โรคกระเพาะลูกโป่ง
    เรื่องโรคของน้องหมาที่ควรใส่ใจ
พอดีวันนี้ซื้อหนังสือสื่อรักสัตว์เลี้ยงมาอ่าน ...แล้วเจอโรคที่น้องหมาเป็นซึ่งส่วนใหญ่คนเลี้ยงหมาจะไม่รู้ เลยเอามาพิมพ์ให้อ่านกันเพื่อเก็บเป็นข้อมูลในการดูแลน้องหมา สำหรับท่านที่อ่านแล้วก็ขออภัยด้วยนะคะ......


โรคกระเพาะลูกโป่ง
โรคกระเพาะลูกโป่ง ศัพท์ทางการเรียกว่า ภาวะกระเพาะอาหารขยายหรือบิดตัว ภาวะกระเพาะอาหารขยายหรือบิดตัวคือ ภาวะที่เกิดการบิดตัวของกระเพาะอาหารและส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของกระเพาะอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้สัตว์เกิดอาการเจ็บป่วยให้เห็นได้ และภาวะดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ภาวะกระเพาะอาหารขยายตัวหรือบิดตัว เป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีหน้าอกลึก เช่น
เยอรมันเชพเพอด , เกรทเดน ,เซ็นเบอร์นาร์ด , ร๊อดไวเลอร์ , ลาบาดอร์ ,อาลาสก้า มาลานิว , และไทยหลังอานเป้นต้น แต่จะพบน้อยในสุนัขพันธุ์เล็กและแมว อย่างไรก็ดีอาจพบภาวะนี้ได้ในสุนัขพันธุ์ดัชชุนและปักกิ่ง ภาวะดังกล่าวจะพบได้ในสุนัขทุกอายุ แต่จะพบได้บ่อยในสุนัขที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป

สาเหตุการโน้มนำในการเกิดภาวะกระเพาะอาหารขยายตัวหรือบิดตัว อาจเกิดจากการที่สุนัขออกกำลังกายทันทีหลังจากที่สุนัขกินอาหารหรือน้ำในปริมาณมากหรือมีการเคลื่อนไหวตัวอย่างรุนแรง ซึ่งภาวะดังกล่าวจะส่งผลให้เยื่อแขวนกระเพาะอาหารเกิดการบิดตัวได้ การบิดตัวอาจจะพบได้ตั้งแต่ 90 - 360 องศา การบิดตัวดังกล่าวอาจส่งผลให้เยื่อที่แขวนม้ามที่ติดอยู่กับกระเพาะเกิดการบิดตัวด้วย ซึ่งส่งผลให้ม้ามขยายขนาดได้จากการเกิดเลือดคั่งภายในม้ามในปริมาณมาก

เมื่อสุนัขเกิดภาวะกระเพาะอาหารขยายและบิดตัวจะมีอาการสังเกตุได้เบื้องต้นดังนี้

1. สุนัขจะมีอาการซึมลงหรือมีอาการทรุดตัวลงอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีอาการคลื่นใส้และพยายามอาเจียนโดยไม่พบว่ามีเศษอาหารออกมา มีน้ำลายไหล
ออกมามากผิดปกติ มีผนังช่องท้องขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆมีลักษณะคล้ายลูกโป่ง อาจจะพบอาการเรอเพื่อที่จะพยายามขับแก๊สออก ในบางรายที่เกิดอาการช๊อค อาจจะพบว่าสีเหงือกเกิดการซีดได้ ถ้าสุนัขเกิดภาวะดังกล่าว เจ้าของสุนัขควรรีบนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เนื่องจากภาวะดังกล่าวจัดเป็นภาวะฉุกเฉินอาจทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกัน........

1. ควรให้อาหารสุนัขวันละ 1- 2 ครั้งต่อวันในประมาณที่น้อยดีกว่าให้อาหารครั้งละมากๆในคราวเดียว

2. เจ้าของควรระมัดระวังสังเกตการขยายขนาดของช่องท้องในเบื้องต้น

3. ควรมีน้ำตั้งไว้ให้สุนัขกินตลอดเวลา แทนทีจะให้กินน้ำภายหลังจากการกินอาหารในครั้งเดียว เพื่อป้องกันการดื่มน้ำมากจนเกินไป

4. ไม่ควรออกกำลังกายหรือหลีกเลี่ยงภาวะที่ก่อให้เกิดอาการตื่นเต้นหรือมีอาการเครียด ภายหลังการกินอาหารไม่เกิน 1- 2 ชั่วโมง

5. ไม่ควรเปลี่ยนอาหารเร็วจนเกินไป ควรเปลี่ยนอาหารอย่างช้า โดยอาจอาศัยเวลาประมาณ 3 -5 วัน

6. ควรให้อาหารสุนัขเป็นรายตัวมากกว่าที่จะให้รวมกัน เพื่อป้องกันการแย่งอาหารจนกินมากเกินไป ถ้าเป็นไปได้ควรให้อาหารในที่สงบเงียบ

7. เจ้าของสุนัขควรเก็บหมายเลขโทรศัพท์หรือ รู้จักคลีนิค/รพส. ที่มีความสามารถแกไขภาวะดังกล่าวได้ เพื่อเตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง



จบแล้วค่ะสำหรับความรู้ที่ควรศึกษา เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับน้องหมาเราได้เมื่อไหร่.....ถ้ารู้และสามารถป้องกันได้เราก็จะไม่เสียน้องหมาของเราเลย


โดย: changsim [6 ต.ค. 49 23:52] ( IP A:124.120.14.123 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   อิอิ ฟังป้ารักษาแบบแผนปัจจุบันทันด่วนแล้ว อูยยยย
โดย: ตาเฉิ่ม (The Expert) (ตาเฉิ่ม ) [7 ต.ค. 49 18:49] ( IP A:58.64.108.157 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน