Giuseppe Tartini
    Giuseppe Tartini (1692-1770)
Tartini เป็นนักประพันธ์เพลงและนักดนตรีร่วมสมัยกับบาคและแฮนเดลแต่อายุอ่อนกว่า 7 ปี เขาเป็นครูสอนไวโอลินที่มีชื่อเสียงของเมือง Padua ในอิตาลี ในด้านผลงานนั้น เขาได้ประพันธ์บทเพลงโซนาต้าไว้เป็นจำนวนมากด้วยกัน ส่วนที่มาของเพลง Devil’s Trill sonata นั้น แต่งขึ้นในช่วงที่เขาหนีไปเป็นนักบวชหลังจากที่ลักลอบแต่งงานกับลูกศิษย์หญิงคนหนึ่ง

ในคืนหนึ่งเขาฝันว่าได้ทำสัญญากับซาตาน ซึ่งบรรเลงไวโอลินโซนาต้าที่มีความไพเราะมากบทหนึ่งให้แก่เขา แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเขากลับไม่สามารถจดจำบทเพลงนั้นได้เลย ตาร์ตินี่จึงลองแต่งโซนาต้าบทนี้ขึ้นเพื่อเลียนแบบบทเพลงในฝันของซาตาน ความพิเศษของ Devil’s Trill sonata อยู่ในท่อนสุดท้าย นักไวโอลินต้องเล่นรัวสาย (Trill) บนสายใดสายหนึ่ง ในขณะนิ้วอื่นๆ ต้องเล่นบนสายที่เหลืออย่างรวดเร็ว

(Sigmund Freud ได้เคยศึกษาเรื่องการฝันเอาไว้ เขาเชื่อว่าความฝันนั้นทำหน้าที่บางอย่างสำหรับมนุษย์ ภายหลังการศึกษาอย่างหนักเขาได้สรุปว่า ความฝันมีอยู่ 2 ระดับด้วยกัน
Manifest Content - ผู้ที่ฝันเมื่อตื่นมาจะจำความฝันนั้นได้หลังจากตื่น
Latent Content - ผู้ที่ฝันจะฝันเห็นภาพที่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเกี่ยวพันกับความปราถนาที่ไม่อาจยอมรับได้ เช่นความปราถนาในเรื่องที่ผิดศีลธรรม แรงกระตุ้นนี้จึงแสดงออกมาในรูปของความฝัน ความฝันของเขาอาจจะมาจากความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจ กับการแต่งงานที่ไม่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมก็เป็นได้)

โดย: - [18 ม.ค. 49 12:50] ( IP A:202.12.74.6 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    หนังสือ "Trattato di Armonia" งานเขียนของ Tartini ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก

โดย: - [18 ม.ค. 49 12:51] ( IP A:202.12.74.6 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
    Giuseppe Tartini (Pirano 1692 - Padua 1770)
Tartini ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักไวโอลินที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์การดนตรี เขาศึกษาการไวโอลินที่เมือง Assisi และได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนไวโอลินขึ้นที่เมือง Padua เมื่อปี 1728

เขาเป็นผู้ค้นพบปรากฎการณ์เรื่องเสียงที่เรียกว่า Resulting Sounds โดยสังเกตว่าทุก ๆ ครั้งเมื่อเล่นโน้ต 2 ตัวในอัตราที่เท่ากัน จะได้ยินเสียงของโน้ตตัวที่ 3 (Terzo Suono หรือ Third Sound) นอกจากนั้นเขายังพัฒนาคันชักไวโอลินให้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มความยาวของคันชักเพื่อให้เล่นในเทคนิคที่ยากๆ ได้ดียิ่งขึ้น

Tartini ได้ประพันธ์บทเพลงสำหรับไวโอลินไว้เป็นจำนวนมาก เป็นคอนแชร์โตสำหรับไวโอลินประมาณ 150 บท โซนาต้าอีกประมาณ 100 บท นอกจากนั้นยังได้เขียนตำราและแบบฝึกหัดทางดนตรีไว้เป็นจำนวนมาก

โดย: - [5 ก.พ. 50 8:22] ( IP A:202.12.74.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    Devil's Trill บทเพลงของปีศาจ
ผลงานประพันธ์ไวโอลินของเขาคือบทเพลงที่นักไวโอลินชั้นยอดยุคปัจจุบันใช้บรรเลงกัน หนึ่งในบทประพันธ์โซนาต้าของ Tartini ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือ Il trillo del diavolo (Devil's Trill หรือ Devil's Sonata) นำออกตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วเพียงไม่นานนัก บทประพันธ์ชิ้นนี้เริ่มต้นจากความฝันของ Tartini ในปี 1765 ที่เขาได้ทำสัญญากับซาตาน

ในความฝันนั้น Tartini นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคได้ส่งไวโอลินของเขาให้กับซาตาน ซึ่ง Tartini ได้เขียนบรรยายไว้ว่า “ผมได้ยินโซนาต้าบทหนึ่งที่แปลกประหลาดแต่ไพเราะมาก บรรเลงด้วยฝีมือชั้นยอดและเปี่ยมด้วยจินตนาการในแบบที่ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะมีใครทำได้ ผมรู้สึกหมดเรี่ยวแรงเพราะแทบจะลืมหายใจ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการเหนื่อยหอบอย่างหมดแรง ทันใดนั้นเอง ผมเริ่มจับไวโอลิน โดยหวังว่าจะจดจำบางเสี้ยวของสิ่งที่พึ่งได้ยินมาได้ แต่เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพลงที่ผมประพันธ์ขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่ผมทำดีที่สุดแล้ว นั่นคือบทเพลง Devil's Sonata แต่มันยังห่างไกลนักจากสิ่งที่ทำให้ผมตะลึงงัน ซึ่งผมยอมพังไวโอลินของผมและเลิกเล่นโดยตรีอย่างเด็ดขาดถ้าผมได้เป็นเจ้าของเพลงๆ นั้น”

ผลลัพธ์ที่ได้คือความอึกทึกเล็กน้อยของบทเพลงโซนาต้าทั้ง 3 กระบวน หนึ่งปีก่อนที่ Tartini จะฝันถึงปีศาจนั้น มีเรื่องเล่ากันว่ามือของเขาถูกบาดจากการดวลดาบ และต้องเลิกเล่นไวโอลินไป ทำให้เขารู้สึกหมดหวังในทางไวโอลิน เขาเริ่มหันไปประพันธ์เพลงและเริ่มรับอุปถัมภ์นักดนตรีเด็กรุ่นใหม่จากทั่วยุโรป ทำให้เกิดคำพูดติดปากว่า “สิ่งที่สอนได้แต่ทำไม่ได้” บทเพลง Devil's Sonata กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าใว้วางใจและดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับคนที่พยายามจะเล่นเพลงนี้

Andrew Manze นักไวโอลินร่วมสมัยที่เล่นดนตรีแนวบาโร้ค เขาได้รับสมยาว่าเป็น "The Grappelli of the Baroque" การตีความของเขาในบทเพลงนี้คือการเอาชนะอุปสรรคเรื่องการรัว (Trill) และการเหยียดนิ้วด้วยความเร็วถี่ยิบ เทคนิคการเล่นของ Manze ดูช่างมีชีวิตชีวา และในบางครั้งเสียงไวโอลินของเขาฟังดูเหมือนเสียงซอบลูแกรส (Bluegrass fiddle) ที่กำลังรัวอย่างรวดเร็วหรือเป็นเสียงกีตาร์ริฟท์ (Riff) ท่อนสั้นๆ ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมาของ Jimi Hendrix มากกว่าจะเป็นเพลงโซนาต้ายุคบาโร้ค และกลับไปสู่ท่วงทำนอนที่สงบอีกครั้งหนึ่ง อารมณ์เพลงและความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ซึ่ง Manze ดึงออกมาจากงานของ Tartini คือปรากฏการณ์ของบทเพลงที่ค่อนข้างสั้นมากๆ มีความยาวเพียง 18 นาทีเท่านั้น มันเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเขย่าขวัญและขนลุกชัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากเนื้หอหาของเพลงเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการผู้เล่นที่บรรเลงได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย

โดย: - [5 ก.พ. 50 21:28] ( IP A:202.12.74.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    Deathmask ของ Tartini

โดย: - [28 ก.พ. 50 9:10] ( IP A:202.12.74.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
    อนุสาวรีย์ของ Tartini ที่จัตุรัส Tartini Square เมือง Piran

โดย: - [28 ก.พ. 50 9:15] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
    ไวโอลิน Guarneri del Gesu ปี 1708 ของ Tartini

โดย: - [24 พ.ย. 50 11:45] ( IP A:203.170.144.1 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
    Lipinski ไวโอลินปี 1715 ฝีมือของ Antonio Stradivari
ตามประวัติที่เล่าต่อๆ กันมานั้น Tartini เป็นเจ้าของไวโอลินตัวนี้คนแรก หลังจากนั้นเขาได้มอบให้กับ Salvini ต่อมาจึงได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของ Karol Jozef Lipinski

ในตอนที่ Lipinski จะไปดวลไวโอลินกับ Paganini นั้น ตามบันทึกของเคานท์ Count von Krockow เพื่อนของ Lipinski กล่าวว่า เมื่อ Lipinski เดินทางไปถึงเมืองมิลานด้วยไวโอลินธรรมดาๆ ซึ่งเมื่อ Salvini ทราบเรื่อง เขาได้จับไวโอลินธรรมดาตัวนั้นฟาดลงบนโต๊ะจนแหลกเป็นชิ้นๆ และได้มอบไวโอลินปี 1715 ของ Stradivari ที่เขาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีให้กับ Lipinski และประกาศว่า Lipinski เป็นผู้เดียวที่คู่ควรกับไวโอลินตัวนี้
โดย: - [24 พ.ย. 50 11:49] ( IP A:203.170.144.1 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน