วันจันทร์..รบกวนถาม เรื่องการใช้ยากำจัดศตรูพืช.. อีกรอบคะ
   รบกวนทุกๆท่านด้วยคะ ปกติพยายามใช้เฉพาะพวก สมุนไพรจะได้ไม่เป็นอันตราย แต่สงสัยอยู่นานแล้วและขอรบกวนถามดังนี้คะ
1.หากสมุนไพร หรือเคมีที่ต้องใช้กำจัดศตรูพืชนั้น ต้องใช้หลายขนาน เช่น กำจัดเชื้อรา กำจัดเพลี้ย กำจัดแมลงอื่นๆ สมมุติว่าต้องใช้ทั้ง 3 อย่าง เราเทผสมลงถังเดียวกันพร้อมกันไปเลย ตามปริมาณที่เขาบอกแดพ่นครั้งเดียวเลยได้ไหมคะ

2.หากผสมรวมกันไม่ได้ ต้องฉีดทีละตัวควรเว้นห่างกันสักกี่วันดีคะ ฉีดวันถัดไปเลยได้ไหมคะ

3.หากฉีดยากำจัดศัตรูพืช เมื่อวานตอนบ่ายๆแดด ลมดีทั้งวัน ตกค่ำหรือวันรุ่งขึ้นฝนก็กระหน่ำ น้ำยาจะถูกฝนชะไปทำให้ลดประสิทธิภาพของยาไปไหมคะ ต้องฉีดใหม่หรือเปล่า หรือว่ายาออดฤทธิ์หมดไปแล้วหลังจากฉีดน้ำยาลงไปที่ใบและแห้งไปในเวลาไม่กี่นาที และยามันจะออกฤทธิ์ได้นานถึง 1 สัปดาห์เชียวหรือคะ กรณีหน้าฝน
4.ทำไมเขาถึงแนะนำให้ฉีดยาตอนช่วงบ่าย วันที่มีแดด ฉีดตอนอื่นที่ไม่มีแดดได้หรือเปล่าคะ
โดย: มาลี2545 [17 ก.ย. 55 9:19] ( IP A:124.122.185.218 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   5.จะกำจัดตั๊กแตนให้ราบคราบใช้อะไรดีคะ
อ่านคห. 667.ใช้ไป 2 รอบแล้วยังมามองเราตาแป๋วแหวกระโดดแทะใบสับปะรดให้เห็นต่อหน้า ต่อตา 2วันติดกัน ตบตายคามือไป 2 ตัวแล้วคะ .หากฉีดเฉพาะหลังบ้านไม่ฉีดหน้าบ้านก็ไม่ได้ผลเต็มที่ใช่ไหมคะเจ้าตั๊กแตนจะยังรบกวนและแพร่พันธุ์ได้ กลัวว่าพวก กบ เขียดจะแย่ไปด้วย และจะเป็นอันตรายกับสุนัขหากไปกินยอดหญ้าไหมคะ ขออณุญาติ..คุณหน่อง ตัด/แปะ บางส่วนของกระทู้ 667 นะคะ...

3. ฉีดพ่น"เซฟวิน 85" (ชื่อการค้า,ชื่อสามัญ= คาร์บาริล) ตามพื้นหญ้าเพื่อกำจัดตัวอ่อนด้วย เคยอ่านเจอบางคนแนะนำว่า ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ฉีกฝอยจุ่มน้ำผสมยา"เซฟวิน 85" วางทิ้งตามพื้นหญ้า เป็นเหยื่ิอพิษ ..ปล. ตั๊กแตนแค่กัดกินใบให้แหว่งนิดหน่อย แค่ดูไม่สวยงาม (กรณีไม่ระบาดรุนแรง ชนิดรุมกินจนโกร๋นนะครับ) แต่ถ้าเป็นโรคเชื้อรา หรือมีการแพร่ระบาดของเพลี้ย นี่น่ากลัวกว่ามากเลยครับ โดย: หน่อง [9 ส.ค. 54 12:14> ( IP A:61.7.146.26 X: )....ใช้เวลานานไหมคะกว่าจะเห็นผล และต้องใช้ประจำ หรือหากแน่ใจว่าไม่มีแล้วหยุดใช้ไปได้เลยคะ..
โดย: มาลี2545 [17 ก.ย. 55 9:23] ( IP A:124.122.185.218 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สงสัยคุณพี่มาลีจะถามยากไปกระมังครับ จึงยังไม่มีผู้มาตอบซะที
ผมขอตอบตามที่ตัวเองทำนะครับ ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่เคยเรียน และไม่ได้เป็นเกษตรกร
1. ผมผสมยาป้องกันและกำจัดเชื้อรา + ปุ๋ย + ยาฆ่าแมลง กับน้ำในถังเดียวกัน และฉีดพ่นทีเดียวกัน
2. ถ้าฉีดแยกกัน ก็ไม่มีการเว้นช่วงที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความขยันหรือขี้เกียจ และเวลาที่พบโรคหรือแมลงรบกวน บางทีก็ฉีดติดต่อกัน
3. ถ้ายาที่ใช้เป็นประเภทออกฤทธิ์แบบสัมผัส เมื่อถูกน้ำฝนชะล้าง ก็ย่อมให้ผลน้อยลง ตามปริมาณยาที่เหลืออยู่บนใบหรือส่วนต่างๆของพืช แต่ถ้าเป็นยาประเภทออกฤทธิ์ด้วยการดูดซึมเข้าส่วนต่างๆของพืช เมื่อฉีดพ่นไปแล้วหลายชั่วโมง (4-6 ช.ม.) พืชก็น่าจะดูดซึมเข้าไปได้พอสมควร การออกฤทธิ์น่าจะยังดีอยู่ แต่ยาแบบดูดซึมก็เป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าแบบสัมผัส และมีพิษตกค้างมากกว่า แต่ได้ผลดี
4. การฉีดยาหรือปุ๋ยช่วงที่แดดแรง ยาจะระเหยไปกับความร้อนมาก และความเข้มข้นอาจจะทำให้ใบพืชไหม้ได้ด้วยครับ โดยเฉพาะยาที่ไหลมาสะสมตามปลายใบ และที่สำคัญอากาศมันร้อน คนฉีดก็ร้อน การฉีดตอนเย็นหรือค่ำ พืชบางชนิดสามารถดูดกินได้ดี และเรายังสามาระรดน้ำล้างคราบยาหรือปุ๋ยที่เหลือบนใบในตอนเช้าได้อีกด้วย
5. ปัญหาตั๊กแตนควรแก้ที่ต้นเหตุเชิงป้องกันด้วยการกำจัดวัชพืชที่เป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ ถ้าบริเวณบ้านไม่มีสัตว์เลี้ยง ก็สามารถกำจัดไข่ได้ด้วยการผสมคาร์บาริล(เซฟวิน85) กับน้ำแล้วราดหรือฉีดพ่น ยาทุกชนิดจะหมดฤทธิ์ไปตามระยะเวลา ที่สภาพแวดล้อม จะต้องใช้ซ้ำเมื่อมีการแพร่ระบาดอีก หรือเปลี่ยนชนิดของยาเมื่อมีการดื้อยาครับ

ปุ๋ยและยาที่เป็นสารเคมี สารสังเคราะห์บางชนิดทำปฏิกิริยาต้านกัน อาจะมีผลลบหรือประสิทธิภาพลดลงเมื่อผสมกันครับ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ จึงไม่สามารถบอกได้ว่าเคมีชนิดใดบ้างไม่ถูกกัน..
โดย: หน่อง [18 ก.ย. 55 12:50] ( IP A:61.7.146.26 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   แชร์ประสบการณ์ที่มีอยู่เล็กน้อยครับ
1. หากเป็นยาผสมน้ำเหมือนกัน ผมก็ผสมกันแล้วฉีดทีเดียวเลย(เว้นแต่ยาสมุนไพรควรแยกต่างหาก..แต่เท่าที่เคยใช้สมุนไพร ออกฤทธิ์ช้าและจะเป็นยาไล่แมลงซะมากกว่า)
2. การฉีดเน้นวันที่แดดร้อน ไม่มีลม(ลมนิ่งๆ) อากาศไม่ชื้นเพื่อให้ตัวยาลอยในอากาศได้ดีเพื่อให้ยาสัมผัสกับตัวแมลง(บิน)เวลาที่ฉีด และยาอีกส่วน(แล้วแต่ชนิดยาที่ใช้)จะไปจับที่ต้นไม้เวลาแมลงมาจับยาจะดูดเข้าทางขาแมลง
3. หากหน้าฝนควรผสมสารจับใบก่อนฉีด แต่หากตกหนักจริงฝนก็ล้างยาออกหมดแหละครับ
4. ยาที่ใช้ควรเปลี่ยนตัวยา/ยี่ห้อ บ่อยๆ ไม่ควรใช้ต่อกันเกิน 2 ครั้งป้องกันการดื้อยา
5. พี่ที่ร้านขายต้นไม้แถวบ้านเขาว่าให้เอาผงหินภูเขาไฟผสมน้ำรดต้นไม้ แล้วต้นไม้จะดูดเอาสารบางอย่างเข้าไปเคลือบใบทำให้รสชาดไม่ถูกใจแมลง แมลงจะลดลงแต่ช้าหน่อย
เท่าที่เคยทำมาก็ประมาณนี้ครับ
โดย: ใบเตย [18 ก.ย. 55 12:54] ( IP A:61.19.66.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ถึงไม่เคยเรียน และไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่คุณหน่องตอบได้ดีมากๆ อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย เห็นด้วยทุกข้อเลย

คำถามน่ะ..ไม่ยาก แต่หาคนตอบแบบคนบางพาน..นี่ยากกว่า โดยเฉพาะข้อ 4 ตอบได้เหมือนนักปฎิบัติ แบบชาวสวนมืออาชีพจริงๆ

สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรศึกษาให้ดีก่อนใช้ และควรใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ บางชนิดผสมกันได้ บางชนิดผสมกันไม่ได้ ต้องดูจากตารางการผสมสารเคมี ของกรมวิชาการเกษตร สารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่วนมากมีลักษณะเป็นกรด ถ้าไปผสมกับตัวที่เป็นด่างจัด สารสองตัวทำปฎิกริยากัน จะทำให้ประสิทธิภาพของสารเคมีลดลง

โดย: pongpan [18 ก.ย. 55 21:00] ( IP A:110.77.200.77 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ผมไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลยไม่มาตอบ แต่ถ้าถามถึงวิธีฆ่าพวกมนุษย์เลวๆไม่ได้เรื่อง อาจมีคำตอบให้หลายประการ 555...
โดย: อรรถพล [18 ก.ย. 55 21:00] ( IP A:125.27.14.109 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ขอบคุณทุกท่านคะ กระจ่างเลย สงสัยมาหลายปีแล้วเรื่องผสมยาหลายตัวรวมกันทีเดียว (พวกขี้เกียจคะ) ตกลงไม่มีใครรับไก่แจ้ไปเลี้ยง..สงสัยว่าคงใช้สมุนไพรต่อไปดีแล้ว .. ป้องกันล่วงหน้า..ตัวหนัสืออธิบายการใช้ยา อ่านแล้วปวดตา ตัวเล็กเหลือเกิน แถมบางทีอ่านแล้วมึนคะ...เพนดูล่า ของพี่pongpan สวยจัง...คุณอรรถพล อย่างนี้ต้องคุยหลังไมค์คะ พวกนั้หนังเหนียวซะด้วย 555
โดย: มาลี2545 [19 ก.ย. 55 5:25] ( IP A:124.122.178.61 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เข้ามาช้าไปครับพี่มาลี ที่ผมใช้จะแยกกันไม่ผสมกัน เพราะทราบหลักการของยาสมุนไพรที่ว่า บางชนิดมีฤทธิ์หักล้างกัน บางชนิดรวมกันแล้วเป็นพิษ แต่บางชนิดใช้ร่วมกันแล้วดี จึงไม่เสี่ยง ถ้าจำเป็นต้องใช้สองขนานร่วมกันกำจัดเชื้อรา กับไล่แมลง ผมจะใช้พ่นห่างกันไว้ 1 วันครับ
โดย: wee [20 ก.ย. 55 18:25] ( IP A:202.28.24.91 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ขอบคุณคะ คุณ wee ไม่ช้าคะ ยังแยกพ่นอยู่คะ บทขี้เกียจก็อยากหาทางลัด พออ่านจากที่ทุกท่านกรุณาแนะนำมา คิดว่าแยกจะดีกว่า และก็หาหลายๆขนานใช้สลับกันไปแมลงจะได้ไม่ดื้อ ไม่ค่อยกล้าใช้สารเคมี เดี๋ยวจะขอวิธีทำสมุนไพรกำจัดศัตรูพืชกับท่านเจ้าบ้านมาหมักเองเลย และลองใช้ดู จะเริ่มลองหมักปีนี้คะ มีถังอยู่แล้ว หากคุณ wee มีสูตรแนะนำด้วยนะคะ ได้ผลจะทำแจกสมาชิกคะ 555
โดย: มาลี2545 [20 ก.ย. 55 21:00] ( IP A:124.120.117.43 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ตอบคุณมาลี2545 เท่าที่ทราบนะครับ

ข้อ 1.
เมื่อใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 1 ชนิดขึ้นไป หากได้สอบถามผู้ขายจนแน่ใจแล้วว่าผสมกันได้แน่ (ทั้งสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช และสารป้องกันกำจัดเชื้อราโรคพืช) ก็ผสมกันในถังเดียวกันได้เลยครับ ตามอัตราที่ฉลากระบุไว้

ส่วนเรื่องสารสกัดสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าไม่น่าจะนำมาผสมรวมกันครับ เนื่องจาก สารสกัดสมุนไพรนี้ เป็นทางเลือกหนึ่งในวิธีการควบคุมศัตรูพืชโดยลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ดังนั้นหากจะเลือกใช้สารสกัดสมุนไพรหรือสารเคมี ก็เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไปเลยดีกว่าครับ

และนอกจากนี้ ต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งก่อนนะครับ คือ สารสกัดสมุนไพรหลายชนิดสำหรับการป้องกันกำจัดศัตรูพืช จะให้ประสิทธิผลที่ดีในห้องทดลอง แต่อาจจะใช้ได้ไม่ดีหรือได้ผลในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจนักในแปลงเพาะปลูกจริง เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของสาร แตกต่างกันระหว่างห้องทดลองและแปลงเพาะปลูกจริง
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรสำหรับการกำจัดศัตรูพืช ที่มีวางขายในท้องตลาดหลายยี่ห้อ จึงมีการนำสารสกัดสมุนไพรมาผสมกับสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช แล้วโฆษณาว่าเป็นสารสกัดสมุนไพรบริสุทธิ์ที่ได้ผลดีในการป้องกันกำจัดครับ (เท่าที่เคยทราบมานะครับ มีสารสกัดสะเดาหลายยี่ห้อ ที่ผสมแลนเนทลงไป เมื่อฉีดพ่นไปแล้ว แมลงส่วนใหญ่จะตายเพราะแลนเนท แต่ยกความดีความชอบให้สารสกัดสะเดาไปครับ หากใช้สารสกัดสะเดาจริงๆ แมลงจะตายในระดับหนึ่ง อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เห็นแมลงตายได้เด่นชัดเหมือนอย่างที่ใช้สารเคมีเข้าไปผสมครับ)
โดย: Fleur D\' Amour [22 ก.ย. 55 8:26] ( IP A:180.180.220.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ข้อ 2.
ในกรณีที่สารป้องกันกำจัดฯ แต่ละชนิด ใช้ผสมร่วมกันสำหรับการฉีดพ่นในครั้งเดียวไม่ได้
ส่วนมากมักจะมีสาเหตุหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ
1. สารป้องกันกำจัดฯ แต่ละชนิดนั้นๆ เมื่อนำมาผสมร่วมกันแล้ว สารเหล่านั้นทำปฏิกิริยากัน แล้วทำให้เกิดการหักล้างฤทธิ์ของสาร หรือทำให้สารฯ เหล่านั้นออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถควบคุมศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูกได้
2. สารป้องกันกำจัดฯ แต่ละชนิดนั้นๆ เมื่อนำมาผสมร่วมกันแล้ว สารเหล่านั้นทำปฏิกิริยากัน แล้วทำให้เกิดสารผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษต่อพืชจากปฏิกิริยานั้น อาจสร้างความเสียหายต่อต้นพืชที่ปลูกไว้ หรือทำให้พืชที่ปลูกนั้นตายได้

ด้วยสาเหตุหลักๆ ดังกล่าว จึงมักใช้สารเหล่านั้นแต่ละชนิดแยกฉีดพ่นต่างหาก ไม่พร้อมกัน โดยระยะเวลาที่ทิ้งห่างจากกันนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสารชนิดแรกนั้นจะเสื่อมฤทธิ์ไปเมื่อใด ต้องรอให้สารชนิดแรกเสื่อมฤทธิ์ก่อนครับจึงจะฉีดพ่นอีกชนิดได้ (ซึ่งไม่ใช่วันถัดมาแน่นอน) หากสารที่ฉีดพ่นชนิดแรกยังไม่เสื่อมฤทธิ์ ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากการผสมสารทั้งสองอย่างสำหรับการฉีดพ่นในครั้งเดียวครับ
ผมไม่แน่ใจสำหรับการเว้นช่วงระยะห่างโดยทั่วไปนะครับ ว่าเว้นช่วง 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แต่ที่เคยเห็นเพื่อนฉีดพ่นในสวนของเค้า เค้าเว้นช่วง 1 เดือน ฉีดพ่นสลับกันระหว่างสาร 2 ชนิดในแต่ละเดือนครับ
โดย: Fleur D\' Amour [22 ก.ย. 55 8:47] ( IP A:180.180.220.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ข้อ 3. และข้อ 4. ขอตอบพร้อมกันนะครับ
ไม่เคยได้ยินว่ามีการแนะนำให้เกษตรกรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดฯ แก่ต้นพืช ในเวลาบ่ายที่มีแดดดีนะครับ เนื่องจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางชนิด (ที่เกษตรกรมักเรียกกันว่า "ยาร้อน") เมื่อตกค้างเป็นสารละลายอยู่บนใบพืชแล้วมีแสงแดดแรงในช่วงเวลานั้น จะก่อให้เกิดอาการใบไหม้แก่ต้นพืชหลายชนิดที่เพาะปลูกอยู่ได้
คำแนะนำในการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้น มักจะแนะนำในเวลาเช้าตรู่ หรือในเวลาเย็นใกล้พลบค่ำ ที่แสงแดดไม่แรง โดยเฉพาะในเวลาเย็นนี้ มักจะนิยมฉีดพ่นกันเป็นส่วนมากครับ
ผมเข้าใจว่า ที่คุณมาลี2545 ได้ทราบมานั้น ผู้แนะนำคงหมายถึงฉีดพ่นสารฯ ในวันที่อากาศดีไม่มีฝนตกมากกว่าครับ เพราะการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดฯ ในวันที่มีฝนตกนั้น น้ำฝนจะพัดพาสารฯ ส่วนหนึ่งออกไป ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืชไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็นครับ
ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างในฤดูฝน มีแนวทางในการฉีดพ่นเพิ่มเติมอีก 2 อย่างครับ คือ
1. หากฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดฯ เสร็จแล้ว ในระยะเวลาอย่างน้อยที่สุด 3 ชั่วโมง มีฝนตกลงมา ไม่ต้องฉีดพ่นสารใหม่อีกครั้งครับ ปล่อยเลยตามเลยได้เลย จนกว่าจะถึงรอบในการฉีดพ่นครั้งต่อไป แต่หากฝนตกในระยะเวลาที่น้อยกว่านี้ภายหลังการฉีดพ่น ควรจะต้องฉีดพ่นสารฯ ซ้ำใหม่อีกครั้งครับ
2. ในฤดูกาลที่ไม่มั่นใจว่าจะมีฝนตกลงมาเมื่อใด เพื่อให้สารฯ ที่ฉีดพ่นนั้นเกาะติดกับต้นพืชได้นานขึ้นอีกสักระยะหนึ่ง ไม่ให้ถูกชะล้างไปง่ายนัก ควรผสมพวกสารจับใบลงไปด้วย ในการฉีดพ่นทุกๆ ครั้งครับ (อย่างที่ประหยัดและหาง่ายสักหน่อย ก็พวกน้ำยาล้างจานน่ะครับ ใส่ผสมลงไปในถังที่ฉีดพ่นพร้อมสารป้องกันกำจัดฯ สักนิดหน่อย ก็ได้แล้วครับ)

นอกจากนี้ เพื่อให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีประสิทธิภาพดีขึ้น ควรงดการรดน้ำต้นไม้ในวันต่อมาหลังจากวันที่ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดฯ ด้วยครับ หากเป็นกลุ่มต้นไม้ที่ชอบความชุ่มชื้น ก็ต้องวางแผนในการรดน้ำและฉีดพ่นสารฯ ให้ดีครับ อย่างเช่น ตอนเช้าวันที่ 1 รดน้ำต้นไม้ไว้ แล้วในเวลาเย็นของวันเดียวกันนี้ จึงฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดฯ ต่อมาในวันที่ 2 งดรดน้ำต้นไม้ทั้งวัน แล้วจึงกลับมารดน้ำต้นไม้ตามปกติในวันที่ 3 ครับ
โดย: Fleur D\' Amour [22 ก.ย. 55 9:16] ( IP A:180.180.220.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ข้อ 5.
ปัญหาที่เกิดจากตั๊กแตนกัดกินใบนั้น ในความคิดเห็นของผม หากคุณมาลี2545 มีจำนวนต้นที่ปลูกเลี้ยงไม่เยอะมากนัก และต้นไม้อยู่ในที่ที่ได้รับแสงแดดพอสมควร ผมอยากแนะนำแนวทางในการป้องกันกำจัดดังนี้ครับ
1. ใช้สารป้องกันกำจัดฯ ประเภทดูดซึมเข้าสู่ต้นพืช รูปแบบเป็นเม็ดโรย เช่น สตาร์เกิ้ล จี ใส่ในกระถางต้นไม้ที่ปลูกไว้ โดยตักโรยรอบโคนต้นพืช ทุกๆ 3 เดือน (สตาร์เกิ้ล จี มีจำหน่ายแบบซอง และแบบกระปุก หากเป็นแบบซอง จะมีช้อนตักขนาด 2 กรัมมาด้วยในซอง อัตราใช้ หากกระถางปลูกมีหน้ากว้าง 4 ถึง 8 นิ้ว ใส่ 1 ช้อน (2 กรัม) โดยประมาณ ถ้ากระถางที่ปลูกมีหน้ากว้าง 10 ถึง 15 นิ้ว ใส่ 2-3 ช้อน (4-6 กรัม) โดยประมาณ)
2. ในช่วงที่พบว่ามีการระบาดของตั๊กแตนมาก นอกจากการใช้สารป้องกันกำจัดฯ ประเภทดูดซึมเข้าสู่ต้นพืชแล้ว ควรใช้สารป้องกันกำจัดฯ ประเภทฉีดพ่น ควบคู่ไปด้วยกัน โดยฉีดพ่นประมาณ 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง โดยที่
2.1 หากคุณมาลี2545 ไม่มีสัตว์เลี้ยง โรงเรือนอยู่ค่อนข้างห่างจากตัวบ้านบริเวณที่อยู่อาศัย ต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงไว้ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก ก็น่าจะใช้ แลนเนท ในอัตรา*ประมาณ 20 กรัม ต่อน้ำ 1 ถัง (20 ลิตร) ฉีดพ่น
2.2 หากคุณมาลี2545 มีสัตว์เลี้ยง โรงเรือนอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่อยู่อาศัยมากนัก ไม่ควรใช้ แลนเนท แต่น่าจะใช้สารฯ ชนิดอื่นที่มีความเป็นพิษน้อยกว่าแต่ใช้ควบคุมศัตรูพืชได้ดี อย่างเช่น คลอไพริฟอส 40 เปอร์เซ็นต์ อีซี (ยี่ห้อที่มีจำหน่ายได้แก่ ลอร์สแบน เป็นต้น) อัตรา* ประมาณ 40 กรัม ต่อน้ำ 1 ถัง (20 ลิตร) ฉีดพ่น

อย่างไรคุณมาลี2545 ลองพิจารณาดูนะครับ

*หมายเหตุ อย่างไรอัตราที่ผมแนะนำนี้ ลองสอบถามทางร้านค้าผู้จำหน่ายสารป้องกันกำจัดฯ อีกครั้ง อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมอีกครั้งนะครับ

หากมีการแนะนำคลาดเคลื่อนหรือตกหล่นข้อมูลไปอย่างไร ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ
โดย: Fleur D\' Amour [22 ก.ย. 55 9:59] ( IP A:180.180.220.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ขอเพิ่มเติม ตอบคำถามที่คุณพงษ์พันธุ์เคยถามไว้เมื่อนานมาแล้วนะครับไว้ด้วยในกระทู้นี้นะครับ ไม่แน่ใจว่าคุณพงษ์พันธุ์ได้วิธีควบคุมหรือกำจัดแล้วหรือยังนะครับ ขออภัยด้วยมากๆ ที่ล่าช้าครับ เกี่ยวกับโรคแคงเคอร์ที่เข้าทำลายผลแก้วมังกรน่ะครับ

ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า ผมพอจะทราบมาบ้างในวิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช แต่สำหรับในเรื่องของโรคพืชนั้น ผมไม่เชี่ยวชาญ พอจะบอกได้แค่คร่าวๆ ครับ

โรคพืชนั้นแตกต่างจากแมลงศัตรูพืชโดยที่ แมลงศัตรูพืชมักจะพบเห็นตัวได้และสามารถวางแผนใช้สารป้องกันกำจัดฯ ที่เหมาะสมได้สะดวกกว่าโรคพืช ส่วนโรคพืชนั้น บ่อยครั้งที่จะพบว่าอาการที่ปรากฏดูคล้ายคลึงกัน แต่เชื้อสาเหตุเป็นคนละกลุ่มกัน หากใช้สารป้องกันกำจัดฯ ไม่เหมาะสมต่อเชื้อสาเหตุ ก็จะไม่สามารถควบคุมการเข้าทำลายต้นพืชและการแพร่กระจายของเชื้อได้ดีนัก (ตัวอย่างเช่น ราสนิม และโรคแคงเคอร์ เป็นต้น)

ถ้าหากรอยโรคที่พบในแก้วมังกรของคุณพงษ์พันธุ์นั้นเป็นโรคแคงเคอร์ตริง ผมคิดว่าน่าจะมีเชื้อสาเหตุเดียวกันกับโรคแคงเคอร์ในพืชตระกูลส้ม ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในสกุล แซนโธโมแนส ครับ (เพราะเป็นเชื้อแบคทีเรีย สารป้องกันกำจัดเชื้อราฯ โดยเฉพาะอย่าง เมทาแล็คซิล, คาร์เบนดาซิม และ แมนโคเซ็บ จึงใช้ไม่ได้ผล)
สารป้องกันกำจัดฯ ที่นิยมใช้กับเชื้อชนิดนี้ที่นิยมใช้กันและได้ผลดี คือ ยี่ห้อ "แคงเคอร์ เอ็กซ์" (อ๊อกซีเตตราไซคลิน ไฮโดรคลอไรด์) ครับ แต่ได้ข่าวมาว่ายี่ห้อนี้ขาดตลาด หาซื้อยากมากในช่วงนี้ (หรือเลิกผลิตไปแล้ว ผมไม่มั่นใจนะครับ) หากไม่สามารถหาซื้อได้ อีกยี่ห้อหนึ่งที่ใช้แทนกันได้และได้ผลที่ดี คือ "คาโนรอล" หรือ "แบคบิเคียว" (สเตร็ปโตมัยซินซัลเฟต) ครับ แต่ถ้าหากไม่สามารถหาซื้อได้ทั้งสองอย่างนี้ อีกตัวเลือกหนึ่งที่พอจะใช้ได้ คือ บอร์โดซ์ มิกซ์เจอร์ เป็นสารป้องกันกำจัดเชื้อราชั้นสูงโรคพืชที่มีฤทธิ์ครอบคลุมถึงพวกแบคทีเรียบางกลุ่มด้วยครับ สารฯ นี้ใช้ได้ดีกับทั้งราสนิม และโรคแคงเคอร์ ***แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ เพราะมีทองแดงในองค์ประกอบ ไม่สามารถใช้กับพวกสับปะรดได้ครับ***

อย่างไรคุณพงษ์พันธุ์ลองพิจารณาดูนะครับ
โดย: Fleur D\' Amour [22 ก.ย. 55 10:33] ( IP A:180.180.220.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ขอบคุณ คุณ Fleur D\\' Amour มากคะ ที่กรุณาให้คำแนะนำการใช้ยากำจัดศัตรูพ์ช ทำให้เข้าใจมากขึ้น การใช้ยาให้ได้ผลต้องเข้าใจสรรพคุณ และวิธีใช้จึงจะได้ผลและไม่มีอันตราย ... หลายครั้งไม่ยอมใช้จนต้องโยนต้นไม้ทิ้งไป .. แต่คงต้องหันมาศึกษาและใช้บ้างไม่งั้นต้นไม้คงไม่งาม ส่วนตัวไม่ค่อยมั่นใจเวลาถามที่ร้านค้า เพราะส่วนใหญ่มักเจอคนขายที่ไม่เคยใช้ซะมากกว่า หลายครั้งก็อ่านแล้วใช้ตามที่เขาอธิบาย ไว้แต่เรื่องผสมยาหลายขนานเกิดจากความขี้เกียจคะ และสงสัยมานาน ตอนนี้ได้รับคำตอบที่ทำให้เราไม่สงสัยอีกต่อไป..แต่ยังต้องทดลองอีกใขอบคุณ คุณFleur D\\' Amour ที่แวะมาทีไรก็ให้ความรู้กับพวกเราอยูเสมอๆ
โดย: มาลี2545 [22 ก.ย. 55 11:53] ( IP A:110.168.65.69 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   เยี่ยมมากครับคุณ Fleur D\\' Amour รอบนี้อธิบายได้เข้าใจง่ายมากครับ 555
โดย: paradon [22 ก.ย. 55 19:01] ( IP A:101.109.30.44 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ตัวจริงเสียงจริงมาแล้ว คิดเหมือนกับความเห็นของคุณ paradon อย่างยิ่ง สุดยอดครับ..คุณ Fleur D\\\\' Amour

ขอบคุณมากๆครับ smile

โดย: pongpan [22 ก.ย. 55 23:26] ( IP A:110.77.183.110 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   ขอเรียนสอบถามคุณพงษ์พันธุ์ครับ สิงโตกลอกตาเครายาวในภาพของคุณพงษ์พันธุ์ต้นนี้ ไม่ทราบว่าเป็นต้นไม้ที่มีอยู่แต่เดิมในสวนของคุณพงษ์พันธุ์ หรือนำมาปลูกจากที่อื่นครับ?
โดย: Fleur D\' Amour [23 ก.ย. 55 1:19] ( IP A:125.27.154.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
    สวัสดีครับ..คุณFleur D\\' Amour

เมื่อคืนก่อนจะปิดเครื่อง เหลือบมาเห็นกระทู้นี้ ก็เลยโชคดีได้อ่านข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ

แก้วมังกร ปีนี้ของผมค่อนข้างโชคดี ที่ไม่มีโรคระบาดที่เป็นแผลตกกระที่ผลเหมือนปีที่แล้ว อาจสืบเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนและความชื้นค่อนข้างน้อย ช่วงที่ติดผลอากาศเปิดตลอด แดดจัด ปีนี้ถือว่าภาคใต้ฝั้งตะวันออกค่อนข้างแล้ง ก็เลยรอดพ้นจากโรคดังกล่าว แต่ก็ยังมีให้เห็นบ้างประปราย ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลที่หาเพิ่มเติมมาให้

ภาพนี้ถ่ายไว้หลายเดือนแล้ว ตั้งใจจะให้คุณดู แต่เห็นหายไปนานก็เลยไม่ได้เอาออกมา คงจำชื่อได้คราวนี้ซะที... "เจ้าสิงโตกลอกตาเครายาว" (ตอนนั้นเขาก็บอกชื่อ แต่ผมจำไม่ได้)

ต้นนี้ไม่ใช่ของผมครับ พอดีไปเที่ยวบ้านพรรคพวก..ที่เขาชอบต้นไม้เหมือนกัน กำลังเดินดูสับปะรดสีที่เกาะตามต้นไม้เพลินๆ ตาไปสะดุดกับเจ้าตัวนี้..ก็เลยเก็บภาพไว้ ดูแล้วเขารักและภูมิใจในเจ้าตัวนี้มากๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นต้นไม้ที่มีอยู่แต่เดิมหรือนำมาปลูกจากที่อื่น แล้วจะสอบถามให้ครับ

อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมของเจ้าตัวนี้ รบกวนหน่อยนะครับ

โดย: pongpan [23 ก.ย. 55 22:08] ( IP A:110.77.200.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   อยากถามเกี่ยวกับน้ำเต้าอินเดีย ที่ว่ามีสารในใบน้ำเต้าอินเดียที่ทำให้ปลวกตายนี่ คือสารอะไรเหรอ ????
โดย: Bamboy [9 ก.ค. 56 11:26] ( IP A:110.77.137.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   อยากทราบว่า หลังฉีดยาฆ่าหญ้าแล้ว เราสามารถเข้าไปในดงหญ้า ได้เมื่อไร
กลัวได้รับสารเคมีติดตัวออกาด้วย
โดย: แขก [9 ก.ย. 56 20:27] ( IP A:171.4.165.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   

คำถาม : การกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะพวกแมลง ควรกำจัดตอนที่แมลงอยู่ในช่วงชีวิตใด

ถึงจะได้ผลมากที่สุด ระยะที่เป็นไข่ ระยะตัวอ่อน ระยะดักแด้ หรือว่าเป็นระยะตัวเต็มวัย 

ช่วยตอบให้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมาก

โดย: booboo_bogbag@hotmail.com [10 ก.พ. 57 23:26] ( IP A:223.204.76.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   
โดย: chowong [31 มี.ค. 58 12:49] ( IP A:1.47.73.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   อะบาเมกติน.คาโบซันแฟน.อมิคคลอพริคผสมรวมกันได้ไหมครับ
โดย: chowong [31 มี.ค. 58 12:52] ( IP A:1.47.73.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   

ที่บ้านทำสวนแก้วมังกรไม่มากนัก  แต่กิ่งและผลเป็นโรคสนิม สีเหลือง พอนานไปเป็นสีน้ำตาล ทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา จะมีวิธีแก้ไขยังไงค่ะ

โดย: pong2121@gmail.com [7 ส.ค. 58 16:54] ( IP A:125.25.5.62 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   

กระทู้ที่โพสต์ผ่านมานานแล้ว จะไม่ค่อยมมีใครเลื่อนลงมาดูเท่าไหร่ ยิ่งถ้าข้ามวันไปแล้ว จะไม่มีสัญลักษณ์ POP UP เตือนให้เห็น ว่าวันนี้มีใครมาโพสต์ต่อ คำถามที่มาถามต่อภายหลังจึงอาจจะไม่มีคนเห็นและตอบให้ครับ อยากจะขอให้ช่วยเปิดกระทู้ใหม่ ตั้งคำถามเป็นกระทู้ใหม่ไปเลยดีกว่า จะได้แสดงให้เห็นเด่นชัดที่บรรทัดบน จะได้มีผู้ตอบเป็นความรู้ทั่วกันครับ

คำถามเรื่องโรค(รา)สนิมบนผลแก้วมังกร ผมไม่มีความรู้ จึงไม่สามารถตอบได้ครับ

โดย: หน่อง [7 ส.ค. 58 17:14] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   

หนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ หนูปลูกพริกได้ประมาณ 1 เดือนค่ะ เป็นพริกพันธุ์ไทรบุรีค่ะ ความสูงประมาณ 30 ซม. ค่ะ แร้วพริกมีอาการ ตรงบริเวณกลางกิ่งจะมีลักษณะเป็นสีม่วง หรือ น้ำตาล เป็นแถบยาวรอบๆๆกิ่ง เป็นเกือบทุกกิ่งเลยค่ะ และเป็นทั่งแปลงเลยค่ะ พอปล่อยไว้นานๆๆ ยอดมันเป็นสีเหลืองและกิ่งจะหักพับลงในที่สุด พอลองถอนต้นดูระบบรากก็เจริญดี ไม่เน่า ไม่ดำ ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไรค่ะ

โดย: kaiarise@hotmail.com [12 พ.ย. 58 11:49] ( IP A:1.20.231.148 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน