ตามรอยเชลโลพระเจนดุริยางค์
    ตามรอยเชลโลพระเจนดุริยางค์
อานันท์ นาคคง

ที่บ้านสวนหลังหนึ่งในซอยเล็กๆ ข้างวัดประดิษฐาราม (วัดมอญ) แขวงหิรัญรูจี ธนบุรี …เชลโลตัวนั้น นอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องไม้สีดำคร่ำคร่าที่ฉาบคลุมด้วยคราบละอองฝุ่นของเมืองหลวง ซึ่งพัดพามาจากฝั่งถนนอิสรภาพปีแล้วปีเล่า สีแดงสดของกำมะหยี่ที่บุอยู่ภายในกล่องตัดกับผิวไม้สีน้ำตาลแดง ของเครื่องดนตรีและคอเชลโลสีดำเข้ม ขอบรอบลำตัวของมันที่มีริ้วรอยของการเดินทาง และการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง มาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน…

ใครจะล่วงรู้บ้างเล่าว่า การเดินทางของเชลโลตัวนั้น ผ่านเส้นทางที่ยาวไกลเพียงใดและใช้เวลานานเท่าไร กว่าจะมาถึงบ้านหลังนี้ กว่าจะสถิตย์อยู่ในมุมสงบของห้องนอนของชายชราคนหนึ่ง ผู้ที่เฝ้าดูแลมันมาอย่างดีตลอดชีวิต ในฐานะเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขาได้หยิบจับมัน และในฐานะมรดกทางดนตรีที่ล้ำค่า ที่เขาได้รับมอบหมายจากครูของเขาให้รักษาไว้อย่างดี เพราะเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอก ที่ครูได้ใช้ในการเรียนและเล่นมาตลอดชีวิตครูเช่นกัน

"ทุกวันนี้ผมเล่นไม่ไหวแล้ว นิ้วใช้การไม่ได้แล้ว ได้แต่ดูแล เพราะถือว่าเป็นของที่ครูพระเจนฯท่านรักมากและมอบให้ช่วยรักษาไว้" ครูชลหมู่ ชลานุเคราะห์ วัย ๗๙ ปี [เกิด ๑๕ มีนาคม ๒๔๖๖> กล่าวขึ้นเบาๆ พลางค่อยๆหยิบเชลโลออกมาจากกล่อง นั่งบนเก้าอี้ตัวตรง ตั้งวางเชลโลไว้กับลำตัวในท่าเตรียมเล่น แกนเท้าของซอปักลงพื้นเบื้องหน้า มือซ้ายโอบกอดก้านคอสีดำนั้นอย่างทะนุถนอมราวกับหญิงคนรัก จรดปลายนิ้วกับสายลวดที่พาดผ่าน แล้วเอื้อมมือขวาสั่นเทาหยิบคันชักออกมาสีบนสายลองเสียง แล้วถอนใจยาว ด้วยนึกถึงสังขารที่ล่วงเลยมาจนบัดนี้ แล้วนึกย้อนกลับไปสมัยที่ยังมีเรี่ยวแรงแข็งขัน ยามที่เคยได้ชื่อว่าเป็นนักเชลโลที่ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง และประสบความความสำเร็จ บนเวทีดนตรีที่ผ่านมาทุกครั้งในฐานะนักเชลโลมือหนึ่ง ของกรมศิลปากรที่เพียบพร้อมไปด้วย เทคนิคและชั้นเชิงการเล่นดนตรี



คุณครูพระเจนฯ ที่ครูชลหมู่เอ่ยถึงนั้น คือ ศาสตราจารย์พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร - นามเดิม ปีเตอร์ ไฟท์) ผู้มีคุณูปการต่อวงการดนตรีสากลของประเทศไทยในอดีตอย่างล้นพ้น ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านมีมากมายเกินจะกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้บุกเบิกวิชาความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีสากลจนเป็นที่แพร่หลายในกรุงสยาม เป็นผู้เรียบเรียงตำราว่าด้วยหลักวิชาการเรียบเรียงเสียงประสาน ผู้บัญญัติศัพท์ดนตรีสากลให้เป็นคำไทยด้วยภูมิปัญญาที่น่ายกย่อง เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา วงดนตรีเครื่องสายฝรั่งมาตั้งแต่ยุคกรมมหรสพครั้งรัชกาลที่ ๖ จนถึงเริ่มต้นของกรมศิลปากร และเป็นผู้มีผลงานอีกมากมายที่ฝากไว้ในแผ่นดิน อาทิ เพลงชาติ เพลงศรีอยุธยา เพลงบ้านไร่นาเรา เพลงเถลิงศก ฯลฯ สมกับคำยกย่องว่า "บิดาแห่งวิชาการดนตรีสากลของไทย"

โดย: - [6 ส.ค. 49 20:39] ( IP A:203.147.0.42 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เชลโลที่ตกทอดมาถึงครูชลหมู่ในขณะนี้ เป็นสมบัติที่รักและหวงแหนที่สุดชิ้นหนึ่ง ที่คุณครูพระเจนดุริยางค์ได้ใช้ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็ก ภายในครอบครัวอันอบอุ่นของท่าน ร่วมกับพี่ชายอีก ๒ คน ภายใต้การสนับสนุนของครูเจคอบ ไฟท์ (Jacob Feit) ผู้บิดา

แม้ว่าสังคมดนตรีในชั้นหลัง จะยอมรับนับถือชื่อเสียงท่านมากกว่าในฐานะครูดนตรี ๕ รัชกาลผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการพัฒนาดนตรีสากลในประเทศไทย แต่ก็ไม่ควรลืมว่าท่านเริ่มต้นเติบโตมาสู่การดำรงชีวิต เป็นนักดนตรีมืออาชีพด้วยเชลโลตัวนี้ และอาจจะกล่าวได้ตรงนี้ด้วยว่าพระเจนดุริยางค์เป็นคนไทยรุ่นแรกๆ ในอดีตที่มีเครื่องดนตรีประเภทนี้ไว้ในครอบครัว และใช้เป็นเครื่องดนตรีเอกประจำตัว ได้ผ่านการฝึกฝนด้วยตนเอง จนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกันในสังคมทั่วไป

พระเจนดุริยางค์เคยเขียนเล่าถึงประวัติการศึกษาวิชาดนตรีของท่านว่า ท่านได้เริ่มต้นเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับบิดาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ขณะอายุได้ประมาณ ๑๐ ปี ช่วงที่กำลังศึกษาวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยในขั้นแรกได้หัดซอไวโอลินขนาด๓/๔ จนถึงประมาณอายุ ๑๓ ปี นิ้วก้านยาวขึ้น ก็หันไปจับเชลโลและใช้เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวมาโดยตลอด "…การฝึกฝนเครื่องดนตรีนี้ ข้าพเจ้าต้องฝึกฝนอย่างเคร่งครัดที่สุด คือทุกๆวันภายหลังที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว ต้องฝึกหัดตั้งแต่ ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น. หรือถึง ๑๙.๐๐ น. ส่วนวันพฤหัสบดีและวันหยุดเรียน ก็ต้องฝึกตั้งแต่ ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. และในบางวัน ก็เพิ่มเวลาเช้าตั้งแต่ ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. อีกวันหนึ่งด้วย… วันหยุดทำการฝึกหัดไม่ใคร่มีเลยนอกจากการเจ็บป่วยหรือเทศกาลวันตรุษฝรั่ง (Christmas) และวันขึ้นปีใหม่ (New Year) สองสามวันเท่านั้น…" การฝึกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของครูเจคอบผู้บิดานี้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ส่งผลให้ต่อมา เด็กชายปีเตอร์ได้เข้าร่วมการแสดงดนตรีแชมเบอร์มิวสิค กับพี่ชายทั้งสองของเขาในรูปแบบวง Trio อย่างสมภาคภูมิ

"ในวงทรีโอนี่มีกันสามพี่น้อง มีพระเจนฯน้องเล็กแต่รูปร่างใหญ่กว่าเพื่อนเล่นเชลโล นายพอล ไฟท์ พี่ชายคนโตของท่านเล่นไวโอลินแนวที่สอง พี่ชายคนกลางชื่อเลโอ ไฟท์ เล่นซอไวโอลินแนวที่หนึ่ง ท่านพระเจนฯเล่าว่าพี่เลโอคนนี้มีฝีมือและพรสวรรค์ทางดนตรีดีมาก น่าจะมีเทียบเท่ากับชาช่า ไฮเฟรท มือไวโอลินเอกของโลกเลย ตอนหลังหายสาบสูญไป เพราะเดินทางไปท่องเที่ยวหาญาติพี่น้องที่อเมริกาแล้วไม่กลับมาอีกเลย ส่วนนายพอลพี่ชายคนโต ทำงานบริษัทพาณิชย์ฝรั่งอยู่ในเมืองไทย ท่านก็ตายอยู่ในกรุงเทพนี่แหละ" ครูชลหมู่ ย้อนรำลึกถึงความหลังของวงดนตรีพี่น้องตระกูลไฟท์ให้ฟัง "คนที่เป็นแรงผลักดันสำคัญคือบิดาของท่าน ครูเจคอบ เป็นครูดนตรีสมัยรัชกาลที่ ๕ สั่งซื้อโน้ตเพลงมาทางเรือเยอะเลย ไม่ว่าเพลงคลาสสิคของใครจากไหนๆก็พยายามหามาให้ แล้วก็สอนทฤษฎีให้ลูกๆทั้งหมด ส่วนเรื่องปฎิบัตินี่ท่านไปหาตำรามาให้ฝึกเอง ไม่มีครูโดยตรง เพราะสมัยนั้นคงหาครูไม่ได้ แต่ก็แนะนำจนลูกๆได้ดีกันทั้งนั้น รวมทั้งสอนพื้นฐานเปียโนให้อีกเมื่อโตขึ้น ผมเข้าใจว่าครอบครัวพระเจนฯ เป็นพวกที่ใจรักสมัครเล่นเล่นเครื่องสายฝรั่งอย่างจริงจัง ครอบครัวแรกของประเทศไทยนะ"

ครูเจคอบสั่งซื้อเชลโลตัวหนึ่งมาจากครอบครัวของนักทำซอในประเทศอิตาลี เป็นเชลโลที่มีอายุขัยคือผ่านการใช้งานมาก่อนแล้ว นำส่งผ่านเมืองเยอรมันต่อมายังกรุงสยามโดยทางเรือเพื่อให้บุตรชายได้ใช้ฝึกหัด "ไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้ออะไรเหมือนกันครับ มาจากเมืองไหนก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ให้สืบค้น แต่ที่แน่ๆคือเป็นฝีมือช่างยุโรปรุ่นเก่า ขุดด้วยมือทั้งคัน ข้างหลังนี่เป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดอย่างที่เรียกว่าวันพีซแบ็ค ลายไม้ด้านหลังสวยมาก และกล่องเสียงก็ทำดีมากครับ ให้เสียงหนักแน่น มีพลัง ไพเราะเหลือเกิน น่าจะเป็นตัวที่ดีที่สุดในเมืองไทยสมัยก่อนนะครับ" ครูชลหมู่ลูบไล้เชลโลไปมาอย่างชื่นชม "ที่จริงตอนที่ผมหัดใหม่ๆ ก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้มรดกจากท่าน ผมก็เคยไปซื้อซอเชลโลมาอีกคันจากเมืองมิลาน อิตาลี แต่สวยสู้ของท่านไม่ได้ ตอนหลังก็เลยมีเชลโลสองคัน ผมก็รักษาไว้อย่างดีทั้งคู่"

เราถามครูชลหมู่ว่าเคยเห็นครูพระเจนดุริยางค์แสดงฝีมือเชลโลไหม "ไม่เคยครับ ผมไม่ทันเพราะตอนที่ผมมาเริ่มหัดนี่ท่านเลิกเล่นแล้ว แต่ก็ทราบว่าท่านได้ร่วมวงแชมเบอร์มิวสิคมานาน และเทคนิคต่างๆที่ท่านแนะนำให้นี่แสดงว่าท่านผ่านประสบการณ์มามากจริงๆ"

ประสบการณ์ที่ว่านี้ รวมไปถึงการดำรงตำแหน่ง ผู้ควบคุมวงดนตรีกองเครื่องสายฝรั่งหลวง กรมมหรสพในสมัยรัชกาลที่ ๖ และวงดนตรีฝรั่งหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๗ ด้วย ก่อนที่ท่านจะผ่านเหตุการณ์ผันผวนในชีวิตภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผันชีวิตจากข้าราชการกรมศิลปากรมาสู่กองทัพอากาศ
โดย: - [6 ส.ค. 49 20:40] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) พ.ศ. 2426-2511

โดย: - [6 ส.ค. 49 20:40] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เหตุที่ครูชลหมู่มาเป็นลูกศิษย์ของพระเจนฯได้นั้น เนื่องจากพี่ชายของท่าน นายแม่น ชลานุเคราะห์ ที่เป็นโฆษกกรมโฆษณาการและอดีตพระเอกภาพยนตร์ศรีกรุงเรื่อง "หลงทาง" ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับพระเจนฯเป็นอย่างดี ได้นำไปฝากเรียนดนตรีกับท่านหลังจากที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนแล้ว

"ก่อนหน้านั้นยังไม่เป็นดนตรีมาเลย พี่ชายพาผมไปฝากกับท่านที่โรงเรียนดนตรีทหารอากาศ พอเรียนดนตรีไปได้อาทิตย์หนึ่ง ท่านเห็นผมมีแวว ก็เลยชวนผมไปอยู่ที่บ้านท่านที่ถนนสุรวงศ์เลย กินนอนปรนนิบัติรับใช้ท่านมาเป็นเวลาถึง ๗ ปี" ขณะนั้นครูชลหมู่อายุได้ ๑๙ ปี และพระเจนดุริยางค์เพิ่งจะเกษียณอายุจากราชการ ในกองดุริยางค์ทหารอากาศ ซึ่งเปิดหลักสูตรนักเรียนดุริยางค์เป็นรุ่นแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นหลักสูตร ๕ ปี มีนักเรียนราว ๖๐ คน โรงเรียนดุริยางค์ทหารอากาศนี้ตั้งอยู่ในบริเวณกองดุริยางค์ทหารอากาศ และกองภาพยนตร์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ "ตอนที่ท่านสอนดนตรีให้ผมนั่น พ.ศ.๒๔๘๕ เป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ ท่านอายุมากแล้ว และผ่านงานจากกรมศิลปากรมาแล้ว ช่วงเริ่มต้นก็ได้เรียนทฤษฏีการดนตรี วิชาการประสานเสียง ใช้แบบเรียนที่ท่านเรียบเรียงขึ้น แล้วก็หันมาเรียนเชลโล พระเจนฯท่านเป็นผู้เลือกเครื่องมือเอกให้"

"ลูกศิษย์รุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ถึงแก่กรรมไปมากแล้ว ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อาวุโสกันทั้งนั้น เช่น อารี สุขะเกศ ปรีชา เมตไตรย์ มนัส ปิติสาส์น ชื่อเดิมเขาชื่อมะลิ ทีฆา โพธิเวส ก็ลูกศิษย์รุ่นเดียวกัน เค้าตัวเล็กที่สุดหางแถวเลย ผมหัวแถวแก่ที่สุดในจำนวนปีน้ำท่วม พวกนี้ลูกศิษย์พระเจนทั้งนั้น ผมไม่ได้เจอกับพวกเค้าเลย ได้ยินแต่ชื่อเสียง ในการเรียนดนตรีจะเรียนที่ห้องเรียน แต่ว่าที่ตามครูมาเรียนที่บ้านก็มีผมคนเดียว"

ที่โรงเรียนดนตรีกองทัพอากาศ มีผู้ฝึกเครื่องสายให้ครูชลหมู่คือครูสะอาด แต่ภายหลังเมื่อได้มาอยู่รับใช้ครูพระเจนดุริยางค์ ก็ได้รับการฝึกเชลโลอย่างจริงจังเพิ่มเติมจากท่านโดยตรง "ทีแรกผมก็ไปฝึกที่กองทัพอากาศ พอเรียนจากครูสะอาดเสร็จก็กลับบ้านมาสีซอให้พระเจนฯฟัง ท่านก็จะคอยตรวจตราว่าตรงไหนไม่ดีอย่างไรท่านก็จะแก้ให้ มือไม่ดี นั่งไม่ดี มือขวาไม่ดี มือซ้ายไม่ดี ท่านก็จะเป็นผู้แนะนำให้ ตลอดเวลา แล้วก็ให้แบบฝึกหัดของท่านเองเมื่อยังเด็กมาช่วยฝึกอีก ๔-๕ เล่ม นี่ก็เท่ากับผมเป็นลูกศิษย์เชลโลโดยตรงของพระเจนดุริยางค์ เพราะเรียนกับท่านตัวต่อตัวเลย แล้วก็ซ้อมให้ท่านฟังตลอด"

"ผมฝึกเชลโลวันละ ๘ ชั่วโมง ตื่นตี ๔ สีซอถึง ๖ โมงเช้าอาบน้ำอาบท่า ๗ โมงกินข้าว นี่ผมพูดถึงการเรียนนะ๘ โมงเช้าถึงเที่ยง ก็เรียนทฤษฏีการประสานเสียง พักเที่ยงกินข้าวเสร็จ บ่ายโมงถึงบ่าย ๔ โมง สีซออีก ท่านจะดูแลผมตลอด พอสี่โมงเย็นผมก็จะไปออกกำลังยกน้ำหนักอะไรต่ออะไร ๖ โมงเย็นกินข้าว พอ ๑ ทุ่มถึง ๔ ทุ่ม เล่นเชลโลต่ออีกอย่างนี้เป็นประจำ ตลอดเวลา ๗ ปีที่อยู่บ้านพระเจนฯ แรกๆหัดก็ยาก เจ็บนิ้วมาก กว่าจะเล่นได้ นิ้วเป็นหนองหมดเลย ต้องฝึกหนักตลอด ขาดไม่ได้เลย"

"ผมดูแลท่านทุกอย่างเลย พระเจนฯเป็นมาลาเรียผมก็พาท่านมามารักษาที่บ้านผม ลูกระเบิดตกผมก็พาท่านมาหลบที่บ้านนี้ เพราะบ้านท่านอยู่ที่สุรวงศ์ใกล้กับที่เขาทิ้งระเบิดกัน พามากันทั้งครอบครัวเลย แล้วก็หนีภัยสงครามไปอยู่ที่ตำบลเชียงราก เพราะพระเจนฯท่านมีที่ดินอยู่ที่นั่น ไปปลูกบ้านอยู่ที่เชียงราก ผมก็ได้ตามไปรับใช้ด้วย"

ผลจากความอุตสาหะพยายามของการเป็นนักเรียนเชลโลและความกตัญญู ที่กระทำต่อครูอย่างจริงจังสม่ำเสมอ ในที่สุดครูชลหมู่ก็ได้รับมอบสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตของท่านจากครูพระเจนดุริยางค์ นั่นคือได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาเชลโลคู่ใจของท่าน ซึ่งยังคงทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจอันนี้อย่างมั่นคงมาจนทุกวันนี้
โดย: - [6 ส.ค. 49 20:41] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   "ยุคแรกๆนั้นมีคนหัดเชลโลกันหลายคน แต่ท่านเลือกให้ผมเป็นผู้ได้รับมรดกชิ้นนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูง ภูมิใจมาก เป็นรางวัลชีวิตที่ครูท่านเลือกที่จะให้เพราะคงจะดูแลสิ่งที่ครูรักนี้ได้อย่างจริงจัง"

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ครูชลหมู่ ชลานุเคราะห์ ได้เข้ารับราชการในกรมศิลปากร ปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างสุจริตกายใจและนำวิชาความรู้ที่สั่งสม จากครูพระเจนดุริยางค์ไปสานต่อที่วงดุริยางค์สากล ของกรมศิลปากรเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งเกษียณอายุเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ผ่านมา โดยได้สร้างคุณภาพและผลงานให้วงกรมศิลปากรได้ดีในระดับหนึ่ง "ผมได้เป็นหัวหน้าแผนกดนตรีสากลสืบต่อมาจากคุณครูพระเจนฯ ดูแลเรื่องการฝึกซ้อม การทำงานของนักดนตรีสากลในวง เขียนตำราดนตรี ทำงานประสานเสียง ไปอบรมความรู้ทางทฤษฎีดนตรีให้หลายหน่วยราชการ มีรายการแสดงดนตรีกับวงดนตรีของศิลปากรมาตลอดทั้งสังคีตศาลา และโรงละครแห่งชาติ ตอนนั้นครูโฉลก เนณะสูตร เป็นผู้อำนวยเพลง ผมเป็นซอเชลโลที่หนึ่งของวง มีเพลงเดี่ยวเชลโลบ้าง แล้วไปทำหน้าที่อำนวยเพลงบ้าง ได้ความรู้จากท่านพระเจนฝึกฝนมานี่แหละครับ แล้วก็ได้ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ที่สนใจบ้าง เช่น นายประสาน สุทัศน์ มือเบส ซึ่งถือว่ารับมรดกความรู้ทางการประสานเสียง จากสำนักครูพระเจนดุริยางค์ไปอีกต่อหนึ่ง"

นอกจากเล่นดนตรีกับวงดุริยางค์กรมศิลปากร ก็ยังมีโอกาสรวมกลุ่มกับนักดนตรีไฟแรงในขณะนั้น ตั้งเป็นวงเปียโนควอเต็ดขึ้นมา สมาชิกในวงประกอบไปด้วย ดร.ประทักษ์ ประทีปะเสน ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ เป็นผู้สีไวโอลิน พันเอกชูชาติ พิทักษากร สีวิโอลา ครูชลหมู่สีเชลโล คุณหญิงหม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ฯ ศิลปินแห่งชาติ เล่นเปียโนและเป็นเจ้าของบ้านที่ใช้พบปะกันประจำเป็นเวลายาวนาน

ชีวิตการทำงานในกรมศิลปากรของครูชลหมู่ ใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและจากลาด้วยความรักอาลัย ด้วยค่าที่เป็นคนที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัย มีความตั้งใจสูงมากที่จะรักษาและพัฒนาคุณภาพการทำงาน ของบุคคลากรดนตรีสากลในกรมศิลปากร แต่วันเวลาที่ผ่านไป กลับตอบแทนครูด้วยความรู้สึกผิดหวังที่เจ็บลึกอยู่ในทรวง เพราะสภาพแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นไม่เป็นไปดั่งที่ครูตั้งใจ ทั้งการปกครองและวินัยของผู้ร่วมงาน นักดนตรีที่อยู่ในสายบังคับบัญชา และบทสรุปสั้นๆที่ครูเอ่ยขึ้นหลังจากมองย้อนหลังไปในอดีต หลังจากไม่คิดหวนคืนถิ่นเดิมอีกเลยหลังเกษียณอายุว่า "อนาถใจ"

ได้ยินครูปรารภความในใจถึงความเสื่อมถอย ของวงดุริยางค์ระดับชาติวงนั้นอีกหลายเรื่อง เป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาด้วยใจจริง ของคนที่เคยผ่านสถาบันราชการแห่งนี้มาเป็นเวลายาวนาน และตระหนักในปัญหาที่สุมรุมเร้าอยู่อย่างชัดเจน แต่หากด้วยจุดหมายของการพูดคุยสัมภาษณ์เป็นเรื่อง ตำนานของเชลโลมากกว่าเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ จึงขอก้าวข้ามไปโดยไม่ประสงค์จะมีคำอธิบายเสริมความอะไรอื่นอีก

พวกนักเชลโลรุ่นหลังได้มาถามครูเรื่องเชลโลตัวนี้บ้างไหม? "ไม่มีครับ เพราะเขาไม่รู้ประวัติว่าเชลโลของพระเจนฯอยู่กับผม แล้วเชลโลตอนหลังนี่ก็มีคนสนใจเล่นเพิ่มขึ้นเยอะ เขาก็ไปหาเชลโลแพงๆเมืองนอกมาเล่นกัน ซึ่งก็คงจะสะดวกกับเขามากกว่า" แต่ก็มีคนรวย คนรักดนตรี และนักสะสมรุ่นใหญ่หลายคนที่รู้ข่าวคราว เคยมาหาครูเพื่อเจรจาหว่านล้อมขอซื้อเชลโลตัวนี้ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา "มีหลายคนเคยมาขอซื้อ ให้ราคาผมตั้งแต่ห้าหมื่นบาท จนถึงหลายแสน ผมบอกเค้าไปว่าอย่าว่าแต่ถึงแสนเลย ให้เงินเป็นล้านยังไงผมก็ไม่ขาย เพราะว่านี่เป็นมรดก เป็นของรักคุณครู ผมต้องรักษาเอาไว้ ทุกวันนี้ก็ยังดูแลเชลโลตัวนี้ไว้อย่างดี ว่างๆก็เอามาลองสีเล่น ซ้อมเล่นอยู่กับบ้าน ก็สีเพลงโน้นเพลงนี้เล่นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งผมมาผ่าหัวใจ เพราะว่าเส้นโลหิตในหัวใจตีบ ผมก็เลยเลิก แต่บางทีก็เอาสกอร์มานั่งอ่าน หรือติดตามฟังจากรายการวิทยุบ้าง ตามรายการโทรทัศน์บ้าง แต่น่าเสียดายตรงไม่ค่อยมีเพลงเชลโลดีๆมาให้ฟังบ้างเลย"
โดย: - [6 ส.ค. 49 20:41] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   เชลโลในมือครูชลหมู่ เคยขับขานบทเพลง ที่เป็นคีตนิพนธ์ชั้นเยี่ยมมาแล้วหลายต่อหลายบท ในหลายวาระโอกาส มีเพลงแล้วเพลงเล่าที่ครูนึกถึงอย่างมีความสุข "ผมเคยสีพวกเพลงยากๆด้วยเชลโลตัวนี้มาหลายเพลง เช่น โอเวอร์เจอร์วิลเลียมเทลล์ เพลงเชลโลคอนแชร์โต้ของแซงซองส์ ไฮเดิน เอลการ์ ดโวชาร์ค…" ครูร่ายชื่อบทเพลงพลางฮัมทำนองของไฮเดินให้เราฟัง สายตาจับจ้องที่เชลโลไม่วางตา แม้สุขภาพจะไม่อำนวย แต่เรารู้ว่าใจครูยังสู้เสมอ นี่หากว่าแข็งแรงก็คงจะมีบุญได้ยินเสียงเชลโลเสนาะใสแทนเสียงฮัมเพลงของครูเป็นแน่

ไม่ว่าครูพระเจนดุริยางค์จะจากไปนานเพียงไร แต่ในใจของลูกศิษย์คนนี้ยังนึกถึงครูอยู่เสมอ "ทุกวันนี้ผมก็ยังระลึกถึงพระคุณของท่านว่าสำคัญต่อชีวิตผมเพียงใด พอวันที่ ๑๓ กรกฏาคม ตรงกับวันเกิดท่าน และ ๒๕ ธันวาคม วันที่ท่านถึงแก่กรรม ผมก็ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเป็นประจำ สมัยก่อนยังมีแรงก็ไปร่วมกิจกรรมกับพวกชมรมลูกศิษย์พระเจนดุริยางค์เสมอ"

ชีวิตหลังเกษียณอายุของครูชลหมู่ดำเนินไปด้วยความสุขสงบและสมถะ ณ บ้านพักเลขที่ ๒๑/๒ ซอยวัดประดิษฐาราม ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพ ๑๐๖๐๐ มีลูกหลานแวดล้อมอบอุ่น และได้รับการเอาใจใส่ดูแลกายใจอย่างดีจากคู่ชีวิตของท่าน ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้เป็นเลิศในกระบวนวิชาความรู้ทางนาฎศิลป์ไทยคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน ก่อนที่จะกราบลาครูกลับไป เราถามครูว่า นอกจากความเป็นเชลโลสำคัญที่พระเจนฯยกให้แก่ศิษย์รักแล้ว มีคุณสมบัติพิเศษอะไรที่ต่างจากเชลโลตัวอื่นๆบ้าง เช่น ในเรื่องของน้ำเสียง มีความไพเราะเพียงใด

"ผมคิดว่าเป็นเชลโลที่เก่าแก่ มีตำนานอยู่ในตัวมัน ทั้งในฐานะเครื่องมือที่ช่วยสร้างให้พระเจนดุริยางค์มีชีวิตทางดนตรี มาจนถึงจุดสูงสุดของท่าน แล้วก็เป็นเชลโลรุ่นแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ก็อายุมันตั้ง ๒๐๐ ปีแล้วนี่ อายุการสร้างนะ ก่อนที่พระเจนฯจะยกให้ผม ท่านก็บอกผมว่า …หมู่ ..รักษาให้ดีนะลูกนะ… ซอคันที่อาจารย์ให้หมู่เนี่ย อายุการสร้างของมันเท่าๆ กับกรุงรัตนโกสินทร์… แล้วผมก็ยังยกให้ว่าเป็นซอเชลโลที่เสียงดีที่สุดในประเทศไทยที่เคยได้ยินมาทีเดียว"

แม้เราจะไม่เคยได้ยินสุ้มเสียงจริงๆของเชลโลตัวนั้นมาก่อน แต่ก็อดตื่นเต้นกับคำครูไปด้วยมิได้

…เสียงของเชลโลพระเจนดุริยางค์จะไพเราะเสนาะหูเพียงใด ไม่มีหลักฐานการบันทึกเสียงมายืนยัน และไม่เคยได้มีโอกาสนำไปบันทึกเสียงด้วยระบบเสียงที่ดีๆมาก่อนเลย…ทำไฉนเล่า จึงจะมีใครคิดสนใจช่วยกันสานต่อความงาม ความไพเราะของเชลโลตัวนี้ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป ในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ นอกเหนือไปจากการนำไปบรรเลงสดๆบนเวทีให้เสียงเชลโลได้ขับขาน ประกาศคุณงามความดีของมันอีกครั้ง…

หากแต่เสียงแห่งความเงียบที่ดังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของเรา คราวที่ได้เพ่งพินิจไปยังเชลโลตัวนั้น และโสตประสาทที่แว่วยินเสียงของครูชลหมู่ ชลานุเคราะห์ ความรู้สึกบางอย่างที่สัมผัสได้ในแววตาเปี่ยมความหมายของท่าน …นั่นคือเสียงของประวัติศาสตร์ เสียงที่มีคุณค่ายิ่งกว่าเสียงใดๆที่ดังสะท้อนอยู่ในท่ามกลางกาลเวลาที่ผันผ่าน…

สายลมเดือนมิถุนายนพัดพามาเบาๆ เสมือนเสียงลมหายใจของเชลโลเก่าแก่ตัวนั้น สมบัติล้ำค่าของครูที่ลูกศิษย์คนหนึ่งเฝ้าประคองโอบกอดไว้แนบกาย

เสียงเชลโลล่องลอยมาในสายลมค่อยๆ ดังผสมผสานกับทำนองของแสงแดดและจังหวะหยาดฝน กลายเป็นบทเพลงที่บอกเล่าตำนานของพระเจนดุริยางค์ และการก้าวไปของดนตรีสากลในประเทศไทย จากวันนั้น จนถึงวันนี้ และวันหน้า

https://www.music.mahidol.ac.th/journal/july2002/cello.html
โดย: - [6 ส.ค. 49 20:41] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   

โดย: - [6 ส.ค. 49 20:42] ( IP A:203.147.0.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจก็คือ การที่พระเจนฯ
ได้กลายเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์การดนตรีของไทยก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากบิดาของท่าน ผ้ซึ่งเอาใจใส่ในการฝึกฝนของพระเจนฯตั้งแต่ยังเยาว์วัย อันที่จริงแล้วปัจจุบันนี้ไม่มีใครเลยทราบถึงข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง อย่างเช่น ชื่อสกุลของพระเจนฯ สะกดตามต้นฉบับเดิมตามบิดาของท่านเป็นอย่างไร นาย Jacob ตอนเข้ามารับราชการตามคำชักชวนของนายจันดเล ทูตอเมริกาในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ นามสกุล
สะกดแบบเดิมดังต่อไปนี้ Feitch โปรดสังเกตุให้ดีว่า ท่านเป็นคนเชื้อชาติเยอรมัน ดังนั้นการสะดกแบบนี้เป็นแบบ เยอรมันดังเดิมจริง ๆ
อีกเรื่องก็คือท่านเป็น Bandmaster ที่เก่งมากในยุคนั้น และเป็น
นักไวโอลินฝีมือดีทีเดียว เดิมท่านอยากให้ลุกทุกคนเล่นไวโอลินและสามารถกลายเป็นนักไวโอลินมีชื่อขึ้นมา แต่ชะตาลิขิตไม่ให้เป็นไปตามฝันที่ท่านต้องการ (เหมือนลูกของนักดนตรีดัง ๆ หลายคนที่ต้องผิดหวังในความฝันแบบนี้ เช่น Heifetz ก็ไม่สามารถปั้นให้ลูกของตัวเองกลายเป็นคนมีชื่อเสียงแบบเดียวกับตัวเขาเองได้)
ปัจจุบันไวโอลินที่นาย Jacob (ต้องอ่านว่า ยาขอบ ตามแบบภาษาเยอรมัน) ใช้บรรเลงและฝึกฝนมาตลอดเวลาที่อย่ในเมืองไทยเวลานั้น
ซึ่งเป็น Old Italian violin เสียงดีพอใช้ได้ขนาดเล่น Concerto ได้สบาย ถูกเก็บรักษาไว้ที่ตระกูล Tchanuhacha ในเมืองไทยนี่เอง
บรรพบุรุษต้นตระกูลนี้ เกิดปีเดียวกับพระเจนฯ ปัจจุบันเป็นรุ่นหลานของตระกูลที่เก็นรักษาไวโอลินตัวนี้ไว้ ของแท้ต้องมีอักษรย่อ J F
อย่แถวต้นคอของไวโอลิน ซึ่งนาย Jacob ได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตัวเองในยุคนั้น...........................และยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ พูดถึงแต่ตัวท่านพระเจนฯ อย่างนั้นอย่างนี้.......หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลพิเศษนี้จะช่วยให้ประวัติศาสตร์
ดูสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณ
โดย: wisdom_world@hotmail.com [6 ต.ค. 50 14:39] ( IP A:58.9.84.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ไวโอลินนาย Jacob Feitch มีอักขระแบบเฉพาะตัวสลักไว้บนต้นคอหมายถึงบนยอดแผ่นหลังนั่นเอง การเขียนสลักโดยนาย Jacob นั้นไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน คนรุ่นนี้เลยไม่ทราบว่าเขียนอย่างไร ตามที่ศักษาดูเข้าใจว่าเป็นแบบลายมืออเมริกันผสมกับสไตล์เยอรมันนิด ๆ
ไวโอลินตัวนี้สีทมึน ๆ น่ากลัว น้ำเคลือบแบบเดิม ๆ บางชัดต้องดูใกล้ ๆ ถึงจะเข้าใจ อธิบายค่อนข้างยาก เมื่อตอนที่ไวโอลินตัวนี้ตกทอดมาถึงรุ่นที่สองของตระกูลนี้ (คือคุณพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว่ของผู้เก็บรักษาในปัจจุบัน) ได้ทำพิธีคล้าย ๆ ระลึกถึงพระคุณของนาย Jacob ที่มีต่อบรรพบุรุษของเขา คงจะสอนให้เล่นไวโอลินกระมัง อะไรทำนองนั้น)
อาจเป็นการสั่งเสียของปู่สู่พ่อ พ่อสู่ลูก อะไรทำนองนั้น ให้ระลึกถึงบุญคุณต่าง ๆ ของคนรุ่นก่อนสืบทอดกันมา บนตัวไวโอลินจึงมีแผ่นทองปิดอยู่ในลักษณะที่ดูดีมากทำให้ไวโอลินดูขลังขึ้นกว่าเดิมไปในตัว
นอกจากนี้ยังมีติดมากับไวโอลินคือ โน้ตเพลงConcerto by Max Bruch บทเพลงโปรดของนาย Jacob เองในยุคนั้นก็ว่าได้เพราะสมุดโน้ตเล่มนี้เก๋ากึก อยู่กับไวโอลินตัวนี้มาตลอดตั้งแต่ต้น ในหน้าแรกมีลายเซ็นต์ดินสอลาง ๆ ดูคล้าย ๆ กับที่อยู่บนตัวไวโอลินทีเดียว ทั้งสองอย่างถูกเก็บไว้ด้วยกับมาตลอดแยกกับไม่ได้เลย ห้ามเด็ดขาด
คงเพื่อความขลังหรือเป็นสัญญาอะไรกันในยุคนั้นหรือเปล่าไม่มีหลักฐานระบุชัดเจน
โดย: wisdom_world@hotmail.com [9 ต.ค. 50 16:14] ( IP A:125.24.70.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ว่าด้วยเรื่องไวโอลินตัวนี้น่าจะมีความเป็นมาอันยาวนาน เพราะมีอายุประมาณเกือบ ๓๐๐ ปีแล้ว ภายในมีป้ายติดแสดงถึงว่าไวโอลินตัวนี้
ถูกยกเครื่องโดยช่างผู้ชำนาญชาว New York เมื่อประมาณปี 1941
โดย: wisdom_world@hotmail.com [15 ต.ค. 50 11:01] ( IP A:58.9.76.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   เหตุผลหนึ่งที่พระเจนฯ เปลี่ยนมาเล่นเชลโล่ตามร่องรอยที่สืบมาน่าจะเป็นว่า คุณพ่อยาคอบ เห็นว่าบุคคลิกท่าทางของพระเจนฯนั้นไม่เหมาะกับไวโอลินอย่างหนึ่ง สองคือ ศาสตร์การเล่นไวโอลินนั้นถือว่ายากที่สุดในบรรดาเครื่องสายทั้งหมด การจะเล่นไวโอลินให้ได้ดีนั้นต้องสร้างบุคคลิกลักษณะของผู้เล่นให้ดีเหมาะสมอย่างกลมกลืน (ดูตัวอย่าง 3 นักไวโอลินเอกของโลก คือ Paganini, Kreisler, and Heifetz)
สิ่งนั้นเรียกว่า Charisma ในสมัยนี้นักไวโอลินถูกสอนแต่เรื่องทาง
เทคนิคเท่านั้น ในส่วนของเรื่อง บุคคลิกและการแปลตีความบทเพลงต่าง ๆ ได้หายสาปสูญไปมากจนเกือบไม่เหลือเลย ปัจจุบันนี้ถ้าเราไปนั่งฟังนักไวโอลินบรรเลงเพลงดัง ๆ ของนักแต่งเพลงชื่อก้องโลกในอดีตแล้ว และเปรียบเทียบกับหนังที่บันทึกในอดีตของ Oistrakh Heifetz Szigetti ฯลฯ แล้วจะเข้าใจว่าที่บทความนี้พูดถึงเรื่องอะไร
นี่คือสำหรับคนกลุ่มที่เป็นผู้รู้ในยุคนี้ในบ้านเรา ชอบพูดกันว่าเด็กเก่ง ๆ สมัยนี้เล่น ไวโอลิน ทันสมัยกว่าคนเก่ง ๆ รุ่นเก่า อะไรทำนองนั้น ซึ่งฟังดูแล้วไม่เหมาะสมที่จะพูดกันไปตามความรู้สึกนึกคิดที่ถูกอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ครอบงำคลำแต่คอมฯทั้งวันทั้งคืน หรือจะบอกว่าฝีมือวาดผนังวัดอันพริ้วของขรัวอินโข่ง ลายกนกลายไทยบนตู้พระธรรมวัดเชิงหวาย จะวาดยังไงก็ได้อย่างนั้นหรือ ลองให้คุณเฉลิมชัย โฆฯ วาดตู้พระธรรมดูสักใบแล้วเอามาวางเทียบกับของวัดเชิงหวายดูคุณก็จะเข้าใจว่า ทำไมเพลงคอนแชโตของ Mozart Tchaikovski Bruch Beethoven ฯลฯ จะต้องถูกฝึกอย่างถูกต้องไม่ใช่ฝึกแต่เทคนิกและก็ใช้ความรู้สึกในยุคโลกาเพี้ยนวัตรสมัยนี้มาแทรกกับบทเพลงอย่างไม่แยแส อีกหน่อยก็จะไม่มียุคสมัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกลายเป็นมั่วปะปนไปหมด หรืออาจเรียกได้ว่า "เสื่อมจนสาบสูญ"
หวังว่าคงเข้าใจกันอย่างถ่องแท้แล้วนะครับ ขอบคุณ
โดย: wisdom_world@hotmail.com [16 ต.ค. 50 16:23] ( IP A:58.9.77.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ไวโอลินของนาย ยาขอบ ไฟทช์ นั้นอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นไวโอลินที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ในปัจจุบัน
ถ้าสังเกตุดูบนตัวไวโอลินเครื่องนี้จะเห็นร่องรอยที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่ร่องรอยเหล่านั้นก็มิได้ทำอันตรายต่อคุณภาพเสียงของมันเท่าใดเลย เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ถ้าจะนำมาเล่นก็ต้องเล่นในห้องที่มีการเปิดเครื่องปรับอากาศเตรียมไว้ประมาณ ครึ่งชั่วโมงก่อนนำกล่องมาเปิด
ตามคำแนะนำของ Charles Beare ใน ลอนดอน คันชักอันที่คู่กับไวโอลินตัวนี้ตั้งแต่แรก(อันที่นาย ยาคอบ ใช้ในสมัย ร. 5 ก็ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี และมีการ rehair แล้ว พร้อมใช้เล่นได้)
ปัจจุบันฝีมือนักไวโอลินไทยระดับเล่น Concerto ได้ก็ไม่ค่อยมีเท่าไร
มีแต่ใกล้เคียงความจริงเท่านั้น ตามที่ได้ไปสืบเสาะมาจนทั่วทุกระแหง
เป็นเพราะในเมืองไทยไม่มีสถาบันที่มี Guru ระดับแนวหน้านั่นเอง
อย่างดีที่สุดที่ไปเจอมาก็สอนให้เล่นได้เฉพาะ Chamber music เท่านั้น แต่ก็ยังขาดเทคนิคระดับสูงอีกเช่นกัน บางครั้งมีการส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา แต่ผลลัพท์ก็ยังถือว่า เป็นระดับ grade B เท่านั้นเมื่อเทียบกับในเอเซียทั้งหมด หรือแค่ grade C เมื่อเทียบกับทั่วโลก
อันแค่ความอยากและทุนทรัพย์ของผู้ใหญ่บ้านเราในวงการดนตรีไม่สามารถทำให้คนรุ่นนี้หรือรุ่นในอนาคตสามารถพัฒนาเข้าถึงระดับโลกยอมรับได้ ต้องอาศัยสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างด้วยกัน
1 Discipline ที่ถูกต้องและเหนียวแน่นในตัวนักดนตรีเอง
ต้องรู้หลักการสร้างและวิธีเก็บรักษาไว้ด้วย
2 Charisma ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน
ต้องค้นพบให้ได้และพัฒนาจนเป็นเสมือนลายนิ้ว
มือของตัวเอง
3 Pedagogue ที่หล่อเลี้ยงนักดนตรีเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
ต้องสามารถสอนตัวเองให้ได้ตลอดเวลา การเรียนรู้กับ
การสอนตัวเองไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจว่า เมื่อฝึกฝน
สิ่งที่ยากยิ่งต้องคิดค้นหาวิธีสอนตัวเองในเรื่องนั้น ๆ
จนสำเร็จ ไม่มีครูคนใดในโลกสอนเราได้ทุกอย่าง
แต่เราสามารถสอนตัวเราเองได้ทุกอย่าง
นักดนตรีโดยเฉพาะนักไวโอลินต้องการสามสิ่งนี้เพื่อทำให้ตัวเอง
เป็นสุดยอดในยุคของเขาเลยทีเดียวก็ว่าได้
ตัวอย่าง Paganini ก็ใช้หลักการดังกล่าวทั้ง 3
Kreisler ก็เช่นเดียวกัน
Heifetz ยึด 3 สิ่งนี้ไว้ประจำตัวตั้งแต่ 15
Oistrakh เดินตามรอย 3 สิ่งนี้อย่างยากลำบาก
Menuhin พยายามแหกกฏทั้ง 3 แต่ก็ต้องหันกลับมา
"สามสิ่งนี้ไม่สามารถถูกสอนโดยผู้อื่นได้
เพราะมันสามารถถูกสอนโดยตัวของเขาเองเท่านั้น" L. Auer กล่าว
"ไม่มีอัจฉริยะบุคคลทางดนตรีใด ๆ ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในยุคของเขาได้ถ้าปราศจากสามสิ่งนี้" Heifetz กล่าวตอนอายุ 70
โดย: wisdom_world @ hotmail.com [24 ต.ค. 50 14:50] ( IP A:125.24.69.65 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ขอขอบคุณ คุณ THAHT TCHANUHACHA ศิษย์รุ่นหลานของตระกูลนี้ ผู้ซึ่งมีโอกาสได้เรียนวิชาดนตรีทางด้าน ไวโอลินกับลูกศิษย์ของ
Jasha Heifetz ที่ USA
ผู้ให้ข้อมูลกับเรา บริษัท Wisdom World Corporation ซึ่งมีหน้าที่สืบเสาะข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีดที่ไม่สมบูรณ์ หรืออาจถูกบิดเบือนไปในทางที่ไม่เหมาะสม
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านที่มีโอกาสได้อ่านบทความของ Wisdom World จะได้รับข้อมูลที่น่าสนใจและถูกต้องตามกาลเวลาอย่างแท้จริง
ถ้ามีอะไรที่ท่านอยากให้ทางเราสืบค้นก็สามารถเขียนคำถามส่งมาได้
ขอให้ทุกท่านจงโชคดี
ขอขอบคุณ
โดย: wisdom_world@hotmail.com [26 ต.ค. 50 10:20] ( IP A:58.9.76.50 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ต้องขอแก้คำผิดสักนิด ตรงที่ป้ายที่ช่างฝีมือชาว นิวยอร์ค ติดไว้ตอนที่ไวโอลินตัวนี้ถูกนำไปปรับปรุง ระบุปีที่ 1914 ไม่ใช่ 1941 จากคำบอกเล่าทราบว่า ได้นำฝากไปกับพ่อค้าเครื่องดนตรีที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้น เมื่อวันก่อนได้ลองฟังเสียงของไวโอลินตัวนี้เล่นโดย หลานของปู่ (เขาไม่ค่อยอยากให้ระบุชื่อบ่อย ๆ ค่อนข้างอยากจะให้เป็น
anonymous อะไรทำนองนั้น) เสียงเพราะมากโดยฝีมือของหลาน
Heifetz ก็ว่าได้ บทเพลงที่เล่นคือ Meditation โดย J. Massenet
เพราะมากจริง ๆ
โดย: wisdom_world@hotmail.com [27 ต.ค. 50 9:19] ( IP A:58.9.76.102 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   เป็นความจริงที่ว่า ไม่ได้มีวิธีเดียวที่จะบรรเลงเพลงให้ไพเราะด้วยไวโอลิน แต่ทุก ๆ วิธีต้องมีความสอดคล้องกันในเรื่องของการแปลความหมายบทเพลงอย่างถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าหมายถึง
เหมือนกับพูดว่า ถนนหนทางไม่ได้ทำไว้สำหรับรถยนตร์วิ่งเท่านั้น แต่สำหรับจักรยานยนตร์ จักรยานถีบ สเก็ตบอร์ด รถเข็น ฯลฯ ก็วิ่งบนถนนได้ทั้งนั้น แต่ความแตกต่างก็คือ ถ้ายานพาหนะของคุณเคลื่อนที่ช้าก็ไม่ควรไปวิ่งอยู่ในทางของรถที่วิ่งเร็ว หรือ เวลาไหนรถประเภทไหนควรวิ่งกี่โมง หรือ ช่องทางควรถูกแบ่งเพื่อความปลอดภัยสำหรับรถที่วิ่งช้ากับวิ่งเร็วมาวิ่งพร้อม ๆ กัน อะไรทำนองนั้นอุปมาอุปมัยนั่น เอง นั่นคือความเหมาะสมต่าง ๆ ที่นักดนตรีโดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักไวโอลินควรศึกษาค้นหาจนพบว่าเมื่อไรใช้รถประเภทไหนออกถนนควรจะวิ่งด้วยความเร็วเท่าไร และควรวิ่งช่องทางไหนจึงจะเหมาะสม
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการฝึกตัวเองให้รู้ถึงความเหมาะสมก็คือการสังเกตุตัวเองขณะฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง และควรมีเวลาหยุดพักการซ้อมด้วยเครื่องดนตรีและหันมาซ้อมด้วย Sense แทนก็จะดีที่สุด
โปรดติดตามรายละเอียดจากหนังสือที่จะพิมพ์ในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการนำพาตัวเองไปสู่เวทีระดับโลก ในหนังสือจะมีเคล็ดลับต่าง ๆ มากมาย บทวิเคราะห์ ความเห็น
ฯลฯ
โดย: wisdom_world@hotmail.com [1 พ.ย. 50 17:16] ( IP A:58.9.77.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   

ขอบคุณครับ

โดย: Ner [24 ธ.ค. 58 17:55] ( IP A:1.2.181.41 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน