กาแล็คซี่อื่นหรือจักรวาลอื่น
   
สวัสดีครับ ผมเปิดเจอเวปของคุณวิชาโดยบุญครับ^^ เพราะผมเชื่อว่าทุกอย่างไม่มีความบังเอิญ โดยแค่จะหาระยะเวลาของกัป เลยได้เจอเวปคุณวิชา แล้วตามอ่านทั้งประวัติและห้วข้อต่างๆได้หลายวันแล้ว มีความรู้สีกเลยว่ากระจ่าง และ สิ่งที่ผมสงสัยมานานจะได้รับคำตอบ และคำตอบของคุณวิชา ผมมีความเชื่อและผมมั่นใจอย่างมาก

เข้าคำถาม
1. กาแล็คซี่อื่นหรือจักรวาลอื่น นอกจากสุริยะจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ มีดาวโลกแบบเรา หรือสัตว์แบบโลกเราไหมครับ เพราะที่อ่านเจอในประวัติคุณวิชา พบว่า มีพระอินทร์ที่ขอเป็นสาวกคุณวิชานั้น มาจากจักรวาลอื่น ผมจึงสงสัยว่าจักรวาลอื่นนั้น มีสิ่งมีชีวิตหรือไม่?

โดย: ทศพล [11 ก.ย. 59 22:33] ( IP 49.237.172.208 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   

สวัสดีครับคุณทศพล

    ถ้าหมายถึงสิ่งมีชีวิตแบบ มนุษย์ สัตว์ และสิ่งมีชีิวิตแบบเชลเดียวและหลายเชล ตามข้อมูลเปรียบเทียบ ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน แม้ภายใต้ทะลึก และในปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลที่มีความร้อนและกรดอย่างรุนแรง ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตหลายเชลอยู่ได้ คือแม้ในที่สภาวะแวดล้อมที่สุดขีดก็ยังมีสิ่งมีชีวิต เชลเดียวหรือหายเชลอยู่ได้

     ดังนั้นในดาวเคราะห์อื่นๆ ก็พึงมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้  แต่จะมีการวิวัตพัฒนาการณ์ได้อย่างมนุษย์หรือสัตว์เหมือนในโลกเราหรือไม่ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

      แต่ในกาแลกชีหนึ่งมีดาวกฤษเป็นล้านล้านดวง ย่อมมีดาวเคราะห์มากกว่าหลายล้านล้านดวง ก็ย่อมมีสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาการพอๆ กับมนุษย์หรือสูงกว่ามนุษย์นั้นก็น่าจะมีอยู่

   แต่ถ้ากล่าวถึงสรรพสัตว์ตามพุทธศาสตร์ ทีี่มีรูปหยาบ หรือรูปละเอียด ตั้งแต่ สัตว์นรก เปรต สัตวเดรัชฉาน มนุษย์ เทวดา และพรหม เมื่อกล่าวตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้คือ

   ที่ใดที่มี อาวกาศหรืออากาศอยู่ ที่นั้นย่อมมีสัตว์เกิดอยู่

 

โดย: เจ้าบ้าน [12 ก.ย. 59 9:43] ( IP A:180.183.112.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   
ขอบคุณมากๆครับ ที่มาช่วยตอบคำถาม เพราะผมหาทางที่จะได้ติดต่อคุณวิชาในหลายที่หลายทาง ในกรณีที่ คุณวิชาอาจไม่ได้เข้ามาตอบในเวปนี้แล้ว...จึงได้แต่อธิษฐานด้วยความตั้งใจว่าให้คุณวิชาเข้ามาตอบด้วย แล้วคุณวิชาก็มาเมตตาครับ ดีใจมากๆ

ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลาจนมากเกินไป ผมอยากขออนุญาติถามคุณวิชา ในสิ่งที่ผมสงสัย ทั้งในเรื่อง จักรวาล ธรรมะ หลักการปฏิบัติต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่เพิ่งหัดปฏิบัติกรรมฐานอย่างผม โดยจะถามในกระทู้นี้เลย เพื่อไม่ให้เปลืองเนื้อที่ พอจะเป็นไปได้ไหมครับ

โดย: ทศพล [12 ก.ย. 59 10:46] ( IP 49.237.198.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   

ได้ครับ ตามที่ผมพอมีความรู้ นะครับ ...

โดย: วิชา [12 ก.ย. 59 13:02] ( IP A:180.183.112.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   
ขอถามดังนี้ครับ
1. ตามที่คุณวิชาได้ตอบคำถามท่านหนึ่งว่า เมื่อคนตายปุ๊บจะไปเกิดในภพใหม่ทันที ผมสงสัยว่า คนที่ตายแล้วต้องไปตัดสินความดีความชั่วกับท่านยมบาลก่อนมั้ยหรือควรเป็นอย่างไร และ ถ้าคนที่เคยทำชั่วมาในชีวิต ตีไว้ประมาณ 30% นอกนั้นเป็นความดี 70% ต้องชดใช้กรรมชั่วในนรก 30% ก่อนมั้ยครับถึงจะได้รับกรรมดี หรือควรเป็นอย่างไร

2. สัตว์ที่ถูกเราฆ่าตายในชาติก่อนๆหรือในชาตินี้ ถ้าเราอุทิศบุญให้เขาได้รับโดยเจาะจงตรงๆเต็มๆ เขาจะสามารถรับรู้ได้มั้ย...และจะสามารถอภัยให้เรา เลิกแล้วต่อกันได้ไหม หรือเราต้องจำยอมให้ในวันหนึ่งเราต้องโดนเขาทำร้ายคืนจนได้ ถ้ามีวิธีอุทิศที่ได้ผล คุณวิชาช่วยแนะนำด้วยครับ

ขอรบกวนคุณวิชา 2คำถามก่อนนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

โดย: ทศพล [12 ก.ย. 59 21:12] ( IP 49.237.209.223 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   

ตอบข้อที่1.

  ผู้พอมีกรรมดีกรรมชั่วโดยทั่วๆ ไปพอๆ กัน พอตายปับเกิดทันที เป็นสัมภเวสีในระหว่างนั้นหรือเป็นเปรตชนิดหนึ่ง    ไม่ใช้ว่ายังไม่เปลี่ยนภพ คือเปลี่ยนแล้ว  บางส่วมกรรมเหมาะสม ถูกยมบาลนำไปกับเพื่อให้ระลึกถึงกรรม(พิจารณาโทษหรือความดี เพื่อให้ระลึกได้) บางส่วนกรรมไม่เป็นเช่นนั้น คือเป็นเปรตอยู่เช่นนั้น จนเสวยกรรมหมดก็จะไปที่แหล่งเกิดใหม่เอง.

   ส่วนผู้ที่มีกรรมดีโดยเด็ดขาด ไม่ต้องเกิดในภพนั้น ไปเกิดเป็น มนุษย์ หรือเทวดา หรือพรหมในทันที เช่นเดียวกับผู้มีกรรมชั่วมากเด็ดขาดก็ลงนรกในทันทีเมื่อตายจากมนุษย์

    ส่วนการที่คุณทศพล ประเมินค่าเป็นเปอร์เชตร์นั้น คงกำหนดอย่างนั้นตายตัวไม่ได้  เพราะวิบากกรรมนั้นได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีดจนถึง ณ. ปัจจุบัน บางครั้งทำกรรมชั่วมาตลอด แต่ได้ทำกรรมดีอย่างยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียวก่อนตาย ก็อาจได้เกิดในภพภูมที่ดีก่อนครับ และเมื่อยังทำดีอย่างต่อเนื่องต่อไป วิบากกรรมชั่วนั้นก็รอส่งผลต่อไปเพราะส่งผลยังไม่ได้  

    เช่นเดียวกันทำกรรมเล็กๆ น้อยๆ มาตลอด แต่ทำกรรมชั่วอย่างหนักมากเพียงครั้งเดียวก่อนตาย ก็ลงนรกได้เช่นเดียวกัน ถ้ายังทำชั่วอยู่เนื่องๆ วิบากกรรมดีย่อมส่งผลไม่ได้ ก็ต้องลงอบายภูมิอยู่เนื่องๆ ได้

    ตอบข้อที่ 2

       การฆ่าผู้อื่น กรรมชั่วนั้นได้เกิดเป็นวิบากกรรมแล้ว แต่ไม่จำเป็นว่าผู้นั้นต้องมาฆ่าเราในภายหลังเสมอไป  แต่เราก็ต้องถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายด้วยผลแห่งวิบากกรรมนั้นด้วยเหตุต่างๆ เมื่อกรรมนั้นส่งผล

       ส่วนเรื่องการพยาบาทนั้นเป็นเรื่องการผูกเวรผูกกรรมที่จะกระทำต่อกันอยู่เนื่องๆ เป็นเรื่องของการผูกเวร  กรรมย่อมเผิดร้อนสำหรับผู้ที่ผูกเวรพยาบาท นั้น 

        ส่วนการอุทศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว ที่จะรับผลบุญที่อุทิศให้นั้นอย่างเต็มที่มีผลต่อการเป็นอยู่หรือเปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึั้น ก็ม่ีแต่ผู้ที่ไปเกิดในภพของ เปรต ประเภทหนึ่งเท่านั้น  ส่วนในภพต่างจากนั้นถ้ารับรู้ได้มีวผลเพียงได้รับความอิ่มใจเท่านั้น.

 

โดย: เจ้าบ้าน [13 ก.ย. 59 10:36] ( IP A:183.88.35.230 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   
สวัสดีครับคุณวิชา วันนี้ผมมีคำถามมารบกวนคุณวิชาให้ช่วยตอบอีกแล้ว...

1.เรื่องเวลาในแต่ละภพภูมิ ผมมีความสงสัยว่า เวลาที่สวรรค์หรือนรกนั้นจะมีแสงเป็นตัวกำหนดหรือเปล่าครับ เช่น ในนรกไม่ค่อยมีแสง เวลาจึงเดินช้า ผู้ที่รับกรรมในนรกอาจอยู่เป็น 100 ปีแล้ว แต่เวลาจริงๆในโลกมนุษย์ อาจแค่ 1 วัน แบบนี้ผมเข้าใจถูกไหม (คือผมเอาสมมติฐานนี้มาจากหนังเรื่องหนึ่ง ที่พระเอกลงไปสำรวจดาวดวงหนึ่งแค่7 นาที ขึ้นมายานอีกที เพื่อนที่อยู่บนยานบอกว่าเขารอพระเอกอยู่ 23 ปีแล้ว) หรือที่แท้จริงควรเป็นอย่างไรครับ

2. ในพระสูตร มีกล่าวถึงหลุมดำไหมครับ
แล้วอะไรที่ดึงดูดจักรวาลหรือกาแล๊คซี่ให้มารวมกัน คุณวิชาเคยถามปรากฏการณ์นี้ จากโอปะปาติกะผู้เคยเห็นเหตุการณ์บ้างไหมครับ

รบกวนแค่นี้ก่อน ขอบคุณล่วงหน้าครับ

โดย: ทศพล [14 ก.ย. 59 21:08] ( IP 49.237.167.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   

ตอบ ตามที่เข้าใจ

ตอบ ข้อ 1.   เวลาที่หมายถึง หนึ่งชั่วขณะ ที่เคลื่อนไป เท่ากัน แต่เมื่อต่างมิติ ต่างแกนสมมุติที่เป็นหลัก จึงชี้ชัดไม่ได้

การรู้จักเวลา ต้องมีแกนสมมุติเป็นที่กำหนดหมาย จึงวัดค่าเวลาได้  เช่นโลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบเป็น 1 วัน หมุมรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบเป็น 1 ปี

แต่โลก นรก สวรรค์ ในจักรวาลนี้(เน้นจักรวาลนี้)  ถือเอาแกนสมมุติ์ คือเขาสุเนรุ ซึ่งมนุษย์มองไม่เห็นเป็นแกน ดังนั้นการนับเวลาย่อมต่างกัน

ตอบข้อ 2.   ในพระสูตรไม่มีการกล่าวถึงหลุมดำโดยตรง แต่กล่าวรวมไปในโลกธาตุ คือ

โลกธาตุ ขนาดเล็กมี พันจักรวาลประกอบรวมกันอยู่ 

โลกธาตุ ขนาดกลางมี ล้านจักรวาลประกอบรวมกันอยู่

โลกธาตุ ขนาดใหญ่มี ล้านล้านจักรวาลประกอบกันอยู่

ก็หมายความว่ามี หลุมดำคอยดึงดูดอยู่ ที่ศูนย์กลางของโลกธาตุ นั้นๆ

 

 

    

โดย: เจ้าบ้าน [15 ก.ย. 59 14:36] ( IP A:183.89.215.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   
ถามเพิ่มเติมครับ... ตามที่คุณวิชาตอบ ยึดตามจักรวาลที่เราอยู่นี้นะครับ....สมมติถ้าเราไปอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต (เวลาในชั้นดุสิต 1 ราตรี = 400 ปีมนุษย์) แล้วลงมาในโลกของเรา ก็จะเป็น พ.ศ. 2959 ผมเข้าใจถูกไหม ....
แล้วส่วนของนรก มีการเทียบวันเวลากับโลกมนุษย์อย่างไรครับ

โดย: ทศพล [15 ก.ย. 59 15:01] ( IP 49.237.251.160 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   

ตอบ  ถูกครับ

      สวนของนรกก็เช่นเดียวกัน เมื่อเทียบ 1 วั้นในนรก เท่ากับกี่ปีหรือกี่วันของโลกมนุษย์เรา.

โดย: เจ้าบ้าน [16 ก.ย. 59 10:15] ( IP A:183.88.35.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   
คราวนี้ รบกวนถามเรื่องการปฏิบัติธรรมครับ

1. คนที่คิดมาก เช่น ชอบนำคำพูดที่คนอื่นพูดไม่ดีกับตัวเอง หรือคิดมากเมื่อโดนผู้อื่นนินทา แล้วเก็บมาคิด ความคิดความกังวลใจเหล่านั้นมักจะผุดขึ้นมาเองอยู่เสมอ แม้ในยามเจริญสติสมาธิอยู่..จะมีวิธีการปฏิบัติกรรมฐานอย่างไร แบบไหน ให้เหมาะสมครับ

2. การพิจารณาด้วยปัญญา ต้องอาศัยสัญญานึกองค์ความรู้ที่เรามีในสมอง หรือปัญญาจะเกิดขึ้นมาเองครับ สมาธิ ระดับขณิกะสามารถพิจารณาปัญญาได้หรือไม่

รบกวนเรื่องการปฏิบัติในเบื้องต้นแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ

โดย: ทศพล [16 ก.ย. 59 20:11] ( IP 49.237.246.203 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   

สวัสดีครับคุณทศพล

ปกติ เสาร์-อาทิตย์ และเย็นไปแล้วผมจะไม่เปิดเครื่องคอมเข้าเว็บ และพอดีวันจันทร์ อินเตอร์เน็ตใช้การไม่ได้เลย เพราะเสียจากทางศูนย์ของผูัให้บริการ และวันอังคารผมต้องออกไปทำธุระทั้งวัน จึงทำให้ตอบช้าไปนะครับ.

ตอบข้อที่ 1. ผู้ที่มีวิตกกังวลมาก ควรใช้อานาปานสติกรรมฐาน หรือ พุทธ-โธ จะดีครับ หรือภาวนาว่า "เป็นเช่นนั้นเอง" ๆ แล้วปล่อยวาง อารมณ์นั้นไป ผมเจอวิกฤติชีวิตมากและยาวนานเป็น 20 ปี ผมก็ใช้หลักนี้ครับในการภาวนา

ตอบข้อที่ 2.  ตามหลักในการปฏิบัติธรรมนั้น สัญญา เกิดก่อน ญาณ(ปัญญาเกิดตามที่หลัง   จึงต้องมีศีล ปฏิบัติกรรมฐานอย่างดีละเอียดตามธรรมที่ถูกต้อง ปัญญาจึงเกิดครับ

โดย: เจ้าบ้าน [21 ก.ย. 59 9:34] ( IP A:180.183.118.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   
สวัสดีครับ
ตอบช้าหรือเร็วไม่เป็นไรเลยครับ ขอบคุณมากๆครับที่คุณวิชาเสียสละเวลามาดูคำถาม ผมเข้ามาดูคำตอบทุกวันเลย ^^ และมั่นใจคุณวิชาต้องมาไขข้องสงสัยอย่างแน่นอนครับ

ขอถามหลักการปฏิบัติต่อเนื่องจากสองข้อแรกเลยนะครับ

3. ระหว่างทำกรรมฐาน การพิจารณาด้วยปัญญานั้น จะทราบได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่เราต้องพิจารณาแล้วหรือต้องบริกรรมคำภาวนาไปนานเท่าใดจึงจะพิจารณาปัญญาได้ มีกำหนดไหมครับ

4. ผู้ที่มีความหลงในรูป เช่น เห็นเพศตรงข้ามแล้วเกิดความกำหนัดมาก จิตกระเพื่อมออกไปอย่างมาก ควรใช้หลักการปฏิบัติแบบใดและพิจารณาแบบใด จึงจะเหมาะกับจริตครับ เอาตามที่คุณวิชาแนะนำเลยครับ

รบกวนแค่นี้ก่อนครับ ไว้มีเวลาว่าง ค่อยมาตอบก็ได้ครับ ขอบคุณล่วงหน้านะครับ ^^

โดย: ทศพล [23 ก.ย. 59 15:18] ( IP 49.237.228.34 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   

สวัสดีครับคุณ ทศพล

 

ตอบข้อ 3.

   ถ้าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นอริยาบทกรรมฐาน และสติปัฏฐาน 4 สามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะมีอะไรปรากฏขึ้นชัดกับ กาย หรือ ใจ (รูป-นาม)  เพราะต้องมีสติสัมปชัญญะที่เป็นปัจจุบัน หรือเท่าทันกับปัจจุบันขณะนั้น เพื่อได้รู้แจ้งชัด การเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป  ของ รูป-นาม นั้นที่ปรากฏ ครับ 

ตอบ ข้อ 4.

   ก็ต้องอาศัย อสุภกรรมฐาน(เพ่งศพ หรือซากศพ ที่กำลังน่าเกียด)เข้ามาช่วยครับ  แต่ถ้าได้สมาธิระดับฌานมาก่อน ก็กำหนดกรรมฐานเข้าสมาธิในขณะนั้นเลยครับ

 

โดย: เจ้าบ้าน [26 ก.ย. 59 10:21] ( IP A:180.183.119.243 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   
สวัสดีครับคุณวิชา ช่วงที่ผ่านมาผมฝึกเจริญสติในรูปแบบต่างๆ ทั้งสมถะคือท่องคำบริกรรมในใจอย่างเดียว และวิปัสสนาคือพยายามตามรู้รูปนาม แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด พัฒนาหรือนิ่ง เพราะไม่มีครูบาอาจารย์เลยต้องปฏิบัติเอง ก็ได้คำตอบจากคุณวิชาที่ช่วยคลายข้อสงสัยต่างๆ ถือเป็นพระคุณและเป็นธรรมทานที่มีค่ามากๆต่อผมและผู้ที่เข้ามาอ่าน...

คราวนี้มีข้อสงสัยมารบกวนคุณวิชาอีกแล้วครับ ถามต่อจากคราวก่อนเลยนะครับ

5. ขณะที่เราบริกรรมคาถาเช่น พุทโธ เพื่อทำสมถะ มีรูปนามเกิดขึ้นในใจเป็นต้นว่า เสียงเพลงต่างๆ ความคิดต่างๆ อารมณ์ต่างๆ บางทีดับหรือหายไปแล้ว พักนึงก็เกิดขึ้นมาเองโดยที่เรายังกำหนดคำบริกรรมอยู่ เราควรปฏิบัติอย่างไรให้รูปนามเหล่านั้นหายไปครับ

6. เวลาตามรู้กายใจ ตามหลักสติปัฏฐาน4 ให้วางใจเป็นผู้รู้ บางทีความรู้สึก ริษยา หรือโกรธ ที่รุนแรง ควรวางใจให้เป็นผู้รู้อย่างไร ให้อารมณ์ที่ว่า ดับหรือระงับไป มีอุบายวิธีอย่างไรครับ ผมเคยตามรู้อารมณ์เหล่านั้น ปรากฏว่า เหมือนผู้รู้ที่ผมกำหนดจะเป็นจะตามรู้ สู้อารมณ์เหล่านั้นไม่ไหว เลยสงสัยในการปฏิบัติครับ

7. ผู้ที่เครียดจากทำงาน กลัดกลุ้มกับยอดขายบ้าง ลูกค้าบ้าง เพื่อนร่วมงานบ้าง เอากลับมาคิดแล้วเครียดเอง เช่นยอดขายไม่ดีกล้วจะมีผลต่องานและปากท้อง ควรปฏิบัติตนและวางใจอย่างไรไม่ให้ทุกข์ครับ เพราะเขาต้องเจอกับทุกข์ตลอดเวลา เนื่องจากการงานแต่ละวัน

รบกวนเท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

โดย: ทศพล [3 ต.ค. 59 5:34] ( IP 49.237.247.156 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   

สวัสดีครับคุณ ทศพล.

ตอบ ข้อ 5-6-7. รวมกััน ตอบแบบสรุปว่าเป็นสิ่งกระทบ หรือสิ่งที่ปรุ่งแต่งสร้างขึ้นมาเอง

ถ้า สิ่งที่มากระทบนั้นทำให้เกิดมีอารมณ์ร่วมหรือฟุ่งซานตามไปด้วย ก็น้อมสติเข้ามาหาตนที่รู้ ที่กำหนดภาวนาอยู่ แล้ววางใจปล่อยวางสักแต่รู้ จนสิ่งที่มากระทบเกิดอารมณ์ร่วมนั้น หรือฟุ้งซ้านนั้น จางคลายหายไป การกำหนดภาวนาก็จะดำเนินไปตามปัจจุบันเป็นปกติ

แต่ถ้าอารมณ์ร่วมหรือความฟุ้งซ้านนั้น มากและแรงขึ้นตามลำดับ ต้องน้อมสติเข้าสู้ตนที่รู้ แล้วกดข่มไว้ด้วยกำลังที่มี่อยู่(ดันล้น จิกมือ ฯลฯ) ไม่ให้ปะทุออกมาทางกายหรือวาจาแล้วพยายามปล่อยวาง ด้วยกำหนดภาวนาว่า "เป็นเช่น นั้นเอง" ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ หรือ "เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปเป็นธรรมดา" ๆ ๆ ๆ ๆ จนอารมณ์ที่แรงหรือความฟุ้งซ้านที่แรงนั้น ค่อยบรรเทาลง จนคลายหายไป ก็กำหนดภาวนากรรมฐานเดิมไปตามปกติเป็นปัจจุบับต่อไป.

 

 

โดย: เจ้าบ้าน [3 ต.ค. 59 10:16] ( IP A:183.88.56.238 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   
สวัสดีครับ คุณวิชา วันนี้มีคำถามมารบกวนอีกครั้งครับ ขอถามต่อเนื่องจากคราวก่อนเลยนะครับ

8. การเพ่งกษิณ เป็นอย่างไรครับ ทำให้เกิดสมาธิสูงสุดขั้นใด คุณวิชาเคยฝึกมาบ้างหรือไม่ เมื่อเทียบกับอาณาปานสติ แบบไหนเหมาะแก่การฝึกสมาธิมากกว่า ช่วยแนะนำด้วยครับ

9. ผมเคยอ่านที่คุณวิชาบอกว่า ต้องฝึก อินทรีย์5 ให้สมดุลกัน เลยสงสัยว่า ต้องปฏิบัติอย่างไรให้ อินทรีย์5 สมดุลกันครับ
และในเวลาทำงาน จะฝึกความสมดุลของอินทรีย์5 ได้หรือไม่ อย่างไร

รบกวนคุณวิชาด้วยครับ

โดย: ทศพล [8 ต.ค. 59 9:18] ( IP 49.237.176.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   

ตอบ ข้อ 8.

การเพ่งกสินเป็นการเพ่งรูปบัญญัติ   มี 10 อย่าง ผมขอยกมาเพียง 2 อย่างเช่น กสินน้ำ กสินไฟ   คือมองดู รูปน้ำ ในภาชนะ หรือ รูปไฟที่จุดติดไว้ พร้อมทั้งภาวนา อาโปๆ หรือ น้ำๆ ถ้าเป็นกสินน้ำ  เตโชๆ หรือ ไฟๆ ถ้าเป็นกสินไฟ  จนจำได้หมายรู้ เกิดเป็น อุคหนิมิต คือเห็นรูปกสินนั้นได้ แม้ยามหลับตาหรือลืมตา  

ก็จะเข้าสู่การได้สมาธิแบบกสินเบื้องต้น  เมื่อเพ่งภาวนาอยู่เนื่องๆ ในรูปกสินนั้น(อุคหนิมิต) ก็จะพัฒนาสมาธิไปตามลำดับ  

กสินนั้นเป็นส่วนของสมถะล้วนๆ เพื่อน้อมเข้าสู่ความเป็นหนึ่งของจิต

ส่วนอานาปานสติ นั้นสามารถเป็นได้ทั้ง สมถะและวิปัสสนา เพราะมีสติอาศัยรูปบัญญัติในเบื่้องต้น ต่อไปก็เป็นอารมณ์บัญญัติ น้อมเข้าสู่รูป-นาม การเกิดดับ ในเบืิ่้องปลาย เมื่อปฏิบัติไปตามลำดับครบทั้ง 16 ระดับ (จาตุกะ)

ส่วนกรรมฐานใดจะเหมาะกับบุคคลใด อยู่ที่จริตแต่ละบุคคล

แต่สติปัฎฐาน 4 สามารถปฏิบัติได้กับทุกคน ครับ

 

ตอบ ข้อ 9

พละ 5 ได้ แก่ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร  การที่จะปรับได้ ต้องปฏิบัติธรรมต่อเนื่องอยู่เนืองๆ จนพอชำนาญ พอรู้จักใจตนเอง ความรู้สึกอารมณ์ที่ประกอบ พอแยกแยะพละ 5 แห่งตนได้  ก็จะพอรู้จักในการปรับพละ 5 ให้สมดุลพอได้ครับ

 

โดย: เจ้าบ้าน [10 ต.ค. 59 10:02] ( IP A:183.88.34.12 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน