ไทรใบแก้วของผม มีอาการ .... ใบม้วน หุบ และเป็นจุด + มีแมลงสีดำในใบที่ม้วน .... แก้อย่างไรครับ
   ไทรใบแก้ว
เพิ่งริดใบเข้ารวดเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ... ตอนนี้เรื่มมีใบอ่อนขึ้นมาเต็มทุกกิ่งแล้ว แต่พบว่า เริ่มมีหลายใบที่มีอาการ ม้วน หุบ และเป็นจุดด่างๆ ... ลองคลายใบดู เห็นแมลงตัวเล็กๆสีดำอยู่ในใบ ... และตอนนี้ มันเริ่มไปโผล่ที่ตอไทรใบยาวด้วย จะแก้ไขอย่างไรดีครับ

ตอนนี้ผมก็พยายามริดใบที่ม้วนออกไปก่อน แต่ใบอื่นๆทั้งหมด ก็มีอาการขอบๆใบ เริ่มจะม้วนนิดๆ ... และเพิ่งเมื่อเย็นนี้เพิ่งฉีดพ่น S85 ผสม น้ำสบู่ .. ไม่ทราบว่าจะเพียงพอไหมครับ

ขอคำแนะนำด้วยครับ

ช่วยแนะนำด้วยครับ

โดย: ธัญ / thunj@yahoo.com [19 ก.พ. 51 20:10] ( IP A:124.121.50.99 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เริ่มมีอาการระบาดมาที่ตอของไทรยอดทองแล้วด้วยนิดหน่อย ... ตอนนี้เด็ดใบที่ม้วนออกไปหมดแล้ว และ พ่นยา S85ผสมสบู่แล้ว 1 รอบ ... ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรครับถึงจะแก้ปัญหาใบม้วนได้อย่างถูกต้องครับ

โดย: ธัญ / thunj@yahoo.com [19 ก.พ. 51 20:15] ( IP A:124.121.50.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   น่าจะพอแล้วนะครับถ้าไม่หายก็ใช้ยากลุ่มมาลาไทออนสลับกัน
โดย: ชาดอยตุง [20 ก.พ. 51 18:59] ( IP A:118.172.69.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ไปพบข้อมูลเพิ่มเติมในเวปนึงมาครับ ...
https://www.suanlukchan.com/discussion_taisuan.php?suan_chanruean_id=49

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการระบาดของเพลี้ย

เพลี้ยไฟจะมีการระบาดรุนแรงมากในฤดูร้อนช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะช่วงที่พืชแตกยอดอ่อนออกดอก ออกผล เป็นต้น
ปัจจุบันมีการระบาดของเพลี้ยไฟอยู่เสมอ ๆ ทั้งนี้เนื่องจากมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกันคือ
- เพลี้ยไฟมีขนาดลำตัวเล็กมาก ถ้าไม่สังเกตอาจมองไม่เห็น เคลื่อนที่ไปไกลด้วยลม
- มีวงจรชีวิตสั้น ระยะจากไข่เจริญเป็นตัวเต็มวัยกินเวลาประมาณ 7-9 วัน ทำให้การขยายพันธุ์เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว รวมที้งการที่เพศเมียสามารถวางไข่ได้โดยไม่ต้องผสมกับเพศผู้ก็ยิ่งทำให้การแพร่พันธุ์เพิ่มทวีมากยิ่งขั้น
- ลักษณะการทำลาย เนื่องจากเพลี้ยไฟมีนิสัยชอบทำลายส่วนอ่อน ส่วนยอดของพืช และมีขนาดเล็ก จึงมักซุกซ่อนหลบพลีกการสังเกตและการใช้สารเคมฉีดพ่นทำได้ไม่ทั่วถึง เช่นเพลี้ยไฟในกลีบดอกเบญจมาศ เพลี้ยไฟในกลีบกุหลาบ หรือเพลี้ยไฟที่ทำลายยอดแตงโมซึ่งมีขนปุกคลุม หรือแม้แต่การทำลายใบของพืชและทำให้ ใบหงิกงอเป็นคลื่น เพลี้ยไฟก็จะอาศัยซุกซ่อนอยู่ในบริเวณนั้นทำให้การพ่นสารเคมซอกซอนเข้าไปไม่ทั่วถึง
- อุปนิสัยของเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงที่มีการเคลื่อนไหวในเวลากลางวัน คือจะพบมากในช่วงระหว่างเวลา 08.00-12.00 น. ดังนั้นการพ่นสารเคมี ซึ่งโดยปกติจะแนะนำให้เกษตรพ่นในเวลาเย็น แต่ในกรณีของเพลี้ยไฟนี้ ควรจะมีการปรับใช้ให้พ่นสารเคมีในตอนเข้า เช่น ในกรณีโรงเรือนกล้วยไม้ ซึ่งมีการพรางแสงโรงเรือนอยู่แล้ว

การป้องกันกำจัด
- การใช้สารเคมีฆ่าแมลง มีสารเคมีหลายชนิดที่ใช้แนะนำในการป้องกำจัดเพลี้ยไฟ เช่น
คาร์บาริล (เซพวิน 85 %)
เอ็นโดซัลแฟน (ธีโอดาน 35 อีซี)
กูซาไธออนเอ (40 % อีซี)
มาลาไธออน (มาลาไธออน 83 % อีซี)
เมทธิโอคาร์บ (เมซูโรล 50 ดับบลิวพี)
คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20 % อีซี)
โปรไธโอฟอส (โตกุไธออน 50 % อีซี)
ฟอร์มีทาเนต (ไดคาร์โซล 25% เอสพี)
อะบาเมคทิน (อากริเม็ค 1.8 % อีซี)
เบนฟูราคาร์บ (ออนคอล 20 % อีซี)
และฟิโพรนิล (แอสเซน)
ซึ่งการใช้สารเคมีเหล่านี้ควรจะคำนึงถึงพืชที่พ่น สภาพและท้องที่การระบาด ตลอดจนความรุนแรงของการระบาดด้วย ซึ่งถ้าอยู่ในช่วงที่มีการระบาดทำลายค่อนข้างรุนแรงจะแนะนำให้มีการพ่นสารเคมีค่อนข้างถี่ คือประมาณ 3-5 วัน โดยพ่นติดต่อกันสัก 2-3 ครั้ง จนประชากรเพลี้ยไฟลดลงแล้วจึงเว้นระยะห่างออกไปและสำหรับพืชที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าพืชถูกทำลายโดยเพลี้ยไฟรุนแรงแล้ว หลังการกำจัดเพลี้ยไฟควรจะใช้ปุ๋ยใบพ่นให้พืชเพื่อให้พืชฟื้นตัวเร็วขึ้น
สำหรับการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟโดยวิธีการอื่นหรือสารอย่างอื่น ก็ยังไม่มีผลการทดลองที่ได้ผลดีจะนำมาใช้ร่วมหรือแทนการใช้สารเคมีได้ แต่อย่างไรก็ดีการทดลองนำสารธรรมชาติ เช่น การสกัดจากพืช เช่น สะเดา ก็จะเป็นความพยายามที่จะหาสารมาใช้ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟแทนการใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียว อนึ่งในกรณีที่ต้องใช้สารเคมีควรใช้อย่างระมัดระวังตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง
โดย: ธัญ [21 ก.พ. 51 23:36] ( IP A:124.121.48.220 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน