กินเพื่ออยู่ VS อยู่เพื่อกิน ... รสนิยมเหนือระดับ กับอาหารค่ำ มื้อละ ‘1 ล้านบาท’!
   ถือเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกข่าวหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับเทศกาล Epicurean Masters of the World ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 6-10 ก.พ.2550 ณ ภัตตาคาร The Dome ซึ่งอยู่บนยอดหอคอยงาช้างของตึกสเตททาวเวอร์อีกต่อหนึ่ง



สื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบีบีซีและหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษเสนอข่าวว่านี่คือการรับประทานอาหารมื้อค่ำของคนระดับมหาเศรษฐีเท่านั้น! เพราะสนนราคาสำหรับหนึ่งอิ่ม มีจำนวนสูงถึง 7 หลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ‘มื้อละ 1 ล้านบาท’ และยังต้องบวกค่าบริการเพิ่มเข้าไปอีก 7 เปอร์เซ็นต์ด้วย



ช่างเป็นราคาค่าอาหารที่น่าขนลุกสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไปจริงๆ...



เท้าความกันก่อนว่าเทศกาล ‘อีพิคิวเรียน มาสเตอร์ส ออฟ เดอะ เวิลด์’ (ขอโทษที...งานนี้ไม่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทย!) คืองานกาล่าดินเนอร์ที่จะให้บริการคอร์สอาหารสุดหรู และขายบัตรให้ ‘ท่านผู้มีเกียรติ’ ทั้งหลายได้เข้าไปดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างดี



เทศกาลอีพิคิวเรียนฯ นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากที่เคยจัดเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2547 และค่าอาหารต่อหนึ่งคนในครั้งนั้น เป็นราคาแค่ขนหน้าแข้งของมหาเศรษฐี ซึ่งอยู่ที่ประมาณหลัก (หลาย) หมื่นเท่านั้น...



การจัดเทศกาลครั้งที่สองนี้ ‘ดีภัค โอหริ’ โต้โผใหญ่ในการจัดงาน ผู้ควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท Challenge Hospitality ผู้ดำเนินการจัดการของโรงแรม ‘เลอบัว’ และภัตตาคาร ‘เดอะโดม’ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในแวดวงภัตตาคารและเชฟในเมืองไทย เพราะทั้งๆ ที่อาหารไทยขึ้นชื่อว่าอร่อยไม่แพ้อาหารชาติไหนในโลก คุณภาพของภัตตาคารในบ้านเราก็ยังไม่ติดอันดับต้นๆ ที่ ‘คนมีรสนิยม’ ทั่วโลกจะกล่าวขานถึง และเงินรายได้ ‘ส่วนหนึ่ง’ จะนำไปมอบให้กับมูลนิธิที่ทำงานเพื่อสังคม



นอกจากนี้ยังมีการเล็งผลเลิศศศศ...ต่อไปอีกด้วยว่า มหาเศรษฐีที่เป็นชาวต่างชาติบางราย ลงทุนไว้ในเมืองไทย แต่ยังไม่เคยมาเหยียบแหล่งลงทุนของตัวเองเลย ก็จะมีเหตุผลที่ดีในการมาเยือนประเทศไทย และบรรดานักลงทุนมหาเศรษฐีเหล่านั้นก็จะได้เห็นแง่มุมอันแสนจะมหัศจรรย์ Amazing แบบไทยๆ ด้วย



ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชาญฉลาดเสียนี่กระไร!



ล่าสุด ดีภัคให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยโดยระบุว่าจำนวนบัตร 50 ที่นั่งของงานนี้ ขายหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



“ส่วนใหญ่คนที่จองจะมาจากญี่ปุ่นและประเทศใกล้เคียง สำหรับคนไทยที่จองมาก็มีบ้างเหมือนกัน แต่น้อย และลูกค้าขอไม่ให้เปิดเผยรายชื่อ"”



ชาวต่างชาติที่ได้มาเห็นว่าคนไทยยุคเศรษฐกิจพอเพียงกินอาหารค่ำมื้อละหนึ่งล้านก็คงจะอัศจรรย์ใจไปกันใหญ่...เพราะ ‘กินแบบพอเพียง’ ของคนไทย ยังราคาตั้งมื้อละล้าน ถ้ากินกันแบบไม่พอเพียงบ้าง คนทำจะต้องทุ่มทุนสร้างขนาดไหนก็ไม่รู้…
โดย: SC [26 ต.ค. 50 16:08] ( IP A:122.154.7.2 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   อาหารสุดหรูกับที่มา (อันน่าตะลึง) ของวัตถุดิบ

จุดแข็งหรือจุดขายของเทศกาลอีพิคิวเรียนฯ ไม่ได้เชื่อมโยงกับจำนวนเงินในกระเป๋าของผู้ซื้อบัตรเข้าไปลิ้มรสอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะผู้จัดเขาบอกไว้ว่าถึงจะมีเงินมากแค่ไหน ก็อาจจะหาอาหารแบบนี้กินไม่ได้เสมอไป



เพราะนอกจากความรวยแล้ว มหาเศรษฐีที่จ่ายเงินค่าบัตรยังต้องมีคุณสมบัติ ‘อื่นๆ’ อีกด้วย อาทิ เป็นผู้มีรสนิยมล้ำเลิศพอที่จะรู้ว่าวัตถุดิบที่สรรหามาทำเป็นอาหารค่ำมื้อนี้ คือการรวมความเป็นเลิศของอาหารในทุกด้านไว้ด้วยกัน เขาหรือเธอเหล่านั้นจึงจะเข้าใจว่าการจ่ายเงินล้าน หรือประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐ (ไม่รวมค่าเครื่องบิน) เพื่อกินอาหารมื้อค่ำมื้อหนึ่ง เป็นเรื่องคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างยิ่ง



เพราะเมนูอาหารที่มีให้ลิ้มรสนั้น จะได้รับการสร้างสรรค์ผ่านฝีมือของเชฟระดับโลก ที่ได้รับรางวัลการันตีทางด้านการปรุงอาหารและการจัดการภัตตาคารที่เรียกว่า Michelin Star ถึง 8 คน ด้วยกัน ซึ่งเชฟทั้ง 8 คนนั้นก็มีรสมือเอกอุแตกต่างกันไปในแต่ละด้านอีกต่างหาก



วัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นเมนูอาหารระดับโลกครั้งนี้คัดมาจากแหล่งผลิตที่มีชื่อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ตับห่านแบบฟัวกราส์จากฝรั่งเศส, คาเวียร์ชั้นยอดจากปลาสเตอร์เจียนในทะเลแคสเปียน, กุ้งเครย์ฟิชซึ่งเป็นกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่จากขั้วโลกใต้, กุ้งมังกรตัวเขื่องจากมหาสมุทรแอตแลนติก, เนื้อสันโกเบส่งตรงจากญี่ปุ่น, เห็ดทรัฟเฟิลสีขาวและสีดำที่มีราคาต่อกิโลกรัมแพงพอๆ กับทองคำ นำเข้าจาก ป่าเปริกอร์ของฝรั่งเศส



นอกจากนั้นยังมีเนื้อนกพิราบ, ไข่ไก่ฟ้า, เนื้อส่วนแก้มของลูกวัว และไวน์เก่าแก่ราคาขวดละเป็นแสนไว้กินกับเมนูสุดอลังการนี้ด้วย



แม้วัตถุดิบบางอย่างอาจจะเสี่ยงต่อการถูกครหาจากประชาคมโลกอยู่บ้าง อย่างเช่น ตับห่านฟัวกราส์ ที่นุ่มลิ้นและหอมมันกว่าตับห่านทั่วไป เนื่องจากกระบวนการเลี้ยงห่าน เพื่อให้ได้มาซึ่งตับห่านแบบฟัวกราส์หมายถึงการขุนให้ห่านที่เลี้ยงไว้กินอาหารเข้าไปในปริมาณมากกว่าความต้องการตามธรรมชาติของมัน และสำหรับนักเคลื่อนไหวต่อต้านการทารุณสัตว์ การกระทำเช่นนั้นถือเป็นความโหดร้ายอย่างมาก!

มิพักต้องพูดถึงปลาสเตอร์เจียนที่อาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียนตามธรรมชาติ ปกติมันจะใช้เวลานานมากกว่าจะวางไข่สักหนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องถูกล่ามาเป็นเครื่องปรุงเลิศรสให้กับผู้มีรสนิยมล้ำเลิศในการกินอยู่ดี และแน่นอนว่าไข่ปลาบางส่วนก็คงจะถูกส่งมาเป็นวัตถุดิบในเทศกาลอาหารครั้งนี้ด้วย



เพียงแค่วัตถุดิบสองอย่างนี้ องค์กรนานาชาติที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์คงมองค้อนขวับๆ ไปหลายทีแล้ว



ต้นทุนในการจัดงานครั้งนี้จึงปาเข้าไปถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 80 ล้านบาทไทย (แบบไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่) นักข่าวของบีบีซีจึงรายงานไว้ด้วยว่า คนที่ได้ยินข่าวนี้บางคนรู้สึกว่ามันช่างเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย...



ถ้าบวกลบคูณหารแขก 50 คนที่จ่ายค่าตั๋วไปคนละล้านกว่าๆ แล้วยังหักลบกลบหนี้กำไรขาดทุนไม่ได้ คงต้องถือเป็นการจัดโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทยแทนก็แล้วกัน...

โดย: SC [26 ต.ค. 50 16:09] ( IP A:122.154.7.2 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ความพอเพียงด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อสมดุลแห่งชีวิต

ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่เทศกาลอีพิคิวเรียนฯ ครั้งที่สองเริ่มขึ้น ‘ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล’ เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา ได้แสดงบรรยายประกอบการสัมนา เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550



หัวข้อในการบรรยายมีชื่อว่า ‘ความพอเพียงด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อสมดุลแห่งชีวิต’



เดาเอาเองว่าผู้จัดเทศกาลอีพิคิวเรียนฯ และผู้ที่เห็นดีเห็นงามกับงานนี้คงไม่มีโอกาสเข้าไปฟัง (เพราะคงจะไม่ว่าง แค่เตรียมงานอย่างเดียวก็คงยุ่งจะแย่แล้ว...)



ดร.สุเมธ กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า



“ความจริงร่างกายมนุษย์ต้องการอาหารไม่มากนัก ทานให้อิ่มก็พอ แต่ที่เรากินกันเยอะอย่างทุกวันนี้ เป็นการกินส่วนเกิน เรียกว่า ‘โรคสังคม’



กินน้อยแต่สารอาหารครบถ้วนก็แข็งแรงแล้ว ทานอาหารให้พอดีกับร่างกาย มีความเข้าใจ เข้าถึงความรู้แล้วนำมาปฏิบัติ ไม่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับด้านอาหารและโภชนาการ จะนำไปสู่ความพอเพียงที่พอดีและยั่งยืน ถ้าทุกคนทำได้จะเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติต่อไป”



และในงานเดียวกัน ‘ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ’ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า



“การบริโภคให้พอเพียงต้องมีหลักพอประมาณมาช่วย ดูตามกาลเทศะ... การสร้างความพอเพียงต้องเริ่มจากตัวเอง บริโภคพอประมาณให้สมดุล โดยคำนึงถึง 4 ด้านคือ เศรษฐกิจ ไม่ใช่รายได้น้อยแต่อยากกินของแพง อร่อยมื้อเดียวแต่จนทั้งเดือน, สังคม เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ยังมีคนอีกมากขาดแคลนอดอยาก ต้องรู้จักแบ่งปันคิดถึงคนอื่น, สิ่งแวดล้อม เลือกกินอาหารไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายก็คือ วัฒนธรรม ทำอย่างไรให้รู้คุณค่าอาหาร เช่น ต้มยำกุ้ง ถือเป็นอาหารประจำชาติ เป็นที่รู้จัก จะต้องรักษาภูมิใจในอาหารไทย ถ้าทุกคนคิดถึง 4 ข้อนี้ประจำ ก็เกิดความสมดุล”



อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเทศกาลอีพิคิวเรียนฯ นี้จะจำกัดวงอยู่ที่คนระดับมหาเศรษฐีเท่านั้น เพราะผลประโยชน์บางส่วนคงถูกเจือจานไปให้ 'คนอื่นอีกมากมาย' ในสังคมบ้าง



ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ารายได้ส่วนหนึ่งของงานจะนำไปสมทบทุนให้แก่องค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม



และองค์กร 2 แห่งที่จะได้รับเงินบริจาคในครั้งนี้ก็คือ ‘องค์กรหมอไร้พรมแดน’ และมูลนิธิ ชัยพัฒนา ที่ ดร.สุเมธ เป็นเลขาฯ อยู่นั่นเอง... (?!?)



การกินอย่างพอเพียงจึงเป็นคำปลอบประโลมที่ดีสำหรับคนที่เริ่มจะขอบตาร้อนผ่าวๆ เพราะชาตินี้คงไม่มีปัญญาหาเงินล้านไปกินมื้อค่ำแบบนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องส่งเสริมแนวคิดแบบพอเพียงให้แพร่กระจายต่อไปยังประชาชนคนไทยทั้งปวง!



คนไหนที่มีเงินน้อย--ก็จงกินอย่างพอเพียง



ส่วนใครที่มีเงิน ก็ปล่อยให้เขากินไปตามประสาคนมีเงิน



(เพราะพอเพียงของเขากับพอเพียงของเราคงไม่เท่ากัน)

โดย: SC [26 ต.ค. 50 16:11] ( IP A:122.154.7.2 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ที่มาข้อมูลhttps://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6906&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

อาหารเที่ยงมื้อละ 2 บาท 63 สตางค์

คุณครูในโรงเรียนบ้านแม่แฮเหนือ สาขาแม่แจ๊ะ มีเพียง 3 ท่าน ต้องสอนเด็กประถม ป.1-ป.6 ราว 118 คน เด็กมีอาการขาดสารอาหารทั้งหมด หรือที่เราเรียกว่า ทุโภชนาการนั่นเอง ครอบครัวของเด็กยากจนมาก เด็กในหลายๆครอบครัวจำเป็นต้องกินข้าวกับเกลือ หรือกินข้าวกับน้ำอาทิตย์ละ 3 วัน

โรงเรียนเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และทำเรื่องขอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็ก 31 คนเป็นจำนวนเงิน 310 บาทต่อวันเท่านั้น (ค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนมาตรฐานอยู่ที่มื้อละ 10 บาทต่อคน)

คุณครูก็เลยต้องใช้เงิน 310 บาททำอาหารเลี้ยงเด็ก 118 คนทุกวัน อย่างเช่น ทำข้าวต้มใส่หมู หมี่ผัดใส่ไข่ พะโล้เน้นเต้าหู้ โดยเพิ่มข้าวเป็นหลักเพื่อจะได้พอเพียงสำหรับนักเรียนทุกคน

ถ้าเราลองคำนวณดูก็เท่ากับว่าค่าอาหารกลางวันของเด็กที่นี่ตกคนละ 2 บาท 63 สตางค์เท่านั้น...

สำหรับชีวิตในเมือง เงินจำนวน 2-3 บาทนั้นใช้ซื้ออะไรได้บ้าง? และส่วนใหญ่แล้วเราใช้เงินของเราหมดไปกับเรื่องอะไรบ้าง?... แต่สำหรับเด็กยากจนและอดอาหารที่แม่แจ๊ะนั้น เงินจำนวนเล็กน้อยนี้มีความหมายกับชีวิตและสุขภาพของเด็กมากมายยิ่งนัก

คลิกอ่านเรื่องราวชีวิตชาวบ้านและเด็กที่แม่แจ๊ะ ได้ที่นี่
**ท่านที่สนใจจะสนับสนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านแม่แฮเหนือ สาขาแม่แจ๊ะ ติดต่อได้โดยตรงที่ อาจารย์บุญศรี สาสุจิตร โทร 053-378154 (กลางคืน 19.00-20.00 น.) ในกรณีส่งธนาณัติ สามารถส่งไปได้ที่ บ้านเลขที่ 45 หมู่ 1 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 50250 ป.ณ.สะเมิง
https://www.carefor.org/content/view/1410/158/
โดย: SC [26 ต.ค. 50 16:20] ( IP A:122.154.7.2 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   สลด! ดญ.ฟิลิปปินส์ 11 ขวบ ผูกคอตายหนียากจน [9 พ.ย. 50 - 07:28>



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วานนี้ (8 พ.ย.) ได้เกิดเรื่องน่าสลดขึ้น เมื่อ มาเรียนเนต แอมเปอร์ เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ผูกคอตายภายในบ้านพักที่ไม่มีทั้งน้ำและไฟใช้ โดยเขียนจดหมายลาตาย และไดอารี่บรรยายถึงความยากจน แร้นแค้น

จดหมายลาตายที่สอดไว้ใต้หมอน ระบุว่า เธอต้องการมีรถจักรยาน กระเป๋า และรองเท้าคู่ใหม่ รวมถึงอยากให้พ่อแม่ของเธอมีงานทำ เพื่อที่จะได้ส่งเธอเรียนจนจบชั้นประถมศึกษา ขณะที่เนื้อหาในไดอารี่เป็นการบรรยายถึงความทุกข์ยากในชีวิตของเธอ ทั้งเรื่องที่เธอไม่ได้ไปโรงเรียนและไม่ได้ไปโบสถ์ เพราะไม่มีเงินค่ารถ ขณะที่พ่อของเธอล้มป่วย ทำให้เธอและแม่ต้องไปรับจ้างซักผ้าเพื่อหาเงินมาเป็นค่ารักษา



นายอิซาเบโล แอมเปอร์ พ่อของมาเรียนเนต คิดว่าลูกสาวฆ่าตัวตายเพราะความยากจน หลังจากเขาต้องตกงานมานานหลายเดือน และภรรยาของเขาต้องออกไปหางานทำที่โรงงานบะหมี่แห่งหนึ่ง ซึ่งได้ค่าแรงไม่ถึงวันละ 1 ดอลลาร์ (34 บาท)



รายงานข่าวแจ้งว่า คืนก่อนที่ ด.ญ.มาเรียนเนต จะฆ่าตัวตาย เธอได้ขอเงินพ่อของเธอ 100 เปโซ หรือราว 68 บาท เพื่อนำไปซื้อค่าอุปกรณ์การเรียน แต่พ่อของเธอไม่มีให้

https://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=67572
โดย: SC [9 พ.ย. 50 9:39] ( IP A:122.154.7.2 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน