Megapixel
   นำบทความมาให้อ่านครับ
เผื่อจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
สำหรับ ความเชื่อที่ว่า จำนวนพิกเซลยิ่งมากยิ่งดี
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 22:27] ( IP A:64.126.136.98 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ผมลองอ่านที่เป็นภาษาไทยดูแล้ว ในหลายๆเว็บ
ก็พบว่าขาดที่มาที่ไปและข้อมูลที่เป็นเชิงวิชาการน้อยมาก
ส่วนใหญ่เป็น 'ความเชื่อ'

ผมขอเริ่มต้นจาก บทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ New York time ครับ

จั่วหัวไว้ว่า
Breaking the Myth of Megapixels
ทะลายความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับจำนวนเมกกะพิกเซล

It goes like this: “The more megapixels a camera has, the better the pictures.”

เหมือนกับว่า ยิ่งมีจำนวนพิกเซลที่มากในกล้อง ภาพจะยิ่งดี

It’s a big fat lie. The camera companies and camera stores all know it, but they continue to exploit our misunderstanding.

มันเป็นคำโกหกคำโต และ ผู้ผลิตและผู้ขายล้วนทราบดี แต่ก็ยังทำให้ความเข้าใจผิดๆนั้นยังคงมีอยู่ต่อไป



Advertisements declare a camera’s megapixel rating as though it’s a letter grade, implying that a 7-megapixel model is necessarily better than a 5-megapixel model.

การโฆษณามักจะบอกว่า ยิ่งมีจำนวนพิกเซลมากๆ ก็ยิ่งทำให้กล้องดูมีระดับ เช่นบอกว่าจำนวนกล้องที่มี 7 ล้านพิกเซลนั้นดีกว่ากล้องที่มี 5 ล้านพิกเซล


ครับ ไปอ่านต่อได้ที่

https://www.nytimes.com/2007/02/08/technology/08pogue.html

เพราะจะเริ่มเป็นคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ใช้พิสูจณ์ความเชื่อ ได้อย่างดี
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 22:34] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ส่วนบทความนี้มาจาก Ken Rockwell ผู้ท้าพิสูจณ์ออกหน้าจอทีวีทั่วประเทศอเมริกามาแล้ว


Forget the silly debate over pixel counts among digital cameras.

ลืมการโต้ตอบโง่ๆ ของจำนวนพิกเซลของกล้องดิจิตอลได้แล้ว

There is little visible difference between cameras with seemingly different ratings.

มีความแตกต่างน้อยมากระหว่างกล้องที่ถูกจัดอันดับต่างๆ กัน

For instance, a 3 MP camera pretty much looks the same as a 6 MP camera, even when blown up to 12 x 18!"

เช่น กล้อง 3 ล้านพิกเซล ดีกว่ากล้อง 6 ล้านพิกเซล เมื่อพิมพ์ที่ 12*18 นิ้ว


I know because I've done this. Have you? NY Times tech writer David Pogue did this here and here and saw the same thing - nothing!

ผมรู้เพราะว่าผมได้ทดลองทำ คุณล่ะเคยไหม นักข่าวด้านเทคนิคของ หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทม์ ได้ทดลองทำ และผมว่าไม่มีความแตกต่างเลย ไม่มีความแตกต่างทั้งสิ้น



Joe Holmes' limited-edition 13 x 19" prints of his American Museum of Natural History series sell at Manhattan's Jen Bekman Gallery for $650 each. They're made on a D70.

ภาพที่ โจ โฮมถ่าย และพิมพ์ที่ 13*19 นิ้ว ซึ่งขายภาพละ 650 เหรียญสหรัฐ มาจากกล้อง D70


Resolution has little to do with image quality. Color and tone are far more important technically.

ความละเอียดมีผลน้อยมากต่อคุณภาพของภาพ สีและโทนมีความมากกว่าอย่างสำคัญในเชิงของเทคนิคแล้ว
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 22:44] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   Ideally you'd like to print at 300 DPI to look sharp even when viewed too close. You can figure this by:

โดยปกติแล้วการปริ๊นภาพจะทำที่ 300 DPI และภาพจะดูคมชัดแม้ว่าจะนำมาพินิจพิเคราะห์ใกล้ๆ


Long print dimension in inches = 4 x (square root of megapixels)

หลักการง่ายคือ ขนาดของภาพที่พิมพ์ จะเท่ากับ 4 คูณกับสแควร์รูทของจำนวนเมกกะพิกเซล

For example, for a four megapixel camera the square root of four is two. Two times four is eight.

ตัวอย่างเช่น สำหรับกล้อง 4 ล้านพิกเซล สแควร์รูทของ 4 ก็คือ 2
ดังนั้น 2 คูณกับ 4 ก็คือ 8


Thus the biggest print you can make without losing sharpness compared to film at normal viewing distances is is 6 x 8."

ดังนั้นขนาดภาพที่จะทำให้ดูคมชัดได้แม้ว่าจะพินิจพิเคราะห์ใกล้ๆ ก็คือ ขนาด 6*8 นิ้ว
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 22:47] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับการ print ครับ
เพราะบางร้าน ในเมืองไทยนี่แหละครับ ปริ๊นไปที่ 200 หรือเพีียง 150 dpi เพื่อลดต้นทุนเม็ดสีที่ใส่ลงไป
ดังนั้นกล้อง 2 ล้านกว่า ก็พิมพ์ภาพ 6*8 ได้อย่างสบายๆ

และผมก็ไม่อยากพูดถึง พวกตาทองคำที่นำภาพมาขยายหน้าจอ 21 นิ้ว แล้วบอกว่า จำนวนพิกเซลยิ่งเยอะยิ่งดี ซึี่งข้อนั้นผมไม่เถียง ถ้ามาดูที่ขนาด 21 นิ้วหน้าจอคอม
และยิ่งไปที่ 20 30 เมกกะพิกเซลก็ยิ่งละเอียด อันนี้ก็แน่นอนครับ
ถ้าจะดูกับที่จอคอม แล้วมองถึง ความละเอียดเท่านั้้น มันก็แค่หลักการธรรมดา
แต่ถ้ามองคุณภาพ ภาพ ยังมีปัจจัยอีกเยอะครับ


แต่ถ้าความต้องการคือ ปริ๊นภาพมาดู เหมือนคนทั่วๆไปแล้ว

ขนาดพิกเซลที่เกินความจำเป็น นั่้นก็ทำให้เสียเงินเิพิ่มเกินความจำเป็น


ผมซื้อกล้องดิจิตอลตัวแรก ตั้่งแต่เมืองไทยยัีงไม่นิยม มีร้านขายน้อยมาก
ถ้าตกเป็นเงินไทยก็สองหมื่นกว่าบาท สำหรับ 1.3 ล้าน
ซึ่งทุกว้ันนี้กล้องพวกนี้ไม่มีราคาไปแล้ว
ตอนที่ซื้อตอนนั้นก็เป็นที่ฮือฮา แล้ว เพราะปร๊น 6*8 ออกมาได้งามหยด
และกล้องตัวที่ 2 ผมอยู่ที่ 4.2 ล้าน ก็พบว่าปริ๊นออกมาก็ไม่ต่างกัน

ผมใช้ DSLR Nikon D50 ถ่ายเมื่อปีที่แล้ว ห้าหมื่นกว่าภาพ และปริ๊นออกมาดูบ่อยๆ
ด้วยการตั้งขนาดพิกเซลที่ 3 ล้าน 4 ล้าน ภาพออกมาเหมือนกัน 100%


ดังนั้น จะบอกว่าจำนวนพิกเซลยิ่งเยอะยิ่งดีนั้น อยู่ที่บนเหตุผลอะไร

1. ขยายดู หลังจา่ก crop 100% หน้าจอคอม
2. ปริ๊น 6*8 นิ้ว หรือเล็กกว่านั้น
3. เงินในกระเป๋าและความฉลาดในการซื้อ
4. ข้อมูล ที่ได้ศึกษาอย่างจริงๆ จัง ไม่ใช่แค่ได้ยินได้ฟังมา หรือ อ่านบทความเพียงไม่กี่บทความ

ครับ
ถ้าคำตอบคือ มีเงินไม่จำกัด หรือพอใจจะขยาย 100% แล้ว crop มาอวดกัน จะซื้อ 20 30 ล้านเมกกะพิกเซลก็ยิ่งดีครับ

ภาพที่ซื้อขายใน smugmug มากกว่า 3 ล้านภาพ ส่งไปยังผู้ซื้อที่ช่างเลือก
พบว่าภาพที่ถูกส่งกลับ แล้วตอบว่า จำนวนพิกเซลไม่พอ มีจำนวน 0 ภาพ

ตามนี้เลยครับ

https://blogs.smugmug.com/don/2007/02/08/the-megapixel-myth-youre-getting-ripped-off/

ดังนั้น สำหรับผมไม่จำเป็นต้องซื้อกล้องพิกเซลจำนวนมากๆ แต่ซื้อในระดับที่สามารถใช้สำหรับปริ๊นภาพที่เราต้องการ
โดยปกติแล้ว D50 ที่ผมใช้ตกประมาณ 4 ล้านกว่าๆ
ก็สามารถปริ๊นประมาณ 9*12 นิ้ว สำหรับแสดงในแกลลอรี่ ได้แล้ว

ไว้ผมคิดจะขายภาพจริงๆ จังๆ จะนำข้อมูลว่า กล้องความละเอียดต่ำๆ สามารถสร้างภาพและขายมันได้มากน้อยขนาดไหน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ photoshop เสียด้วยซ้ำ
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 23:02] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   https://www.kirstengallon.com/

โปรคนนี้ถ่ายภาพด้วยกล้องประมาณ 4 ล้านพิกเซล
แต่ขายภาพได้อย่างมากมาย
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 23:30] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   https://www.kenrockwell.com/tech/notcamera.htm

ถ้าอ่านลิงค์นี้เค้าเปรียบเทียบภาพที่ถ่ายจากกล้อง
ราคา 150 เหรียญ หรือ 5200 บาทโดยประมาณ
กับ 5000 เหรียญ หรือ ประมาณ แสนเจ็ดพันบาท โดยประมาณ
แล้วพบว่ากล้อง 150 เหรียญให้ภาพที่ดีกว่า เพราะอะไร ติดตามอ่านนะครับ
มีภาพประกอบ
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 23:32] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    ขอบคุณมากค่ะ น้าวี
ที่นำความรู้ดีมาฝากเสมอ ...
โดย: เจ้าบ้าน [9 เม.ย. 51 23:49] ( IP A:124.121.100.63 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ข้อมูลนี้ดีมากๆ เลยครับ เพราะมาจากช่างภาพและเจ้าของโรงพิมพ์เอง

https://thanin.multiply.com/journal/item/6

ไปเจอกระทู้ถามเกี่ยวกับขนาดของภาพเป็น dpi เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมสำหรับงานโรงพิมพ์ ใน https://www.thaidphoto.com คำถามอยู่ในความเห็นหลังๆ ของกระทู้ https://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=36601

ผมก็เขียนอธิบายเอาไว้ และเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ ที่อยากรู้และแวะเวียนมาเยี่ยมบ้านแห่งนี้ เลยเอามาลงไว้ใน Blog แห่งนี้อีกสักหน่อย

ในฐานะเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ทำอาร์ตเวิร์คเอง และมี Image Setter ยิงฟิล์มของตัวเอง ขอเอาความรู้ประจำวันมาฝากเพื่อนๆ เกี่ยวกับความละเอียดของภาพที่ใช้ในการทำอาร์ตเวิร์คส่งโรงพิมพ์

ตามปกติแล้วเวลาพิมพ์งานด้วยกระดาษอาร์ตมัน ทางโรงพิมพ์จะใช้ความละเอียด 175 Line Per Inch (lpi) เป็นความละเอียดในการทำฟิล์ม ซึ่งถ้าจะให้ได้ภาพที่ชัดที่สุด res ของภาพที่ใช้ก็ต้อง 175x2 = 360 dpi แต่ในทางปฏิบัติแล้วความละเอียด 300 dpi จะเป็นความละเอียดที่เราใช้ในการทำภาพ เพราะความละเอียดของภาพ ที่ 360dpi กับ 300 dpi นั้นเมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว แยกความแตกต่างแทบไม่ออก และเมื่อใช้ความละเอียดภาพที่ 300 dpi ก็ทำให้ขนาดไฟล์ที่ทำงานมีขนาดเล็กลงไปพอสมควร ทำให้ไม่หนักเครื่องมากจนเกินไป

จริงๆ แล้วเครื่องยิงฟิล์มและเพลทสามารถใช้เม็ดสกรีนความละเอียดได้ มากกว่า 175 lip อย่างเครื่องของผมสามารถยิงเม็ดสกรีนได้ถึง 200 lip (แน่ล่ะต้องใช้ภาพ res 400 dpi ถ้าอยากได้คุณภาพสูงสุด) แต่เราไม่ใช้กัน เพราะจะทำให้ควบคุมเวลาพิมพ์ได้ยากขึ้น เนื่องจากเครื่องพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่ควบคุมด้วยคนไม่ใช่แท่นรุ่นใหม่ หรือรุ่นใหญ่ๆ ที่เป็นแท่น 4 สีใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการปล่อยหมึกและน้ำยา การพิมพ์ด้วยความละเอียดเม็ดสกรีนสูงๆ โดยใช้คนคุมมีโอกาสจะเกิดเม็ดสกรีนบอดสูง (เม็ดสกรีนที่ 95% อาจจะกลายเป็นสีตายเหมือนเม็ดสกรีนที่ 100%) ดังนั้นช่างพิมพ์ในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงขอให้ใช้เม็ดสกรีนที่ 175 dpi ดีกว่า

เช่นเดียวกันกับเม็ดสกรีนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า FM สกรีน หรือสกรีนแบบสุ่ม ไร้ pattern ที่สังเกตเห็นได้ (สกรีนปกติที่เราใช้อยู่เป็น pattern ที่สังเกตุได้เรียกว่า AM screen) จะมีขนาดเม็ดสกรีนเล็กมาก ทำให้ช่างพิมพ์ควบคุมการลงหมึกได้ยากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีไม่กี่โรง และในจำนวนไม่กี่โรงนั้น ก็มีไม่กี่งานที่ใช้ FM screen

งาน FM screen ที่หาดูได้ง่ายที่สุด ก็คือภาพรวมกษัตริย์แบบ Panorama ที่ถ่ายในท้องพระโรงพระราชวังที่วางขายอยู่ที่ Se Ed (ของแท้เท่านั้น) จะเป็นงานที่พิมพ์ด้วยระบบ FM screen ซึ่งให้รายละเอียดสูงมาก ให้สังเกตว่ารูปใบหน้าของทุกพระองค์มีรายละเอียดและความคมชัดสูงมากกว่าที่เห็นในนิตยสารหรือภาพพิมพ์ทั่วไป ดูเหมือนกับภาพที่อัดมาจากร้านถ่ายภาพมากกว่า (จริงผมว่ามันคมกว่าการอัดภาพจากร้านรับอัดรูปธรรมดาซะด้วยซ้ำ)

สำหรับงานกระดาษปอนด์ หรือกระดาษถ่ายเอกสาร เรามักจะใช้เม็ดสกรีนที่ 133-150 lip เพราะกระดาษปอนด์จะมีการซึมของหมึกออกทางด้านข้างมากกว่ากระดาษอาร์ต ถ้าใช้เม็ดสกรีนที่ 175 lip จะทำให้ภาพดูมืดกว่าที่ควรจะเป็น บางคนว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยหมึกให้อ่อนหน่อยก็น่าจะได้" ผมก็จะบอกว่า "ไม่ได้ครับ ถ้าปล่อยหมึกอ่อน สีก็จะไม่สด"

สำหรับงานขาวดำ ต้องการภาพที่สว่างๆ บนกระดาษปอนด์ เรามักจะใช้เม็ด 133 lip (ใช้ภาพความละเอียด 266 dpi ก็พอ) ภาพที่พิมพ์ออกมาจะดูสว่างไม่ทึบมีรายละเอียดการไล่เฉดที่ดีมากกว่าเม็ดสกรีน 150 lip

ส่วนงานพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่มักจะใช้กระดาษปรุ๊ฟ ซึ่งจะเป็นกระดาษคุณภาพแย่ที่สุด และถูกที่สุด มีการยืดตัวของกระดาษได้ง่ายมาก ไม่เหมาะสำหรับงานพิมพ์สอดสีด้วยเครื่องสีเดียว(พิมพ์ 4 เที่ยว) หรือ 2 สี(พิมพ์ 2 เที่ยว) เพราะจะไม่มีโอกาสที่สีจะตรงกันทั้ง 4 สีได้เลย จะใช้เม็ดสกรีน 120 lip (ใช้ภาพความละเอียด 240 dpi ก็พอ) เพราะเมื่อเม็ดสกรีนใหญ่ เราก็จะสังเกตมองเห็นสีที่เหลือมไม่ตรงกันได้ยากขึ้น ทำให้งานพิมพ์สอดสีออกมาดูดีทั้งๆ ที่สีเหลื่อมกันอยู่พอสมควร และที่สำคัญที่เม็ดสกรีน 120 lip จะให้ภาพที่สว่าง เป็นการชดเชยกับกระดาษที่จะมีการซึมของหมึกออกทางด้านข้างมากกว่ากระดาษปอนด์

ยังมีศูตรการคำนวนความละเอียดภาพที่คุณภาพใช้ได้อีกศูตรนึงที่เป็นที่ยอมรับในงานพิมพ์ และแนะนำโดยทางวิศวกรงานพิมพ์ของ Agfa ก็คือ

ความละเอียดภาพที่ต้องใช้ = lip ที่ใช้พิมพ์ x 1.5

เช่น ถ้าพิมพ์ที่ 175 lip ความละเอียดภาพที่ให้ภาพดูดีใช้ได้ก็คือ
175x1.5 = 262.5 หรือ ประมาณ 260 dpi

ถ้าพิมพ์ที่ 150 lip ใช้ความละเอียดภาพ
150x1.5 = 225 dpi

ถ้าพิมพ์ที่ 133 lip ใช้ความละเอียดภาพ
133x1.5 = 199.5 หรือ ประมาณ 200 dpi

และถ้าพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่ 120 lip ใช้ความละเอียดภาพ
120x1.5 = 180 dpi ก็พอ

ส่วนงานพิมพ์โปสเตอร์หาเสียงขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยกระดาษอาร์ตมัน พิมพ์ที่ 175 lip หรือ 150 lip ในทางปฏิบัติก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพ ด้วยความละเอียดสูงสุด 300-350 dpi หรือใช้ความละเอียดที่ยอมรับได้ 260 dpi เราสามารถใช้ความละเอียดต่ำกว่านั้นได้จนถึง 150 dpi (ในอัตรา 1 lip :1 dpi ที่ 150 lip) ซึ่งที่ความละเอียดต่ำขนาดนี้ จะยังคงทำให้ได้ภาพบุคคลครึ่งตัวที่มีความคมชัด เมื่อมองในระยะห่าง 2 ฟุต

และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมกล้องขนาด 6-8 ล้าน Pixel ยังคงสามารถพิมพ์ภาพเต็ม 2 หน้าหนังสือในความคมชัดที่เรายอมรับกันได้

หวังว่าความรู้นี้จะทำให้เพื่อนๆ หมดข้อข้องใจเกี่ยวกับการเตรียมภาพเพื่อส่งโรงพิมพ์นะครับ

ธานินทร์ วงศ์อาษา
ภาคอีสานการพิมพ์
อุดรธานี
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 23:50] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ข้อแนะำนำเพิ่มเติม
ในการอ่านบทความทางเว็บไซด์ ต้องใช้ความคิดและหาข้อมูลสนับสนุนอย่างเพียงพอครับ
ผมเจอบทความมากมาย ที่เขียนโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ เป็นแค่ความเชื่อ
และก็ลอกๆ กัน ต่อไป และสร้าง ความเชื่อ กัน

บทความพวกนี้ดูน่าเชื่อถือสำหรับการอ่านเพลิน ๆ แต่ถ้าหากผู้ที่ศึกษามาพอสมควร ศึกษาอย่างละเอียด ก็จะทราบดีว่า บทความต่างๆ มากมาย เป็นเพียงแค่ ความรู้สึกส่วนตัว
ซึ่ง ผมไม่ยอมเอาเิงินในกระเป๋าผม ไปผูกติดกับความรู้สึกส่วนตัวของใคร

ครับ
โดย: น้าวี [9 เม.ย. 51 23:53] ( IP A:64.126.136.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ชอบมากเลยครับกับบทความแบบนี้ครับเยี่ยมครับและขอขอบคุณที่นำมาฝากกันครับ
โดย: คาวบอย เมืองแพร่ [10 เม.ย. 51 11:26] ( IP A:118.174.70.35 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ***...อ่านแล้วเพลินได้ความรู้ดีครับ..........มีข้อสงสัยหลายเรื่องเหมือนกันเคยถามเพื่อนๆที่ทำโรงพิมพ์...ก็ได้คำตอบไม่ชัด...เท่าไรมาอ่านข้อมูลของคุณพี่น้าวี....เออ......ขอบคุณครับที่นำเสนอความรู้ดีๆให้ครับ...
โดย: suti1964 [10 เม.ย. 51 12:01] ( IP A:125.24.45.157 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ได้ความรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ น้าวี
โดย: Benny [10 เม.ย. 51 13:01] ( IP A:124.157.220.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
    ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ ขอบคุณน้าวีมากๆนะคะ

โดย: me memory [10 เม.ย. 51 19:02] ( IP A:125.24.236.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   กราบน้าวีงามๆๆเลยเจ๊า อยากรู้เรื่องกล้องหรื่อรายระเอียบต่างๆเเบบนี้มานานเเล้ว
ช่วยให้คนที่จะซึ้อกล้อง ต้องคิดให้มากๆในการซึ้อกล้อง ขอบคุณมากๆๆเจ๊าน้าวี
โดย: เจ้าตุ้ย [10 เม.ย. 51 20:39] ( IP A:67.9.95.151 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ผมเคยทำงานโรงพิมพ์ออฟเซ็ตมาก่อนขอยืนยันว่า ที่น้าวียกตัวอย่างมาทั้งหมดเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้

ได้ความรู้เพิ่มด้วยครับ ขอบคุณน้าวีมาก
โดย: ธีร์ [10 เม.ย. 51 21:54] ( IP A:98.206.32.235 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ขอบคุณน้าวีมากครับ ที่นำความรู้ต่าง ๆ มาให้พวกเพื่อนสมาชิกรับทราบกัน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ ขอบคุณอย่างยิ่งอีกครั้งครัรบ
โดย: Sonkth [14 เม.ย. 51 8:08] ( IP A:124.121.148.253 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน