การใช้จุรินทรีย์กับบอนไซ
   หลักการใช้ จุลินทรีย์
จุลินทรีย์ บางทีเราก็เรียกว่า EM มันคือ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ที่เรานำมาใช้ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ในดินให้เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งตามธรรมชาติจะมีอยู่แล้วแต่ในปัจจุบันถูกทำลายโดยสารเคมีที่เราใช้ ผลทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินตายลงจุลินทรีย์ในธรรมชาติมีทั้งที่ต้องการอากาศ และจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มจุลินทรีย์ดี หรือกลุ่มสร้างสรรค์ มีประมาณ 5-10 %
2. กลุ่มจุลินทรีย์ก่อโรค หรือกลุ่มทำลาย มีประมาณ 5-10 %
3. กลุ่มเป็นกลาง มีมากถึง 80-90 %
สรุปคือถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มดีหรือกลุ่มสร้างสรรค์มากกว่ากลุ่มก่อโรค จุลินทรีย์กลุ่มที่เป็นกลางก็จะกลายเป็นจุรินทรีย์ดีไปด้วย ในทางกลับกันถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มก่อโรคหรือกลุ่มทำลายมากกว่ากลุ่มดี จุลินทรีย์กลุ่มที่เป็นกลางก็จะกลายเป็นจุรินทรีย์ที่ไม่ดีไปด้วย แต่ในสภาวะธรรมชาติ กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์อันมีซากพืช-ซากสัตว์ให้กลายเป็นสารอาหารแก่พืชนั้น เป็นหน้าที่ของจุลินทรีย์ เหล่านี้
เอาละทีนี้เราก็มากล่าวถึงการนำไปใช้บ้างครับ
จุลินทรีย์ขยาย คือ การกระตุ้นให้จุลินทรีย์อยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงาน โดยการให้อาหาร (กากน้ำตาล,สารที่ให้ความหวานพวกน้ำตาล)หลังการหมัก 7 วัน มวลจุลินทรีย์จะมีความหนาแน่นมากที่สุดอยู่เป็นเวลา 7 วัน ต่อจากนั้นก็จะมีจำนวนลดลง จึงมีคำแนะนำให้หมัก 7 วัน และใช้ให้หมดภายใน 7 วัน หลังการหมัก
จุลินทรีย์ มีชีวิต EM จะผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโต พืชจะเจริญงอกงาม
จุลินทรีย์ ตาย จะมีกลิ่นเหม็นเน่า จะเป็นสารกำจัดพืชอย่างดี เมื่อนำไปใช้จะทำให้พืชตาย
การใช้ จุลินทรีย์ แบบน้ำ เป็นการใช้ จุลินทรีย์ หัวเชื้อโดยตรง และนำ จุลินทรีย์ หัวเชื้อ ไปประยุกต์เป็น จุลินทรีย์ ขยาย, สารขับไล่แมลง, ฮอร์โมน ฯลฯ ได้ดังนี้
1. จุรินทรีย์ ขยาย เป็นการปลุกจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพพักให้ตื่นขึ้น โดยการให้อาหาร ทำให้เพิ่มจำนวนเซลล์มากขึ้นๆ
วิธีทำ กรณีที่จะขยายในภาชนะ 1 ลิตร (ภาชนะที่ใช้ต้องมีฝาปิดสนิท) ใส่น้ำครึ่งลิตร เติม จุลินทรีย์ และกากน้ำตาล อย่างละ 40 ซีซี (4 ฝา หรือ 4 ช้อนแกง) เขย่าให้ละลาย แล้วเติมน้ำให้เต็ม ปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 7 วัน แล้วนำไปใช้ได้ และควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน
หมายเหตุ
น้ำต้องสะอาด เช่น น้ำฝน น้ำบ่อ หากเป็นน้ำประปาต้องใส่ภาชนะ เปิดฝาไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหย ภาชนะที่ใช้ในการหมักควรเป็นภาชนะที่ไม่แตกง่าย เนื่องจากจะเกิดแรงดันในระยะที่หมัก และต้องมีฝาที่ปิดสนิท เช่น ฝาเกลียว หากภาชนะไม่มีฝา ใช้พลาสติกคลุม ยางรัดแน่น
จุรินทรีย์ที่ขยายนี้เป็นการขยายปริมาณ ให้มากขึ้น อาจจะนำไปใช้ในการรดต้นไม้ก็ได้ ในกรณีที่ดินเคยใส่ปุ๋ยเคมีมามากแล้ว จุรินทรีย์จะไปช่วยย่อยธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ แต่ถ้าในดินไม่มีธาตุอาหารอยู่จะไม่ค่อยได้ผล
ฮอร์โมนผลไม้ เป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง สามารถเรียกราก ดอก ผลได้ดี ผลสวย รสดี และมีคุณภาพเป็นปุ๋ยด้วย โดยใช้ผลไม้สีเหลือง โดยเน้นผลไม้หาง่าย ราคาต่ำ คุณภาพดี
ส่วนผสม
1กล้วยน้ำหว้าสุก2ก.ก.
2มะละกอ2ก.ก.สุก
3ฟักทองแก่จัด2ก.ก.
4น้ำ10ลิตร
5 EM40ซีซี
6กากน้ำตาล40ซีซี
วิธีทำ
- สับหรือหั่นผลไม้ทั้งเปลือก ทั้งเมล็ด ให้มีขนาดเล็ก
- นำใส่ภาชนะหมัก
- เติมน้ำสะอาด กากน้ำตาล และ EM ให้เต็มพอดี
- คนให้เข้ากัน ปิดฝา - หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน เปิดฝา ออกจะพบไขมันสีเหลืองลอยหรือติดด้านข้างภาชนะหมัก ใช้ช้อนตักใส่ภาชนะ เก็บไว้ใช้เป็นฮอร์โมนเรียกราก สำหรับกิ่งตอน กิ่งชำ
- กรองแยกกาก - น้ำ ออกจากกัน
กาก นำไปเป็นปุ๋ย (ฝังดิน) หรือผสมเป็นอาหารสัตว์ อาหารปลา
น้ำ บรรจุภาชนะไว้ใช้ เก็บได้นานไม่เกิน 3 เดือน
วิธีใช้
- ผสมน้ำ 500 เท่า (น้ำ 10 ลิตร ใช้ฮอร์โมนผลไม้ 2 ช้อน) พ่นระยะก่อนผลิดอกต่อเนื่องกระทั่งติดผลเล็กๆ
- ไม้ให้ผลผลิตตลอดปี พ่นทุก 15 วัน ตลอดไป
ข้อสังเกต
ไม่ควรนำไปใช้กับผักกินใบ และพืชระยะกำลังเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผลิดอกเร็วยังมีอินทรียวัตถุอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาหมักเป็นปุ๋ยหรือฮอร์โมน ที่มีประโยชน์ต่อพืชได้ เช่น ปลา ไส้ปลา หัวปลา หอยเชอรี่ รกสุกร ไข่ นมสด ฯลฯ นำมาหมักกับ EM โดยใช้ EM 1 % กากน้ำตาล 2 % คือ กรณีที่จะหมักในภาชนะ 10 ลิตร ใส่อินทรียวัตถุและน้ำ เติมกากน้ำตาล 200 ซีซี (1 แก้ว) EM 100 ซีซี (ครึ่งแก้ว) ให้พอดีกับภาชนะ หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน แล้วนำไปใช้ได้
หากอินทรียวัตถุที่นำมาหมักมีเคมีผสมมาก เช่น หอยเชอรี่ ควรเพิ่มปริมาณ EM และกากน้ำตาลให้มากขึ้น
หลักการหมัก
- บรรจุให้พอดีกับภาชนะ
- ปิดฝาสนิท ไม่ให้อากาศเข้าออกได้
- บางอย่างต้องสับหรือป่นก่อนหมัก
- หากมีกลิ่นเหม็นต้องเพิ่ม EM และกากน้ำตาลจนกว่าจะหายเหม็น จึงนำไปใช้
วิธีใช้ ผสมน้ำ 500 เท่า (น้ำ 10 ลิตร ใช้ฮอร์โมน 2 ช้อน) ฉีดพ่นเหมือนฮอร์โมนทั่วๆ ไป แต่เน้นที่พื้นดิน จะใช้พ่นที่ใบและต้นบ้างเล็กน้อย ใช้บำรุงดินเป็นอาหารทางรากดีที่สุด
*ต้องใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน
หมายเหตุ
การจะทำให้เกษตรธรรมชาติมีผลต่อการผลิดอกออกผลนอกฤดูกาล ต้องทำให้ดินสมบูรณ์ ฮอร์โมนเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ต้องไม่ลืมบำรุงดินด้วยโบกาฉิ และมีอินทรียวัตถุคลุมดินสม่ำเสมอด้วย ในการหมักบางครั้งผสมรำละเอียดด้วยก็ให้ประโยชน์เพิ่มขึ้น บางครั้งผสมมะกรูดด้วย กลิ่นจะหอม ไม่เหม็น ไม่ทำให้คุณภาพเสื่อม
EM5 หรือสุโตจู เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ฉีดพ่นเป็นประจำ พืชจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวน
ส่วนผสม
1. EM 1 ส่วน
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
3. น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % 1 ส่วน
4. เหล้า 35-40 ดีกรี 1 ส่วน
5. 5น้ำสะอาด 6 ส่วน
ส่วน ยึดตามภาชนะที่ใช้ตวง ภาชนะหมัก หากทำในปริมาณไม่มาก สามารถใช้ขวดน้ำอัดลมได้ แต่ควรมีลักษณะเป็นฝาเกลียว ปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้
วิธีทำ กรณีที่จะขยายในภาชนะ 1 ลิตร (ภาชนะที่ใช้ต้องมีฝาปิดสนิท) ใส่น้ำครึ่งลิตร เติมกากน้ำตาล น้ำส้มสายชู เหล้า และ EM อย่างละ 100 ซีซี (10 ฝา หรือประมาณครึ่งแก้ว) เขย่าให้ละลาย แล้วเติมน้ำให้เต็ม ปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 15 วัน แล้วนำไปใช้ได้ ต้องใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน
วิธีใช้ ผสมน้ำ 1,000 เท่า (น้ำ 10 ลิตร ใช้ EM5 1 ฝา) ฉีดพ่น
พืชผัก ทุก 5-7 วัน
ไม้ดอก ทุก 7-10 วัน
พืชไร่ พืชสวน ทุก 15 วัน
หากมีแมลงศัตรูพืชมาก ฉีดพ่นให้บ่อยขึ้น
หมายเหตุ
1. ถ้าเป็นพืชใบแข็งใช้อัตราส่วน 500 เท่า (น้ำ 10 ลิตร ใช้ EM5 2 ฝา)
2. สามารถใช้ร่วมกับสมุนไพรต่างๆ เช่น สะเดา ตะไคร้หอม ได้
3. ควรฉีดพ่นช่วงก่อนค่ำ หรือเช้าตรู่
4. สารเอสเทอร์ที่เกิดจากการหมัก EM5 จะทำให้ระบบการย่อยอาหารของแมลงศัตรูพืชไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ท้องอืดตาย
5. สามารถผสมสารจับใบ เช่น กากน้ำตาล นมสด น้ำว่านหางจระเข้ ใน อัตราส่วนเท่ากับ EM5 ได้
สรุปคือว่า การนำจุรินทีรย์ไปใช้งานจะยึดหลักดังนี้ครับ
1.การใช้จุรินทรีย์ไปย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชหรือสัตว์ โดยผ่านการบวนการหมัก มีจุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืชและซากสัตว์เหล่านั้นให้กลายเป็นสารละลาย รวมถึงการใช้เอนไซด์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมีการเติมเอนไซด์เพื่อเร่งการย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นผลที่ได้มาจากการหมักเศษพืชหรือสัตว์นั้น ถึงแม้ไม่ได้ใส่กากน้ำตาล พืชและสัตว์ ซึ่งเป็นอินทรีย์วัตถุก็จะถูกย่อยสลาย โดยกระบวนการทางธรรมชาติอยู่แล้ว แต่การที่ใส่กากน้ำตาลลงไปเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานหรืออาหารของจุลินทรีย์ จึงทำให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้นกว่าการย่อยสลายตามสภาพธรรมชาติทั่วไป กระบวนการย่อยสลายอินทรีย์สารนั้นมีจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่มและหลังขบวนการเสร็จสิ้นก็ยังคงมีจุลินทรีย์อยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมว่าเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดใด ประโยชน์ที่จะได้รับปริมาณของธาตุอาหารก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ในการหมักเป็นหลัก
2.การทำสารสมุนไพรกำจัดศัตรูพืชหลักการก็จะเหมือนกับวิธีแรก แต่จะใช้จุรินทรีย์ในการย่อยสลาย พวกตะไคร้ ข่า เมล็ดสะเดา หรือเลือกสมุนไพรที่จะใช้กำจัดศตรูพืช แต่ละชนิด แต่เป็นในเชิงการป้องกัน หรือขับไล่ มากกว่าการกำจัดครับ
3.หลักการใช้จะต้องเจือจางตั้งแต่ 100 เท่าขึ้นไป ในกรณีที่เป็นน้ำ ซึ่งมีผลทำให้ความเข้มข้นของธาตุอาหารซึ่งมีอยู่น้อยยิ่งน้อยลงไปอีกจึงต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีถึงจะเห็นผล
จริงข้อมูลมีมากว่านี้ถ้าสนใจลองหาในเน็ตมีมากมายครับ
โดย: โต้ง [30 มิ.ย. 51 17:18] ( IP A:203.113.0.206 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน