การตรวจโรค ตอนที่11 โรคขี้เรื้อน ครับ
   สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ การตรวจโรค ตอนที่11

ขอเสนอ เรื่อง โรคขี้เรื้อน นะครับ


ขี้เรื้อน หรือ โรคเรื้อน เกิดจากสัตว์ตัวเล็กๆ 8 ขา เรียกว่า "ไรสุนัข" (Mites)

ไรสุนัข หรือ ไมท์

มีอยู่หลายชนิด อันเป็นที่มาของโรคผิวหนังแตกต่างกัน ซึ่งว่าไปแล้วโรคผิวหนังในสุนัขไม่ได้มีสาเหตุมาจากไรทั้งหมด

โรคผิวหนังอาจเกิดได้จากแบคทีเรีย รา ความบกพร่องต่างๆ ของร่างกายสุนัข และโรคภายในบางอย่างก็ทำให้เกิดมีอาการขนร่วงคล้ายกับเป็นโรคผิวหนังได้

ซึ่งควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากสัตว์แพทย์ อย่างไรก็ตามโรคผิวหนังที่พบมากและบ่อยครั้งมักเกิดจากไรสุนัข หรือไมท์

สมัยก่อนแบ่งขี้เรื้อนเป็นสองประเภท คือ

ขี้เรื้อนเปียก เเละ ขี้เรื้อนแห้ง

โดยแยกตามลักษณะอาการที่เห็นว่าลักษณะเปียก มีน้ำเหลือง หนอง เลือดไหล ก็จัดเป็นขี้เรื้อนเปียก ถ้าตรงข้ามก็เป็นแบบแห้ง

ขี้เรื้อนของคนไทยแปลมาจากคำว่า manges ซึ่งแปลว่าโรคผิวหนังที่เกิดจากไรสุนัข

ไรสุนัขอย่างที่กล่าวมาแล้วมีหลายชนิด แต่ชนิดที่เห็นบ่อยๆ และเด่นๆ มี 3 ชนิดคือ

1เดโมเดค

2ซาคอปเตส

3ไรในรูหู

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:01] ( IP A:124.120.64.89 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ชนิดที่1. เดโมเดค (Demodectic mites หรือ Demodex bovis)

เดโมเดคติก ไมท์ ทำให้เกิดโรคผิวหนังที่ชื่อว่า เดอโมไดโคซิส (Demodicosis)

ซึ่งจัดเป็นโรค mange ชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์แปดขาขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อยู่ในขุมขนของสุนัข

สัตวแพทย์ต้องนำผิวหนังมาขูดแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถึงจะเห็นเดโมเดค สามารถก่อให้เกิดขี้เรื้อนเปียก หรือแห้ง ขึ้นอยู่กับว่าการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่ ในการรักษา เนื่องจากมันอยู่ลึกไปในขุมขน ทำให้ยากต่อตัวยาที่จะแทรกซึมลงไปถึงตัวมัน

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:09] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ชนิดที่2 ซาคอปเตส (Scabies)

ซาคอปเตส หรือ ไรที่เรียกว่า ซาคอปติกไมท์ (Sarcoptic mites)

เป็นไรขนาดเล็ก 8 ขาเช่นกัน แต่จะอยู่ในชั้นผิวหนังที่ตื้นกว่าเดโมเดค มีเพียงเจ้าตัวเมียที่จะวางไข่เท่านั้น

พวกมันจะพยายามขุดผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไปเพื่อวางไข่ ช่วงจุดนี้เองจะทำให้สุนัขมีอาการคันมาก (เดโมเดคก่อให้เกิดอาการคันเช่นกันแต่ไม่มากเท่าซาคอปเตส)

การที่มันอยู่ในผิวหนังที่ไม่ลึกนัก ทำให้ง่ายต่อการรักษาเดโมเดค

แต่ปัญหาของเจ้าตัวนี้คือ มันสามารถติดต่อถึงคนหรือผู้เลี้ยงได้ เพระาว่ามันเป็นเชื้อโรคตัวเดียวกันกับโรคหิดในคน แต่เป็นคนละชนิด แต่โชคดีที่ว่ามันเพียงดูดกินน้ำเหลืองจากมนุษย์เท่านั้น

ไม่สามารถแพร่พันธุ์ในผิวหนังมนุษย์ได้ ทำให้วงจรของมันไม่ครบวัฎจักรในผิวหนังมนุษย์ พอตัวแก่ตาย ไข่ก็ไม่สามารถฟักเป็นตัว ทำให้โรคผิวหนังที่ติดซาคอปเตสจากสุนัขในคนสามารถหายเองได้

สิ่งที่น่ากลัวอีกประการของซาคอปเตสที่เราพึงระวังคือ

การแพร่ระบาดมันสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วและติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสุนัขกับสุนัข หรือสุนัขกับคน ดังนั้นการสัมผัสสุนัขที่เป็นโรค ควรจะล้างมือทำความสะอาดทุกครั้ง และไม่ควรเกาตัวเวลาที่มือสกปรก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในกาติดซาคอปเตสมากขึ้น

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:17] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ชนิดที่3 ไรในรูหู

ไรในรูหู หรือโอโทเดคเตส

อยู่ในรูหูสุนัขทำให้สุนัขมีอาการคัน ทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้สุนัขขับขี้หูออกมามาก

สุนัขที่เป็นไรในหูจะพบขี้หูปริมาณมาก และมีสีคล้ำหรือดำ อีกประการหนึ่งคือ ขนาดของเจ้าตัวไรหูประเภทนี้จะโตกว่าสองตัวแรก จึงอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็กๆ สีขาว

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:24] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เดโมเดค

เดโมเดคมีชื่อเฉพาะซึ่งแตกต่างกันไปตามแหล่งที่พบในสัตว์แต่ละประเภท

ที่มีชื่อสปีชีว่า เคนิส หรือเดโมเดค เคนิส (Demodex Canis) หลายๆ คนไม่ทราบว่าคนเราก็มีเดโมเดคอาศัยอยู่เช่นกัน

แต่คนละสปีชีกับสุนัข ดังนั้น เดโมเดคในสุนัขไม่สามารถติดต่อมาถึงคนได้ เพราะคนกับสุนัขมีความห่างทางเครือญาติ หรือมีวิวัฒนาการแตกต่างกันมาก แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน

ตามธรรมชาติเดโมเดทพบได้ทั่วไปในสุนัขทุกตัว และจะไม่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังตราบใดที่มันยังมีจำนวนน้อย

และภูมิคุ้มกันแข็งแรงปกติดี พวกมันจึงจัดเป็นพวก นอร์มัล ฟลอร่า หรือเชื้อที่พบเห็นได้ทั่วไปในร่างกายสัตว์ที่ปกติ

เดโมเดคถ่ายทอดกันโดยการสัมผัสโดยตรงเท่านั้น (Direct contact)

การสัมผัสโดยตรงจากแม่สุนัขถึงสุนัขแรกเกิดช่วงระยะแรกของชีวิตเท่านั้น

มีผลงานวิจัสนับสนุนมานานแล้วว่าเดโมเดคถ่ายทอดโดยวิธีนี้ เขาพบว่าการผ่าท้องคลอดแล้วแยกลูกสุนัขออกมาเลี้ยงเอง ลูกสุนัขชุดนั้นไม่พบเดโมเดค

แต่ถ้าให้คลอดตามธรรมชาติ ก็ยังมีโอกาสที่ลูกสุนัขจะได้รับเชื้อจากปากช่องคลอด

ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่าเดโมเดคไม่ถ่ายทอดจากสุนัขโตตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง แม้ว่าจะเลี้ยงด้วยกัน และเดโมเดคอยู่ในขุมขนของสุนัขเท่านั้น ไม่อยู่ภายนอกร่างกายสุนัขหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น พื้นคอก กรง จานชาม

ดังนั้น กรณีการติดต่อผ่านชามสุนัขทีทำความสะอาดแล้วก็ตาม จึงไม่ใช่กรณีของเดโมเดค ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องทำการทรีตหรือใส่ยาฆ่าเชื้อตามอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เหมือนกรณีของไรบางชนิด หรือกรณีของเห็บ แต่อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนังที่เกิดจากเดโมเดค ยังควรจะต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องของความสะอาด เพื่อสุขภาพอนามัยของคอก และป้องกันการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อนในสุนัขป่วย

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:32] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   การเกิดเดโมไดโคซิส

เมื่อลูกสุนัขได้รับเชื้อเดอโมเดคจากแม่ของมัน มันจะยังไม่แสดงอาการเนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันยังได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่สุนัขอยู่ ตำราต่างประเทศบอกว่าลูกสุนัขจะมีอาการของโรคผิวหนังจากเดโมเดคช่วง 4 เดือนไปแล้ว ฝรั่งเรียกว่า Puppy Mange

การเกิดอาการโรคผิวหนัง เนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของลูกสุนัขไม่สามารถควบคุมการเพิ่มของจำนวนเดโมเดคได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันหรืออิมมูนลูกสุนัขยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นแข็งแรงมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้นปกติสุนัขที่มีอาการของโรคเดโมเดคสามารถหายเองได้ (self heal of self cure) เมื่อลูกสุนัขเจริญวัยขึ้น มีภูมิคุ้มกันขึ้นจนสามารถควบคุมการเพิ่มของเดโมเดคในตัวของมันได้ เดอโมไดโคซิสที่พบในลูกสุนัขส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะที่ เช่น บริเวณรอบดวงตา หน้าอก หรือแข้งขา เป็นรอย ขนร่วง คล้ายๆ มีแมลงมาแทะ การหลุดร่วงเฉพาะที่ ฝรั่งจะเรียกว่า localized

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:35] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   การรักษาโรคเดโมเดคเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

เนื่องจากมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบที่สำคัญที่สุดระบบหนึ่งของร่างกายสุนัข คือ ระบบภูมิคุ้มกัน

การที่ปล่อยให้เดโมไดโคซิสในลูกสุนัขหายเอง และไม่ควรไปทรีตยาอะไรเนื่องจากเขาต้องการจะให้แน่ใจว่าลูกสุนัขตัวนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ปกติหรือไม่

เพราะถ้าลูกสุนัขเป็นลูกสุนัขปกติแล้ว เราไปทำการรักษา ไม่ปล่อยให้หายเอง เท่ากับไปยอมรับแล้วว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคและการใช้ยาก็จะมีผลต่อการทำงานของภูมิลูกสุนัขตัวนั้นต่อไป นั่นคือ แม้ว่าเราจะสามารถควบคุมจำนวนเดโมเดคในลูกสุนัขตัวนั้นด้วยยาได้

แต่ลูกสุนัขตัวนั้นคล้ายๆ กับว่าจะต้องพึ่งการรักษาไปตลอดชีวิตของมัน จึงมีโอกาสเป็นโรคเดอโมไดโคซิสได้อีก

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:41] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   การตรวจและวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อเดโมเดคด้วยวิธีการใช้ใบมีดขูดผิวหนังและนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์



ภาพเเสดงการตรวจเเละวินิฉัย

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:45] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   หรือทำการไบออฟซี่ ซึ่งเป็นการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อไปวิจัย (Skin scrapping and Biopsy) เนื่องจากเดโมเดคอยู่ลึกจนมีเลือดซึมออกมาก การบีบผิวหนังบริเวณที่มีอาการแล้วขูด จะเพิ่มโอกาสให้ขูดพบเชื้อได้ง่ายขึ้น



ภาพเเสดงการตรวจเเละวินิฉัย

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:46] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   สัตวแพทย์จะวินิจฉัยว่าสุนัขตัวนั้นเป็นเดอโมไดโคซิส เมื่อมี 2 ปัจจัยพร้อมกัน คือ หนึ่ง ตรวจพบเชื้อจำนวนมาก และสองมีอาการร่วมหรือวิการแสดงทางผิวหนัง



ภาพเเสดงการตรวจเเละวินิฉัย

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:47] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   การรักษา

ในสมัยก่อนคนโบราณใช้กำมะถัน น้ำมันก๊าด หรือน้ำหน่อไม้ดองมารักษาสุนัขที่เป็นขี้เรื้อน ตัวยาพื้นบ้านเหล่านี้รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากไรได้เท่านั้น ไม่ใช่เดโมเดค อาจจะรักษาได้ในกรณีของซาคอปเตสอยู่ชั้นผิวหนังที่ตืนกว่า

แต่ยาเหล่านี้ไม่อาจจะแทรกซึมหรือฆ่าเดโมเดคได้เลย ยาที่ต่างประเทศนิยมใช้คือ Mitaban (เป็น amitraz) ตัวหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง รักษาด้วยการจุ่มหรือแช่ยาสุนัขทั้งตัว (ยกเว้นส่วนหัว) หรือจะใช้ฟองน้ำชุบ

ซึ่งวิธีการเหล่านี้อยู่ประเภท Dipping ด้วยความเข้มข้นของตัวยาประมาณตั้งแต่ 2 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตขึ้นไป (ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะความเข้มข้นมีความสำคัญต่อการรักษา ถ้าเข้มข้นน้อยไปไรก็ไม่อาจตาย แต่ถ้ามากไปก็จะเป็นพิษต่อสุนัข)

ยานี้มีผลข้างเคียงในสุนัขบางตัว หรือต่อคน ทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ วิงเวียน อาเจียน ถ้าอาการข้างเคียงไม่หายเองใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์หรือสัตวแพทย์พร้อมนำฉลากยาไปด้วย


ทำการจุ่ม Amitraz จำนวน 6-8 ครั้งติดต่อกัน แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 อาทิตย์ และต้องทำติดต่อกันไป 6-8 ครั้ง ซึ่งการรักษาจะมีการสังเกตอาการภายนอกร่วมกับการขูดดูเชื้อผ่านกล้องจนกว่าจะไม่เจอวิการ ขูดไม่เจอเชื้อ สุดท้ายจึงหยุดทรีตยา

มีข้อแนะนำว่าก่อนทรีต Amitraz ผิวหนังของสุนัขต้องแห้งและสะอาด สัตวแพทย์บางคนแนะนำให้ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของยา Benzoylperoxide มีสรรพคุณเปิดรูขุมขนให้กว้างขึ้น เพื่อให้ยา Amitraz ซึมเข้าไปมากขึ้น หลังจากแช่ Amitraz นาน 10-15 นาทีดังกล่าว ก็นำสุนัขขึ้นจากบ่อยาโดยปล่อยให้ยาแห้งไปเอง โดยไม่ต้องล้างหรือเช็ดตัวยาออก

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:52] ( IP A:124.120.64.89 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ข้อความที่ได้กล่าวมานี้ ได้มาจากประสบการณ์เเละจากข้อมูลที่ผมได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวผมเอง

หากมีสิ่งใดผิดไปผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ สัตว์เลี้ยงของทุกท่านในยามเจ็บไข้ได้ป่วยเเละต่อตัวท่านเองนะครับ

ขอบคุณครับ

โดย: เเบงค์ น.ศ.สัตวเเพทย์ (bank ) [29 ม.ค. 51 21:54] ( IP A:124.120.64.89 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน