Maxim Vengerov & his violins
    ไวโอลินของ Maxim Vengerov
ในช่วงวัยเด็กที่ Vengerov ยังพำนักอยู่ในรัสเซียนั้น ทางการรัสเซียได้ให้ยืมไวโอลิน Stradivari แก่เขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อ Vengerov อายุได้ 14 ขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายจากรัสเซียไปอยู่ที่ Lubeck ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ทางการรัสเซียได้ถอนสิทธิ์การยืมไวโอลินของเขา บิดาของ Vengerov จึงได้ซื้อไวโอลินอิตาลีในยุคศตวรรษที่ 18 คุณภาพพอใช้ได้ให้ตัวหนึ่ง ในขณะนั้นยังไม่มีใครทราบชื่อช่างที่ทำไวโอลินตัวนี้ และมันได้กลายเป็นไวโอลินคู่ใจของเขา ต่อมาเมื่อ Zubin Metha ได้พบกับ Vengerov ครั้งแรกที่อิสราเอลในการบรรเลงบทเพลงไวโอลินคอนเเชร์โตของปากานินี่ ในขณะนั้นเขามีอายุได้ราวๆ 16 ปี Zubin Metha ได้เรียกไวโอลินตัวนี้ว่าเป็น “กล่องที่เขา (Vengerov) นำมาจากไซบีเรีย” แม้ว่าความเห็นของ Zubin Metha จะเป็นแบบนั้นก็ตาม ต่อมาในช่วงปี 1999 ไวโอลินตัวนี้ได้ถูกซ่อมเเซมโดย Nahum Tukh ให้กลับเป็นไวโอลินสไตล์บาโร้คตามแบบดั้งเดิมของมัน ซึ่ง Tukh ได้ค้นพบความจริงว่ามันเป็นผลงานของ Carlo Landolfi ที่ทำขึ้นในปี 1760

Beare เอเยนต์และผู้เชี่ยวชาญด้านไวโอลินแห่งลอนดอน ได้กล่าวถึงไวโอลินของ Carlo Landolfi ที่สร้างขึ้นในปีเดียวกันไว้ว่า เป็นไวโอลินที่สวยงาม แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นผสมผสานกับศิลปะที่สวยงามของสกุลช่างทำไวโอลินแห่งมิลาน มีน้ำเสียงที่หนักเเน่นและทุ้มลึกที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เล่นและผู้ฟัง
แต่น่าเสียดายว่า ในปี 2002 เขาวางไวโอลินไว้ใต้หน้าต่างที่ไม่ได้ปิด พายุฝนได้ตกหนักและไหลนองท่วมไวโอลินจนเปียกโชก หมดหวังที่จะซ่อมแซมให้กลับสภาพดีดังเดิมได้ ขณะนี้ Maxim กำลังมองหาไวโอลินบาโร้คตัวใหม่เพื่อทดแทนของเดิม

ในปี 1993 ซึ่งเขามีอายุได้ 19 ปี Vengerov ได้รับการอุปถัมภ์จากองค์กร LVMH (Moet Hennessy Louis Vuitton organisation) ในฝรั่งเศส ได้ให้ยืมไวโอลิน “Reynier” ปี 1727 ของ Stradivari เพื่อบันทึกแผ่นเสียงผลงานของ Bruch และ Mendelssohn ในเดือนกันยายนปี 1993 ปัจจุบันทาง LVMH ได้ให้นักไวโอลิน Kirrill Troussev เป็นผู้ยืมใช้ไวโอลินตัวนี้

ต่อมาในปี 1995 Clement Arrison ได้ซื้อไวโอลิน Stradivari “Ex-Kiesewetter” ปี 1723 จากสมาคม Stradivari Society แห่งชิคาโก เพื่อให้ Vengerov ได้ยืมใช้ ปัจจุบันนักไวโอลิน Ilya Gringgolts เป็นผู้ยืมใช้ไวโอลินตัวนี้ และในเดือนเมษายนปี 1998 Maxim มีโอกาสได้ครอบครองไวโอลิน Stradivari เป็นของตนเอง โดยความช่วยเหลือจาก Yoko Nagae-Ceschina โดยประมูลมาจากสถาบัน Christie แห่งกรุงลอนดอนไวโอลิน “Kreutzer” ปี 1727 ผลงานของ Stradivari ได้ทำสถิติการประมูลซื้อขายเครื่องดนตรีที่สูงที่สุดถึง 947,000 ปอนด์

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:05] ( IP A:202.12.74.6 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 3
    วิโอล่า
ในช่วงระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2002 จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2002 ทางสถาบัน Royal Academy of Music แห่งลอนดอน ได้ให้ยืมวิโอล่าของ Guanerius แก่ Maxim เพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อเล่นคอนเสิร์ททั่วยุโรปร่วมกับวง ECO โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ที่เมืองเเมนเชสเตอร์ ซึ่งเขามีโอกาสได้เล่นวิโอลาในเพลง Sinfonia Concertante K364 ของโมสาร์ท ร่วมกับนักไวโอลิน Philippe Mesin ลูกศิษย์ของเขาเอง

ในช่วงวันที่ 12 พฤษภาคม 2002 จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2002 ทางสถาบัน Royal Academy of Music ได้เปลี่ยนจากวิโอล่าของ Guarnerius มาเป็น “Archinto” ปี 1696 ซึ่งเป็นวิโอล่าของ Stradivari เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมีเพียง และมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ บางที “Archinto” อาจจะเป็นตัวที่ดีที่สุดที่มีอยู่ เป็นวิโอล่าที่มีทั้งความสวยงามและความสง่างาม และเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์มาก

“Archinto” ตั้งชื่อตามเจ้าของเดิมคือ ท่านเคาท์ Archinto แห่งมิลาน ซึ่งซื้อวิโอล่าตัวนี้เอาไว้ในปี 1800 จากท่านเคาท์ Carlo Gambara แห่งเบรสเชีย เพื่อให้วงสตริงควอเต็ทของท่านได้ใช้เครื่องดนตรี Stradivari อย่างสมบูรณ์แบบ ในปี 1860 J.B.Vuillaume ช่างทำไวโอลินและนายหน้าขายเครื่องดนตรีชาวปารีส ได้ซื้อต่อไปเพื่อทำวงสตริงควอเต็ทให้ครบชุด ต่อมา Rutson ได้ซื้อเปลี่ยนมืออีกครั้งหนึ่ง และได้ตกมาเป็นสมบัติของทางสถาบันในปี 1890

ในช่วงนี้เอง นอกเหนือจากการเล่นไวโอลินและงานอื่นๆ แล้ว Maxim ยังได้พัฒนาเทคนิคการเล่นวิโอล่าของเขาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เขาได้บันทึกแผ่นเสียงวิโอล่าคอนเเช์โตของ Walton เมื่อเดือนธันวาคมปี 2002 และทันทีที่การบันทึกเเผ่นเสียงเสร็จสิ้นลง “Archinto” ได้ถูกส่งคืนทางสถาบัน หลังจากนั้น Maxim ก็ไม่มีวิโอล่าใช้อีกเลย

"Archinto” และ “The Primrose” เป็นวิโอล่าที่มีชื่อเสียงมาก ทั้งความสวยงามและฝีมือที่ประณีตของทั้ง Antonio Stradivari และ Andrea Guarneri ที่ทำวิโอล่าทั้ง 2 ตัวห่างกันเพียง 1 ปีเท่านั้น แต่แสดงถึงฝีมือในช่วงที่สูงสุดของช่างฝีมือทั้ง 2 คน

Antonio Stradivari “Archinto” ปี 1696
วิโอล่าของ Antonio Stradivari ที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก และมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ วิโอล่า Archinto (เรียกชื่อตามเจ้าของเดิมคือเคาท์ Archinto เเห่งมิลาน) ทำขึ้นในปี 1696 ในยุค ‘Long Pattern’ ของ Stradivari ในช่วงทศวรรษที่ 1690 จริงๆ แล้ววิโอล่าตัวนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับไวโอลินหลายๆ ตัวของเขาที่ทำขึ้นในช่วงนี้ มีมุมที่เรียวยาว ขอบมุมไวโอลินที่ประณีตและการฝังเส้นขอบ (Purfling) ที่พิถีพิถัน แสดงถึงอิทธิพลของผู้เป็นอาจารย์คือ Nicolo Amati

ส่วนหัวซอ (Scroll) คล้ายคลึงกับวิโอล่าส่วนใหญ่ของ Stradivari ซึ่งจะเหมือนกับช่องลูกบิด (Pegbox) ของเชลโล (แตกต่างจากช่องลูกบิดของไวโอลินที่เส้นสายจะต่อเนื่องกับส่วนคอ) นักวิโอล่าที่ไม่คุ้นเคยกับวิโอล่าแบบนี้และมักจะบ่นว่าค่อนข้างเทอะทะ แต่หลังจากที่เล่นสัก 2-3 วันก็จะคุ้นเคยกับมัน

ส่วนหัวซอที่สลักเสลาออกมาอย่างประณีตสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับงานชิ้นอื่นๆ ของเขา เส้นสายก้นหอยที่โค้งเว้าอย่างลงตัว การเเกะสลักอย่างพิถีพิถัน การปาดมุมและถมดำส่วนหัวซอ ทำให้หัววิโอล่าสวยงามจับตาเป็นอย่างยิ่ง

ช่องเสียงรูปตัว f ที่ได้สัดส่วนบนไม้แผ่นหน้าที่มีลายไม้สวยงาม ไม้แผ่นหลังเป็นไม้เมเปิ้ลแผ่นเดียวที่มีลวดลายสวยงามที่ตัดแบบ Quarter cut เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไวโอลินขนาดใหญ่ตัวนี้มีบางสิ่งที่แตกต่างจากวิโอล่าตัวอื่นๆ

Archinto ทาทับด้วยน้ำมันวานิชที่สวยงามตามแบบที่ Stradivari นิยมใช้ ถ้าลองมองดูด้วยแสงในมุมต่างๆ กันจะเห็นสีทองที่สดใสสลับเลื่อมด้วยสีส้มอมแดง ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของสถาบัน Royal Academy of Music of London ในประเทศอังกฤษ โดยปกติจะจัดเก็บไว้ในห้องจัดแสดง ซึ่งควรค่าเเก่การหาโอกาสไปชมเป็นอย่างยิ่งเพราะถือเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีสะสมที่ดีที่สุดในโลก
โดย: - [2 ม.ค. 49 15:21] ( IP A:202.12.74.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    วิโอล่า “Archinto” ปี 1696

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:22] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:23] ( IP A:202.12.74.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:23] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    Andrea Guarneri “The Primrose” ปี 1697
“The Primrose” ทำขึ้นหลังจาก Archinto เพียงหนึ่งปีเท่านั้น สร้างขึ้นในปี 1697 โดย Andrea Guarneri ช่างทำไวโอลินรุ่นบุกเบิกของตระกูล ปัจจุบันมีวิโอล่าของ Andrea Guarneri หลงเหลืออยู่เพียง 5-6 ตัวเท่านั้น และ “The Primrose” ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิโอล่าที่ดีที่สุด

เขาเป็นลูกศิษย์ของ Nicolo Amati เช่นเดียวกัน บางที Andrea อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่า Stradivari ก็เป็นได้ ในการผสมผสานสีสันของเสียงที่ทุ้มลึกของเครื่องดนตรีในสกุลช่างเบรสเชีย (Gasparo Da Salo, Paolo Maggini และช่างคนอื่นๆ) เข้ากับศิลปะของสกุลช่างเครโมนาได้อย่างลงตัว

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:25] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:26] ( IP A:202.12.74.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
    คันชัก
เมื่อ Jascha Heifetz ตัดสินเลิกอาชีพนักไวโอลิน เขาได้มอบคันชักคันหนึ่งให้กับ Herbert Axerold ผู้เขียนชีวประวัติของเขา และกล่าวว่า “จงมอบให้กับผู้ที่คู่ควร” หลังจากนั้น 2-3 ปี Axerold ได้ไปชมคอนเสิร์ทของ Maxim ซึ่งเขาได้พบกับผู้ที่คู่ควรคนนั้นแล้ว ในเดือนมีนาคม 1994 เขาได้มอบคันชักของ Heifetz ให้กับ Maxim เพื่อยืมใช้ (Heifetz มีคันชักอยู่หลายคันและไม่น่าเชื่อว่าคันชักที่พิเศษคันนี้จะเป็นผลงานของ Kittel ที่มีชื่อเสียง) Maxim ใช้คันชักคันนี้อยู่จนถึงปี 2000 ที่สัญญาการยืมได้หมดลง ปัจจุบันเขาใช้คันชักที่สร้างขึ้นตามแบบของ Tourte โดย Pierre Simon ช่างทำคันชักชาวฝรั่งเศส Bernardel, Marascot และ Basin และใช้สายไวโอลิน Evah Pirazzi ของบริษัท Pirastro

โดย: - [2 ม.ค. 49 15:33] ( IP A:202.12.74.6 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    “Kreutzer” ปี 1727 ไวโอลินคู่ใจของ Maxim Vengerov ฝีมือของ Antonio Stradivari

โดย: - [4 พ.ค. 53 16:08] ( IP A:152.105.50.217 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    Stradivari “Kreutzer” ปี 1727

โดย: - [4 พ.ค. 53 16:18] ( IP A:152.105.50.217 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน