของฮาโมนิคซีรี่หรือโอเวอร์โทนซีรี่มันไม่ตรงกันน่ะครับ แหมะเรื่องนี้จะอธิบายผมก็เหนื่อยเพราะไม่มีความสามารถมากมายขนาดนั้น เอาเป็นว่าตัว 3 ของคอร์ดต้องเล่นเพี้ยนต่ำลงหน่อยน่ะแหละครับแล้วคอร์ดจะกลืนกันแนบเนียนขึ้น

ระบบทเวลฟ์โทนอีควลเทมเพอราเมนท์ หรือเวลเทมเพอร์ท เป็นการจูนที่แบ่ง 1 ออคเตปเป็น 12 ครึ่งเสียงเท่ากัน อย่างสเกล C ก็แบ่ง C ไป D เป็น 2 ครึ่งเสียงแต่ E ไป F เป็น 1 ครึ่งเสียงน่ะครับ ถ้าอยากรู้ว่ามันมีประโยชน์ยังไงผมเคยเห็นมีคนมาลงเอาไว้น่ะครับ http://www.youtube.com/embed/HlXDJhLeShg เวลเทมเปอร์ทคลาเวียร์ของบาค คือเป็นวิธีการจูนสำหรับคีย์บอร์ดครับ เพราะคีย์บอร์ดปรับเสียงให้เพี้ยนต่ำหรือสูงโดยทันทีไม่ได้ เวลาย้ายคีย์ไปทีนึงถ้าจูนแบบอื่นจะเพี้ยนมาก ๆ ครับ อย่างถ้าจูนแบบจัสอินโทเนชั่นที่ตัว 3 ต่ำแล้วล่ะก็ ตอนแรกเล่น C Major ตัว E ก็เพี้ยนต่ำอยู่ใช่ไม๊ครับ ถ้าคีย์ต่อไปเล่น E Major อย่างงี้ก็กลายเป็นว่าทั้งสเกลนี่เพี้ยนสูงหมด เพราะตัว E ตัวแรกมันต่ำอยู่น่ะครับ

การจูนนิ่งเป็นเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับเครื่องที่ไม่ฟิกซ์พิชท์เท่านั้นนะครับ เรามีโอกาสเลือกว่าจะเล่นในระบบการจูนแบบไหนให้เข้ากับบริบทที่เรากำลังสวมอยู่ อย่างถ้าเราเล่นเมโลดี้เราก็น่าจะเล่นแบบไพธาโกเรียนเพราะมันให้ความสำคัญกับ "แรงดึงดูด" ถ้าเล่นเป็นคอร์ดก็น่าจะจูนแบบจัสท์จะได้กลืน ๆ หน่อยเนาะครับ ถ้าเล่นคู่กะเปียโนนี่หมดทางเลือกครับเพราะเปียโนเค้าเลือกไม่ได้ต้องอีควลตามเขาอย่างเดียว

 

เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าขอเอาคำภาษาอังกฤษที่ทับศัพท์ไว้ใส่ตรงนี้นะครับ Pythagorian, Well-Tempered, Just Intonation, Tonal Music, Atonal, Daniel Barenboim, J.S. Bach : The well tempered clavier, Overtone Series

ขอคำแนะนำด้วยครับ

โดย: Classic Geek [3 เม.ย. 57 21:56] ( IP A:180.183.46.143 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   

สุดยอดเลยครับ คุณ CG yes

ผมได้ประโยชน์หลายเรื่องทีเดียวจากข้อมูลที่ คุณ CG นำมาแบ่งปันในครั้งนี้ ขอบคุณมากครับ

ประโยขน์แรกที่ได้นี่ใหญ่หลวงจริงๆ โชคดีที่นะผมยังไม่คือไปปล่อยไก่ในเรื่องความเข้าใจผิดนี้ที่ไหน เรื่องคือผมหลงผิดอยู่หลายสิบปี ว่า well-tempered clavier เนี่ยเป็นเพลงสำหรับ คีย์บอร์ด ที่ Bach แต่งตอนอารมณ์ดีเสียอีก 555555 laugh.... (สำนวนร่วมสมัย "คีย์บอร์ดอารมณ์ดี" ก็ฟังดูน่ารักใช่เล่น)

และที่สำคัญมากคือ หายงง กับกระทู้ต้นเรื่องแล้วละครับ คือเรื่องที่ไปเอาจูนเนอร์ที่ทำมาในระบบ equal temperament มาตั้งสายไวโอลิน แล้วพบว่า คู่ 5 ของสายเปล่ามันไม่ตรงเท่านั้นเอง ผมลองเอา excel คำนวนดูจากอัตราส่วน 3:2 ของ Pythagorean เทียบกับ equal temperament ระหว่างคู่ สาย D - A  ได้ตัวเลขต่างกันจริงๆด้วย

ถ้าให้ A เป็นหลักที่ 440 Hz คิดที่สเกล A Major

สาย D แบบ Pythagorean ผมคำนวนได้ = 293.33... Hz

สาย D แบบ equal temperament = 293.6648 Hz

ห่างกัน 2 cent ตามที่ความเห็นกลางๆในกระทู้ต้นเรื่องบอกไว้จริงๆ (ไม่ได้ลองคำนวนเสียงอื่น เพราะสูตรแปลง equal temperament ให้เป็นความถี่นี้ มันยากจัง sad)  

เอ๋ ??? แบบนี้เวลาที่เราตั้งสายได้ Perfect Fifth ปุ๊บ แล้วลองสีสาย D เปล่าๆ เพียบกับเปียโนปั๊บ ก็จะพบในทันทีว่าสาย D ของไวโอลินกับ เสียง D ของเปียโนไม่ตรงกัน ซึ่งนั่นแปลว่าเราตั้งสายได้ตรงแล้ว (555 หรือไม่หว่า ???)

อีกเรื่อง คือตอนนี้ผมกำลังเล่นกับเรื่องที่ความเห็นที่ 1 ในกระทู้ต้นเรื่องเค้าบอกมาครับ

"tune to whatever A the piano gives you . Then play A and E together. Adjust only the E during this part. As the fifths get more accurate you hear Beats between the two notes. They slow down as you get more accurate. If you go too far they pass the accurate point and speed up again. Try that till you get the hang of it."

ฟังดูธรรมดาๆ ท่านอื่นๆที่เรียนมาตามระบบคงรู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว แต่สำหรับผมที่เรียนมาในแนว"การศึกษาตามอัธยาศัย(ของข้าพเจ้า)" การตั้งสายโดยการฟังคู่ 5 นี้ มาหัดด้วยการเลียนแบบเอาช่วงหลังๆ เพราะเห็นพวกมืออาชีพเขาทำแล้วดูเท่ห์ดี ก็เลยพยายามเลียนแบบบ้างโดยเน้นให้ดูดีมีสกุลเป็นหลัก ไม่เคยรู้เลยว่าเขาฟังเสียงอะไรกัน 555

ดังนั้นที่ผ่านมาเวลาพยายามฟังเสียงคู่ 5 ผมจะแค่ใช้ความรู้สึกว่ามันกลมกลืนกันหรือยัง หรือคุ้นๆหูหรือยัง แค่นั้นเอง ไม่เคยสังเกตุเลยว่ามันมีเสียง "Beats" ตีกันอยู่แถวๆนั้นด้วย และที่เจ๋งมากคือถ้าเป็นอย่างที่เขาว่า เจ้าเสียง "Beat" นี่ ใช้บอกความแม่นของคู่ 5 ที่เรากำลังตั้งได้ด้วย เจ๋วจริงๆ enlightened

โดย: olDlaD [4 เม.ย. 57 10:25] ( IP A:171.6.159.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   

ตามมาอ่านค่ะ

ไม่เข้าหัวเลยแม้แต่นิดเดียว-*- อ้าว..การจูนของเราไม่เหมือนชาวโลกนี่เองถึงว่าสิ5555

เพราะเราใช้สาย D เป็นที่มั่น ถ้าจูนสายนี้ได้เสียงที่พอใจ เราว่าสายอื่นก็โอเคหมด

เคยจูนแบบใช้A เป็นที่ยึดมั่นไม่ชอบเสียงโทนนี้ (ซะงั้น..น่าปวดหัวแทนอาจารย์เราใช่ไหมล่ะ5555)

คือเราชอบเสียงทุ้มๆ หางเสียงยาวๆ เวลาวิบราโต้เราว่ามันชัดดี(แถมตอนเล่นผิดนี่ชัดสุดๆด้วย-*-)

 

โดย: La Lombardia [5 เม.ย. 57 9:45] ( IP A:14.207.55.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ขอโทษทีครับขออนุญาต โพสใหม่ครับ

ขออนุญาตเสนอความเห็นหน่อยนะครับ

ไพธากอรัส นักปราชญ์ยุคกรีกโบราณ ได้ใช้ความคิดมากมายในการสร้างสรรค์งานทางดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาเหตุผลของการแบ่งเสียงที่เกิดขึ้นจากสายที่ขึงตึงระหว่างสองจุดจากเครื่องดนตรี (Monochord) ท่านชี้ให้เห็นอัตราส่วนของสายเดียวที่ถูกแบ่งความยาวให้สั้นลงเป็นระยะที่หารลงตัว จุดแบ่งยิ่งสั้นลงมากเท่าไรเสียงก็จะสูงขึ้น ทุกระยะที่สายถูกแบ่งครึ่ง อัตราส่วนที่แบ่งออกระหว่างจุดแบ่งจุถูกซอยออกไปเป็นระดับเสียงที่สูงต่ำ เรียงกันไปตามความยาวสั้นของการแบ่งสายเดียวกันนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Pythagoras


ระบบเสียงของพิธากอรัส (Pythagorian Scale) ได้คิดค้นขึ้นประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยบันไดเสียงโบราณนี้เรียกว่า Mode และนิยมใช้ในการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีในสมัยนั้น โดนใช้หลักการเต็ททร้าคอร์ด (Tetrachord)

พิธากอรัสทดลองการขึงสายเปล่าบนกล่องเสียง และเกิดเสียงจากอนุกรมฮาร์โมนิกอันประกอบด้วย เสียงพื้นต้น (Fundamental) และเสียงจากฮาร์โมนิกลำดับต่าง ๆ ซึ่งเกิดตามหลังเสียงพื้นต้น เสียงต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกว่า อนุกรมฮาร์โมนิก (Harmonic Serie) ซึ่งจะให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นประกอบใน Google ก็ได้ครับ พิมพ์ Harmonic Serie เข้าไปเดี๋ยวก็เห็นโน้ตครับ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คือจะบอกว่า พิธากอรัส ค้นพบระบบเสียงตามธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าท่านเป็นนักคิดแบบวิทยาศาสตร์ จึงใช้หลักการคิดแบบระยะห่างขั้นคู่มาคูณกัน (บางท่านอาจจะงง เพราะจริง ๆ ผมควรเขียนโน้ตไปด้วยอธิบายได้ด้วยจะเข้ามากกว่าครับ) เอาเป็นว่ารวบรัดตัดความผมขอสรุปสูตรการสร้างไปเลยนะครับ

ระบบเสียงที่พิธากอรัส คิดได้ ถ้าสมมติตั้งเสียง C เป็น Fundamental จะได้

C = 1/1 D = 9/8 E = 81/64 F = 4/3 G = 3/2 A = 27/16 B = 243/128 C = 2/1

ซึ่งระบบเสียงแบบธรรมชาติที่สุด หรือ Just Intonation จะได้ดังนี้

C = 1/1 D = 9/8 E = 5/4 F = 4/3 G = 3/2 A = 5/3 B = 15/8 C = 2/1

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบพิธากิรัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 81 และการด้วย 64 = 126.5625 ในขณะที่

ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบจัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 5 และการด้วย 4 = 125

นั่นก็เป็นสาเหตุว่า ทำไมจึงไม่มี Major , Minor เกิดขึ้นจริงตั้งแต่สมัยพิธากอรัส เนื่องจากว่าท่านไม่ได้ใช้ความถี่ตามธรรมชาติทุกอัน แต่ไปใช้หลักคณิตศาสตร์มาจับครับ คือ ค้นพบหลักการของครึ่งเสียง และเต็มเสียง ตลอดจนสูตรโครงสร้าง (เตตร้าคอร์ด) แต่ไปพลาดตรงที่คืดว่าขั้นคู่จาก C ไป D มีค่าเท่ากับ D ไป E จึงเอา 9/8 คูณ 9/8 ได้ 81/64 แทนที่จะเอาความถี่ตามธรรมชาติซึ่งได้ 5/4 ครับ ส่วนอื่น ๆ ที่เทียบในบันไดเสียงที่ไม่ตรงตามความถี่ธรรมชาติก็ใช้แนวคิดเช่นนี้เหมือนกันครับ

ส่วนระบบตั้งเสียงแบบแบ่งเท่านั้น พัฒนามาเพื่อการประพันธ์เพลงและใช้ตั้งเสียงเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดให้สามารถเล่นได้ทุกบันไดเสียง ในขณะที่ระบบจัสถ้าตั้งบนคีย์บอร์ด จะเล่นไม่ได้ทุกบันไดเสียง ไม่สามารถย้ายคีย์ (Modulation) ได้มาก จึงเป็นข้อจำกัดที่คีตกวีพยายามตั้งเสียงด้วยวิธีแบ่งเท่าเพื่อให้สามารถเล่นได้ทุกคีย์ในการตั้งเสียงเพียงครั้งเดียว ไม่เหมือนกับเครื่องไวโอลินที่สามารถเบียดนิ้วสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ทันที พระเจนดุริยางค์ เคยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 16 มีความพยายามในการดัดแปลงระดับเสียงเป็นสัดส่วนเฉลี่ยโดย วิลาแอร์ต (Wilaert) และซาร์ลิโน (Zarlino) และ J.S. Bach ได้แสดงให้เป็นประจักษ์ด้วยการประพันธ์เพลงด้วยเครื่องดนตรีคลาวิดอร์ด (Clavichord) โดยใช้ระดับเสียงๆต่างในบันไดเสียงทั่วๆไปเพลงนี้ได้ชื่อว่า “The Well Tempered Clavichord” ซึ่งรวมด้วยเพลงแบบ Prelude ต่อเนื่องกันกับเพลงแบบ Fugue 48 เพลง คือ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายเมเจอร์ และ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายไมเนอร์ บันไดละ 2 เพลง (อ้อลืมบอกไปครับ การตั้งเสียงแบบนี้ใช้ระบบ cent หรือ ในแต่ละครึ่งเสียงมีช่วงห่าง 100 cent ไม่ใช่ Hz นะครับ ถ้าสงสัยต้องขออภัยด้วยเพราะมันอธิบายยากถ้าไม่ได้เจอตัวกัน)

ผมว่าปัญหาเดียวที่จะพบในปัจจุบันกับเรื่องระบบเสียง คือ เมื่อใดที่ไวโอลิน ต้องเล่นกับเปียโน จำเป็นต้องยอมให้หูเราจูนไปตามเสียงเปียโน ซึ่งอาจจะมีโน้ตบางตัวที่เราต้องเบียดนิ้วห่างจากที่กดปรกติบ้าง ถ้าใครหูดี ๆ ลองสังเกตอาการนี้จะมีอยู่ครับ นั่นเป็นเพราะถ้าไวโอลินเล่นแบบเดี่ยว ๆ คนเดียวหรือเล่นกับวง string ด้วยกันจะใช้ระบบเสียง Just Intonation โดยอัตโนมัติจากหูนักดนตรีเอง แต่เมื่อใดเล่นกับเปียโน จะกลายเป็นระบบแบ่งเท่า Equal Temperament ก็ต้องยอมให้เปียโนเขาครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นนักไวโอลินเล่นเพี้ยนไปทันทีครับ
โดย: swu [5 เม.ย. 57 23:08] ( IP A:124.120.215.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   

ขออนุญาตเสนอความเห็นหน่อยนะครับ 

ไพธากอรัส นักปราชญ์ยุคกรีกโบราณ  ได้ใช้ความคิดมากมายในการสร้างสรรค์งานทางดนตรี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาเหตุผลของการแบ่งเสียงที่เกิดขึ้นจากสายที่ขึงตึงระหว่างสองจุดจากเครื่องดนตรี (Monochord) ท่านชี้ให้เห็นอัตราส่วนของสายเดียวที่ถูกแบ่งความยาวให้สั้นลงเป็นระยะที่หารลงตัว จุดแบ่งยิ่งสั้นลงมากเท่าไรเสียงก็จะสูงขึ้น ทุกระยะที่สายถูกแบ่งครึ่ง อัตราส่วนที่แบ่งออกระหว่างจุดแบ่งจุถูกซอยออกไปเป็นระดับเสียงที่สูงต่ำ เรียงกันไปตามความยาวสั้นของการแบ่งสายเดียวกันนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Pythagoras                                                          

ระบบเสียงของพิธากอรัส (Pythagorian  Scale) ได้คิดค้นขึ้นประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล   โดยบันไดเสียงโบราณนี้เรียกว่า Mode  และนิยมใช้ในการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีในสมัยนั้น    โดนใช้หลักการเต็ททร้าคอร์ด (Tetrachord) 

พิธากอรัสทดลองการขึงสายเปล่าบนกล่องเสียง   และเกิดเสียงจากอนุกรมฮาร์โมนิกอันประกอบด้วย  เสียงพื้นต้น (Fundamental) และเสียงจากฮาร์โมนิกลำดับต่าง ๆ ซึ่งเกิดตามหลังเสียงพื้นต้น   เสียงต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกว่า  อนุกรมฮาร์โมนิก (Harmonic  Serie)  ซึ่งจะให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นประกอบใน Google ก็ได้ครับ  พิมพ์ Harmonic Serie เข้าไปเดี๋ยวก็เห็นโน้ตครับ  

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คือจะบอกว่า  พิธากอรัส ค้นพบระบบเสียงตามธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าท่านเป็นนักคิดแบบวิทยาศาสตร์  จึงใช้หลักการคิดแบบระยะห่างขั้นคู่มาคูณกัน (บางท่านอาจจะงง เพราะจริง ๆ ผมควรเขียนโน้ตไปด้วยอธิบายได้ด้วยจะเข้ามากกว่าครับ)  เอาเป็นว่ารวบรัดตัดความผมขอสรุปสูตรการสร้างไปเลยนะครับ

ระบบเสียงที่พิธากอรัส คิดได้  ถ้าสมมติตั้งเสียง C  เป็น Fundamental  จะได้

C = 1/1  D = 9/8  E = 81/64  F = 4/3  G = 3/2  A = 27/16 B = 243/128  C = 2/1 

ซึ่งระบบเสียงแบบธรรมชาติที่สุด  หรือ  Just  Intonation  จะได้ดังนี้

C = 1/1  D = 9/8  E = 5/4  F = 4/3  G = 3/2  A = 5/3 B = 15/8  C = 2/1  

ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบพิธากิรัส  โดยสมมติ C = 100 Hz  จะได้ E = 100 คูณ  81 และการด้วย 64  = 126.5625 ในขณะที่

ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบจัส  โดยสมมติ C = 100 Hz  จะได้ E = 100 คูณ  5 และการด้วย 4  = 125 

นั่นก็เป็นสาเหตุว่า  ทำไมจึงไม่มี Major  , Minor เกิดขึ้นจริงตั้งแต่สมัยพิธากอรัส เนื่องจากว่าท่านไม่ได้ใช้ความถี่ตามธรรมชาติทุกอัน  แต่ไปใช้หลักคณิตศาสตร์มาจับครับ  คือ  ค้นพบหลักการของครึ่งเสียง และเต็มเสียง ตลอดจนสูตรโครงสร้าง (เตตร้าคอร์ด)  แต่ไปพลาดตรงที่คืดว่าขั้นคู่จาก C ไป D  มีค่าเท่ากับ D ไป E  จึงเอา  9/8 คูณ 9/8 ได้ 81/64  แทนที่จะเอาความถี่ตามธรรมชาติซึ่งได้ 5/4 ครับ  ส่วนอื่น ๆ ที่เทียบในบันไดเสียงที่ไม่ตรงตามความถี่ธรรมชาติก็ใช้แนวคิดเช่นนี้เหมือนกันครับ  

ส่วนระบบตั้งเสียงแบบแบ่งเท่านั้น  พัฒนามาเพื่อการประพันธ์เพลงและใช้ตั้งเสียงเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดให้สามารถเล่นได้ทุกบันไดเสียง  ในขณะที่ระบบจัสถ้าตั้งบนคีย์บอร์ด  จะเล่นไม่ได้ทุกบันไดเสียง ไม่สามารถย้ายคีย์  (Modulation) ได้มาก  จึงเป็นข้อจำกัดที่คีตกวีพยายามตั้งเสียงด้วยวิธีแบ่งเท่าเพื่อให้สามารถเล่นได้ทุกคีย์ในการตั้งเสียงเพียงครั้งเดียว  ไม่เหมือนกับเครื่องไวโอลินที่สามารถเบียดนิ้วสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ทันที  พระเจนดุริยางค์  เคยกล่าวว่า    ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 16  มีความพยายามในการดัดแปลงระดับเสียงเป็นสัดส่วนเฉลี่ยโดย   วิลาแอร์ต (Wilaert) และซาร์ลิโน (Zarlino)    และ J.S. Bach  ได้แสดงให้เป็นประจักษ์ด้วยการประพันธ์เพลงด้วยเครื่องดนตรีคลาวิดอร์ด (Clavichord)  โดยใช้ระดับเสียงๆต่างในบันไดเสียงทั่วๆไปเพลงนี้ได้ชื่อว่า “The Well Tempered  Clavichord”  ซึ่งรวมด้วยเพลงแบบ  Prelude  ต่อเนื่องกันกับเพลงแบบ Fugue 48  เพลง คือ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายเมเจอร์ และ 24  เพลงในบันไดเสียงฝ่ายไมเนอร์   บันไดละ 2 เพลง (อ้อลืมบอกไปครับ การตั้งเสียงแบบนี้ใช้ระบบ cent หรือ ในแต่ละครึ่งเสียงมีช่วงห่าง 100 cent ไม่ใช่ Hz นะครับ ถ้าสงสัยต้องขออภัยด้วยเพราะมันอธิบายยากถ้าไม่ได้เจอตัวกัน)        

ผมว่าปัญหาเดียวที่จะพบในปัจจุบันกับเรื่องระบบเสียง คือ  เมื่อใดที่ไวโอลิน ต้องเล่นกับเปียโน  จำเป็นต้องยอมให้หูเราจูนไปตามเสียงเปียโน  ซึ่งอาจจะมีโน้ตบางตัวที่เราต้องเบียดนิ้วห่างจากที่กดปรกติบ้าง  ถ้าใครหูดี ๆ ลองสังเกตอาการนี้จะมีอยู่ครับ นั่นเป็นเพราะถ้าไวโอลินเล่นแบบเดี่ยว ๆ คนเดียวหรือเล่นกับวง string ด้วยกันจะใช้ระบบเสียง Just Intonation  โดยอัตโนมัติจากหูนักดนตรีเอง   แต่เมื่อใดเล่นกับเปียโน  จะกลายเป็นระบบแบ่งเท่า Equal Temperament  ก็ต้องยอมให้เปียโนเขาครับ  ไม่งั้นจะกลายเป็นนักไวโอลินเล่นเพี้ยนไปทันทีครับ

โดย: swu [5 เม.ย. 57 23:10] ( IP A:124.120.215.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   

ขอบคุณท่าน olDlaD ที่ช่วยให้ข้อสังเกตุจริงๆ ครับ

Beat ที่เค้าบอกว่าได้ยินนี่ผมได้ยินเป็นเสียง "แว๊ว ๆ" นะครับ ที่จริงก็คือเสียง "กัด" น่ะแหละครับ คือพอคู่มันไม่ตรงโอเวอร์โทนซีรี่ส์ก็ตีกันอยู่ข้างใน พอตรงก็หายไปน่ะครับ

เรื่องตรงไม่ตรงหรือ กลืนไม่กลืนนี่ผมว่ามันมีรายละเอียดอยู่นะครับ

นอกจากระดับเสียงแล้ว โทนที่ใช้อย่างกรณีโซโล่ต้องเล่นโดดออกมาจากวงที่เรียกว่าโทนโซโล่ครับ และบาลานซ์ของแต่ละไลน์อย่างกรณีที่เสียงสูงเล่นดังเกินไปจะโดดออกมาจนฟังไม่กลืน แต่ถ้าเสียงเบสเล่นดังหน่อยจะอุ้มฮาโมนี่ข้างบนได้ หรือแม้กระทั่งการจัดวงเช่นวงไควล์(คลอรัส)จะกลืนกันได้มากเพราะเครื่องเป็นเสียงร้องเหมือนกันหมด วงสตริง(เบสกลองกีต้าร์...ไม่ช่าย, ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่)ก็กลืนกันได้รองลงมาเพราะเป็นเครื่องตระกูลเดียวกันหมด

แหะๆ ผมเลยคิดเอาว่าบางทีดนตรีอาจจะละเอียดอ่อนจนเราต้องใช้ศิลปะเข้าไปจับมากกว่าศาสตร์ทั่วไป ก็น่าจะเป็นไปได้นะครับ

โดย: Classic Geek [6 เม.ย. 57] ( IP A:180.183.48.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   

แหะๆ โม้มากจนลืมไปเลย ผมเชื่อว่าวิธีที่จะทำให้ฟังง่ายเวลาตั้งคู่สายคือควรสีใกล้ฟิงเกอร์บอร์ดนิดๆ ใช้เนื้อที่โบว์เยอะๆ (ใช้โบว์เร็วแต่ไม่ต้องกดมาก) และสีสายต่ำกว่าให้ดังกว่าหน่อยน่ะครับ ผิดถูกหรือมีข้อเพิ่มเติมยังไงต้องขอความเห็นจากอาจารย์ SWU หรือท่านอื่นให้ความอนุเคราะห์ด้วยครับ

โดย: Classic Geek [6 เม.ย. 57] ( IP A:180.183.48.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   

จะลองเอาเทคนิค ที่คุณ Classic Geek ไปลองดูครับ ตรงที่ว่า "ควรสีใกล้ฟิงเกอร์บอร์ดนิดๆ ใช้เนื้อที่โบว์เยอะๆ (ใช้โบว์เร็วแต่ไม่ต้องกดมาก) และสีสายต่ำกว่าให้ดังกว่าหน่อย" 

ปัจจุบันที่ลองอยู่ได้ยินเป็นเสียง "แว๊วๆ" อย่างที่ว่าจริงครับ แต่ด้วยความที่ Peg ผมมันติดๆ พอออกแรงบิดมันก็ชอบเลยพรวดไป เลยยังจับความห่างของเจ้าเสียง "แว๊วๆ" นี่ไม่ค่อยชัดนัก แต่ก็พอได้นะครับ ล่าสุดวันนี้ตั้งสาย D ได้ 193.7 จากที่ตรงจริงๆคือ 193.333... นับว่าใกล้เคียงเข้ามาแล้ว (ไม่รู้ฟลุ๊คหรือเปล่านะครับ 555)

และอีกเรื่องแต่ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือเปล่านะครับ

คือหลังจากผมเปลี่ยนมาตั้งสายให้เป็น perfect fifth แทนการตั้งตามจูนเนอร์ทั้งสี่สาย ผมรู้สึกว่าไวโอลินผมเสียงดีขึ้นมีกังวาลมากขึ้นแฮะ !!??!! แต่อย่างว่าไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือเปล่า ? laugh

--------------------------------------------------------------------------

เห็นคุณลาลอมฯ บอกชอบเสียงทุ้มๆ หางเสียงยาวๆ วิบราโต้ชัดๆ แล้วค่อนข้างกังวล ... ขอดักคอไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งหนีไปบอร์ดเชลโลนะครับ เดี๋ยวทางนี้จะหงอยเหงากัน  laugh

 

 

โดย: olDlaD [6 เม.ย. 57 22:15] ( IP A:171.6.159.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ขอลองโพสอีกทีนะครับ เมื่อวานข้อความมันกระเด้งแปลก ๆ ครับ

ขออนุญาตเสนอความเห็นหน่อยนะครับ

ไพธากอรัส นักปราชญ์ยุคกรีกโบราณ ได้ใช้ความคิดมากมายในการสร้างสรรค์งานทางดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาเหตุผลของการแบ่งเสียงที่เกิดขึ้นจากสายที่ขึงตึงระหว่างสองจุดจากเครื่องดนตรี (Monochord) ท่านชี้ให้เห็นอัตราส่วนของสายเดียวที่ถูกแบ่งความยาวให้สั้นลงเป็นระยะที่หารลงตัว จุดแบ่งยิ่งสั้นลงมากเท่าไรเสียงก็จะสูงขึ้น ทุกระยะที่สายถูกแบ่งครึ่ง อัตราส่วนที่แบ่งออกระหว่างจุดแบ่งจุถูกซอยออกไปเป็นระดับเสียงที่สูงต่ำ เรียงกันไปตามความยาวสั้นของการแบ่งสายเดียวกันนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Pythagoras


ระบบเสียงของพิธากอรัส (Pythagorian Scale) ได้คิดค้นขึ้นประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยบันไดเสียงโบราณนี้เรียกว่า Mode และนิยมใช้ในการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีในสมัยนั้น โดนใช้หลักการเต็ททร้าคอร์ด (Tetrachord)

พิธากอรัสทดลองการขึงสายเปล่าบนกล่องเสียง และเกิดเสียงจากอนุกรมฮาร์โมนิกอันประกอบด้วย เสียงพื้นต้น (Fundamental) และเสียงจากฮาร์โมนิกลำดับต่าง ๆ ซึ่งเกิดตามหลังเสียงพื้นต้น เสียงต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกว่า อนุกรมฮาร์โมนิก (Harmonic Serie) ซึ่งจะให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นประกอบใน Google ก็ได้ครับ พิมพ์ Harmonic Serie เข้าไปเดี๋ยวก็เห็นโน้ตครับ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คือจะบอกว่า พิธากอรัส ค้นพบระบบเสียงตามธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าท่านเป็นนักคิดแบบวิทยาศาสตร์ จึงใช้หลักการคิดแบบระยะห่างขั้นคู่มาคูณกัน (บางท่านอาจจะงง เพราะจริง ๆ ผมควรเขียนโน้ตไปด้วยอธิบายได้ด้วยจะเข้ามากกว่าครับ) เอาเป็นว่ารวบรัดตัดความผมขอสรุปสูตรการสร้างไปเลยนะครับ

ระบบเสียงที่พิธากอรัส คิดได้ ถ้าสมมติตั้งเสียง C เป็น Fundamental จะได้

C = 1/1 D = 9/8 E = 81/64 F = 4/3 G = 3/2 A = 27/16 B = 243/128 C = 2/1

ซึ่งระบบเสียงแบบธรรมชาติที่สุด หรือ Just Intonation จะได้ดังนี้

C = 1/1 D = 9/8 E = 5/4 F = 4/3 G = 3/2 A = 5/3 B = 15/8 C = 2/1

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบพิธากิรัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 81 และการด้วย 64 = 126.5625 ในขณะที่

ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบจัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 5 และการด้วย 4 = 125

นั่นก็เป็นสาเหตุว่า ทำไมจึงไม่มี Major , Minor เกิดขึ้นจริงตั้งแต่สมัยพิธากอรัส เนื่องจากว่าท่านไม่ได้ใช้ความถี่ตามธรรมชาติทุกอัน แต่ไปใช้หลักคณิตศาสตร์มาจับครับ คือ ค้นพบหลักการของครึ่งเสียง และเต็มเสียง ตลอดจนสูตรโครงสร้าง (เตตร้าคอร์ด) แต่ไปพลาดตรงที่คืดว่าขั้นคู่จาก C ไป D มีค่าเท่ากับ D ไป E จึงเอา 9/8 คูณ 9/8 ได้ 81/64 แทนที่จะเอาความถี่ตามธรรมชาติซึ่งได้ 5/4 ครับ ส่วนอื่น ๆ ที่เทียบในบันไดเสียงที่ไม่ตรงตามความถี่ธรรมชาติก็ใช้แนวคิดเช่นนี้เหมือนกันครับ

ส่วนระบบตั้งเสียงแบบแบ่งเท่านั้น พัฒนามาเพื่อการประพันธ์เพลงและใช้ตั้งเสียงเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดให้สามารถเล่นได้ทุกบันไดเสียง ในขณะที่ระบบจัสถ้าตั้งบนคีย์บอร์ด จะเล่นไม่ได้ทุกบันไดเสียง ไม่สามารถย้ายคีย์ (Modulation) ได้มาก จึงเป็นข้อจำกัดที่คีตกวีพยายามตั้งเสียงด้วยวิธีแบ่งเท่าเพื่อให้สามารถเล่นได้ทุกคีย์ในการตั้งเสียงเพียงครั้งเดียว ไม่เหมือนกับเครื่องไวโอลินที่สามารถเบียดนิ้วสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ทันที พระเจนดุริยางค์ เคยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 16 มีความพยายามในการดัดแปลงระดับเสียงเป็นสัดส่วนเฉลี่ยโดย วิลาแอร์ต (Wilaert) และซาร์ลิโน (Zarlino) และ J.S. Bach ได้แสดงให้เป็นประจักษ์ด้วยการประพันธ์เพลงด้วยเครื่องดนตรีคลาวิดอร์ด (Clavichord) โดยใช้ระดับเสียงๆต่างในบันไดเสียงทั่วๆไปเพลงนี้ได้ชื่อว่า “The Well Tempered Clavichord” ซึ่งรวมด้วยเพลงแบบ Prelude ต่อเนื่องกันกับเพลงแบบ Fugue 48 เพลง คือ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายเมเจอร์ และ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายไมเนอร์ บันไดละ 2 เพลง (อ้อลืมบอกไปครับ การตั้งเสียงแบบนี้ใช้ระบบ cent หรือ ในแต่ละครึ่งเสียงมีช่วงห่าง 100 cent ไม่ใช่ Hz นะครับ ถ้าสงสัยต้องขออภัยด้วยเพราะมันอธิบายยากถ้าไม่ได้เจอตัวกัน)

ผมว่าปัญหาเดียวที่จะพบในปัจจุบันกับเรื่องระบบเสียง คือ เมื่อใดที่ไวโอลิน ต้องเล่นกับเปียโน จำเป็นต้องยอมให้หูเราจูนไปตามเสียงเปียโน ซึ่งอาจจะมีโน้ตบางตัวที่เราต้องเบียดนิ้วห่างจากที่กดปรกติบ้าง ถ้าใครหูดี ๆ ลองสังเกตอาการนี้จะมีอยู่ครับ นั่นเป็นเพราะถ้าไวโอลินเล่นแบบเดี่ยว ๆ คนเดียวหรือเล่นกับวง string ด้วยกันจะใช้ระบบเสียง Just Intonation โดยอัตโนมัติจากหูนักดนตรีเอง แต่เมื่อใดเล่นกับเปียโน จะกลายเป็นระบบแบ่งเท่า Equal Temperament ก็ต้องยอมให้เปียโนเขาครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นนักไวโอลินเล่นเพี้ยนไปทันทีครับ
โดย: swu [6 เม.ย. 57 22:42] ( IP A:110.169.194.201 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ผมพยายามโพสแต่ข้อความมันเด้ง จับใจความไม่ได้ ขอโทษด้วยครับ
โดย: swu [6 เม.ย. 57 22:43] ( IP A:110.169.194.201 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   

ส่วนที่อาจารย์บอกเรื่องเล่นกับ piano ต้องตาม piano นั้นพอจับความได้อยู่ครับอาจารย์ ยกเว้นตรงที่เขียนว่า "บันไดละ 2 เพลง"  ในความเห็นที่ 9 น่ะครับ ที่เดาไม่ออกว่าก่อนหน้านั้นคืออะไร ??

ปล. ถ้าเปียโนแอคคอมพ์เป็นสาวสวย ต่อให้เปียโนจะเพี้ยนผมก็จะตามครับ 555 cheeky

โดย: olDlaD [6 เม.ย. 57 22:48] ( IP A:171.6.159.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   

แก้ตัวเลขในโพสต์ที่ 12 ครับ ส่วนที่เขียนว่า

"ล่าสุดวันนี้ตั้งสาย D ได้ 193.7 จากที่ตรงจริงๆคือ 193.333"

ตัวเลขที่ถูกคือ 293.7 และ 293.333... ตามลำดับ

ขออภัยที่สร้างความสับสนครับ

 

โดย: olDlaD [7 เม.ย. 57 9:19] ( IP A:171.6.159.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ระบบเสียงของพิธากอรัส (Pythagorian Scale) ได้คิดค้นขึ้นประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยบันไดเสียงโบราณนี้เรียกว่า Mode และนิยมใช้ในการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีในสมัยนั้น โดนใช้หลักการเต็ททร้าคอร์ด (Tetrachord) พิธากอรัสทดลองการขึงสายเปล่าบนกล่องเสียง และเกิดเสียงจากอนุกรมฮาร์โมนิกอันประกอบด้วย เสียงพื้นต้น (Fundamental) และเสียงจากฮาร์โมนิกลำดับต่าง ๆ ซึ่งเกิดตามหลังเสียงพื้นต้น เสียงต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกว่า อนุกรมฮาร์โมนิก (Harmonic Serie) ซึ่งจะให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นประกอบใน Google ก็ได้ครับ พิมพ์ Harmonic Serie เข้าไปเดี๋ยวก็เห็นโน้ตครับ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คือจะบอกว่า พิธากอรัส ค้นพบระบบเสียงตามธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าท่านเป็นนักคิดแบบวิทยาศาสตร์ จึงใช้หลักการคิดแบบระยะห่างขั้นคู่มาคูณกัน (บางท่านอาจจะงง เพราะจริง ๆ ผมควรเขียนโน้ตไปด้วยอธิบายได้ด้วยจะเข้ามากกว่าครับ) เอาเป็นว่ารวบรัดตัดความผมขอสรุปสูตรการสร้างไปเลยนะครับ
ระบบเสียงที่พิธากอรัส คิดได้ ถ้าสมมติตั้งเสียง C เป็น Fundamental จะได้
C = 1/1 D = 9/8 E = 81/64 F = 4/3 G = 3/2 A = 27/16 B = 243/128 C = 2/1
ซึ่งระบบเสียงแบบธรรมชาติที่สุด หรือ Just Intonation จะได้ดังนี้
C = 1/1 D = 9/8 E = 5/4 F = 4/3 G = 3/2 A = 5/3 B = 15/8 C = 2/1
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบพิธากิรัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 81 และการด้วย 64 = 126.5625 ในขณะที่
ถ้าเล่นโน้ต E ในระบบจัส โดยสมมติ C = 100 Hz จะได้ E = 100 คูณ 5 และการด้วย 4 = 125
นั่นก็เป็นสาเหตุว่า ทำไมจึงไม่มี Major , Minor เกิดขึ้นจริงตั้งแต่สมัยพิธากอรัส เนื่องจากว่าท่านไม่ได้ใช้ความถี่ตามธรรมชาติทุกอัน แต่ไปใช้หลักคณิตศาสตร์มาจับครับ คือ ค้นพบหลักการของครึ่งเสียง และเต็มเสียง ตลอดจนสูตรโครงสร้าง (เตตร้าคอร์ด) แต่ไปพลาดตรงที่คืดว่าขั้นคู่จาก C ไป D มีค่าเท่ากับ D ไป E จึงเอา 9/8 คูณ 9/8 ได้ 81/64 แทนที่จะเอาความถี่ตามธรรมชาติซึ่งได้ 5/4 ครับ ส่วนอื่น ๆ ที่เทียบในบันไดเสียงที่ไม่ตรงตามความถี่ธรรมชาติก็ใช้แนวคิดเช่นนี้เหมือนกันครับ
ส่วนระบบตั้งเสียงแบบแบ่งเท่านั้น พัฒนามาเพื่อการประพันธ์เพลงและใช้ตั้งเสียงเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดให้สามารถเล่นได้ทุกบันไดเสียง ในขณะที่ระบบจัสถ้าตั้งบนคีย์บอร์ด จะเล่นไม่ได้ทุกบันไดเสียง ไม่สามารถย้ายคีย์ (Modulation) ได้มาก จึงเป็นข้อจำกัดที่คีตกวีพยายามตั้งเสียงด้วยวิธีแบ่งเท่าเพื่อให้สามารถเล่นได้ทุกคีย์ในการตั้งเสียงเพียงครั้งเดียว ไม่เหมือนกับเครื่องไวโอลินที่สามารถเบียดนิ้วสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ทันที พระเจนดุริยางค์ เคยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 16 มีความพยายามในการดัดแปลงระดับเสียงเป็นสัดส่วนเฉลี่ยโดย วิลาแอร์ต (Wilaert) และซาร์ลิโน (Zarlino) และ J.S. Bach ได้แสดงให้เป็นประจักษ์ด้วยการประพันธ์เพลงด้วยเครื่องดนตรีคลาวิดอร์ด (Clavichord) โดยใช้ระดับเสียงๆต่างในบันไดเสียงทั่วๆไปเพลงนี้ได้ชื่อว่า “The Well Tempered Clavichord” ซึ่งรวมด้วยเพลงแบบ Prelude ต่อเนื่องกันกับเพลงแบบ Fugue 48 เพลง คือ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายเมเจอร์ และ 24 เพลงในบันไดเสียงฝ่ายไมเนอร์ บันไดละ 2 เพลง (อ้อลืมบอกไปครับ การตั้งเสียงแบบนี้ใช้ระบบ cent หรือ ในแต่ละครึ่งเสียงมีช่วงห่าง 100 cent ไม่ใช่ Hz นะครับ ถ้าสงสัยต้องขออภัยด้วยเพราะมันอธิบายยากถ้าไม่ได้เจอตัวกัน)
ผมว่าปัญหาเดียวที่จะพบในปัจจุบันกับเรื่องระบบเสียง คือ เมื่อใดที่ไวโอลิน ต้องเล่นกับเปียโน จำเป็นต้องยอมให้หูเราจูนไปตามเสียงเปียโน ซึ่งอาจจะมีโน้ตบางตัวที่เราต้องเบียดนิ้วห่างจากที่กดปรกติบ้าง ถ้าใครหูดี ๆ ลองสังเกตอาการนี้จะมีอยู่ครับ นั่นเป็นเพราะถ้าไวโอลินเล่นแบบเดี่ยว ๆ คนเดียวหรือเล่นกับวง string ด้วยกันจะใช้ระบบเสียง Just Intonation โดยอัตโนมัติจากหูนักดนตรีเอง แต่เมื่อใดเล่นกับเปียโน จะกลายเป็นระบบแบ่งเท่า Equal Temperament ก็ต้องยอมให้เปียโนเขาครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นนักไวโอลินเล่นเพี้ยนไปทันทีครับ
โดย: swu [7 เม.ย. 57 12:36] ( IP A:110.169.253.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   

โอ้ว ... หลังจากท่าน อาจารย์ swu โพสต์ได้เต็มข้อความ เล่นเอา อึ้งไปเลยครับ surprise

เป็นประเด็นที่ซับซ้อนเอาเรื่องทีเดียว แถมมีประวัติย้อนไปตั้งเกือบสามพันปี !!!!

ไม่น่าเชื่อเลยว่า "ปิธากอรัส" ชื่อนี้ที่เคยเป็นอริกับผมในสมัยเรียนวิชาตรีโกณมิติชั้นมัธยมศึกษาเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว จะกลับมาหลอกหลอนผมได้อีกแม้เวลานี้ที่กำลังหัดเล่นไวโอลินตอนใกล้เกษียณ 555 sad

ก่อนที่จะได้รับความรู้จากกระทู้นี้ ผมกำลังคิดจะทำ midi ไฟล์ไล่เสียงขึ้นลงง่ายๆ เอาไว้ซ้อมสเกลเองที่บ้าน แต่หลังจากอ่านกระทู้นี้แล้ว คงต้องหาวิธีที่เหมาะกว่าเดิม เพราะถ้าผมเข้าใจไม่ผิดพวกโปรแกรม Midi น่าจะแบ่งเสียงเป็นแบบ equal temperament มา ซึ่งถ้าไปฝึกไล่เสียงตามนั้น ดูจะไม่ใช่แนวทางที่ดีเท่าไรนัก 

 

 

 

โดย: olDlaD [8 เม.ย. 57 11:13] ( IP A:110.171.86.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   

เครื่องดนตรีปัจจุบันทั้ง กีตาร์ ออร์แกน เปียโน ฟลุ๊ต ต่างก็ตั้งเสียงแบบ equal 12 เสียงทั้งนั้นแหละครับ แล้วจะตั้งแบบอื่นไปทำไม เสียงจะเพี้ยนไปจากเครื่องอื่น ยกเว้นมีจุดประสงค์พิเศษ เหมือนนักร้องบางคนบอกว่าการร้องเพลงที่คร่อมจังหวะนิดหน่อย ทำให้เพลงเพราะขึ้น ผมไม่ค่อยเข้าใจ อาจจะเป็นเพราะจังหวะตัวเองไม่แม่นก็ได้

โดย: ฟลิ้นท์ เด็กสวน [13 พ.ย. 57 11:02] ( IP A:125.24.154.171 X: )
* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน