ถ้วยพระราชทาน งานประกวดสุนัขทุกวันนี้สมพระเกียรติหรือไม่
   ลุงเชยขอถามความคิดเห็นของป้าวิหน่อยครับ และท่านผู้รู้ด้วยครับ
โดย: ลุงเชย [5 พ.ค. 50 9:30] ( IP A:222.123.101.108 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   คำถามครอบคลุมออกไปถึงนอกระบบสุริยจักรวาลทางช้างเผือกแบบนี้ คุยยากค่ะ เอาเป็นว่า....คุณ ลุงเชย มีความคิดเห็นเป็นอย่างไรในเรื่องนี้ น่าจะแสดงแง่คิด มุมมอง ออกมาเป็นแนวทางให้ ท่านอื่นๆได้ คิดเห็นด้วย หรือเห็นต่าง ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งเจาะจงให้ชัดเจนเป็นเรื่องๆไปน่าจะดีค่ะ

ยิ่งถามป้าวิ เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่มาบอกทางก่อนก็คิดต่อเองไม่เป็นหรอกค่ะ

สั้นๆในความคิดเห็นของป้าวิ ถ้วยพระราชทานจากแต่ละพระองค์ ก็ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ทั้งแก่ผู้จัดงาน และผู้รับรางวัล ทั้งนั้น สมพระเกียรติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทัศนคติมุมมองของแต่ละท่าน จะจับเอาประเด็นใดขึ้นมาเป็นเป้าหมายในการวิเคราะห์

รอคุณ ลุงเชย มาเปิดประเด็น เจาะจงให้ชัดเจนในหัวข้อที่ขอความคิดเห็นนี้ อีกครั้งค่ะ

รูปนี้เป็นแชมป์และรองแชมป์รางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานฯ แข่งขันอารักขา1 ตอน ค. งานขอนแก่นปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน คือคุณไมเคิลลี (ผู้เคยนำสุนัขลงแข่งอารักขา3ในงานชิงแชมป์โลกในประเทศต่างๆมาแล้วหลายครั้ง) ยังรู้สึกปลาบปลื้มและเป็นเกียรติ ถึงกับเอ่ยปากว่า ภูมิใจกับรางวัลนี้มากที่สุด และจะพยายามมาร่วมงานชิงถ้วยพระราชทานฯ อีก ทุกครั้งเท่าที่มีโอกาส

โดย: ป้าวิ [5 พ.ค. 50 10:52] ( IP A:125.26.20.6 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ในมุมมองของลุงเชย ลุงเชยเห็นว่าทุกวันนี้มีถ้วยพระราชทานมากเกินไปแล้ว คือถ้างานไหนไม่มีหาคนไปประกวดยากจังเลย ถ้ามีถ้วยพระราชทานแล้ว ลุงเชยอยากให้ผู้จัดประกวดกำหนดจำนวนสุนัขด้วย ว่าผู้ประกวดต้องส่งสุนัขรวมกันในแต่ละรุ่น แต่ละเพศจำนวน 8-10 ตัว ถึงจะแจกถ้วยพระราชทาน เพราะลุงเชยเคยเห็น เคยได้ยินมาว่า บางงานมีสุนัขแค่ 2-3 ตัว ก็แจกถ้วยพระราชทานแล้วๆอย่างนี้ลุงเชยถึงบอกว่าไม่สมพระเกียรติ ไงครับป้าวิ หรือคนอื่นคิดอย่างไร
โดย: ลุงเชย [5 พ.ค. 50 13:35] ( IP A:222.123.101.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เรื่องนี้อยากจะพูดอยู่นานแล้วครับ เนื่องจากตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้จัดงานประกวดสุนัขชิงถ้วยพระราชทานมา 5 ครั้งแล้ว การจัดงานประกวดทุกครั้งที่ผมจัดหรือไปเป็นที่ปรึกษางานให้ ผมจะเน้นมากเรื่องของการจัดสถานที่ต้องให้สมพระเกียรติ ขนาดของถ้วยต้องให้เหมาะสมและถูกต้องกับแบบที่ขอพระราชทานไป และที่สำคัญตอนที่จะรับถ้วยนั้นผู้รับต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ให้ดีที่สุดต้องสวมสูทถึงจะเหมาะครับ ผมเห็นบางานในปี 50 นี้ล่ะครับใส่เสื้อยืดรับถ้วยพระราชทานกันเฉยเลยครับ แล้วเรื่องที่ลุงเชยบอกว่าต้องสุนัขแต่ละเพศจำนวน 8-10 ตัว ถึงจะแจกถ้วยพระราชทาน นั้นเป็นสิ่งทีดีต่อวงการประกวดสุนัขบ้านเรา จะได้เห็นสุนัขวิ่งประกวดกันเยอะๆ และก็เป็นผลดีต่อผู้จัด(จะได้ขาดทุนน้อยหน่อย) แต่ในความเป็นจริงผู้จัดไม่สามารถที่จะไปกำหนดจำนวนสุนัขว่าต้องมีกี่ตัวค่อยจะผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับถ้วนพระราชทาน เพราะตัวผู้ประกวดเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ในวันนั้นจะมีสุนัขมากี่ตัว เเละก็หน้าเห็นใจผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาประกวดที่ต้องเดินทางไกลๆ บางคนเกิน 1,000 กิโลเมตร ในปัจจุบันสุนัขที่พร้อมจะลงประกวด สำหรับในแต่ละงานก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น สุนัขเป็นฮีต สุนัขถ่ายขน เจ้าของสุนัขไม่ชอบผู้จัดงาน เจ้าของสุนัขไม่ชอบกรรมการผู้ตัดสิน หรืออีกหลายๆอย่าง จึงเป็นการที่ลำบาก กับการกำหนดจำนวนตัวของสุนัขที่จะลงประกวดครับ สุดท้ายฝากบอกผู้จัดที่จะจัดงาน ประกวดสุนัขชิงถ้วยพระราชทานให้สมพระเกียรติ ต้องประชาสัมพันธ์งานให้มีผู้เข้าชมงานมากๆ จะได้ดู้แล้วสมพระเกียรติ ถ้วยพระราชทาน
โดย: ped-kalasin [5 พ.ค. 50 16:52] ( IP A:222.123.14.110 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ถามท่านรู้ทั้งหลายว่า สุนัขรุ่น 3-6 เดือน รุ่น 6-9, 9-12 เดือน สมควรประกวดชิงถ้วยพระราชทานหรือเปล่า เพราะในความคิดของผม สุนัขรุ่นดังกล่าวยังมีการพัฒนาอีกมาก หรือว่าจัดประกวดเพื่อล่อใจพวกล่าถ้วยพระราชทานครับ
โดย: shepherd [6 พ.ค. 50 9:51] ( IP A:124.157.221.175 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    สวัสดีครับ ผมขอนุญาติร่วมแสดงความคิดเห็นในกรณีถ้วยพระราชทานดังนี้ครับ

ผมเองก็เคยเป็นทั้งผู้ที่นำสุนัขเข้าลงประกวด และในชีวิตก็เคยได้รับเกียรติสูงสุดที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ ในปี พ.ศ.2538 เป็นความภาคภูมิใจต่อตนเองและต่อครอบครัวอย่างหาที่สุดประมาณค่ามิได้ จดจำมิรู้ลืมเลยครับ ตลอดระยะเวลาที่เคยเข้าร่วมการประกวดสุนัข ซึ่งไปร่วมประกวดสุนัขน้อยมาก ผมจะเลือกกรรมการที่มาจากต่างประเทศเท่านั้นครับ เฉพาะบางงานตั้งแต่ปี2538-2546 ถ้วยรางวัลต่างๆที่เคยได้รับ ไม่ว่าจะรางวัลไหน ใครขอผมแจกหมดให้กับเพื่อนๆ ที่เก็บไว้ก็คงมีแต่ถ้วยพระราชทานฯ ใบเดียวครับกับใบรางวัล Inter National Champion เท่านั้นครับ และผมเองเคยมีโอกาสในชีวิตที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดงานประกวดสุนัขชิงถ้วยพระราชทานฯ ด้วยเช่นกันที่จัดขึ้นในจังหวัดลพบุรี ทำให้ผมคิดว่าผมเข้าใจปัญหาและมุมองต่อถ้วยรางวัลพระราชทานฯนะครับดังนี้

รางวัลถ้วยพระราชทาน ฯ ก็อย่างที่คุณพี่วิภาดาบอกถูกต้องอย่างมากครับ คือ ถ้วยพระราชทานจากแต่ละพระองค์ ก็ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ทั้งแก่ผู้จัดงาน และผู้รับรางวัล ทั้งนั้น

แต่ในกรณีมุมองของคุณลุงเชย ผมคิดว่าเป็นมุมองของผู้ที่นำสุนัขเข้าประกวด และเห็นว่าคุณค่าของถ้วยรางวัลพระราชทานที่ตนเองหรือผู้อื่นที่ได้รับในงานนั้นๆมันดูไม่สมควรจะได้รับเอาเสียเลย เพราะจำนวนสุนัขที่เข้าประกวดมันมีจำนวนน้อยนิดประกอบกับปัจจุบันผู้จัดงานขอรางวัลถ้วยพระราชทานแทบจะทุกรุ่นของสุนัข ขาดความศักดิ์สิทธิ์ของถ้วยรางวัลประจำงานไปเสียเลยก็ว่าได้

ผมใคร่ขอชี้แจงปัญหาที่ได้รับทราบให้ทั้งเฮียเป็ดที่น่านับถือและเพื่อนๆทุกๆท่านอ่านกระทู้นี้ได้รับทราบทั้งมุมองของผม ผู้ที่เคยนำสุนัขเข้าประกวดและผู้จัดงานดังนี้ครับ
( มุมองนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ข้อความใดไปทำให้บางท่านไม่สบายใจ ผิดพลาดประการใด ผมกราบขออภัยมา ณที่นี้ครับ )

สมัยก่อนการขอถ้วยพระราชทานฯ จะขอให้กับสุนัขที่ชนะที่หนึ่งสุดของงาน BEST IN SHOW ของงานและสุนัขประจำชาติ เช่นสุนัขพันธุ์ไทย และในกรณีสุนัขพันธุ์ German Shepherd ที่มีการขอให้เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีองค์กรที่มีสมาชิกเข็มแข็งและมุ่งมั่นพัฒนาอย่างจริงใจอย่างต่อเนื่อง และมีสมาคมเป็นของตนเองไม่เกี่ยวข้องกับพันธุ์อื่นๆ

นี่คือเหตุผล ที่สมัยก่อนที่ใครที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ จึงรู้สึกถึงความภาคภูมิใจกับถ้วยรางวัลที่ได้รับ เพราะมันเป็นที่สุดของงานนั้นๆ
ปัจจุบันผู้จัดงาน โดยเฉพาะงาน OPEN ตามจังหวัดต่างๆ ทางผู้จัดขาดมุมมองตระหนักในส่วนนี้ คิดแต่เพิ่มปริมาณถ้วยพระราชทานฯ ให้งานดูยิ่งใหญ่ เป็นแรงจูงใจให้คนนำสุนัขมาร่วมประกวดให้มากที่สุดอีกทางหนึ่ง โดยทางผู้จัดมักจะประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาเที่ยวชมงานให้มากที่สุด นั่นคือหัวใจหลักในแง่ต่อตัวผู้จัด ต่อสปอนเซอร์ ต่อผู้ให้การสนับสนุนในจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ครับ สนใจแต่ยอด จำนวนคนที่มาชม ซึ่งจะมีผลต่อไปให้ทางผู้จัดได้รับงบการสนับสนุนต่อไป แต่ลักษณะการจัดงานแบบนี้จะเห็นได้โดยส่วนใหญ่เฉพาะงาน OPEN ตามต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่ งานที่เก็บคะแนนแชมป์เปี้ยน โดยส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องมีถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ยกเว้นงานใหญ่ๆ Championship ประจำปี รับรองงานนั้นสุนัขเข้าประกวดมากมายก่ายกองครับ เพราะอะไรหรือครับ เพราะความแตกต่างของงาน OPEN และ งาน CHAMPIONSHIP สุนัขที่มาประกวดมีคุณสมบัติและมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน บางตัวมาเพื่อเก็บคะแนนเพื่อเป็นแชมป์เปี้ยน โดยไม่กล้าคาดหวังกับรางวัลใหญ่ๆของงาน แค่เก็บคะแนนในสายพันธุ์ก็หืดขึ้นคอแล้วครับ แต่ก็ล่าคะแนนตามความฝันที่ตนเองหวังไว้

ในความเห็นของผม ผมมองว่าถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ควรจะมีไม่เกิน 4 ใบครับ ต่องาน คือ
1.1 รางวัลชนะเลิศทุกสายพันธุ์ BEST IN SHOW
1.2 รางวัลสุนัขพันธุ์ไทย
1.3 รางวัลสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว
1.4 รางวัลสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเเพอด

ผมไม่เห็นว่าถ้ามากแล้วจะเป็นผลดีเลยครับ
ผมจะเล่าเรื่องที่เพื่อนผมไปประกวดสุนัขงาน OPEN เขตใต้ และได้รางวัลถ้วยพระราชทานฯ งานนั้นแจกแทบทุกรุ่น เห็นว่าดีใจที่ได้รับ แต่ไม่มีความภูมิใจเลยที่ได้รับ และคงไม่อยากได้แล้วจากงาน OPEN ถ้าสภาพสุนัขที่มาร่วมในงานมันน้อยนิดและมีแต่สุนัขที่ด้อยคุณภาพเสียส่วนใหญ่ แถมกรรมการที่มาตัดสินสุนัขในวันนั้นมาขอความเห็นในสุนัขบางสายพันธุ์ที่ตนเองต้องตัดสินเสียอีก น่าเศร้ามากครับ คุณสมบัติของกรรมการกับงานแบบนี้
ผมไม่โทษกรรมการตัดสินสุนัขหรอกนะครับ ถ้าผมจะโทษผมก็โทษคนจัดงาน ไม่มีสมอง งานประกวดสุนัขจะดีได้ สนุก ยุติธรรม คุ้มค่า ก็อยู่ที่การคัดสรรกรรมการที่มาทำการตัดสินสุนัข
และพวกที่มีสุนัขดีๆมีชื่อเสียงที่เคยนำสุนัขไปประกวดงาน CHAMPIONSHIP พอมาประกวดงาน OPEN ก็คัดเฉพาะสุนัขที่คาดหวังว่าจะได้รางวัลถ้วยพระราชทานฯมาตัว สองตัวเท่านั้น แถมตัวดังๆบางทียังไม่เอามาเลยครับ เอาตัวรองๆมาแทน เพราะบางทีมาแล้วไม่คุ้มกับสภาพอากาศภายในงาน เพราะส่วนใหญ่งานแบบ OPEN จัดแบบกลางแจ้ง ไม่มีแอร์ สุนัขบางสายพันธุ์ไม่เสี่ยงแน่นอนครับ ไม่คุ้มกับสุนัขต้องมาตาย โดยเฉพาะงานแบบนี้ไม่มีเก็บคะแนนสะสมประจำปี จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องขนสุนัขมาประกวดมากมาย ประเมินโทรถามกันได้เลย พันธุ์ไหน ว่าใครไป รุ่นไหน นึกภาพออกนะครับ สุนัขท้องถิ่นลาได้เลยครับ เท่าที่ผมสังเกตุงานแบบนี้สุนัขในเขตุพื้นที่ จะเข้าร่วมน้อยลง จนเกือบแทบไม่มีนับตัวได้เลย เพราะสู้ไม่ได้ มีแต่สุนัขจะน้อยลง น้อยลง เห็นรึยังครับงาน OPEN ยิ่งวัน ยิ่งวัน งานก็จะเล็กลงไปเรื่อยๆ ต่อให้ถ้วยมากมายก่ายกองก็ไม่มีความภูมืใจ พูดถึงไหนอายถึงนั่นครับ ชนะ 4 ตัวได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ

ขอเถอะครับ บรรดาผู้จัดงานตะหนักในทุกๆเรื่องๆให้มากในการจัดงาน
ให้คุ้มค่ากับการที่ท่านต้องเสียสละทุ่มแรงใจแรงกายกำลังทรัพย์ให้เพื่อนๆได้มาร่วมกิจกรรมดีๆและสนุกสนานและเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทรงเกียรติอันน่าจดจำ อย่าให้เพื่อนๆที่ให้เกียรติอุตส่าห์ขนสุนัขมาร่วมประกวด ต้องผิดหวังกับการจัดงานแบบลวกๆมีแต่ถ้วยรางวัลที่ทรงเกียรติเลยครับ



ขอจบเท่านี้ก่อนนะครับ


1.โดยส่วนใหญ่การจัดงานของสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด มักจะอิงร่วมกับการจัดงานในรูปแบบ OPEN ตามจังหวัดต่างๆ น้อยมากครับที่จะร่วมมือกับทางผู้จัดงานที่จัดแบบ CHAMPIONSHIP เหตุผลถ้าจะว่าไปจะยาวครับ
แต่กรณีของสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเเพอด กรรมการที่มาทำการตัดสิน ก็มาจากสมาคมเช็พเพอดโดยตรงอยู่แล้ว ปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจในสุนัขพันธุ์เช็พเเพอด น่าจะตัดไปได้ ยกเว้นกรณีกรรมการลืมตัว ลืมหน้าที่ที่ได้รับ จึงเกิดข้อครหาได้




โดย: somchai [6 พ.ค. 50 20:41] ( IP A:202.139.223.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ลุงเชยก็มีความคิดเห็นเหมือนกับ คุณ 03 และคุณ somchai ทุกประการ แต่มุมมองของลุงเชยมองว่างานชิงแชมป์เก็บคะแนนรายภาคเป็นงานย่อยในงานใหญ่ของสมาคม ถ้าเป็นงานชิงถ้วยพระราชทานกันหมดทุกงานเลย แล้วงานประกวดประจำปีของสมาคมจะหาถ้วยพระราชทานที่ใหญ่กว่างานชิงแชมป์รายภาคได้หรือไม่ น่าเป็นห่วง ลุงเชยคิดว่างานชิงแชมป์รายภาคถ้วยใบใหญ่ควรแค่ ถ้วยประธานองคมนตรีก็พอแล้ว พอถึงงานประกวดประจำปีของสมาคม จึงเป็นถ้วยพระราชทาน ท่านเจ้าของสุนัขที่ได้ถ้วยพระราชทานงานประกวดประจำปีของสมาคม ก็จะได้ภาคภูมิใจและสมพระเกียรติด้วย ที่คิดกระทู้นี้ขึ้นมาไม่อิจฉาใคร หรือผู้จัดงานประกวดท่านใด ลุงเชยประสงค์อย่างเดียว อยากทำให้ถ้วยพระราชทานมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว
โดย: ลุงเชย [7 พ.ค. 50 12:54] ( IP A:222.123.140.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ชี้แจง คุณลุงเชยนิดนึงค่ะ ว่า คุณ 03 กับ คุณ somchai นั้น เป็นโพสเดียวกันค่ะ แต่เนื่องจาก คุณ somchai แกโพสยาวมากเกินขีดจำกัดของการโพสแต่ละครั้ง ข้อความที่เกิน ก็จะมาขึ้นในโพสถัดมาโดยอัตโนมัติ และมีเลข 03 อยู่ตรงช่อง โดย: ......

สรุปว่า ทั้ง คคห.5 และ 6 เป็นข้อความที่โพสโดย คุณ somchai ค่ะ
โดย: ป้าวิ [7 พ.ค. 50 13:21] ( IP A:125.26.20.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ทัศนะของผู้ตัดสินสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพอด
บทความที่กำลังจะอ่านอยู่ ได้เขียนจากประสพการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับวงการสุนัขมานานประมาณ 40 ปี และอยู่ในแวดวงการจัดประกวดอีกทั้งท่านยังเป็นกรรมการตัดสินมานานแล้ว เป็นเรื่องที่ท่านได้พบเห็นและเจอมา ซึ่งผมขออนุญาตคัดบทความนี้มาจากการเขียนของ คุณสถิตย์ อุชชิน ว่าการที่จะเข้ามาเป็นผู้ตัดสิน จำเป็นต้องมีคุณสมบัติและเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ หลายประการด้วยกันคือ
1. ต้องเคยเป็นผู้เลี้ยงสุนัข พันธุ์เยอรมันเชพเพอด มาก่อน ผู้เลี้ยงสุนัขย่อมมีความเข้าใจ และรู้จิตใจของสุนัขดี เพราะสุนัขเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดคน เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ สามารถฝีกและใช้งานได้อย่างดี วงจรชีวิตของมันจะเปลี่ยนไปตามอายุความเติบโต เช่นรูปร่าง สุขภาพ นิสัย ผู้ที่เลี้ยงสุนัขจึงต้องเข้าใจในลักษณะต่างๆ ของสุนัขในแต่ละวัยและเพศได้ดี
2. ต้องเป็นผู้ผสมพันธุ์ และผ่านการเลี้ยงดูลูกสุนัขที่เกิดขึ้นจาก คอกของท่านมาก่อน การเป็นผู้ผสมพันธุ์จะทำให้เข้าใจในเรื่องต่างๆ ของวงจรสุนัขที่เริ่มเกิด จนกระทั่งเติบโตจนสามารถเข้าประกวด รวมทั้งรู้ถึงสายพันธุ์ของสุนัขตัวนั้น ที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษของมัน
3. ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรม หลักสูตรการเป็นผู้ช่วยกรรมการตัดสินทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้ที่เรียนรู้ในหลักสูตรดังกล่าว จะทำให้เป็นผู้ตัดสินที่สมบูรณ์แบบมีศักดิ์ศรีเป็นผู้ที่ทางสมาคมฯ รับรอง ซึ่งสามารถนำหลักการที่ได้อบรมมาไปตัดสินสุนัขอย่างมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง เช่น จะทราบถึงโครงสร้างลักษณะส่วนต่างๆ ของตัวสุนัข รวมทั้งการย่างก้าว การวิ่งและการรู้ถึงข้อดีและข้อเสีย (ชนิดรุนแรง ปานกลาง เล็กน้อย) ต่างๆ ที่จะนำไปประกอบการพิจารณาตัดสิน รวมทั้งสามารถทราบถึงระบบการตรวจสอบจิตประสาทและการต่อสู้ของสุนัข
4. ต้องผ่านงาน การเป็นผู้ช่วยกรรมการตัดสินมาก่อนในระยะแรกจึงเลื่อนขึ้นเป็นผู้ตัดสิน การที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้ เป็นการฝึกและทดสอบเบื้องแรกว่า จะเป็นกรรมการที่ดีได้หรือไม่การตัดสินที่ถูกต้องมีความมั่นใจ มีความยุติธรรมเพียงใด ซึ่งเป็นการซ้อมให้มีความเคยชิน กล้าต่อการตัดสินซึ่งจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ในระยะเวลาต่อไป
5. ต้องเป็นผู้ที่มีส่วนใหญ่ของสมาชิก ให้ความเชื่อถือ มีบุคคลิกลักษณะที่ดี มีความประพฤติที่สังคมยอมรับ มีความสุจริตใจและยึดมั่นความยุติธรรมเป็นหลักใหญ่ ในเรื่องเครดิตส่วนตัว ผู้ตัดสินจะต้องเป็นเสมือนหนึ่งผู้พิพากษาที่จะตัดสินในความถูกต้อง เพราะเจ้าของสุนัขทุกท่านฝากความหวังไว้กับท่าน ที่จะต้องตัดสิน ตรงไปตรงมา มีหลักการและความสุจริตใจในความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง การแพ้หรือชนะย่อมจะเกิดความสมหวังหรือผิดหวังขึ้น โยงไปถึงสถาบันที่จัดการประกวดด้วย ว่ามีการตัดสินถูกต้องเพียงใด
6. ต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีการตัดสินใจแน่วแน่ ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีส่วนจะเบี่ยงเบนความถูกต้อง ในการตัดสินในสนามประกวด ผู้ตัดสินควรจะไม่คำนึงถึงตัวสุนัขที่กำลังตัดสินว่า เป็นของใคร และไม่ฟังเสียงเชียร์รอบข้างหรือเสียงแนะนำจากบุคคลอื่นๆ ทั้งสิ้น
7. ต้องเรียนรู้และทราบถึง กฏระเบียบข้อบังคับต่างๆ เป็นอย่างดีของการเป็นผู้ตัดสิน ในการประกวด จะมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป ใช้ในการตัดสินสุนัขแต่ละรุ่น และแต่ละเพศ การปฏิบัติขั้นตอนต่างๆ ในการตัดสินและความเหมาะสมในการพิจารณา เช่น การกำหนดรางวัล การรวมรุ่นรวมเพศ รวมทั้งในการพิจารณาแยกสุนัขที่ผิดกฏในการประกวด เช่น มีอัณฑะไม่ครบ ฟันขาด หรือสุนัขไม่ยอมเปิดปากให้ตรวจฟัน มีความดุร้ายที่จะทำร้าย มีจิตประสาทไม่มั่นคง และไม่ต่อสู้
โดย: frontier [20 มี.ค. 50 21:38> ( IP A:203.144.187.18 X: )



ความคิดเห็นที่ 1
8.ต้องมีประสพการณ์และทันต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น จากความไม่ถูกต้องของเจ้าของสุนัข ผู้จูงและผู้ชม ในการตัดสินบ่อยๆ ซึ่งมักจะพบว่าเจ้าของสุนัขมักจะอ้างถึงสุนัขของตัวที่ลงประกวดมีสาเหตุต่างๆ ก่อนนำมาประกวด ทำให้ในวันประกวดไม่ดีเพียงพอ หรือพยายามปิดบังส่วนเสีย เสริมแต่งให้มีส่วนดีเพิ่ม ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นการย้อมสีขน ตัดขน หรือซอยขนที่ยาวออก ดัดหาง ปลอมแปลงอายุของสุนัข ส่วนผู้จูงสุนัขก็จะพยายามจูงสุนัขด้วยเทคนิคที่กลบเกลื่อนส่วนเสีย เช่นสุนัขวิ่งหัวตกก็มักจะดึงโซ่ให้ตึง และจูงสายรั้งสูงขึ้น เมื่อผู้ตัดสินพิจารณาในการวิ่งรอบสุดท้ายเพื่อจัดอันดับตามความเหมาะสมมีการสั่งให้วิ่งขึ้นไป 1 ตำแหน่ง แต่ผู้จูงพยายามวิ่งจูงสุนัขของตัวขึ้นหน้าไป 2 ตำแหน่ง ผิดจากคำสั่งของผู้ตัดสิน บางครั้งจะวิ่งแซงขึ้นหน้า โดยยังไม่ได้รับคำสั่งก็มี เพื่อพยายามจะอยู่ในอันดับต้นๆ
9. ต้องมีความอดทน และเสียสละ การเป็นกรรมการตัดสิน ดูเผินๆ จะเห็นว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติและมีความสามารถ แต่ในบางครั้งท่านอาจจะเสียใจและเบื่อหน่ายเกิดขึ้นได้ ถ้าพิจารณากันแล้วจะกล่าวได้ว่า มีดีแค่เสมอตัว แต่ถ้าเกิดมีข้อผิดพลาดก็จะต้องเสียคน การถูกชมเชยดูจะไม่ปรากฏนัก แต่ในทางตำหนิ มีอยู่มากมายข้อหาเยอะแยะ ทั้งที่ได้ปฏิบัติอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม ท่านเจ้าของสุนัขที่ส่งเข้าประกวด หรือผู้ดูควรจะมีความเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ตัดสินบ้าง เพราะเขาเสียสละเวลา กำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งทุนทรัพย์มาปฏิบัติงานโดยไม่มีผลตอบแทนใด
นอกจากจะพยายามทำให้เกิด ความเป็นธรรมในทางที่ถูกต้อง ให้เกิดการพัฒนาสนับสนุนพันธุ์นี้ให้มีความเจริญก้าวหน้า และส่งเสริมให้มีการประกวดและการตัดสินเท่าเทียมประเทศอื่นๆ ผู้ตัดสินแต่ละท่านจะมีความคิดเป็นในหลักการใหญ่ๆ ในการตัดสินเหมือนกันหมด แต่ในความนิยมในลักษณะเด่นของแต่ละส่วนของตัวสุนัข ย่อมจะผิดแผกแตกต่างกันไปได้ ฉะนั้นแนวโน้มในการตัดสินของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน การตัดสินสุนัขที่จะทำให้เจ้าของสุนัขพอใจจะมีก็เพียงผู้ชนะที่ 1 เท่านั้น ตัวเข้าตำแหน่งที่ 3 ก็ว่าอย่างน้อยเขาควรจะได้ตำแหน่งที่ 2 ส่วนตัวที่ 2 ก็ว่าเขาควรจะเป็นที่ 1 บางครั้งเจ้าของสุนัขบางท่านที่เคยประกวดได้ที่ 1 ทำไมคราวนี้กลายเป็นที่ 2 ประเภทนี้ไม่รู้ว่ามีความคิดเห็น ว่าสุนัขเป็นรูป หรือแกะสลักหรืออย่างไร มันจึงคงทนความสวยงามได้ตลอดเวลา สุนัขเป็นสัตว์มีชีวิตจิตใจ และมีอารมณ์ การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในการประกวดสุนัขยุคนี้มักจะมีการตัดสินตำแหน่ง (Best in Show) ขึ้น ซึ่งไม่เห็นด้วยในการตัดสินประเภทนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการดูจะมีผลเสียมากกว่าผลดี งานไหนก็งานนั้นเสียงครหาตลอดมาในเรื่องของการเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา ของผู้ส่งสุนัขเข้าประกวด ที่จะยอมรับการตัดสินส่วนใหญ่จะมีอยู่มาก แต่ก็มีเป็นบางรายที่ไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งทำลายกำลังใจของผู้ตัดสิน มีทั้งแสดงทีท่าไม่พอใจไม่ยอมรับผลของการตัดสิน ฉีกผลรับรองการตัดสินจุดประทัดด่าทออย่างเสียหายหยาบคาย อันไม่สามารถนำกล่าวได้.....
ผมได้รับ Mail จากพี่ที่ผมให้ความเคารพนับถือ ส่งมาให้ผมได้อ่านและช่วยดูบทความให้หน่อย ก่อนที่ท่านจะนำไปลงในนิตยสาร ผมดีใจมากที่ท่านให้เกียรติกับผมมาก
แต่แฮะ ๆ ผมผู้น้อยก็ได้แต่อ่านและเก็บเกี่ยวความรู้ความคิดเห็นจากท่านและเซฟบทความของท่านไว้ ก็ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มีโอกาสนำมาบทความของท่านมาเผยแพร่ให้สำหรับเพื่อนๆได้อ่าน
ผมว่าบทความนี้ให้แง่คิดที่ดี ไม่มากไม่น้อยก็คงเป็นประโยชน์สะกิดใจกับผู้ที่ชื่นชอบการประกวดสุนัขได้ตระหนักกันบ้างครับ

เอาเป็นว่าเพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ บทความของพี่ท่านนี้ คือ คุณธนา อัจฉริยะวรรณ ท่านเป็นประธานกรรมการตัดสินสุนัขของสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทย และเป็นเลขานุการสมาคมฯ


สวัสดีครับ บทความนี้เป็นบทความชิ้นแรกที่ได้เขียนให้กับนิตยสารอาณาจักรสัตว์เลี้ยง ต้องขอขอบคุณ บก. ทีให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็นในหนังสือของท่าน อย่างที่เคยเรียนให้ทราบในหนังสือฉบับก่อนๆ(ฉบับอื่น)ว่า ผมไม่ใช่เป็นนักเขียน ผมเป็นแค่กรรมการตัดสินสุนัข จึงไม่ค่อยอยากจะทำตัวเป็นคนรู้ทุกเรื่องหรือเก่งทุกอย่าง เพราะรู้สึกเหมือนกับเป็นการสร้างภาพให้ตัวเอง แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่บางท่านที่พยายามผลักดันให้ผมเขียนอะไรๆจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการได้ตัดสินสุนัขทั้งในและต่างประเทศมาให้น้องๆที่กำลังจะก้าวเข้ามาสู่วงการสุนัข และด้วยความเกรงใจ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ เลยต้องกลายมาเป็นนักเขียนจำเป็นอีกแล้ว
ฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เขียนให้กับนิตยสารอาณาจักรสัตว์เลี้ยง จึงยังตั้งตัวไม่ถูกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะเขียนไปให้กับนิตยสารหลายฉบับ ก็วนไปวนมาจนตัวเองเริ่ม งง! ไม่รู้ว่าอะไรเขียนไปแล้วบ้าง กลัวจะกลายเป็นบทความประเภท “ฉายหนังเก่า” หรือ “วนเวียนซ้ำซาก” กับอีกทั้งไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพจึงไม่สามารถจะจัดระเบียบให้บทความได้อรรถรสน่าสนใจ จึงขอเขียนเป็นคำแนะนำให้กับน้องๆ ที่คิดว่าจะเป็น “บรีดเดอร์” ที่มีชื่อเสียงในอนาคตเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

• เหตุผลสำคัญที่ทุกคนต้องกลายมาเป็นผู้เพาะพันธุ์และประกวดสุนัขนั้น เกิดมาจากพื้นฐานแห่งการมีความรักให้กับพวกเขา
• สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะเป็น “บรีดเดอร์” ที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ จงรู้จักถ่อมตน เปิดใจให้กว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ต้องพูดมาก ทำอย่างเดียว
• หมาที่เราเพาะออกมา จะดีจะเลว ให้สังคมเป็นผู้ตัดสิน
• อย่าหลงละเลิงกับแค่มีชื่อหรือรูปภาพของหมา หรือ ตัวเองไปปรากฏใน “ด็อกแม็กกาซีน” หรือ มีชื่อติดอันดับ “ท็อปด็อก” เลยเริ่มออกอาการสติแตก สร้างภาพว่าหมาที่ตัวเองเพาะออกมามีคุณภาพล้ำเลิศประเสริฐศรี ทั้งๆที่ในสายพันธุ์ดังกล่าวไม่มีคู่แข่งในการประกวดซักตัวเลย
• ทำอย่างไรจึงจะ “บรีด” ให้ได้ลูกสุนัขที่ไม่ถึงกับต้องดีเลิศ แต่ทุกตัวมีคุณภาพใกล้เคียงกันและมีคุณลักษณะได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานสายพันธุ์มากที่สุด หากนำไปประกวดก็จะได้เป็น “แชมเปี้ยน”ได้ทุกตัว ถึงแม้จะไม่ได้ถึงตำแหน่ง “เบสท์ อิน โชว์” ก็ตาม
• ธรรมชาติของมนุษย์เรามักจะไม่ค่อยจะยอมรับและชื่นชมในความสำเร็จของผู้อื่น ซึ่งมีนัยอีกอย่างก็คือ อาการ “อิจฉา” นั่นเอง แต่ก็พยายามเลี่ยงบาลีโดยให้เหตุผลเข้าข้างตัวเอง โดยเปลี่ยนจากอาการอิจฉาไปเป็นว่า “น่าหมั่นไส้แทน” ซึ่งทำให้ผู้รับฟังมีอารมณ์คล้อยตามว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จนั้นๆทำอะไร “โอ -เว่อร์” จนน่าหมั่นไส้ อันเนื่องมาจากการมี “อักคติ” ภายในใจนั่นเอง หากผู้ใดสามารถกำจัดสิ่งนี้ในใจลงไปได้ ผู้นั้นก็จะกลายเป็นผู้ที่มีใจกว้างยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและยอมรับเอาส่วนที่ดีๆของเขาเอามาประยุกต์ใช้ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นความสำเร็จของตนเองได้ในอนาคต
• บางคนชอบโฆษณาสรรพคุณของหมาตัวที่จูงอยู่ ว่าหมาตัวนี้เคยได้ตำแหน่งมามากมายนับไม่ถ้วน คุณชอบมันไหม มันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นต้น ผมเชื่อว่ากรรมการตัดสินส่วนใหญ่จะไม่สนใจ แถมอาจจะโกรธเอาเสียอีก จนบางครั้งแทบจะปรับให้หมาตัวนั้นแพ้ไปเลยก็มี เพราะการกระทำอันไม่สมควรของผู้จูงคนนั้น แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เพราะมันไม่ใช่ความผิดของหมา
โดย: somchai [21 มี.ค. 50 10:26> ( IP A:202.139.223.18 X: )



ความคิดเห็นที่ 4

มาต่อกันเลยครับ

• หมาที่สวยจริงต้องสวยที่ความถูกต้องตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ ไม่ใช่สวยที่สภาพการตกแต่งจากภายนอก อุปกรณ์เสริมสวยไม่ใช่ตัวกำหนดมาตรฐานความถูกต้องแห่งสายพันธุ์ และจำเป็นต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป
• บางครั้งหมาที่ชนะการประกวดบ่อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าหมาตัวนั้นถูกต้องจนกลายเป็นมาตรฐานสายพันธุ์ หมาที่ประกวดไม่เคยชนะเลยแต่กลับเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่ดีมีถมไป สาเหตุที่เขาไม่ชนะเพราะเจ้าของไม่มีความพร้อมทั้งเวลาและทุนทรัพย์ จึงไม่มีตำแหน่งใดๆ แต่หมาที่ชนะบ่อยๆส่วนใหญ่มีความพร้อมในเรื่องดังกล่าว เมื่อไม่มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อก็เลยชนะบ่อย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า หมาตัวนั้นสุดยอดจริง (กรรมการทุกคนที่เขามีจรรณยาบรรณก็คิดแบบนี้ทั้งนั้น)
• เป็นกรรมการต้องซื่อตรง อย่าให้ใครมากดดันในการทำหน้าที่ การตัดสินสุนัขเป็นงานที่มีเกียรติ คนที่นำสุนัขมาให้เราตัดสิน ถือว่าให้เกียรติเรา ฉะนั้น จงอย่าทำให้พวกเขาผิดหวังในตัวเรา [Judge คือ ผู้พิพากษา หากลำเอียงแล้ว สังคมนี้ก็อยู่ไม่ได้> กรรมการจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่ความประพฤติของเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สีเสื้อที่คุณสรวมใส่ แต่งตัวดีแต่ตัดสินไม่ดี หัวโขนสมาคมฯ ก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ เหมือนหมาประกวดที่ Condition เยี่ยม แต่ Breed type ไม่ได้มาตรฐาน ก็เป็นของจริงไปไม่ได้
• จริงอยู่ ทุกครั้งย่อมต้องมีผู้ผิดหวังในคำตัดสินของเรา วิจารณ์เราด้วยอารมณ์ไปบ้าง ก็ให้ถือว่า ถ้ารักจะทำหน้าที่นี้แล้ว ก็ต้องอดทนอดกลั้น
• ใครอยากเป็นกรรมการตัดสินที่ดี ต้องเริ่มจากการเป็น “บรีดเดอร์” ที่ดีก่อน อย่าหลอกตัวเอง ง่ายๆแค่นี้เอง
• ถ้าเริ่มเห็น สัจจะธรรม แล้วว่า หมาของเราที่พยายามบอกใครๆว่า นี่แหละของจริงมาหลายปี มาวันนี้เห็นแล้วว่า สู้เขาไม่ได้จริงๆ คิดจะเปลี่ยนก็กลัวจะเสียฟอร์ม จึงจำใจต้องดันทุรัง หาสายอื่นมาผสมกับของตัวเองที่ยังมีข้อด้อยอยู่มาก แล้วก็ไม่ได้อะไรอีก ผมขอแนะนำว่า ล้มแล้วลุกมาสู้ใหม่ ลูกผู้ชายต้องยอมรับความจริง ขอสายเขามาเริ่มต้นใหม่เลยเพื่อร่นระยะทางแห่งความสำเร็จให้สั้นขึ้นน่าจะดีกว่า
• เพ็ดดีกรีสวย ถ้าจริงก็ดีไป แต่ถ้า เพ็ดดีกรีสวยเพราะปลอมแปลง ก็ลวงโลกครับท่าน

ที่ยกตัวอย่างมานี้ ยังเป็นส่วนน้อยนะครับ ที่จริงยังมีมากกว่านี้อีก แต่เอาเพียงแค่พอหอมปากหอมคอก็พอนะครับจะได้ไม่มีคนหมั่นไส้มากเกินไป
ทำอย่างไรเราถึงจะหนีปัญหาน้ำเน่ากันได้ล่ะครับ ผมมีวิธีการขจัดปัญหาที่ใช้กับตัวเองได้ผลมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งผมได้มาจากการอ่านบทความที่ “ฝรั่ง” ซึ่งผมยกย่องบุคคลทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอาจารย์หมด ทั้งๆที่ไม่เคยได้คุยด้วยหรือแม้กระทั่งเคยเห็นหน้ากันเลย รวมทั้งประสบการณ์ในชีวิตมาเป็นส่วนประกอบ ดังนี้ครับ
เวลานำหมาลงประกวด ให้บอกกับตัวเองว่า ไม่ชนะก็แพ้ ชนะแล้วเป็นยังไง แพ้แล้วเป็นยังไง ตอบคำถามนี้ให้ได้แล้วคุณจะเป็น ผู้มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งคำพูดที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าว คือ “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ซึ่งเป็นคำพูดที่สั้นๆ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งมากๆ
ความหมายก็คือ “การแข่งขันสำหรับผมคือการแข่งขันกับตัวเอง” คู่ต่อสู้ในสนามคือ องประกอบ หรือ ตัวเปรียบเทียบเท่านั้น ถ้าเราไม่โกหกตัวเองเห็นว่าหมาของเราดีที่สุดและตรงกับมาตรฐานสายพันธุ์มากที่สุดซะ เราก็คงจะพอมีหนทางไปสู่ผู้มีน้ำใจนำกีฬาได้ไม่ยาก
ต่อไปเป็นคำถามว่าทำไมหมาของเราจึงแพ้เป็นประจำ จนทำให้เราหงุดหงิดจนกลายเป็นคนไม่มีน้ำใจนักกีฬาไปได้
1. หมาเราซื้อมาราคาเท่าไร เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แล้วของเราต้องสู้เขาได้จริงไหม
2. หมาเราที่เอาไปผสมกับพ่อพันธุ์ที่คิดค่าผสมพันธุ์ราคาสูงเพราะสั่งซื้อมาด้วยราคาแสน แพง นะ แม่พันธุ์ของเรามีคุณสมบัติดีพอที่จะผลิตลูกสุนัขคุณภาพสุดยอดได้จริงหรือไม่
3. หมาของเราได้รับการดูแลเอาใจใส่ได้ดีเท่าคอกอื่นๆทีมีน้ำเลี้ยงดีหรือไม่
4. หมาเราได้รับการจูงโดย แฮนด์เล่อร์ ผู้มีประสบการณ์สูงพอหรือยัง (เวลาเขาจูงหมาเราประกวดแล้วแพ้ จะมีซักกี่คนที่จะรับผิดชอบความล้มเหลวของตัวเอง ก็โทษหมากันหมด ถ้าผมเป็นหมา ผมคงจะเกลียดคนพวกนี้มาก)
5. หมาเราถึงจะมีคุณภาพระดับแนวหน้าก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมคำว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” นะ
6. เคยสำรวจข้อบกพร่องของหมาตัวเองกันบ้างหรือไม่ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเห็นข้อบกพร่องของหมาตัวเอง แต่รู้ถึงข้อบกพร่องของหมาของคู่แข่งไปหมดทั้งๆที่ไม่เคยสัมผัสหมาตัวนั้นเลยซักครั้ง
7. นึกไม่ออกแล้วว่าจะเขียนอะไรอีก ขอจบแค่นี้แล้วกันครับ

สุดท้ายนี้ ผมขออวยพรให้ทุกท่านจงประสพแต่ความสุขตลอดปี 2550 ด้วยครับ


หวังว่าเพื่อนๆคงจะสนุกกับมุมมองของประธานกรรมการตัดสินสุนัขของประเทศไทยนะครับ
โดย: somchai [21 มี.ค. 50 10:28> ( IP A:202.139.223.18

อ่านแล้วประทับใจขออนุญาติผู้เขียนคัดลอกมาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านอีกครั้งหนึ่ง

โดย: shepherd [7 พ.ค. 50 13:40] ( IP A:222.123.140.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ผมคัดลอกบทความดังกล่าวมานี้ เพื่อเตือนสติพวกที่ชอบประท้วงกรรมการผู้ตัดสิน เท่านั้นเองครับซึ่งจริงๆแล้วไม่ตรงกับกระทู้เลย และถ้ามีโอกาสผมขออนุญาตเอาบทความชิ้นนี้มาลงอีก
โดย: shepherd [7 พ.ค. 50 14:00] ( IP A:222.123.140.92 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน