Joshua Bell
    Joshua Bell
นักไวโอลินที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1967 ที่เมือง Bloomington รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา บิดาและมารดาของเขาเป็นนักฟิสิกส์ทั้งคู่ เขาเริ่มเรียนไวโอลินครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น พออายุได้ 14 ขวบมีโอกาสได้ออกแสดงเดี่ยวไวโอลินร่วมกับวง Philadelphia Orchestra ภายใต้การควบคุมวงของ Riccardo Muti เขาศึกษาด้านไวโอลินที่ Indiana University Jacobs School of Music กับ Josef Gingold เขามีโอกาสออกแสดงที่j Carnegie Hall เป็นครั้งแรกในปี 1985 ร่วมกับวง St. Louis Symphony Orchestra หลังจากนั้นเขามีโอกาสได้ออกแสดงร่วมกับวงออร์เคสตร้าและวาทยกรชั้นนำของโลกอีกอย่างสม่ำเสมอ

นอกเหนือจากการแสดงบทประพันธ์ไวโอลินคอนแชร์โตมาตรฐานแล้ว Bell ยังนำบทประพันธ์ไวโอลินร่วมสมัยออกแสดงด้วยเช่นกัน เขาเป็นผู้ที่ Nicholas Maw อุทิศบทประพันธ์ไวโอลินคอนแชร์โตให้ ซึ่งบทประพันธ์ชิ้นนี้ยังทำให้เขาได้รับรางวัล Grammy Award อีกด้วย เขานำบทเพลงนี้ออกแสดงเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อปี 1993 นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้เดี่ยวเดี่ยวไวโอลินในผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของ John Corigliano จากเรื่อง ‘ The Red Violin’

Bell ยังให้ความสนใจดนตรีแชมเบอร์มิวสิคเป็นพิเศษ เขามีผลงานบันทึกเสียงเพลงดูเอ็ท "Mi Mancherai" ร่วมกับศิลปิน Josh Groban ในอัลบั้ม "Closer" ของ Groban ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2003 และตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาเขายังเป็นสมาชิกของวง Saint Paul Chamber Orchestra อีกด้วย ปัจจุบันเขาใช้ไวโอลิน ‘Gibson’ ปี 1713 ผลงานของ Antonio Stradivari

โดย: - [20 ก.พ. 49 13:37] ( IP A:202.12.74.6 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 2
   นักไวโอลินหนุ่มชาวอเมริกัน วัย 35 ปีแม้ว่าเขาจะเคยมีไวโอลิน Stradivari อยู่ถึง 2 ตัว แต่สำหรับไวโอลินตัวนี้กลับมีเรื่องราวที่น่าพิศวงเช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่อง “The Red Violin” ที่เขาเป็นผู้เดี่ยวไวโอลิน ด้วยน้ำเสียงที่หวานไพเราะและทรงพลังของมัน

หลังจากเล่นไวโอลินทั้ง 2 ตัวอยู่หลายปี เขาพยายามที่จะลืมเรื่องที่จะมีโอกาสได้ครอบครองไวโอลิน Strad อีก แต่หลังจากนั้น 3 ปี เมื่อเขานำคันชักไปซ่อมที่ร้านแห่งหนึ่งในลอนดอนและได้ทราบว่ามีไวโอลิน Stradivari ปี 1713 'Gibson' หรือ ”Ex-Huberman” ที่สร้างขึ้นในยุคทอง (Golden Age) ต้องการจะขาย เขากล่าวว่าไม่เกิน 30 วินาทีหลังจากที่ได้เห็นมัน เขาจะต้องเป็นเจ้าของไวโอลินตัวนี้ให้ได้

Bell ซื้อไวโอลินตัวนี้ด้วยจำนวนเงินถึง 3-4 ล้านเหรียญ และได้บันทึกแผ่นเสียงแผ่นแรกด้วยไวโอลินตัวนี้ในชื่อชุด “Romance of the Violin” หลังจากนั้นเขาได้ออกทัวร์เพื่อสนับสนุนผลงานชุดนี้
Bell กล่าวว่า “ไวโอลินชั้นยอดเท่านั้นจึงสามารถที่จะสู้กับวงออร์เคสตร้าทั้งวงได้ด้วยคลื่นความถี่ที่แฝงอยู่ในตัวมัน ซึ่งมีพลังเสียงที่เหนือกว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ” John Corigliano นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “The Red Violin” เขากำลังแต่งเพลง “Red Violin Concerto” และจะนำออกแสดงเป็นครั้งแรกโดย Bell และวง Baltimore Symphony Orchestra ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ไวโอลินตัวนี้ตั้งชื่อตามเจ้าของคนแรกๆ คือ Alfred Gibson และ Bronislaw Huberman นักไวโอลินเอกชาวโปแลนด์ เขาทำไวโอลินตัวนี้หายถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1919 มันถูกขโมยไปจากห้องพักของเขาที่โรงเเรมในกรุงเวียนนา แต่ได้คืนหลังจากนั้นไม่นาน แต่ในครั้งที่ 2 นั้นเขาไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีกเลย เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในคอนเสิร์ทที่ Carnegie Hall เมื่อปี 1936 Huberman วางไวโอลินของเขาไว้ในห้องแต่งตัวในขณะที่กำลังแสดงอยู่บนเวทีด้วยไวโอลิน Guarneri ผู้ที่ขโมยไปก็คือ Julian Altman นักไวโอลินหนุ่มวัย 20 ปี ซึ่งทำงานในภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวๆ นั้นเอง

ในช่วงปลายศตวรรษนั้น Altman ได้นำไวโอลินตัวนี้ไปเล่นในคลับหรูหราและไนท์คลับธรรมดาๆ ในแถบนิวยอร์ค หลังจากที่เขาถูกจับในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ในปี 1985 ก่อนเสียชีวิตเขาได้สารภาพต่อหน้าภรรยาของเขาว่าเป็นผู้ที่ขโมยไวโอลินตัวนี้ไป
บริษัทประกันภัย Lloyd ในลอนดอนต้องจ่ายให้กับ Huberman ถึง 30,000 ปอนด์ และจ่ายให้กับภรรยาม่ายของ Altman ผู้ที่พบไวโอลินตัวนี้เป็นเงินถึง 263,000 ปอนด์ หลังจากนั้นได้ถูกส่งไปซ่อมแซมเป็นระยะเวลายาวนานโดย J&A Beare ในลอนดอน

ไวโอลินถูกเคลือบไว้ด้วยสารเคลือบสีดำๆ บางชนิดซึ่งอาจจะเป็นยาขัดรองเท้าก็เป็นได้ เพราะ Altman ไม่ต้องการให้คนอื่นๆ จำได้ ช่างฝีมือของ Beare ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมนานถึง 9 เดือน เพื่อขจัดคราบสกปรกที่เคลือบอยู่โดยไม่ทำลายวานิชของเดิม เคล็ดลับอยู่ที่การทดลองและค้นหาวิธีในการขจัดคราบสกปรกเหล่านี้ออก ซึ่งคล้ายๆ กับวิธีทำความสะอาดมหาวิหาร Sistine Chapel ในนครรัฐวาติกัน

ในปี 1988 ทางบริษัท Lloyd ได้ขายไวโอลินตัวนี้ให้กับ Norbert Brainin นักไวโอลินชาวอังกฤษเป็นเงินถึง 1.2 ล้านเหรียญ และ Bell ได้ซื้อไวโอลินตัวนี้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2001

Bell ได้ไวโอลิน Stradivari ตัวแรกเมื่ออายุเพียง 19 ปี มันเป็นไวโอลินที่มีรูปทรงที่โค้งเว้าผิดธรรมดา หรือรู้จักกันในชื่อ 'Guitar Strad' ต่อมาเขาได้แลกไวโอลินตัวนี้กับไวโอลิน ‘Tom Taylor’ ปี 1732

Bell ยังได้กล่าวว่า “โดยทั่วไปแล้วคนที่อยู่ในสถาณการณ์เช่นนี้และมีรายได้เช่นเดียวกับผมคงจะไม่มีโอกาสได้ครอบครองไวโอลิน Stradivari เช่นนี้ได้ แต่ผมโชคดีมากในการซื้อไวโอลินตัวนี้ตามวิธีการของผมเอง และแน่นอนว่า ‘Gibson’ เคลือบด้วยวานิชสีแดง มันช่างคล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่อง “The Red Violin” เป็นอย่างมาก คุณคงไม่ต้องการที่จะพูดว่าคุณเป็นเจ้าของมัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมเป็นเจ้าของมัน ณ ช่วงเวลานี้เท่านั้นเพราะว่ามันมีอายุเกือบ 300 ปีแล้ว และจะคงอยู่ไปอีก 300 ปีข้างหน้า ดังนั้นการที่จะกล่าวว่าได้เป็นเจ้าของมันคงจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องนัก”

โดย: - [20 ก.พ. 49 14:04] ( IP A:202.12.74.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    กล่องไวโอลินของ Huberman ภายในคือไวโอลิน “Gibson” Strad และ "Ex-Huberman" Guarneri ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองครองของนักไวโอลินสาวชาวญีี่ปุ่น Midori Goto

โดย: - [20 ก.พ. 49 14:05] ( IP A:202.12.74.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    Joshua Bell กับ 'Ex-Chanot-Chardon' ปี 1681 หรือรู้จักกันในชื่อ 'Guitar Strad' ผลงานของ Stradivari

โดย: - [20 ก.พ. 49 14:11] ( IP A:202.12.74.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    Joshua Bell กับ ‘Gibson’ ปี 1713 ผลงานของ Antonio Stradivari

โดย: - [24 ต.ค. 50 20:45] ( IP A:202.12.74.75 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    ประกาศให้รางวัลสำหรับผู้ให้เบาะแสไวโอลิน “Gibson” Stradivarius

โดย: - [22 มิ.ย. 55 2:49] ( IP A:202.12.73.205 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน