การรักษาโรคจากเห็บปลา
   ชั่วคราวนะครับ...


โรคจากเห็บปลา
สวัสดีครับเพื่อนๆชาวไทยครอสบรีดทุกท่าน ผมง่วงจังเลยครับ กี่โมงกี่ยามแล้วก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ต้องพิมพ์ -*- โตแล้วครับต้องรับผิดชอบอะ บ่นไปก็เท่านั้น ทำต่อดีกว่า ช่วงที่กำลังทำบทความอันนี้ ก็อยู่ในช่วงปีใหม่ของไทย หรือวันสงกรานต์พอดีเลยครับ ทุกท่านคงได้หยุดงานกัน ได้ไปเที่ยว พักผ่อนกันเต็มที่ยาวเต็มสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ก็อยากให้เที่ยวให้สนุก พักผ่อนกันให้เต็มที่นะครับ จะได้มีแรงกลับมาสู่โลกแห่งการทำงานกันต่อไป ที่สำคัญ อย่าประมาท และขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านครับ แต่สำหรับนักเลี้ยงปลาแล้ว ปัญหาใหญ่ของการไปเที่ยวแบบหยุดยาวลักษณะนี้ คือ ปลาที่เลี้ยงไว้นั่นเองครับ จะทำยังไงกับมันดีล่ะ เวลาเราไม่ได้อยู่ดูแลมันด้วยตัวเอง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับหลายๆท่านเลยครับ รวมทั้งตัวกระผมด้วย บางคนอาจฝากคนที่ไว้ใจให้ดูแลให้ได้ อันนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วล่ะครับ บางคนไว้ใจไม่ได้ ก็เสี่ยงกันหน่อย แต่บางคนนี่สิครับ ฝากใครไม่ได้เลย และจำเป็นต้องทิ้งปลาเอาไว้ให้เดียวดาย โดยไม่มีคนดูแลเกือบๆอาทิตย์ เราจะทำไงกันดีล่ะ ลองมาดูวิธีการตรงนี้กันสักเล็กน้อยนะครับ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องโรคปลาบทต่อไป
สำหรับปลาหมอครอสบรีดโดยทั่วไปแล้ว ลักษณะของกระเพาะอาหารที่ค่อนข้างเล็ก และลำไส้ค่อนข้างยาว ถือว่ายังอยู่ในกลุ่มปลากินพืช ไม่เชิงเป็นปลากินเนื้อหรือปลาล่าเหยื่อซะทีเดียวครับ ดังนั้น การกินอาหาร จะกินได้ค่อนข้างเยอะ และกินได้แทบจะตลอดเวลา กินไปขี้ไป คงนึกภาพออกนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ปลาพวกนี้สามารถกินเนื้อได้และยอมรับอาหารประเภทเนื้อเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกุ้ง และลูกปลาเล็กๆ แต่เพราะระบบย่อยที่ไม่เหมาะกับการกินเนื้อหรือล่าเหยื่อ เลยมักก่อให้เกิดปัญหาโรคตามมาบ่อยๆครับ ดังจะเห็นได้บ่อยๆเช่น ท้องบวม เสียการทรงตัว ติดเชื้อในช่องท้อง หรือปาก ฯลฯ ก็ต้องระวังตรงนี้ด้วยครับ ให้อาหารเม็ดสบายใจกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ห้ามให้อาหารประเภทของสดเสียทีเดียวนะครับ ให้ได้แต่ต้องระวัง และมั่นใจว่าเราสามารถรักษาคุณภาพน้ำได้ดี และรับมือกับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีครับ ไม่ปล่อยให้ปลาป่วยหนักจนพึ่งเอะใจคิดจะรักษา บางครั้งอาจสายเกินไป เมื่อเราได้ทราบถึงธรรมชาติของปลาพวกนี้แล้วเราก็มาลองดูวิธีการกันครับ
ขั้นแรก ควรมีการวางแผนก่อนการหนีเที่ยวครับ คือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าเราจะออกเดินทางวันไหนแน่นอน เพื่อที่จะได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนจะทิ้งปลาได้อย่างไม่ฉุกละหุก และฟิตปลาเอาไว้ให้แข็งแรงเต็มที่ ก่อนจะถูกทิ้งไปหลายวัน ปลานั้นจะสะสมพลังงานสำรองไว้ในรูปไขมัน และไกลโคเจน คล้ายๆกับมนุษย์เรานี่แหละครับ จากความรู้ดังกล่าว เราจึงนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ ก่อนออกเดินทางล่วงหน้าสัก 1 อาทิตย์ ให้เราทำการขุนปลาของเราเต็มที่ครับ ให้อาหารเต็มที่เลย ตัวไหนชอบกินอะไรเป็นพิเศษ ก็หามาให้เขากินซะให้อิ่ม ทั้งวัน ทุกๆมื้อ อย่าให้ได้ขาด และที่สำคัญคือ ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำและดูดตะกอนทุกวัน ครั้งละ 20 เปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อกำจัดของเสียที่จะเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ปลาอยากอาหารมากขึ้นเมื่อได้รับน้ำใหม่ในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าทำได้แบบนั้น ช่วงนี้ปลาจะมีความสมบูรณ์เต็มที่และเก็บพลังงานสำรองไว้ได้มากพอสมควรที่จะต่อสู้กับสภาวะขาดอาหารต่อไปในช่วงที่เราไม่อยู่ครับ
ขั้นที่สอง เมื่อมาถึงวันที่ต้องออกเดินทาง เราก็ทำการเปลี่ยนน้ำดูดตะกอนอีกสักหนหนึ่งครับ และที่สำคัญคือ ทำความสะอาดระบบกรองด้วย เอาให้แน่ใจว่า ระบบกรองของเราสามารถรองรับของเสียต่างๆได้เต็มที่ภายในเวลาที่เราหนีไปโดยไม่อุดตันเสียก่อน ใยแก้ว เปลี่ยนใหม่ไปเลยก็ดีครับ ง่ายกว่า ชัวร์กว่า หลังจากนั้น ก็มาเชค ข้อต่อสายลม สายไฟ ปลั๊กไฟ แผ่นกั้นตู้ ปัมพ์ลม พาวเวอร์เฮด และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ในสภาพที่แน่ใจที่สุดว่า มันจะอยู่ในสภาพที่ทำงานได้แบบนี้ต่อไปจนกว่าเราจะกลับมา และที่สำคัญนะครับ ถ้าปลาสุดรักของเรา มีค่าสำหรับเรามากๆ ควรลงทุนซื้อ ปัมพ์ลมสำรองไฟอัตโนมัติ ไว้สักตัวเลยครับ เผื่อไฟดับตอนเราไม่อยู่ ปลาเราจะได้ไม่เป็นอะไรไป เครื่องละ 2 พันกว่าบาท 4 ท่อครับ หาซื้อได้ใน ซันเดย์นั่นแหละครับ
ขั้นตอนสุดท้าย คือการทิ้งอาหารเอาไว้ในตู้ครับ การทิ้งอาหารเอาไว้ในตู้นั้น จำเป็นพอสมควรครับ เพื่อที่ปลาเราจะได้อดอาหารน้อยๆหน่อย ไม่โทรมมากเมื่อเรากลับมา การทิ้งอาหารเอาไว้ในตู้นั้น ควรเป็นอาหารมีชีวิตครับ เพราะมันจะคงความสดไม่เน่าสลายได้นาน ผมแนะนำเป็นกุ้งฝอยตัวเล็กๆที่แข็งแรงๆ หรือไม่ก็ ปลามอลลี่ตัวเล็กๆ อาหารสดพวกนี้ ค่อนข้างปลอดภัยต่อปลา ในแง่ของการรักษาคุณภาพน้ำ และไม่รบกวนปลาของเราครับ ไม่แนะนำกุ้งฝอยตัวโตๆ ปลานิล เพราะอาจไปตอดครีบ และเกล็ดปลาเราได้ถ้ามันหิว ไม่แนะนำปลากัดเหยื่อ เพราะตายง่ายมากในสภาพแบบนี้ ไม่แนะนำปลาทองและปลาไนเหยื่อ เพราะของเสียค่อนข้างมาก มีผลต่อคุณภาพน้ำ ถ้าปลาเรายังมีขนาดเล็กอยู่ อาหารที่เหมาะสมจะทิ้งไว้ที่สุดก็คือ ไส้เดือนน้ำครับ การทิ้งอาหารไว้ในตู้นั้น ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องถือคติว่า ปลาอด ดีกว่า ปลาตาย ดังนั้น เราไม่ควรทิ้งไว้มากเกินไปครับ อย่าลืมว่า ยิ่งทิ้งไว้มาก น้ำก็ยิ่งเสียเร็ว เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิต มีการใช้ออกซิเจนในการหายใจ มีการขับถ่ายของเสียออกมาแทบจะตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อปลาเราโดยตรง และที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ้าเริ่มมีการตายของอาหารสดเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้น้ำเน่าเสีย และตัวอื่นๆตายไปด้วย ยิ่งใส่มากก็ยิ่งตายมากและยิ่งเน่ามาก แป๊ปเดียวเท่านั้นแหละครับ ตายหมดตู้ ดังนั้น ใส่แค่เพียงเล็กน้อยก็พอครับ กะแค่ว่า พอให้มันกินหมดภายใน 2-3 วันก็พอ ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดปลา ขนาดตู้ และระบบกรองด้วยนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ใส่ไปเผื่อสำหรับ 1 อาทิตย์ หรือใส่ไปเผื่อเต็มเวลาเลย อันนี้ก็ไม่ไหวครับ เสี่ยงไป ลองคิดดูครับ ปลามีอาหารกินต่อไปอีก 2-3 วันอย่างเต็มที่ มีพลังงานสะสมในร่างกายเต็มที่ อดอาหารต่อไปอีกสัก 4 วัน ก็ครบ 1 สัปดาห์แล้ว ปลาก็ยังแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เหมือนเดิม อาจหิวจัดบ้าง แต่ก็ยังโอเค ก็ยังดีกว่า พอกลับมาถึงบ้าน แลเห็นน้ำเน่าปลาตายเรียบ เราจะเลือกอันไหน เราก็ย่อมเลือกอย่างแรกถูกไหมครับ ซึ่งจริงๆ อาจอดได้เป็นสิบวันด้วยซ้ำไปครับ หวังว่า เกร็ดเล็กๆเหล่านี้คงมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบ้างนะครับ ถึงแม้ว่า หนังสือเล่มนี้จะออกวางจำหน่ายหลังสงกรานต์ แต่ก็ไว้สงกรานต์หน้า ค่อยทำตามก็ยังไม่สายครับ อ้อ เทศกาลวันหยุดยาวอื่นๆก็ใช้ได้ครับ ไม่ใช่แต่เฉพาะสงกรานต์
ต่อไปเราก็มาเข้าเรื่องกันเลยครับ คราวที่แล้ว เราพูดกันถึงปรสิตตัวหนึ่ง ก็คือ หนอนสมอที่ทุกคนรู้จักกันดี มาคราวนี้ก็ยังหนีไม่พ้นปรสิตภายนอกอีกเช่นเคยครับ เรียกได้ว่าหาใช้หากินกันได้เรื่อยๆ เรามารู้จัก เห็บปลา กันครับ หลายๆท่านก็คงรู้จักกันดี และคงเคยเห็นกันบ้างแล้วในการเลี้ยงปลาสวยงามทั่วไป
เห็บปลา (Fish louse or Fish Lice) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Argulus sp. สิ่งมีชีวิตในสกุลนี้เท่าที่ได้มีการค้นพบ มีประมาณ 150 species ครับ มีการจัดลำดับทางอนุกรมวิธานดังนี้

Phylum Arthropoda
Subphylum Crustacea
Class Maxillopoda
Subclass Branchiura
Order Arguloida
Family Argulidae
Genus Argulus

ชนิดที่รู้จักกันดีและคุ้นเคยก็เช่น Argulus foliaceus , Argulus japonicus และ Argulus coregoni จะเห็นได้ว่า เห็บปลานั้น จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับแมลง กุ้ง ปู ต่างๆครับ มีขนาดความยาวตั้งแต่ 6 -22 มิลลิเมตร เห็บปลาเป็นปริสิตภายนอก ซึ่งจะเกาะบริเวณต่างๆภายนอกตัวปลาเช่น ตามครีบ ลำตัว ส่วนหัว ทุกๆส่วนที่มันพอจะมีพื้นที่เกาะได้ครับ โดยจะเกาะดูดเลือดและย่อยสลายผิวหนังปลาบริเวณนั้นกินเป็นอาหาร นอกจากนั้น ตัวแก่ของเห็บปลายังสามารถเป็นพาหะของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้หลายชนิดด้วยครับ

ภาพแสดงลักษณะภายนอกของเห็บปลา
ลักษณะทั่วไปของเห็บปลาคือ ส่วนปากของเห็บปลามีขนาดเล็ก มีลักษณะเด่นที่คือ ระยางค์ของขากรรไกรคู่ที่สอง จะพัฒนาเป็น ตัวดูด (suction cup) 2 อัน ใช้สำหรับดูดเกาะติดตัวปลา ส่วนบริเวณเหนือปากจะมีเงี่ยงแหลมซึ่งใช้สำหรับเจาะเข้าไปในตัวปลาอีกด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีดวงตาขนาดใหญ่ (compound eye) ซึ่งเป็นดวงตาลักษณะเดียวกับพวกแมลง อยู่ 1 คู่ บริเวณส่วนหัวอีกด้วย



ภาพแสดงถึง suction cup สองอันขนาดใหญ่บริเวณส่วนหัวด้านล่างของเห็บปลา



ภาพแสดง compound eye สองดวงบริเวณส่วนหัว

วงจรชีวิตของเห็บปลานั้น การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นบนตัวของ Host ขณะที่ตัวเมียเกาะอยู่บนตัวปลา ตัวผู้จะเข้าเกาะตัวเมียเพื่อฉีดน้ำเชื้อผสมพันธุ์ ตัวเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วจะทิ้ง Host แล้ววางไข่เป็นร้อยๆ ฟองบน พืชน้ำหรือวัสดุอื่นๆในน้ำ ไข่จะถูกห่อหุ้มด้วยเมือกเหนียวลักษณะเป็นก้อนๆ ไข่จะฟักเป็นตัวในเวลาประมาณ 15-55 วัน โดยจะมีการพัฒนาเข้าสู่ระยะ nauplius ตั้งแต่อยู่ในไข่ แรกเกิดจะมีขนาดประมาณ 0.75 มิลลิเมตร และลอกคราบหลายครั้งจนเข้าสู่ระยะโตเต็มวัย วงจรชีวิตของเห็บปลากินเวลาประมาณ 40-100 ตัวเต็มวัยจะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัย Host ได้สูงสุด15วันโดยประมาณวัน ระยะเวลาต่างๆขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำครับ ยิ่งอุณหภูมิสูง วงจรชีวิตในช่วงต่างๆก็จะยิ่งสั้นลงตามไปด้วย หมายถึง อายุสั้นลงด้วยนั่นเองครับ
สาเหตุ
เกิดจากปรสิตดังกล่าว เข้าเกาะตัวปลาและทำลายเนื้อเยื่อต่างๆบริเวณนั้น นอกจากตัวของเห็บปลาเองจะเป็นพาหะของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสแล้ว ยังทำให้เกิดบาดแผล ง่ายต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราแทรกซ้อนจากสภาพแวดล้อมรอบๆตัวปลาได้โดยง่ายครับ โดยเห็บปลา จะแทงเงี่ยงบริเวณส่วนหน้าของปาก เข้าไปในเนื้อเยื่อปลาที่มันเกาะอยู่ และฉีดเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายเข้าไปในร่างกายปลาบริเวณนั้น จากนั้นมันก็จะดูดกินเนื้อเยื้อที่ถูกย่อยเป็นของเหลวแล้ว โดยใช้งวงซึ่งมีลักษณะคล้ายปากในการดูดกิน และก่อให้เกิดบาดแผลขึ้นครับ เห็บปลาจะพบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งจะติดมากับน้ำ อาหารสดและจากปลาตัวอื่นๆ โดยเฉพาะปลาจากบ่อดินที่ไม่ได้กักโรคไว้นานพอ
อาการของโรค
เราสามารถมองเห็นเห็บปลาได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะคล้ายจานคว่ำ มีสีเขียวอ่อน ไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อน บริเวณที่ถูกเห็บปลาเกาะ เราอาจพบอาการติดเชื้อ เช่นอาการบวมแดง ช้ำ เป็นจ้ำๆเลือด ปลาที่ป่วยจะมีอาการว่ายน้ำผิดปกติ มีอาการคัน ชอบเอาตัวถูกับวัสดุต่างๆ หนักๆเข้าจะมีอาการเซื่องซึม ไม่กินอาหาร ผอม และตายในที่สุดครับ

ภาพแสดง การเกาะบนตัว Host ของเห็บปลา
การป้องกัน
เนื่องจากเห็บปลา มักติดมากับอาหารสด และปลาใหม่โดยเฉพาะปลาจากบ่อดิน ดังนั้น การให้อาหารสดกับปลา ควรทำการแช่ด้วยด่างทับทิมเข้มข้น 60 pmm (มิลลิกรัมต่อลิตร) นานประมาณ 30 นาที ต่อจากนั้นนำมาล้างน้ำสะอาดหลายๆครั้ง ก่อนให้ปลากิน จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงลงได้เยอะพอสมควรครับ ปลาใหม่ที่พึ่งได้มาจากบ่อดิน ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่งครับ ส่วนใหญ่มีเห็บปลาติดมาแน่นอนไม่มากก็น้อย ดังนั้น ยังไม่ควรเอาปลาตัวดังกล่าวลงในตู้รวม หรือตู้เลี้ยงจริง ควรมีการกักโรคในตู้แยกต่างหากเพื่อดูอาการก่อนสักประมาณ 4-5 วันครับ ถ้ามีความจำเป็นต้องปล่อยปลาทันที เช่นไม่มีตู้พยาบาล หรือ มีความจำเป็นในแง่อื่นๆ แต่เราไม่แน่ใจถึงแหล่งที่มา และสภาพปลา ก็ควรแช่ คอปเปอร์ซัลเฟต 60 ppm นาน 1 ชั่วโมง ให้อากาศเต็มที่ แล้วค่อยปล่อยลงที่เลี้ยงครับ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง และถ้าพบปลาเป็นโรคในตู้ ก็ให้แยกปลาดังกล่าวออกทันทีครับ ป้องกันการขยายพันธุ์ของเห็บปลา
การรักษา
ในกรณีที่เลี้ยงปลาจำนวนน้อย ในตู้ เราจะใช้วิธีจับเห็บปลาออกจากตัวปลาของเราโดยตรงครับ เนื่องจากเห็บปลามีขนาดใหญ่ มองเห็นด้วยตาเปล่าชัดเจน วิธีการก็คือ เตรียมผ้าขนหนูชุบน้ำชุ่มๆ ห่อตัวปลาเอาไว้หลวมๆ อย่าเช็ดเมือกปลาออกนะครับ แล้ว หยดน้ำเกลือเข้มข้น 3-4 หยดลงบนตัวเห็บ การทำเช่นนี้จะทำให้เราดึงเห็บออกได้ง่ายขึ้นครับ เสร็จแล้วใช้ปากคีบ ค่อยๆคีบเห็บปลาออก ทำด้วยความระมัดระวังครับ เสร็จแล้วป้ายแผลด้วย อคริฟลาวิน หรือ โพวิโดนไอโอดีน หาซื้อได้ตามร้านขายยาคนทั่วไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ก่อนหน้านั้นก็ทำการเปลี่ยนน้ำในตู้เดิมให้ได้มากที่สุด ยิ่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ยิ่งดีครับ ล้างทำความสะอาดกรองและวัสดุต่างๆในตู้ด้วย เสร็จแล้วก็ปล่อยปลาคืนตู้ได้ครับ การติดฮีตเตอร์ก็ช่วยได้เช่นกัน อาจตั้งไว้ที่ประมาณ 29-30 องศาเซลเซียสครับ จะทำให้วงจรชีวิตของเห็บปลาสั้นลง การใส่เกลือในน้ำ 0.1 เปอร์เซนต์ก็จะช่วยทำให้ตัวอ่อนของเห็บปลาอ่อนแอลง และเกาะติดตัวปลาได้ยากขึ้นด้วยครับ เปลี่ยนน้ำ ทุกๆ 3 วัน 30 เปอร์เซ็นต์ จนแน่ใจว่าปลาเราหายดีครับ
สำหรับการใช้ยาและสารเคมีในการรักษานั้น ที่ได้ผลที่สุดก็คือสารเคมีฆ่าแมลงในกลุ่ม Organophosphate (OPs) ดังที่เคยกล่าวไว้ในเล่มที่แล้ว ในเรื่องหนอนสมอครับ สรุปคร่าวๆก็คือ

1.Trichlorfon หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ดิพเทอเร็กซ์ (Dipterex) Trichlorfon มี Generic Name คือ dimethyl-(2,2,2-trichloro-1-hydroxyethyl) phosphonate และมีชื่อเรียกทางการค้าต่างๆมากมายเช่น Trichlorphon, Trichlorofon, Chlorphos, Bay 13/59, Anthon, Bovinox, Briten, Cekufon, Ciclosom, Crinex, Danex, Dipterex, Dylox, Equinoaid, Neguvon, Proxol, Trinex, Tuzon, และ Leivasom



รูปแสดงโครงสร้างทางเคมีของ Trichlorfon

2. Diflubenzuron หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ดิมิลีน (dimilin)

Diflubenzuron มี Generic Name คือ N-[[(4-chlorophenyl)amino>carbonyl>-2,6-difluorobenzamide และมีชื่อทางการค้าว่า Dimilin และ Vigilante


รูปแสดงโครงสร้างทางเคมีของ ดิมิลีน

3.มาโซเตน (Masoten)
มีชื่อ Generic Name คือ 2,2,2-trichloro-1-dimethoxyphosphoryl-ethanol


รูปแสดงโครงสร้างทางเคมีของ Masoten

. เราจะใช้อัตราส่วนในการแช่ปลา อยู่ระหว่าง 0.25 ppm ที่ pH ของน้ำ ระหว่าง 7-7.5 และมากกว่า 0.5 ppm ที่ pH ของน้ำระหว่าง 7.5-8.0 แช่ตลอด โดยเปลี่ยนน้ำทุกๆ 2 วัน 50 เปอร์เซ็นต์ และใส่ยาซ้ำ 50 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ที่ pH สูงกว่านั้น สารเคมีกลุ่มดังกล่าวจะสลายตัวได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำทะเลครับที่จะมี pH สูงกว่านั้นมากๆ อุณหภูมิน้ำที่สูง และแสดงแดด ก็ทำให้สารเคมีกลุ่มนี้สลายตัวได้เร็วเช่นกันครับ ระหว่างแช่ยาและทำการรักษา ให้อากาศเต็มที่ครับ การแช่ยา เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาปริมาณมากๆ ซึ่งไม่สามารถนำขึ้นมาจับเห็บออกได้เป็นรายตัว
สารเคมีอื่นๆที่ได้ผลรองลงมา ก็ได้แก่ ด่างทับทิม 100 ppm แช่ระยะสั้น นาน 30 นาที หรือ ฟอร์มาลีน 60-80 ppm แช่นาน 20 นาที หรือคอปเปอร์ซัลเฟต 0.2 ppm แช่ตลอด แต่ต้องดูฉลากข้างขวดเป็นหลักนะครับ ถ้าซื้อแบบสำเร็จรูปมาใช้
นอกจากนั้น เรายังพบว่า มีสารเคมีอีกตัวหนึ่งซื้อใช้ได้ผลดีในการรักษาเห็บปลา สารเคมีดังกล่าวมีชื่อว่า Eemamectin Benzoate ครับ เรามาทำความรู้จักกันแบบคร่าวๆสักหน่อยครับ Eemamectin Benzoate มีชื่อพ้องว่า Epimethylamino-4''-deoxyavermectin b1a and b1b benzoates; MK-0244; MK-244; (4″R)-4″-deoxy-4″-(methylamino)avermectin B1 benzoate
มีสูตรเคมีว่า : C49H75NO13 (emamectin B1a) + C48H73NO13(emamectin B1b)

รูปแสดงโครงสร้างทางเคมีของ C49H75NO13 (emamectin B1a)


รูปแสดงโครงสร้างทางเคมีของ C48H73NO13(emamectin B1b)
Eemamectin Benzoate เป็นสารเคมีในกลุ่มยาฆ่าแมลง (insecticide) มีลักษณะเป็นผลึกผงสีขาว หรือสีเหลืองอ่อนๆ มีครึ่งชีวิต (Half-life) ในธรรมชาติประมาณ 8-15 เดือน สามารถเร่งการสลายตัวได้ด้วยแสง ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มแมลง โดยจะทำลายสารส่งกระแสประสาท (neurotransmitter) เช่น -aminobutyric acid (GABA) ส่งผลให้เห็บปลาหยุดการเจริญเติบโต หยุดกินอาหาร และสืบพันธุ์ อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายในเวลาไม่กี่วันครับ ยาตัวนี้ เรียกได้ว่าเป็นสารปฏิชีวนะกึ่งสังเคราะห์สำหรับฆ่าแมลง ซึ่งต่างจากยาฆ่าแมลงทั่วๆไป โดยสามารถใช้ยาดังกล่าว ผสมในอาหารปลาแล้วให้ปลากินเพื่อต้านทานปรสิตภายนอกอย่างได้ผล บางคนคงเคยเห็นอาหารต้านปรสิตดังกล่าวหลายยี่ห้อวางขายในท้องตลาดบ้างนะครับ ส่วนใหญ่มีราคาแพงครับ ร่างกายจะสามารถย่อยสลายสารดังกล่าวได้ภายในเวลา 34-51 ชั่วโมงภายหลังได้รับเข้าไป อัตราส่วนในการใช้ อยู่ที่ประมาณ 40-60 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ต่อวัน จะช่วยกำจัดเห็บปลาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผมคิดว่าเราควรใช้อาหารที่ผสมตัวยามาสำเร็จรูปจะปลอดภัย และได้ผลดีกว่าครับ เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ดีกว่านั่นเอง
จะเห็นได้ว่ามีตัวยาและวิธีการรักษาค่อนข้างมากมายที่ได้รวบรวมไว้ การจะตัดสินใจใช้วิธีไหนอย่างไร ร่วมกับอะไร ต้องขึ้นกับความเหมาะสม ในสถานการณ์ต่างๆนะครับ ไม่ใช่ใส่ไปหมดทุกอย่าง หรือทำทุกวิธีโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล การตัดสินใจจะทำอะไร ต้องมีการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งผมก็ได้รวบรวมไว้พอสมควรแล้ว ประกอบกับเหตุการณ์สถานการณ์ที่เราพบอยู่ในตอนนี้ และทำการตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร สำหรับบทความนี้ ก็ขอจบลงตรงนี้นะครับ สรุปบทความนี้เขียนคืนเดียวไม่จบครับ ง่วง อย่างไรก็ตาม ขอให้ปลอดภัยในการเดินทางในเทศกาลสงกรานต์กันทุกท่านครับ มีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไร เข้ามาหากันได้ที่ https://www.genepoolaquarium.com/ เช่นเคยครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

โดย: RoF [10 พ.ค. 49 10:47] ( IP A:58.9.144.165 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เยี่ยมมากเลยครับ

โดย: กอล์ฟ [12 ส.ค. 50 18:59] ( IP A:125.25.250.236 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน