รู้จักกับโรค HOD ......ในลูกหมา
   

โดย: ป้าวิ [24 ก.ย. 49 18:23] ( IP A:203.172.116.207 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   
Hypertrophic Osteodystrophy ( HDO ) คืออะไร


ลูกหมาเล็กๆ อายุประมาณ 2 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ ผู้เพาะพันธุ์ สามารถขายได้ง่าย เพราะความน่ารักน่าเอ็นดู ซุกซน ขี้เล่น คนซื้อ มักไม่ค่อยได้สังเกตุอาการผิดปกติอื่นๆ พอนำมาเลี้ยงสักพัก อาการที่ไม่ทันสังเกตุเห็นตอนซื้อ เช่น ข้อขาหน้ายาวมาก หรือบิด , ขาหลังที่บิดเข้าหรือออก( cowhocked) อย่างผิดปกติ ฯลฯ ก็ดูเหมือนจะเป็นมากขึ้น แต่มักจะถูกมองข้าม เพราะใครๆก็บอกว่า ลูกหมาที่มีมุมขามาก ตอนยังเล็กๆ ก็จะเดินขาลากๆ แกว่งๆ แบบนี้แหละ เดี๋ยวโตขึ้นก็หายเอง

แต่ .... ต่อมา ลูกหมาก็เริ่มออกอาการป่วย ไม่อยากเคลื่อนไหว มีไข้ และ บางครั้งท้องเสีย ก็มักได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และการถ่ายพยาธิ (แม้จะไม่พบตัว หรือไข่พยาธิในอึหมาเลย) หลังจากนั้น ลูกหมาเริ่มขาหลังอ่อนแรง เดินไม่ค่อยไหว และ ต่อมา ข้อขาหน้า( pastern) เริ่มอ่อนลง(slanted) , บิดออก และมีอาการบวมที่ข้อขาหน้า ( carpal – foreleg joints) ร่วมด้วย

จากนั้น เมื่อเจ้าของพาไปหาหมอ มีการรักษา เพื่อบรรเทาอาการด้วยยาประเภทต่างๆ รวมไปถึง การเสริมด้วย Vitamin D , calcium gluconate และ Vitamin C บางครั้ง การรักษาก็ดูเหมือนจะได้ผลดี แต่แล้ว อาการกลับแย่ลงไปอีกก็มี

เจ้าของต้อง ทนทุกข์กับความวิตก กังวล , ความเวทนาสงสาร ในความเจ็บปวดของลูกหมา , ความลำบากยากเข็ญ ในการดูแลรักษา เพื่อคงสภาพร่างกายลูกหมาไม่ให้ทรุดหนักลงกว่าเดิม และ ต้องคอยระวังดูแล บรรเทาภาวะไข้สูง และความเจ็บปวด , เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ หรืออาจจะหลายเดือน กว่าลูกหมาจะผ่านพ้นสภาวะอันทุกข์ทรมาน

แต่ แม้เมื่อผ่านพ้นสภาวะนั้นมาแล้ว ....... พัฒนาการทางร่างกาย ของลูกหมา ก็ไม่สมบูรณ์ เป็นปกติเฉกเช่น เพื่อนร่วมสายพันธุ์ของมัน รวมทั้ง อาการขาบิด ที่กล่าวกันว่า จะหายไปได้สักวันเมื่อโตขึ้น ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ต่อไป ถึงแม้ว่า ลูกหมาตัวนั้น จะหายจากอาการป่วยดังกล่าว และมีสุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้วก็ตาม


อาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างบนนี้ เป็นอาการของ โรค ที่เรียกกันว่า Hypertrophic Osteodystrophy หรือ HOD , โดยรากศัพท์ คำว่า Hyper หมายถึง --- เกินไป , ส่วนคำว่า – trophy หรือ trophic ที่ต่อท้ายคำไหน ก็จะหมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับ โภชนาการ , การบำรุงเลี้ยง , การเสริมสร้าง (nutrition & nourishment) , คำว่า Os -- หมายถึง กระดูก , คำว่า dys — นำหน้าคำไหน จะให้ความหมายในทางไม่ดี วิกลวิการ ผิด เลว ฯลฯ ดังนั้น แปลโดยรวม โรคนี้น่าจะชื่อเป็นไทย ว่า ความผิดปกติของการสร้างกระดูก (จากโภชนาการที่ไม่เหมาะสม?) และเนื่องจากว่า ความผิดปกตินี้ มักเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณส่วนกว้างของปลาย(หัว)กระดูกท่อนยาว (metaphysis) บางคนจึงเรียกชื่อโรคนี้ว่า Metaphyseal Osteophathy , นอกจากนี้ ยังมีคนเรียกว่า Osteodystrophy I และ II ฯลฯ หรือ วิเคราะห์ว่าเป็นอาการของโรค ขาดวิตามินซี ก็มีบ้างเหมือนกัน ซึ่ง บางครั้ง เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิด จากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

โดย: ป้าวิ [24 ก.ย. 49 18:34] ( IP A:203.172.116.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   
พันธุ์ , เพศ , และ อายุ สำหรับกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค

ครั้งหนึ่ง เคยเข้าใจกันว่า โรคนี้เกิดเฉพาะกับหมาพันธุยักษ์เท่านั้น แต่ความจริง หมาขนาดกลาง ก็พบว่าเป็นโรคนี้ได้ เช่นเดียวกัน เช่น ไอริช เซทเตอร์ , ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ , โดเบอร์แมนพินเชอร์ , ไวมาราเนอร์ , พ้อยเตอร์ , เยอรมันเชพเพอด , คอลลี่ , บ๊อกเซ่ออร์ , บาสเซทฮาวนด์ , เกรทเดน และ บอร์ซอย

โรคนี้มักเริ่มเกิดขึ้น ระหว่างช่วงอายุ ที่ลูกหมากำลังมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะต้นๆ จากองค์ประกอบเดียวกับ โรคข้อตะโพกวิการ ( Hip Dysplasia) หรือ Panosteitis แต่ไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของลูกหมาแต่อย่างใด

จากผลการวิจัย ในปี 1975 ลูกหมาที่พบว่าเป็นโรคนี้ มีอายุระหว่าง 3 – 8 เดือน ต่อมาในปี 1990 บางตำรา ก็บอกว่า 2 - 8 เดือน ในประเทศออสเตรเลีย เคยพบลูกหมา อายุ 8 สัปดาห์ ที่มีอาการมาก่อนแล้วถึง 2 สัปดาห์ ก่อนมาพบสัตวแพทย์

ในประเทศ นอร์เวย์ มีการเก็บข้อมูล ลูกหมาที่เป็นโรคนี้ จำนวน 26 ตัว ครึ่งหนึ่งของลูกหมากลุ่มนี้ แสดงอาการเมื่ออายุระหว่าง 13 - 15 สัปดาห์ และส่วนที่เหลือ แสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 15 – 24 สัปดาห์ น่าสังเกตุว่า อายุของลูกหมากลุ่มแรก อยู่ในช่วงที่ลูกหมาทั่วๆไปจะ ได้รับการฉีดวัคซีน โรคหัด , โรคตับอักเสบ( Distemper , Hepatitis ) และอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้เชื่อกันมาก ว่า อาการของโรคที่เกิดขึ้น อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นขึ้นมาในช่วงนั้น

พบว่า ลูกหมาตัวผู้ เป็นโรคนี้ (หรือตรวจพบ หรือแสดงอาการ) มากกว่า ลูกหมาตัวเมียถึงสองเท่า หรืออาจพูดได้ว่า ลูกหมาตัวเมีย สามารถทนต่อความกดดันจากความเจ็บปาดทุกข์ทรมานของโรคนี้ได้ดีกว่าลูกหมาตัวผู้


โดย: ป้าวิ [24 ก.ย. 49 18:46] ( IP A:203.172.116.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   
อาการเบื้องต้นที่ตรวจพบโดยตรง

อาการโดยทั่วไป จะคล้ายกับอาการของโรคอื่นๆหลายๆโรคที่อาจทำให้เข้าใจไขว้เขวได้ง่ายๆ ดังนั้น จึงควรต้องมีการยืนยันด้วยการเอ็กซเรย์ด้วย และอาการดังกล่าว อาจจะเกิดซ้ำอีก หลายครั้ง(เป็นๆหายๆ) ซึ่งจะคล้ายกันกับอาการของโรค Panostietis ซึ่ง เป็นความผิดปกติในการสร้างกระดูกเช่นเดียวกัน แต่เกิดบริเวณท่อนกระดูกยาว เช่น กระดูกขา ไม่ได้เป็นที่หัวกระดูกเหมือน HOD

ในบางราย อาจพบว่า มีอาการรุนแรง จนลูกหมามีความเจ็บปวดทรมานมากจน เจ้าของถึงขั้นที่ต้องให้ Put to sleep เพื่อให้ลูกหมาพ้นจากความทรมาน และลูกหมาที่หายจากโรคนี้แล้ว เมื่อเอ็กซเรย์ดู จะพบว่า โครงสร้าง กระดูกที่ผิดรูปไปแล้วจะยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่สามารถกลับเป็นปกติได้อีก

ลูกหมาที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการ ตาแฉะ หรือมีน้ำตาไหล , กระดูกขาหน้า(จากศอกลงมา)โค้งงอ , เท้าหน้าแบะออกด้านข้าง ลูกหมาจะเจ็บปวด ไม่อยากเดิน , เดินกระเผลก , บางรายเจ็บปวดมาก จนไม่อยากกินอาหาร , มีการอักเสบ ปวด บวม ตามข้อ โดยเฉพาะหัวกระดูกท่อนยาวทั้งหลาย แม้ว่าส่วนใหญ่ มักพบว่า มีอาการปรากฏเด่นชัด ในบริเวณส่วนปลายกระดูกต่างๆของขาหน้าลงไปถึงข้อขาหน้าท่อนล่าง( pastern) แต่ก็มีบางราย ที่พบในบริเวณปลายกระดูกขาหลัง( dismal tibia) ช่วง Hock ด้วยเหมือนกัน

มักพบว่า ลูกหมาอาจจะมีอาการคล้ายท้องเสีย ประมาณ 2-3 วัน หรืออาจจะกว่านั้น ก่อนที่จะ แสดงอาการของโรค (การสร้างกระดูกที่ผิดปกติ) จนถึงขั้นปวดกระดูก ส่วน ภาวะเป็นไข้จะเริ่มปรากฏ เมื่อลูกหมาเริ่มแสดงอาการเจ็บปวดมากขึ้น และไข้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ลูกหมาถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการบรรเทาอาการ

ลูกหมาจะรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุด บริเวณช่วงล่างของกระดูกขาโดยเฉพาะตรงข้อต่อที่ปลายกระดูกท่อนยาว ทั้งขาหน้าส่วนล่าง ( pastern) และขาหลังส่วนล่าง ( Hock ) ลักษณะที่ชัดเจนของลูกหมาที่ป่วยเป็นโรค HOD นี้ คือ ขาหน้าส่วนล่าง( pastern )ที่อ่อนมาก จนดูผิดปกติ
บางราย ลูกหมาจะยืน หรือ เดิน โดยใช้ส่วน pastern ทั้งท่อน แทนที่จะใช้เฉพาะส่วนอุ้งเท้า อาการแบบนี้เรียกว่า Carpal subluxation (กระดูกข้อเท้าเคลื่อน /หลุดจากที่) ส่วน pastern จะอ่อนมากจนวางราบไปกับพื้น ซึ่งลูกหมาที่มีบรรพบุรุษมีแนวโน้ม ที่เป็น Carpal subluxation หรือในสายพันธุ์มีหมาที่มีลักษณะ ข้อขาหน้าอ่อน แฝงอยู่ ยิ่งได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารประเภท อุดมด้วยพลังงาน และโปรตีนสูงๆ อาการจะยิ่งหนักมากขึ้นอย่างชัดเจน





โดย: ป้าวิ [24 ก.ย. 49 18:54] ( IP A:203.172.116.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ป้าวิ..อย่าลืมเรื่องการรักษา / หรือการให้ยาด้วยนะคะ
โดย: แม่bobby [24 ก.ย. 49 20:25] ( IP A:58.9.96.26 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    ไม่ลืมค่ะ แต่ต้องขอเวลาไปทำอย่างอื่นด้วยค่ะ กว่าจะได้มาแค่นี้ ต้องเสียเวลาเปิดดิกฯมากจริงๆ และต้องเปลี่ยนแว่นทุกครั้งด้วย เพราะเวลาพิมพ์ลงคอมใช้แว่นอีกอัน ยังเหลืออีกเยอะหลายหัวข้อค่ะ

เรื่องการรักษา หรือให้ยา ป้าวิว่า ตอนนี้ทำตามที่หมอแนะนำไปก่อนดีกว่านะคะ เพราะ Bobby ก็ดูเหมือนเขาจะตอบสนองต่อการรักษาดีอยู่แล้ว เจ้าของ จะได้ไม่สับสน และเครียดว่า จะทำยังไง แบบไหนดีกว่ากัน พยายามยึดแนวทางการรักษาแบบใดแบบหนึ่งไปเลย แล้วสังเกตุการตอบสนองของหมา ถ้าเขารับได้ดี ก็ยึดแนวนั้นต่อไปเถอะค่ะ

อ้อ...อยากให้หยุดให้ยาที่เอาไปจากป้าวิด้วยค่ะ เพราะอาจจะไปรบกวนกระบวนการรักษาปัจจุบัน ว่าจะบอกหลายครั้งแล้ว...ลืมทุกที
โดย: ป้าวิ [24 ก.ย. 49 22:52] ( IP A:203.172.116.195 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   นั่นแล่ว..ผมคิดอยู่เชียวครับ..บรองโก้เป็นพวกกระดูกมีปัญหา..แต่ดีที่เป็นอยู่เล็กน้อยครับ..ตอนนี้ลดโปรตีนลงบ้าง...ไม่เน้นให้อ้วนแล้วครับ..ก็กำลังใช้ยืนน้ำอุ่นสลับเย็นในกาละมังวัน-เว้น-วันครับประยุกต์เอาเองตามหลักการของกายภาพบำบัดครับ..ตอนนี้เค้าไม่ปวดข้อแล้วและดูกระชับขึ้น.....(บรองโก้...คัมแบ็คครับ)
โดย: ivy [25 ก.ย. 49 12:22] ( IP A:61.7.138.34 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   
อาการบ่งชี้ โดยการตรวจเลือด และเนื้อเยื่อ ในห้องปฏิบัติการ

พบว่า จำนวน เซลเม็ดเลือดขาว สูงมากกว่าปกติ ซึ่งบ่งบอกว่า มีการติดเชื้อ ไวรัส หรือแบคทีเรีย , ในโรค HOD พบว่ามี เซลเม็ดเลือดขาวในกระดูกสูงมาก เช่นเดียวกับในเลือด อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจเลือดของผู้ป่วย HOD ไม่สามารถบ่งบอก สาเหตุของโรคนี้ได้เลย แม้จะ ตรวจพบ เซลน้ำเหลือง และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ สูงมากผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่แสดงอาการชัดเจน แต่ก็เป็นเพียงสิ่งชี้บ่งผลของโรคนี้เท่านั้น

จากการวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า มีระดับ วิตามินซี ในเลือดต่ำ (low serum ascorbic acid) ซึ่งพิจารณากันแล้ว เห็นว่า การที่ระดับวิตามินซีที่ลดต่ำลงนี้ เป็นผลจากโรค ไม่ใช่สาเหตุของโรค การรักษาโดยการเสริมวิตามินซี จึงไม่น่าจะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของเซลในกระดูกสำหรับในโรค HODจะแตกต่างจากผู้ป่วยด้วยอาการ ขาดวิตามินซีทั่วไป

นอกจากนี้ ยัง มีความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตุได้ชัดเจน บริเวณส่วนกว้างของหัวกระดูก (metaphysis ) โดยเฉพาะส่วนที่เป็นกระดูกอ่อน ซึ่งรวมถึง การแตกในกระดูก trabeccular bone , การมีเซลเนื้อเยื่อตาย , มีภาวะการอักเสบของไขกระดูก หรือกระดูกอ่อนส่วนหัวกระดูก ( osteomyelitis ) , และความผิดปกติอื่นๆของกระดูก , ภาวะหินปูน(แคลเซี่ยม)ส่วนเกินเกาะตามเนื้อเยื่อ (calification) ซึ่งแผ่ขยายออกมาจาก ส่วนกระดูกอ่อน(cartilage) และ จากการสร้าง trabecular cellที่ผิดปกติ

โดย: ป้าวิ [25 ก.ย. 49 13:51] ( IP A:203.172.116.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ขอบคุณคุณ ivy ที่มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่ะ

ขอความกรุณา ท่านที่เคยมีลูกหมาที่มีอาการแบบนี้ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ

ขอเชิญท่านผู้รู้ ทั้งที่เป็นหมอคน และหมอสัตว์ มาช่วยกันแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของบทความที่เรียบเรียงมานี้ด้วยค่ะ เพราะอาจจะมีการเข้าใจความหมายในบทความผิดไป เนื่องจากผู้เรียบเรียง ก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน

ขอบคุณค่ะ
โดย: ป้าวิ [25 ก.ย. 49 13:58] ( IP A:203.172.116.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   
การรักษา และบรรเทาอาการ ของโรค HOD

โดยทั่วไป จะ รักษาไปตามอาการ เท่าที่ตรวจพบ เช่นอาการท้องเสีบ เจ็บปวดตามร่างกาย และมีไข้สูง ก็จะ ให้ยาประเภท ปฏิชีวนะ ร่วมกับยาบรรเทาปวด และลดไข้ ในปริมาณ และชนิดของยา ที่เหมาะสม เพื่อประคองอาการให้คงที่ พยายามไม่ให้ทรุดลงกว่าเดิมเท่านั้น เนื่องจากอาการของโรค สามารถทุเลาลงได้เอง และก็อาจจะทรุดลงได้อีกโดยไม่รู้สาเหตุ ดังนั้น จึงสามารถระบุได้ชัดเจนว่าวิธีไหน ประสบความสำเร็จมาก น้อย หรือไม่ อย่างไร

สำหรับวิธีการปฏิบัติ และการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการนั้น ก็ปรับให้เหมาะกับตัวลูกหมา และสภาพแวดล้อมเป็นกรณีๆไป เช่นเดียวกับในกรณีของโรค Panosteitis ลูกหมาจะทุเลาอาการ และหายได้เองเกือบทุกตัว ไม่ว่าจะได้รับการรักษาหรือไม่ โดยไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอาหาร ( นอกจาก ถ้ามีการเสริมแคลเซี่ยม วิตามิน ดี และวิตามิน ซี ในปริมาณที่อาจเป็นโทษต่อลูกหมาได้)

เนื่องจากลูกหมามักมีอาการดีขึ้นและทรุดลง ซ้ำๆกัน เจ้าของจึง ควรจดจำและใช้วิธีการรักษา บรรเทาอาการ แบบที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในคราวก่อนๆ สิ่งที่ดีที่สุดที่อยากแนะนำ คือ ใช้วิธีการแบบดั้งเดิม ในการดูแลรักษาลูกหมาที่เป็น HOD นั่นก็คือ TLC ( Tender Loving and Care) การเอาใจใส่ดูแลด้วยความรัก และความอดทน

ข้อแตกต่าง ในการดูแลลูกหมา ที่เป็น HOD แบบที่กล่าวถึงข้างบนนี้ เมื่อเที่ยบกับลูกหมาที่เป็น Panosteitis จะเห็นว่า ปัญหาของ HOD จะค่อนข้างซับซ้อน และหนักหนากว่ามาก แม้ว่าการเป็นโรคนี้ จะไม่ทำให้ลูกหมาถึงตายได้ แต่อาการที่เกี่ยวเนื่อง เช่นท้องเสีย ,ไข้สูง และความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ก็เป็นอันตรายมากต่อลูกหมา จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเพื่อบรรเทาอาการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เจ้าของ ต้องระมัดระวัง ที่จะจัดการดูแลรักษา อย่าให้มากเกินไปจนเลยเถิด อย่าพยายามที่แก้ไขปัญหาให้ได้หมดทุกอย่าง การรักษาเพื่อให้ทุเลาอาจจะทำให้อาการแย่ลงไป ยิ่งกว่าตัวโรคเอง ก็เป็นได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าของควรปฏิบัติ คือ ต้องให้ให้ลูกหมาได้พักผ่อนให้มาก , คอยสังเกต อาการ และให้ยาแก้ปวดเมื่อลูกหมาแสดงอาการเจ็บปวด , ทำการลดไข้ เมื่อลูกหมามีไข้สูง และให้อาหารที่มีโปรตีน และพลังงานที่เหมาะสม ไม่สูงมากเกินไป
โดย: ป้าวิ [25 ก.ย. 49 18:43] ( IP A:203.172.116.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   แก้ไข ย่อหน้าแรก บรรทัดที่ 4

จึงสามารถระบุได้ชัดเจน......

แก้เป็น

จึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจน....
โดย: ป้าวิ [25 ก.ย. 49 18:46] ( IP A:203.172.116.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   
สาเหตุของโรค HOD

ยังไม่ปรากฏสาเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ เคยสันนิษฐานกันว่า โรคนี้อาจเกิดจากเชื้อไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง แต่ก็ไม่มีผลการวิจัย หรือ กรณีศึกษาใดๆมารองรับ ปัจจุบันนี้ ปรากฏผลการค้นคว้าวิจัยในระดับหนึ่ง ว่า สาเหตุของโรค HOD น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของ โภชนาการ และการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลที่รวบรวมได้จากหลายๆพันธุ์ ที่บ่งชี้ว่า ความเกี่ยวข้องโดยสายเลือด ก็มีส่วน ที่จะเป็นโรคนี้

ลูกหมาที่มีอาการ HOD ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยที่ได้รับวัคซีน Distemper (หัดสุนัข) และมักจะเริ่มแสดงอาการ HOD ชัดเจนประมาณ 1 ถึง 6 สัปดาห์ หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนไป แล้ว

อาการของลูกหมาที่เป็น HOD ที่มักพบว่ามีไข้ ร่วมกับการท้องเสีย ก่อนจะเริ่มแสดงความเจ็บปวดนั้น บ่งชี้ว่า ถ้าหาก เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคนี้แล้ว ก็ มีความเป็นไปได้ว่า ลูกหมาที่มีความไวต่อการติดเชื้อสูง โดยสายเลือด ( genetically – susceptible) อาจจะป่วย จากการที่กระบวนการยับยั้ง (inactivated)และทำลายเชื้อไวรัส ภายในร่างกาย ไปรบกวนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

การตอบสนองของภูมิคุ้มกันนี้ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการทำงานของต่อมไร้ท่อ ที่ผลิตฮอร์โมนส์ต่างๆ ซึ่งฮอร์โมนส์ เหล่านี้เอง มีบทบาทสำคัญในการดูดซึมแร่ธาตุ และ พัฒนาการของข้อต่อกระดูกต่างๆด้วย มีรายงานว่า วัคซีนป้องกันโรค หัดในคน (measles) ทำให้เกิดโรคกระดูกบางโรค ที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรค HOD ในลูกหมามาก

เคยมีโครงการในนอร์เวย์ พยายามทดลองเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ของวัคซีนโรคหัด กับ HOD โดยการ ถ่ายเลือดของลูกหมาที่เป็น HOD ไปให้หมาที่แข็งแรงเป็นปกติอีกพันธุ์หนึ่ง ปรากฏว่า หมาตัวที่ได้รับเลือด เกิดอาการของโรคหัด และตายในที่สุด หมาตัวที่ถ่ายเลือดไปให้นั้น เคยได้รับวัคซีนโรคหัดและตับอักเสบ (Distemper & Hepatitis) และ 1 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน ก็ปรากฏอาการ HOD แล้วจึงมาให้เลือด , ส่วนหมาทดลอง(ที่แข็งแรงดี)อีกตัวหนึ่ง ตายหลังได้รับเลือดจากลูกหมาที่มีอาการ HOD อีกตัวหนึ่ง หมาที่เข้ารับการถ่ายเลือดทุกตัว ไม่ปรากฏว่ามีอาการ HOD เลย (มีแต่ที่เป็นหัด )

มีกรณีที่น่าสนใจคือ ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง ได้เกิดการระบาดของโรคหัด(Distemper) ในเขตนั้น และต่อมาหลังจากนั้น ประมาณ 3 ปี แทบไม่เคยปรากฏว่ามีลูกหมาเป็น HOD เลย ทำให้ มีคำถามในกลุ่มนักวิจัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ ว่า อะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุของ HOD จะแพร่เชื้อเข้าไปตามกระแสเลือดและอาจเป็นสาเหตุของโรคหัดได้? ... ฯลฯ... อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการวิจัยที่เป็นข้อสรุป ถึงสาเหตุของโรคนี้
----------------------------------------------------------------------------------------------------

**ความจริงได้เรียบเรียงหัวข้อนี้หลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้นำลงโพสท์ ไม่แน่ใจว่า ควรจะโพสท์หรือไม่ เพราะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และตัวเองก็ไม่มีความรู้พื้นฐานทางวิชาการมากพอที่จะพิจารณา ตัดสินใจได้ เกรงจะทำให้เจ้าของวิตกกังวลมากเกินไป แต่เมื่อได้อ่านกระทู้เรื่อง ความคืบหน้าของอาการ Bobby เห็นว่า หมอได้ให้ความเห็นที่เกี่ยวข้องกับโรคหัดไว้ด้วย จึงตัดสินใจนำมาลงไว้ เป็นข้อมูลค่ะ

ความจริง มีรายละเอียดในบทความอีกมาก ที่ค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยากสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ทางแพทย์ จึงไม่ได้ยกเอามาแปล (เพราะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ) ถ้ามีผู้ใดสนใจ ลองเข้าไปหาอ่าน จากลิ้งค์ที่เคยให้ไว้ค่ะ
โดย: ป้าวิ [28 ก.ย. 49 8:42] ( IP A:203.172.116.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   น่ากลัวมาก...กกก

โดย: นก [28 ก.ย. 49 9:21] ( IP A:58.8.35.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
    เรื่องของ โภชนาการอาหารหมาที่เกี่ยวข้องกับ HOD

เป็นที่เข้าใจกันมานาน ว่า การเสริมวิตามิน ดี ในอาหารนั้น ไม่เป็นผลดีต่อหมา มีการเตือนให้ระวังกันในเรื่อง สารแร่ธาตุต่างๆมากเกินไป ในอาหาร เช่น อาหารที่เสริมแคลเซี่ยม แม้กระนั้นก็ยังมีการแนะนำให้ กินอาหารเสริมแคลเซี่ยม ในหมาที่มีอาการ HOD กันอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้คนมักจะเชื่อคำแนะนำ มากกว่าที่จะลงมือศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง

หมาที่มีอาการ HOD นี้ ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก ดังนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจและยอมรับได้ว่า สัตวแพทย์ส่วนใหญ่ อาจจะไม่เห็นความสำคัญของโรคนี้ มากพอที่จะยอมเสียเวลา ในการค้นคว้าหาข้อมูลเฉพาะโรคเพิ่มเติม และบางคน อาจจะไม่สามารถวิเคราะห์โรค HOD ได้เลยด้วยซ้ำไป

ความจริง เคยมีรายงานจากการทดลอง เลี้ยงหมาเด็กสายพันธุ์ใหญ่(large breed) โดยให้อาหารตามปกติ และให้อาหารที่เสริมด้วย แร่ธาตุต่างๆ , วิตามิน เอ และวิตามิน ดี ในปริมาณมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง สามเท่า ผลปรากฏว่า หมาในโครงการทดลองเหล่านั้น มีรายงานการ อัตราการเจริญเติบโต , ผลการเอ็กซเรย์โครงกระดูก และ ตรวจเลือดที่ไม่แตกต่างกันเลย แต่อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า การเลี้ยงหมาด้วยวิธีให้อาหารที่มีสารอาหารเสริมมากเกินความจำเป็นนั้น มีส่วนที่สุ่มเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับหมาที่สายพันธุ์และสายเลือด มีแนวโน้ม ที่จะเป็น HOD ได้

ผู้ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องของ HOD ส่วนใหญ่ มักจะมาลงเอยว่า เรื่องของ ความผิดปกติในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย (metabolic disorder) ซึ่ง หลายคนเชื่อกันว่า ลักษณะพันธุกรรม ก็มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้หมาต้องกลายเป็น HOD เมื่อถูกเจ้าของเลี้ยงดูด้วยสารอาหารเสริมที่มากจนล้นเกินความต้องการของร่างกาย

ความเสียสมดุลย์ ในปริมาณ แร่ธาตุ , โปรตีน และวิตามินต่างๆ จะไปรบกวนกระบวนการพัฒนาและปรับโครงสร้างตามอัตราปกติของกระดูก( calcium phosphate) , และกระดูกอ่อน(cartilage) ซึ่งสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ หมาที่ถูกเลี้ยงดูแบบโภชนาการล้นเกิน(overnutrition ) เหล่านี้ เมื่อตรวจโดยละเอียด จะ แสดงผลจากการมีแคลเซี่ยมสูงเกินความต้องการของร่างกาย เช่น hypercalcemia( ปริมาณแคลเซี่ยมในเลือดสูง) , hypercalcitonism (ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์สูงเกินไป) , hypoparathyroidism (การขาดน้ำคัดหลั่งจากต่อมพาราไทรอยด์) , และ retarded bone resorption (ความผิดปกติของกระบวนการขจัดเนื้อเยื่อกระดูก)

ร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อแคลเซี่ยมส่วนเกิน ด้วยการ ลดระดับแคลเซี่ยมในเลือด (โดยการขับออก หรือตกตะกอน) ลงไปเรื่อยๆจนเกินไปถึงระดับ hypocalcemia (การขาดแคลเซี่ยมในเลือด ) เพราะร่างกายยังคงมีการหลั่ง ฮอร์โมน calcitonin อยู่อย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เกิดจาก ปริมาณแคลเซี่ยม ซึ่งล้นเกินในรางกาย ไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนมากขึ้นกว่าปกติ
โดย: เจ้าบ้าน [1 ต.ค. 49 15:18] ( IP A:125.24.159.98 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน