เน่าเข้าใส้
   สับปะรดสีที่ผมปลูกเลี้ยงมา บรรดาต้นที่ตายจากไป กว่า90%ตายไปเพราะอาการเน่า ไม่ว่าจะต้นเน่า ยอดเน่า โคนเน่า ผมขอเหมารวมๆว่า “เน่าเข้าใส้” เพราะหากมีอาการเน่าแค่ที่ใบ ที่ราก แต่ถ้าไม่รุกลามไปถึงส่วนลำต้นตรงจุดที่จะเติบโตเป็นยอดใบ ก็ยังไม่ตาย

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:32] ( IP A:103.10.230.22 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:33] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ผมพยายามค้นหาความรู้เรื่องโรคพืชที่มีอาการเน่า ก็ไม่สามารถจะสรุปใจความได้ชัดเจน ด้วยพื้นฐานความรู้อันน้อยนิด ขอทึกทักแบบเหมาเอาจากการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ผสมกับองค์ความรู้วิชาวิทยาศาสตร์สมัยเป็นนักเรียนประถม-มัธยมศึกษาตอนต้น
คำว่าพืชของผมในที่นี้ขอให้หมายถึงสับปะรดสีเป็นสำคัญนะครับ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:35] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   โรคเน่าที่เกิดกับพืชผมว่ามันมีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่ทำอันตราย แต่เรามักจะเน้นไปทางเชื้อรากันซะมาก ผมว่าเชื้อแบคทีเรียก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ มันเป็นจุลินทรีย์ที่กินอาหารด้วยการย่อยสลายเศษซากต่างๆ เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับเชื้อรา และถ้าทั้งสองเชื้อมันจะอยู่รวมกัน กัดกินสับปะรดสีต้นเดียวกัน ก็คงเป็นไปได้เนาะ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:36] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   บทความ ภาพประกอบต่างๆที่เคยหาอ่าน หาดูจากอินเตอร์เนทนับว่ามีประโยชน์มาก แต่ผมว่าหลายๆคนคงคิดเหมือนผม ว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสับปะรดสีของเรามันป่วยด้วยโรคอะไรกันแน่ เพราะมันก็เน่าๆ เหี่ยวๆ ดำๆ เหม็นๆ คล้ายกับที่เราดู แล้วก็ตายในที่สุด สารพัดสารเคมี สารชีวภาพตามที่รู้มาและซื้อหามาได้ บางทีก็ได้ผล บางทีก็ไม่ได้ผล เลยยิ่งไม่แน่ใจกันใหญ่ ว่าที่เราเข้าใจนั้น มันถูกต้องหรือเปล่า
ถ้อยความที่ผมกล่าวมาและกำลังจะกล่าวต่อไป มิอาจใช้เป็นข้ออ้างอิงทางวิชาการได้ เพียงแค่ถ่ายทอดประสบการณ์ เผื่อผู้อ่านจะช่วยคิดต่อและคาดหวังว่าอาจจะมีผู้มีความรู้ที่ถ่องแท้ มาแก้ไขความรู้ความเชื่อที่ยังผิดอยู่ให้ถูกต้องเป็นวิทยาทานสืบไป

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:37] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   อาการ
เติบโตช้า หรือในชนิดที่โตช้า ปลูกเลี้ยงยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ชะงักไปเลย
หน้าตาเศร้าหมอง หมายถึงใบห่อ เหี่ยว แห้ง แห้งแบบใบคายน้ำ มีรอยเป็นขอบคล้ำ ตรงรอยต่อระหว่างส่วนที่แห้งกับยังสดอยู่
แบบที่ดูคล้ายจะหน้าตาดี มีสีสันก็ไม่ควรนิ่งนอนใจนะครับ อย่าเพิ่งดีใจว่าได้ไม้โคลนพิเศษ ประเภทRubra, Red Form อะไรแบบนั้น ไม้ที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม ที่เทือกเถาเหล่ากอไม่ได้มีรงควัตถุสีแดง และไม่ได้ทำการ Hybrid เป็นลูกผสมชนิดใหม่ ก็ควรจะมีลักษณะตามบรรพบุรุษไปก่อน
ใบไม้ ผลไม้ที่สุกงอม แก่ใกล้ร่วง มักจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม แดง และแห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด โดยเฉพาะพืชวงศ์บรอมเลียดหรือสับปะรดสี ที่ยอดใบมักจะมีสีแดง สีสดมากขึ้น ยามจะออกดอกออกผล

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:39] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   T. fasiculata ‘Tropiflora’ ต้นนี้ควรจะมีลักษณะเขียวๆ ปกคลุมด้วยไตรโครม (Trichome)เป็นขนละเอียดสีขาว เกือบทุกส่วน

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:43] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   วันที่ผมเห็นใบเป็นสีแดง โดยที่ลักษณะทั่วไปก็ดูเป็นปกติดี ผมยังคิดว่ามันแปลก สวยดี ของคนอื่นๆจะเป็นแบบนี้บ้างไหม

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:44] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ไม่กี่วันที่ผ่านมา ความจริงก็ปรากฏ เมื่อผมเห็นขอบใบบางแห่งดูแห้งเหลือง และยอดห่อหลุบลู่ จึงหยิบกล้องมาถ่ายเก็บไว้ เป็นวัตถุดิบในการโม้ต่อไป เพราะรู้แล้วว่ายอดเน่าแน่ๆ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:45] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:46] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   สามหน่อที่งอกมาจากต้นแม่ ยอดเน่าไปซะสอง เหลืออีกหนึ่งยังไม่มั่นใจ ถ้าเด็ดหน่อไปให้พี่ Pongpan ซะตอนนั้น ก็ดีสินะ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:46] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    Encholirium horridum นี่ก็อีกหนึ่งตัวอย่างของเน่าเข้าใส้ เห็นทีแรกก็นึกว่าอาการใบแห้ง จากการขาดน้ำ แม้ส่วนลึกในใจจะค่อนข้างมั่นใจว่าพวกสับปะรดนี้ เป็นพืชทนแล้ง กลัวแฉะมากกว่าแห้งแล้ง แต่อีกใจก็กลัวไม้สุดที่รักจะหิวน้ำ จึงจัดการตามที่ตัวเองคิดแทนไม้

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:47] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   อาการเน่าเข้าใส้มันไม่แสดงผลปุปปั๊ปทันตาเห็นหรอกครับ ดูภายนอกก็แค่ใบแห้งบางส่วน ส่วนที่ยังเขียงเราก็หลงผิดคิดว่าคงจะเพราะได้กินน้ำจึงยังไม่แห้งทั้งหมด สุดท้ายเมื่อเชื้อราเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อเยื่อจนหมด ก็คอขาดครับ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:48] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   สาเหตุของเน่าเข้าใส้
๑. สภาพแวดล้อม ผมเชื่อว่าทุกแห่งที่ มีเชื้อโรค เชื้อรา ปรสิต แบคทีเรีย ไวรัส อยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าดิน น้ำ อากาศ ซึ่งพวกนี้เดินทางไปได้ไกลๆครับ แม้แต่ติดตามเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ดังนั้นเท่ากับว่าพืชมีโอกาสได้รับเชื้อเท่าเทียมกัน อยู่ที่ว่าณ เวลานั้นองค์ประกอบต่างเหมาะสมเพียงใด เช่นความชื้น แสงสว่าง อุณหภูมิ เป็นต้น นอกจากว่าสถานที่นั้นมีระบบควบคุม จัดการให้ปลอดเชื้อ มีกี่คนที่ลงทุนแบบนั้น ยกมือขึ้น
ระยะนี้ฝนตกสลับกับแดดแผดเผา เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน ระวังจะเป็นไข้หวัดกันด้วยนะครับ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:50] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ๒.ความแข็งแรงของพืชเอง ที่มีองค์ประกอบจากสายพันธุ์ อายุ ภูมิหลังของการปลูกเลี้ยง เป็นต้น

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:54] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ๓. บาดแผลที่เกิดกับทุกส่วนของพืช เป็นช่องทางให้เชื้อต่างๆเข้าคุกคาม หรือเกิดจากเชื้อต่างๆบุกทำลายให้เป็นแผล เพื่อชักชวนพรรคพวกเข้ามารุมต่อ บาดแผลอาจะเกิดจาก
๓.๑ การเคลื่อนย้าย ถูกกระทบกระแทก ตกหล่น
๓.๒ เชื้อต่างๆ
๓.๓ สัตว์หรือแมลง กัด เจาะ
๓.๔ ความร้อนจากแสงแดด ไฟเผาไหม้

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 16:55] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
    Bromelia serra forma variegated ตัวอย่างของไฟเผาไหม้ ได้รับไอร้อนจากกองไฟที่ลุกไหม้อยู่ข้างๆ จนใบสุกไปบางส่วน หลังจากนั้นก็ทรุดลง และยอดหลุดไปในที่สุด เข้าใจว่าเชื้อแบคทีเรียเข้ากินส่วนที่สุกเละเป็นแผลจากไฟรุม

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:02] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   T. fasiculata ‘Tropiflora’ และ Encholirium horridum สองตัวอย่างข้างบนเป็นต้นที่ผมวางกระถางไว้ตรงตำแหน่งที่โดนแสงแดดส่องครึ่งค่อนวัน อาจจะร้อนถึงน้ำที่ขังในยอดหรือสะสมตามวัสดุปลูกจนเหือดร้อนขึ้นมา แต่กรณี Encholirium horridum ก็มีตัวอย่างด้านความแข็งแรงของพืชให้ดูเช่นกันครับ อีกต้นหนึ่งที่อายุรุ่นเดียวกัน ปลูกเลี้ยงมาแบบเดียวกัน ยังอยู่ดีครับ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:05] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   การดูแลรักษา
ขอไม่ใช้คำว่าป้องกันนะครับ เพราะคิดว่าทำได้ยาก ตามเหตุผลข้อ ๑ หัวข้อสาเหตุครับ เราอาจจะลดความเสี่ยง ลดโอกาสของการเกิดโรคได้ แต่การป้องกันด้วยการขนต้นที่เป็นโรคไปเผา ไปทิ้ง ผมว่ามันเหมาะกับการปลูกพืชไร่ พืชล้มลุกเชิงเศรษฐกิจ แต่กับสับปะรดสีที่เราลงทุนซื้อหามาสะสม ใครจะขนไปเผาทิ้งบ้างก็เชิญเลยครับ แล้วจะมั่นใจมั๊ยครับ ว่าที่จะหามาเลี้ยงใหม่ จะไม่มีเชื้อมาอีก
โรคเน่าจะเกิดกับไม้ที่ปลูกมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ค่อยเป็นกับต้นที่เพิ่งปลูกใหม่ ที่มีการประคบประหงมอย่างดี ตั้งแต่การใช้วัสดุปลูก การให้ยา ให้ธาตุอาหาร จัดสถานที่อยู่ดีๆให้ ยกเว้นต้นที่อ่อนแอ อ่อนวัยนะครับ น่าจะกระทบกระเทือนจากขนส่งซ้ำ จนบางต้นฟื้นไม่ไหว หรือหมดภูมิคุ้มกันโรค

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:06] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   ตัวอย่างหน่อ Ae. egleriana ที่ต้นแม่ติดโรคเน่า มันพยายามออกหน่อใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็โตไม่ขึ้น แห้งตายจนหมด เพราะมีเชื้ออยู่ในเนื้อเยื่ออยู่แล้ว

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:07] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ๓. ใช้สารเคมีหรือสารชีวภาพตามสะดวกในการรักษาโรค บางบทความบอกว่าโรคเน่านี้จะเติบโตดีในแหล่งที่มีการให้ธาตุไนโตรเจนมาก ควรเพิ่มธาตุฟอสฟอรัสครับ เดี๋ยวนี้มียากันราที่เป็นกรดฟอสฟอรัสด้วย เชื้อรา และแบคทีเรียไม่ชอบสภาวะเป็นกรด และบางคนตั้งข้อสังเกตุว่า ไม่ควรลอกดึงใบแห้งออก เพราะอาจะเกิดแผลฉีกที่โคน ให้เชื้อรา แบคทีเรียเข้าเล่นงานอีก ตอนนั้นพืชมันกำลังต่อสู้กับเชื้อโรคเหมือนกัน มันอาจจะยอมสละใบล่างๆทิ้งเป็นอาหารเชื้อโรค เพื่อรักษาส่วนดีๆเอาไว้

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:10] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
    Dyckia กระถางข้างบนคือต้นนี้ในอดีต ผมคิดว่ามันกำลังสู้กับโรคครับ ก่อนหน้านี้มีอีกต้นที่อาการแบบนี้ ผมนึกว่าอดน้ำ จึงประโคมต่อเนื่อง สุดท้ายกอสลาย

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:12] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ขอโทษครับ จากคห.19 ต่อมา จะต้องลำดับด้วยคห. นี้ ก่อนคห.ที่ 21 ครับ

เมื่อสะสมไม้มากขึ้นๆ ต้นใหม่ก็ซื้อเข้ามาเพิ่ม ต้นเก่าก็ออกหน่อเยอะแยะ จะขายก็ราคาตก ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้ช่องว่างระหว่างต้นน้อยลงๆ การระบายอากาศก็ด้อยลง ต้นที่ถูกเมินก็อาจจะถูกโยนออกไปริมโรงเรือน ตากแดด ตากฝนจนเป็นไข้ แล้วก็แพร่ไปถึงต้นข้างๆต่อ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:15] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   ๑. ผมคิดว่าเราลองเปลี่ยนพฤติกรรมการรดน้ำต้นไม้ดีไหม
๑.๑ รดน้ำช่วงเช้าตรู่ เพราะแสงแดดจะทำให้น้ำแห้ง ไม่อับชื้นเหมือนรดตอนเย็น แต่ต้องเป็นเวลาเช้า ก่อนที่จะสายจนแสงแดดร้อนจัดนะครับ ผมคิดว่าไม่ควรเกิน ๙.00 น.
๑.๒ ขยายวันรดน้ำให้นานขึ้น ถ้าแต่ละครั้งรดน้ำมากๆ น้ำขังยอดเยอะ ก็สัก ๒-๓ วัน หรือรดน้ำแบบโชยผ่านๆ พอเปียกเย็น
๒. รื้อต้นไม้ที่โทรมๆทิ้งไปบ้าง หรือแบ่งให้เพื่อนๆไปปลูกต่อ จัดระเบียบการวางต้นไม้ให้โปร่งขึ้น

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:16] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   อ่านแล้วงงมั๊ยครับ
๔. ให้กำลังใจพืชของเรา สู้ๆ หรือปลงซะบ้าง อนิจจัง วัฏสังขารา สิ่งมีชีวิตล้วนเกิดและดับสูญ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย มันก็เกิดมาร่วมโลกกับเรา มันก็ดิ้นรนหากิน หาอยู่ตามอัตตภาพของมันนั่นแล
ไม่ก็หาอย่างอื่นทำแทนการปลูกต้นไม้

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:17] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   สวัสดีครับ

โดย: หน่อง [13 มิ.ย. 58 17:18] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   มาดูคนบางพาน"โม้อย่างมีสาระ" ถึงแม้คุณหน่องไม่ใช่ลูกชาวสวน หรือไม่ใช่เป็นเกษตรกรเต็มตัว แต่ก็มีความรู้ ความเข้าใจ รู้จักสังเกตุวิเคราะห์พืชได้อย่างดี มีความรู้มากกว่าคนที่เป็นเกษตรกรเมืองไทยอยู่มากเลย

เน่าแล้ว รอรุ่นหลานก็แล้วกัน ^^

โดย: pongpan [13 มิ.ย. 58 22:21] ( IP A:110.77.201.135 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   

ผมทำใจเหมือนกันครับพี่หน่อง เลี้ยงงามๆอยูู่ดีๆ จะไปก็ไปสะงั้น  จากที่ผมสังเกตเลี้ยงเกาะต้นไม้ตามธรรมชาติจะไม่ค่อยเน่า ผมฝากเทวดาเลี้ยงงามทุกต้น

แต่ก็มาเจอปัญหาหนูมากัด ก็เลยเอาลงจากต้นไม้มาอยู่โรงเรือนก็เริ่มเน่าอีกครั้ง

ผมว่าการปลูกแบบธรรมชาติคงจะมีเชื้อราที่เกื้อกูลทำให้ต้นไม้ไม่เป็นโรค

 

ตอนนี้ผมเริ่มมาผสมเพาะเมล็ดดีกว่า ซื้อมามากแล้วเจ็บเยอะ ตายหมดล่าสุดสั่งไม้มาหมื่นกว่า

ตอนนี้ตายเหลืออยู่สามต้น  ไม้บางชนิดผมว่าถ้าเลี้ยงไม่ได้ก็จะไม่ฝืนอีกแล้วครับ

 

โดย: หนึ่ง ชุมพร [15 มิ.ย. 58 9:41] ( IP A:203.144.220.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   ถ้าไม่ใช่ปลูกเลี้ยงสับปะรดสีแบบต้องการขยายจำนวนเพื่อการค้าแล้วหละก็ การสร้างสภาพแวดล้อมหรือการปลูกเลี้ยงแบบเลียนแบบธรรมชาติ จะได้ไม้ที่สวย แข็งแรง และปลอดภัยจากเคมีด้วยครับ
ต้นกำเนิดของสับปะรดสีหรือสับปะรดประดับเป็นไม้ป่าแอมะซอน (Amazon) ถ้าไม่นับพวกไม้ในเขตที่สูง ยอดเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลหลายพันเมตรที่บ้านเราปลูกกันไม่รอดแล้วหละก็ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไม้อิงอาศัย อาศัยตามคาคบ กิ่งไม้ บรรยากาศป่าร้อนชื้น
ดังนั้นถ้าไม่ถูกแสงแดดส่องถูกตรงๆนานๆ พุ่มใบแห้งไม่เปียกแฉะ มีน้ำขังในยอดคอยหล่อเลี่ยงก็พอแล้ว ได้ความชิ้นเย็นจากผืนดินด้านล่างบ้าง ยามหน้าฝนไม่ต้องรดน้ำเลย เข้าหน้าร้อนอาจรดให้บ้างนิดหน่อย ปุ๋ยยาไม่ต้องใช้

โดย: หน่อง [16 มิ.ย. 58 12:33] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   แต่ถ้าเป็นสับปะรดสีชนิดไม้บนดิน อาจจะต้องดูแลเรื่องดินปลูก ให้ปุ๋ยบ้างนะครับ มีอันเป็นไปเพราะอาการเน่าเข้าใส้แล้ว จะทำลายทิ้งแบบปลูกสับปะรดไร่อย่างนี้คงไม่ไหว สับปะรดไร่กินผลแบบนี้ พอตัดลูก หักหน่อพันธุ์ ก็ปล่อยตาย ไถทิ้ง เอาหน่อมาปลูกใหม่ ใส่ปุ๋ยใส่ยากันเป็นรุ่นๆไปครับ แต่สับปะรดประดับจะโละยกสวน ปลูกใหม่ คงไม่ไหว

โดย: หน่อง [16 มิ.ย. 58 12:41] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   ผมจะรื้อ Dyckia คห.20 ให้ดูกันครับ

โดย: หน่อง [25 มิ.ย. 58 16:55] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   ใช้กรรไกรชนิดที่ตัดกระดาษแข็งได้ ตัดแต่งใบแห้งออกก่อนครับ เพื่อให้จับต้นได้ง่ายขึ้น ลดหนามที่จะทิ่มแทงมือลงหน่อย

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:30] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   เล็มไปเล็มมา ชักจะรู้สึกว่าพ่มมันโยกคลอนมากเหลือเกิน ระบบรากคงเสียหมดแล้ว ถอนขึ้นมาได้ง่ายเลยครับ มองไม่เห็นว่าจะมีตัวเพลี้ยอ่อนเกาะที่ราก รากที่แห้งเสียทั้งหมด คงถูกเชื้อราหรือแบคทีเรียทำลายหมดแล้ว ดูดกินธาตุอาหารและน้ำไปเลี้ยงลำต้นไม่ได้

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:33] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   ตัดรากตัดใบทิ้งจนเหลือเท่านี้

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:35] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   ค่อยๆดึงใบเสียทิ้ง ลอกกาบใบแห้งที่เรียงตัวอัดแน่นตามโคนต้นออก เห็นคราบราขาวๆติดอยู่ที่ซอกใบ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:38] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   ใบที่เรียงตัวแน่นเป็นชั้นๆ ดูคล้ายลำต้น

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:40] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   เป็นกอง

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:41] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   ส่วนของหน่อที่ไม่ได้งอกเป็นต้นใหญ่ เพราะถูกทำลาย

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:42] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   ค่อยๆใช้กรรไกรตัดเล็มไปเรื่อย อาการนิ้วล็อคทำให้ทำไม่ถนัดครับ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:43] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   เมื่อก่อนเคยดูคลิ๊ปที่ฝรั่งเอาเลื่อยยนต์ตัดกอ Aechmea ยังคิดว่าเกินความจำเป็นมากไปหรือเปล่า วันนี้เจอกกับตัว ว่าการใช้เลื่อยตัดโคนสับปะรดก็ทำให้ง่ายขึ้นครับ ต้นที่อายุมาก โคนแข็งเป็นท่อนไม้เลยครับ บ้านผมมีแต่เลื่อยตัดกิ่งไม้แบบนี้ จึงดูจะ Over ไปหน่อย

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:46] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   กาบใบที่อัดแน่น ดึงออกด้วยมือลำบากครับ ใช้เลื่อยผ่าแบ่ง ทำให้ดึงได้ง่ายขึ้น ผมว่าถ้าเอามีดเล่มใหญ่มาผ่า น่าจะไม่ง่ายเท่ากับใช้เลื่อย

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:47] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   เลื่อยเอาส่วนที่แห้งเสียทิ้งไปครับ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:49] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
   

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:49] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
   เหลือส่วนที่คิดว่าจะลองปลูกใหม่เท่านี้ อวบขาวยังกับหัวหอมใหญ่แน่ะ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:50] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
   แช่ยากันราสักครู่

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:50] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
   

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:51] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
   เอาขึ้นจากน้ำ ทาปูนแดงที่แผล แล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม กะว่าสัปดาห์หน้าค่อยปลูกใหม่ แค่รื้อขึ้นมานี่ ก็ใช้เวลาร่วมสองช.ม.แล้วครับ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:55] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 47
   ยังไม่รู้ว่าจะปลูกต่อได้หรือเปล่านะครับ
อย่าง Orthophytum navioides ต้นนี้ ก็เคยถูกถกใบ ปลูกใหม่ แต่ก็ไปไม่รอดครับ

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:58] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 48
   ตอนนั้นเห็นมีคราบสีเหลืองตามกาบใบแบบนี้

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 12:59] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 49
   อาการแบบนี้ครับ ใบแห้ง ลามเข้าต้น

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 13:01] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 50
   จากสภาพแบบนี้

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 13:02] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
   แล้วก็แบบนี้ ก่อนที่จะค่อยๆเน่า

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 13:02] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 52
   จบดีกว่า

โดย: หน่อง [26 มิ.ย. 58 13:03] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 53
    Dyckia ที่ผมพยายามไม่ให้สูญพันธ์ไปจากบ้านผม หลังจากผึ่งแห้งอยู่ราวๆสองสัปดาห์ จนเห็นว่าแห้งดีแล้ว ก็ใช้กรรไกรเล็มปลายใบที่แห้งทิ้งอีกหน่อย แล้วปลูกใหม่

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:48] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 54
   ระหว่างรอดูว่า Dyckia จะรอดมั๊ย ก็มาดู Encholirium horridum ที่เน่าเข้าใส้อีกต้นครับ

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:50] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 55
   หลังจากราดยาแก้เชื้อราลงไป และดูอาการจนเห็นยอดสีเขียวเหลือน้อยเต็มที จึงลองดูเบาๆ ยอดเน่าก็หลุดติดมือขึ้นมาง่ายๆ

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:56] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 56
   สุดท้ายก็ต้องยกกระถางไปป่าช้า หรือกองเศษไม้ใบหญ้าที่รอเผาทิ้งนั่นแหละครับ

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:57] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 57
   

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:58] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 58
   ดึงใบเสียทิ้งไปๆ จนเป็นรูโบ๋

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 15:59] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 59
   เดี๋ยวก็จะกลายเป็นผีหัวขาดแบบต้นก่อนหน้าที่อยู่ข้างๆนั่นแหละครับ

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:00] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 60
   

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:00] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 61
   ผมว่าที่ใบมันมีรอยแผลแห้งเป็นจ้ำๆจนลายไปหมด ไม่แน่ใจว่าเกิดก่อนที่เชื้อราเชื้อโรคจะเข้าทำลายหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเกิดจากแมลงกัดเจาะ หรือราแอนแท็กโนสนะครับ เพียงแต่ว่ามันผิดจากอาการใบแห้งเพราะขาดน้ำ ที่จะไม่มีรอยจ้ำๆแบบนี้

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:03] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 62
   ภาพนี้เป็นภาพเก่าของต้นที่เน่าเข้าใส้ล่าสุดนี้
ภาพนี้น่าจะเป็นช่วงที่สมบูรณ์สุดขีดของเขา
ความเที่ยงแท้ก็คือความไม่จีรังของสรรพสิ่งครับ

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:05] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 63
   ครั้งก่อนผมแก้อาการขาดน้ำไปครั้งหนึ่ง

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:07] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 64
   ตามที่เคยนำเสนอไปแล้ว เมื่อปีค.ศ.2012 ครั้งนี้คงถึงแก่กรรมของเขาแล้วครับ อนิจจา วัฏสังขารา

โดย: หน่อง [11 ก.ค. 58 16:10] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 65
   ว่าจะถามถึงเจ้าตัวนี้อยู่พอดี กลับวัดไปซะงั้น 555..
โดย: อรรถพล [11 ก.ค. 58 22:21] ( IP A:125.27.22.56 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
   
ผมมักจะเจอสับปะรดสี ประเภทไม้บนดิน ที่มีอาการติดเชื้อ"เน่าเข้าใส้" มากกว่าไม้ประเภทอิงอาศัย และเมื่ออาการปรากฏให้เห็น มักจะเอาไม่อยู่แล้ว เพราะมันเน่าถึงเนื้อเยื่อในต้นแล้ว
ต้นนี้ก็เป็น Dyckia ที่สวยงามอีกชนิดหนึ่ง เจ้าของเดิมก็ตายหมด ไม่มีเหลือแล้ว

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 16:50] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 67
   

ผมพยายามจะยื้อชีวิตเอาไว้ รื้อออกมา ได้ส่วนที่ยังพอจะลุ้นต่อแค่นี้ เอาไปผึ่งแห้ง แช่ยา ก่อนปลูกแบบนี้นานเป็นสัปดาห์

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 16:52] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
   

Dyc.'Brittle Star' F2 กอนี้ก็มีอาการไม่ค่อยดี ผมรื้อขึ้นมาก่อนจะย่ำแย่ สุดท้ายยังเอาไม่อยู่

ภาพนี้ถ่านเมื่อเมษายนปีนี้ครับ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 16:55] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 69
   

ผมไม่ได้ถ่ายภาพไว้ให้ดู แต่บอกได้ว่าเป็นการรื้อไม้ออกมารักษาอาการเน่า ชนิดผึ่งแห้งนานที่สุดเท่าที่เคยทำมา ราวๆ 1 เดือนครับ

จากต้นเดือนสิงหาคม ที่รื้อออกมา แช่ยาแล้วผึ่งในร่ม จนถึงกันยายน ผมก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะปลูกลงดินใหม่ได้ จึงใช้เลื่อยอันเดียวกับคห.ข้างต้น เลื่อยออกเป็นสามหัวแบบนี้แหละ กะว่าถ้าจะเน่า ก็จะได้แยกกันเน่า เผื่อจะมีส่วนที่ยังไม่ลามถึง

 

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 16:59] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 70
   

ไม้ที่มียอดสีแดงผิดจากสภาพทั่วไปตามปกติ ที่ไม่ใช่สายพันธุ์ rubra หรือไม้ที่ใบแดงตามธรรมชาติอยู่เสมอๆ ผมไม่ค่อยไว้ใจครับ มันบ่งบอกว่าอาจจะ"สุก" ถ้าไม่สุกตามการเจริญวัย ของสับปะรดที่จะมียอดใบแดงหรือสีเข้มขึ้นตอนจะออกดอกออกผล ก็จะสุกเพราะเป็นโรคหรืออะไรสักอย่างที่ผิดปกติน่ะครับ

 

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:02] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 71
   

ผ่านไปอีก 1 อาทิตย์ มันควรจะแห้งแข็ง แต่นี่มันยังแดงอยู่เลย แถมโคนก็นิ่มซะด้วย

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:04] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 72
   

ก่อนจะมาถึงตอนนี้ ผมตัดเล็มปลายใบที่แห้งๆทิ้งไปเยอะแล้วนะครับ ดึงใบเสียทิ้งไปก็มาก แต่เมื่อพลิกไปพลิกมา ก็ยังเจอส่วนที่เสียหาย เน่าดำจากการทำลายของเชื้อโรคเชื้อรา แบบนี้เอาไปปลูก ก็ลามต่อครับ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:07] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 73
   

ลองดึงเบาๆก็หลุดแล้วครับ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:08] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 74
   

ดูกันจะๆ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:09] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 75
   

ยิ่งใหญ่ ยิ่งเน่าเยอะ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:10] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 76
   

กินถึงยอดเมื่อไหร่ ก็โยนทิ้งได้เลย

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:11] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 77
   

ต้นใหญ่ที่กะว่าน่าจะแข็งแรง ที่ไหนได้.... มีซากเยอะกว่าเพื่อน....

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:12] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 78
   

ต้นใหญ่ๆ ยอดแดงๆ ลองดึงเบาๆ ก็ติดมือมาแบบที่เห็น

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:13] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 79
   

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:13] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 80
   

โคนยังแข็ง ขอลุ้นกับหน่อน้อยที่โคนอีกที

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:14] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 81
   

เจ้าของตออันใหญ่นี้กลายเป็นผีหัวขาดไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึง....

 

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:15] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 82
   

เหลือต้นน้องน้อยที่ถูกถกถูกถอนใบทิ้งจนเหลือโคนขาวอล่องฉ่อง แบบชวนให้คิดถึงเนื้ออ่อนๆ ระคายเคืองแดดลมที่ลามเลีย

แต่ยามนี้มันเป็นส่วนที่เหลือให้ลุ้นมากกว่าพี่ๆที่ไปลับแล้ว

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:18] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 83
   

ค่อยๆตามหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันต่อไปครับ

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:20] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 84
   

ส่วนคห.43 น่าจะรอดแล้วครับ

ภาพนี้เป็นส่วนที่ดูแล้วน่าจะอ่อนแอที่สุดตามคห.43 แต่กลับเป็นว่ามีอาการดีขึ้นก่อนต้นใหญ่ๆอ้วนๆมากมาย

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:23] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 85
   

หัวใหญ่

โดย: หน่อง [18 ก.ย. 58 17:24] ( IP A:103.10.230.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 86
   
เป็นกระทู้ที่อ่านแล้วสะเทือนใจจังค่ะ
เป็นมือใหม่หัดเลี้ยงปีที่ 3
ช่วงงานยุ่งๆ เด็กที่บ้านลาโลกไปหลายต้นเหมือนกันค่ะ T_T
โดย: wow [23 ต.ค. 58 12:58] ( IP A:171.96.171.7 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน