มาทักทายด้วยความดีใจคะที่เห็นพยาบาลไทยมีเว็บคุยกันด้วย
   เลยต้องมาส่งเสียงเสียหน่อย และหวังให้มีพยาบาลไทยเรามาแวะคุยด้วยกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นก็คือ จะยุ่งกับการขึ้นเวร พอลงเวรก็เหนือยกันแทบขาดใจ บางคนมีครอบครัวก็ยิ่งยุ่งจนไม่มีเวลามาสังสรรค์กับพยาบาลแม้แต่ในที่ทำงานเดียวกัน

ต้องแนะนำตัวเสียหน่อยคะ ตอนนี้อยู่ที่โตรอนโต แคนาดาคะ พึ่งมาได้สามเดือนกว่าๆเอง แต่สามีเขามาอยู่ก่อนได้เป็นปีแล้วคะ เขามาเรียนต่อโทคะ ที่พึ่งตามมาก็เพราะไม่อยากจากเมืองไทยมาเลย บ้านเราดีที่สุดแล้วคะ และที่ดลใจให้มาแนะนำตัวก็เพราะพอเข้ามาในเว็บนี้ ได้เห็นกระทู้ที่คุณเว็ปมาสเตอร์ตอบน้องเราหลายคนที่อยากมาเมืองนอก แล้วรู้สึกว่าโดนใจจัง อยากบอกว่าเป็นจริงตามนั้นเลยที่ว่า เรามักเห็นหญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าบ้านตัวเอง

ต้องอยู่ที่นี่อีกเป็นปี นั่งนับเดือนนับปีอยากกลับเมืองไทยจนมาใหม่ๆนี่ฝันแทบทุกอาทิตย์ว่าได้กลับเมืองไทยแล้ว ดีใจจัง อะไรทำนองนั้น เดี๋ยวมาคุยใหม่เมื่อว่างคะ
โดย: จิน [5 ก.ค. 48 8:10] ( IP A:64.229.183.16 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   มาตอบได้ช้าต้องขอโทษด้วยค่ะ ยินดีที่มีเพื่อนใหม่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เข้ามาบ่ยๆนะคะจะได้ชวนกันคุยให้หายคิดถึงบ้านค่ะ

โดย: mpt [5 ก.ค. 48 19:26] ( IP A:84.139.126.224 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ขอโทษด้วยคะที่เขียนว่า "เห็นกระทู้ที่คุณเว็ปมาสเตอร์......ตอบน้องเราหลายคนที่อยากมาเมืองนอก แล้วรู้สึกว่าโดนใจจัง อยากบอกว่าเป็นจริงตามนั้นเลยที่ว่า เรามักเห็นหญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าบ้านตัวเอง" คือตกประโยคว่า eng4nurses ไปคะ จริงๆแล้วจะหมายถึงคุณเก๋นั่นเอง
แนะนำตัวครั้งแรกที่ห้องนี้ก็เป๋เสียแล้ว ขายหน้าจัง โชคยังดีนะคะที่ไม่ได้สะดุดล้มตกเก้าอี้ไป เฮ้อ อย่าถือสาคนแก่เลยคะ
โดย: จิน [5 ก.ค. 48 20:19] ( IP A:64.229.180.253 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ต้องขอโทษนะคะ คุณจินที่เข้ามาตอบได้ตะกุกตะกัก เพราะ เพิ่งตื่น ช่วงนี้ขึ้นเวรดึกอยู่ค่ะ ต้องหาอะไรให้ลูกทาน ทำงานบ้านก่อนที่จะแวะเข้ามาตอบได้ เดี๋ยวก็ต้องไปขึ้นดึกอีก ที่นี่ยุ่งหน่อยตอนขึ้นดึก เพราะต้องรับเวรตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง บางทีลูกร้องไม่ให้ไปทำงาน ละเหี่ยใจเหมือนกัน และขึ้นนานมาก ลงเวรตอนหกโมงเช้า

พยาบาลนอกไม่ค่อยได้มีเวลาสังสรรค์กันบ่อยเลยต้องใช้เน็ตเป็นสื่อ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ให้กำลังใจกันไปตามเรื่อง และเนื่องจากเพื่อนๆในห้องนี้หลายคนยังเรียนภาษา เข้าทำงานกันใหม่ๆ เลยไม่ค่อยจะมีเวลามาคุยเต็มที่ มากันแบบตามมี (เวลา) ค่ะ

คุณจินโชคดีที่ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตในต่างแดน แบบมีคู่ใจอยู่ใกล้ๆพูดภาษาเดียวกัน ปรับทุกข์กันได้ มีเวลาว่างหาโอกาสเทียวหาวิวสวยๆมาฝากด้วยนะคะ
ไม่แน่ อาจโชคดีได้พบพยาบาลไทยที่นั่น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็น ได้ความรู้ไปอีกแบบ และอาจมาคุยต่อๆกันในห้องนี้ก็เป็นได้ค่ะ

โดย: มพถ [5 ก.ค. 48 20:29] ( IP A:84.139.126.128 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ภาพบนคุ้นๆไหมคะ มาจากโตรอนโต้ ใช่ไหมเอ่ย มีซีดีรูปภาพของโตรอนโต้ อยู่
ตอนนี้คุณจินแวะมาคุยเลยเอารูปมาต้อนรับอาคันตุกะจากโตรอนโต้เสียเลย อิๆ



คุณนก และ น้องช้างไทย สวีเดน

คุณเล็กและน้องวัน น้องน้อย คุณแคท เยอรมนี

สาวนุ้ย ออสเตรีย

แสนดี เบลเยี่ยม

น้องกุ้ง อังกฤษ

คุณ เก๋ น้องตู๋ คุณKully น้องแป้ เมืองไทย

คุณพี่อ้อยผู้อาวุโส แห่งเดนมาร์กแต่เปี่ยมไปด้วยความงามกำลังยุ่งกับการต้อนรับแขก เลยไม่ค่อยได้แวะมาค่ะช่วงนี้

ขอต้อนรับในนามของพยาบาลทุกๆคนข้างบนด้วยค่ะ

โดย: มพถ [5 ก.ค. 48 20:39] ( IP A:84.139.126.128 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆที่ไม่ใช่พยาบาล แต่น่ารักคุยสนุก ถ่ายภาพเก่ง ก็มีเยอะค่ะ

คุณเจี๊ยบเนเธอร์แลนด์ แม่แคซซี่ สวีเดน คุณคำนวณ ณ ภูเรือ
ว่างๆ มาคุยกันได้นะคะ

มพถ-แม่พลัดถิ่น ก็อายุเกือบกลางคนแล้วค่ะ 39
โดย: มพถ [5 ก.ค. 48 20:43] ( IP A:84.139.126.128 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ตกใครไป ส่งเสียงด้วยค่ะ อ้อ น้องวันพุธ สาวลุฟท์ฮันซ่า เยอรมนี อีกคนค่ะ อดีตยามใจดี น่ารักแห่งห้องนี้ อิๆ
โดย: มพถ [5 ก.ค. 48 20:47] ( IP A:84.139.126.128 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เดาเอาว่าจินต้องเป็นน้องพี่ใหญ่พี่เล็กแน่ๆเลย เพราะพี่มันแก่ตามพี่ใหญ่มาติดๆ..เท่าไรคิดเอาเองนะคะ

คิดถึงบ้านก็เข้ามาระบายเลยค่ะ ยินดีต้อนรับเสมอ..เข้าได้ทุกกระทู้เลยค่ะ...พี่เองก็กำลังเก็บกระเป๋ากลับบ้านเหมือนกัน วันอาทิตย์ก็ออกเดินทางแล้ว
ยังไงพี่ก็จะหาโอกาสส่งเสียงมาจากเมืองไทย เผื่อจะทำให้น้องจินสดใสขึ้นบ้างนะคะ
เอาลูกเชอรี่ในสวนมาฝาก..ปลูกเมื่อ2ปีที่แล้วค่ะ ต้นนิดเดียว แต่ดกเชียว

โดย: เล็ก [6 ก.ค. 48 3:09] ( IP A:80.185.126.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   เรื่องที่ว่า คนเรามักเห็นหญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าบ้านตัวเอง " ของน้องเก๋ eng4nurses นั้น พี่เห็นด้วย
จากประสบการณ์การทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นั้น พี่คิดว่า หากพยาบาลไทยมายุโรป เพื่อหนีปัญหา ทางการเงิน ปัญหาครอบครัวนั้น อาจจะมาประสบความผิดหวังที่นี่เสียมากกว่า เพราะที่นี่ พวกเขาต้องมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ หากมาแล้วไม่มีคนช่วยเหลือ สนับสนุนจริงๆ จะแย่

ยกตัวอย่างมีพี่พยาบาลคนหนึ่ง มาที่นี่ สามีไม่ให้ไปเรียน พี่เรียนที่บ้านด้วยตนเอง พี่เขามีความมุมานะเต็มที่ สามีให้ไปทำงานที่เนิร์สซิ่งโฮม หากอยากกลับไปเที่ยวเมืองไทย ต้องหาเงินเอง หัวหน้าวอร์ด เห็นพี่น่ารัก ใจดี และขยันเลยถามว่าทำไมไม่ไปรับการเทียบวุฒิ จบถึงมหาวิทยาลับได้ปริญญามาด้วย พี่เขาบอก สามีไม่ให้บอกยุ่งยาก หัวหน้าวอร์ดเลยเรียกสามีพี่ไปคุยด้วย สามีเขาคงกลัวเสียหน้าเลยช่วย พี่บอก ไปเรียนภาษากลับมาก็โดนว่าประชด เสียใจทุกวัน ตอนนี้พี่เขามีรายได้เองได้รับการเทียบวุฒิ สามีไม่กล้าบ่นว่า เถียงตอบได้ ใครกดไม่ได้แล้ว

หากมาที่นี่ถึงรายได้จะดีเมื่อเทียบกับเมืองไทย จะต้องศึกษาดีๆถ่องแท้ ที่นี่ หากเป็นชาวต่างชาติพยาบาลหัวดำๆมีปัญหาเรื่องเงิน ลองไปกู้ธนาคารนะคะ ไม่มีใครยอมให้เครดิตง่ายๆหรอกค่ะ มีเพื่อนพยาบาลโปแลนด์เลิกกับสามีเยอรมัน ตอนเลิกกันหมดตัว เพราะค่าศาล ทนาย แพง ต้องแยกมาอยู่อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ มีลูกเล็กๆ เข้ารร.ประถม ไปทำงานเต็มเวลาไม่ได้ เพราะ ทีนี่ไม่มี ที่ดูแลเด็ก .แบบเต็มวันเหมือนบ้านเรา เวลาทำงานของพยาบาลที่นี่ก็ไม่ดีเวรเช้า ลงเวร เที่ยงครึ่ง เวรบ่ายขึ้นเวร เที่ยงครึ่ง ลงเวร หนึ่งทุ่มครึ่ง หากคุณไม่รู้จักใครจะเอาลูกไปฝากไว้ตรงไหน เวรดึก ไม่ค่อยมีใครอยากขึ้น พวกที่ขึ้นมักจะเป็นแม่ๆที่มีลูกเล็กๆ ไม่มีใครช่วยดู เลยทำกัน เมื่อพ่อบ้านกลับจากงานประจำมารับช่วงดูลูก เขาจะไปทำงานกัน แต่งานเวรดึกหนักจริงๆเพราะขึ้นคนเดียว

มาแล้ว ก็ไม่ค่อยจะได้กลับบ้านบ่อยกัน อย่างมาก ปีละ สองครั้ง แต่หากค่าตั๋วแพงขึ้นก็ได้ครั้งเดียว สำหรับพวกเป็นโรคคิดถึงบ้าน คิดดีๆนะคะ

อีกประการ ระบบกู้เงินสินเชื่อเพื่อข้าราชการแบบดอกเบี้ย ต่ำ ระบบสหกรณ์ไม่มีนะคะ มีแต่คุณต้องไปกู้ที่ธนาคารเอง



เราว่าจริงๆแล้ว พยาบาลไทยโชคดีมาก ระบบเมืองไทยนั้น ยังมีความเอื้อารีแก่ข้าของแผ่นดิน ...ข้าราชการมากค่ะ หากมองข้ามระบบพวกพ้อง และอื่นๆที่ไม่ดีไป อ้อ ระบบพวกพ้อง นินทา ของเมืองฝรั่งก็มีนะคะ อิๆ ตามประสา มนุษย์ ๆ

เรามานี่ไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะตอนมา อยากเห็นโลกกว้างมาก พอเห็นสมใจ อยากจะกลับบ้านบ่อยๆ อิๆ แต่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ภาระที่นี่เยอะเพิ่มตามวัยเลย

สรุปแล้ว ทำสนามหญ้าหน้าบ้านของเรา ให้เขียวขจี รดน้ำบำรุงปุ๋ย ให้ดีทีสุด สนามหญ้าใครจะสวยอย่างไร อย่าไปใส่ใจมากนักเลยค่ะ
โดย: มพถ [6 ก.ค. 48 21:28] ( IP A:84.139.116.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   พี่มพถ.คะ
ขอบคุณสำหรับความเห็นที่แปด เห็นด้วยอย่างมาก แต่ไม่กล้าบอกใครออกมาดังๆ เพราะตัวเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในการทำงานขึ้นตึกในต่างประเทศ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า พูดเหมือนจิ้งจอกเห็นองุ่นเปรี้ยวไปเสียนั่น ว่ามาเมืองนอกหางานพยาบาลมันมีดีมีเสียยังไง ดีจัง ได้พี่มาเล่าประสบการณ์ตรง ชอบใจเหลือเกิน

เมื่อสี่ปีก่อน ได้มีโอกาศไปเมืองมะกัน อยู่ไปหลายเดือนโข ครึ่งปีกว่าๆ เที่ยวไปหลายรัฐ ได้เจอพี่พยาบาลไทยอายุห้าสิบกว่า แล้ว เล่าเรื่องประสบการณ์การทำงาน ชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง ได้เห็นได้ยินแล้ว ก็สรุปตรงกันว่า มาเมืองนอกมาผ่อนคลาย มาหาความรู้นั้นได้ แต่หวังรวยนั้นยาก มีอะไรบางอย่างที่เราต้องจ่าย เช่น ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่เดียวดาย โดดเดี่ยว เพื่อนมะกันที่ทำงานมหาลัยก็บอกว่า ทำงานแทบตาย ภาษีหลวงกินไปตั้งร้อยละสี่สิบ เขายังต้องหมักเบียร์ ปลูกผักกินเองเลย เพื่อนหมอมะกันที่รู้จักก็มีปัญหาเรื่องการตรวจคนไข้ จบหมอแล้วยังต้องจับเจ้ารูมเมทมานั่งซ้อมตรวจกันบ่อยๆ ต้องอ่านหนังสือกฏหมายด้วยเผื่อโดนฟ้อง

วันก่อนนั่งดูอีอาร์ หัวเราะหึๆ ทนายช่วยหมอฟ้องรพ. ขณะเดียวกันจะช่วยคนไข้ฟ้องหมอ เอ...พยาบาลมีเรื่องฟ้องร้องไหมหนา ยังไม่เคยได้ยินเลย...ที่เยอรมันมีเรื่องพยาบาลโดนฟ้องไหมคะ

ปัญหามีทุกที่ เงินฝรั่งอาจดูก้อนโต แต่ค่าครองชีพสูง ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน ลงเวรมาก็เหงา อยู่ในห้องเล็กๆลำพัง อากาศก็หนาวเหน็บ ฟ้าก็ทะมึนทึบทั้งวันตั้งสองสามเดือน ทำไปสักสิบปี บางคนสุขภาพจิตเสื่อม ภาษีก็ดุเดือด น้องบางคนต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิหน่อยนึง เขาก็ไม่อยากเจอใครแล้ว ไม่ติดต่อใครบ่อยที่เมืองไทย บางคนต้องมาเริ่มต้นเรียนใหม่ เรียนไปทำงานไป งานประเภททำผม ทำอาหารขาย ก็ว่ากันไป ล่าสุดได้ยินมาว่าน้องอีกคนไปอังกฤษ ตอนนี้เริ่มที่งานผู้ช่วยพยาบาลไปก่อน อีกสองปีภาษาดีค่อยว่ากันใหม่ แล้วเขาก็เงียบไปแล้ว ติดต่อไม่ได้เลย

พอจินเห็นแล้วก็อยากตะโกนดังๆ ว่าอย่าไปเลยน้องเอ๋ย พี่จ๋า เพื่อนๆ แต่บอกได้แค่คนข้างๆเวลาเขามาถาม ทำงานเมืองไทย สติแตกยังไง เราก็ยังมีครอบครัว มีแผ่นดิน มีภาษา มีอาหาร มีอากาศ ทุกอย่างอบอุ่นดี

มาอยู่แคนาดา อาจารย์หมอฝรั่ง ช่วยหางานประชุมวิชาการให้ไปอบรม เจอพยาบาลของเขาก็บ่นๆ เจอหมอฝรั่งเขาก็บ่นเรื่องพยาบาลเหมือนบ้านเราเลย เพื่อนหมอที่น่ารัก เขาช่วยติดต่อพยาบาลแขกที่เป็นหัวหน้าทีมพยาบาลที่เขารู้จักว่า อยากส่งเราไปดูงาน แต่พอเจอกันนี่ รู้เลยว่าแสบเป็นไง ภาษาเราถ้าไม่เชี่ยวชาญระดับเจ้าถิ่น สู้รบปรบมือเขาไม่ทันเลย จินยังนึกเลยว่า ถ้าเรามาแล้วได้หัวหน้าแสบเคี่ยวแบบนี้ ไม่เอาดีกว่า เคยเจอพยาบาลฟิลิปปินส์ที่เมืองมะกัน เขาคุยกับเราก็ล้อเรื่องสาวไทย ขนาดจินหน้าหมวยนะ ฟังแล้วยังฉุน แต่เขาไม่รู้ว่าเพื่อนหมอเราก็นินทาพยาบาลอิมพอร์ตเรื่องภาษาและนิสัย

พอเก็บข้อมูลมากๆเข้า ใจยิ่งคิดถึงคนไข้ไทย คนต่างจังหวัด ชาวบ้านที่ซื่อใจดี คิดถึงว่าคนไข้ส่วนใหญ่ของเราก็ยังน่ารักนะ แฟมมิลี่มะกันที่เคยอยู่ด้วย เขาเล่าเรื่องความเคี่ยวเวลาเขาไปรพ. ก็เข้าใจได้ว่าเป็นวัฒนธรรมเขา แต่มานึกแบบเราหัวอกพยาบาลไทย เจอคนไข้แบบเขานี่สงสัยตาแดงปริบๆ

จินยังอยากให้พยาบาลไทยเราเรียนรู้กันไปตลอด ไม่ใช่ว่าพอไม่ได้ทำงานเมืองนอก ก็ไม่ต้องจับตำรา ไม่ต้องเรียนภาษา ไม่เรียนรู้อะไร บางอย่างที่เราได้จากนอกแผ่นดิน เป็นประสบการณ์ เป็นความรู้เพื่อจะกลับไปปรับปรุงสนามหญ้าหน้าบ้านเรา ไม่ใช่เอาความรู้เพื่อไปทำสนามหญ้าบ้านคนอื่นให้เขียว

เวลาอยู่เมืองไทย ถ้าได้ไปตจว. จะแวะรพ.กันบ่อยๆเพราะพวกพ้องก็คนแถวนี้ทั้งนั้น บางทีเห็นน้องพยาบาลนั่งหน้าเซ็ง ทั้งๆที่หน้าตึกก็มีสวนสวย วิวภูเขาก็งาม รพ.ต่างจังหวัดบางแห่งมีคอมพ์ให้เล่น เวลางานยังเห็นน้องนั่งเล่นเกมคอมพ์มั่ง ออนไลน์มั่ง แต่เวลางานที่เมืองนอก ขืนทำอย่างนั้นอดตายพอดี ที่เห็นมา เห็นเขายุ่งจัง แต่อย่างว่า จินไม่ได้อยู่วงในลึกขนาดนั้น เลยไม่กล้าการันตีมาก

แต่ที่ชอบคือ พยาบาลตึกเด็ก เขาใส่เสื้อกางเกงลายดอกไม้สดใส ตึกเขามีเปียโนกลางโถงใหญ่ มีห้องเรียนหนังสือให้เด็กป่วยเรื้อรังที่ต้องอยู่รพ.นานๆ มีภาพวาดที่ผนังที่แปะโชว์พร้อมขายในเวลาเดียวกัน แล้วเขามีอาสาสมัครมาช่วยงานต่างๆในรพ.มาก งานหาทุนช่วยผู้ป่วยประเภทต่างๆดูขยันขันแข็ง

พยาบาลที่แคนาดาเงินเดือนก็ดี แต่ว่าพยาบาลต้องวิ่งรอกหลายแห่งเหมือนหมอ วันนี้เข้าเวรที่รพ.นี้ เห็นอีกวันสองวันต้องย้ายไปทำงานที่รพ.โน้น กำลังตามสืบอยู่ว่ามันยังไงกัน กำลังเก็บข้อมูลอยู่คะ

เรื่องพยาบาลมะกันถูกจำกัดการขึ้นเวร แล้วพยาบาลในประเทศจะขาดแคลน เขาทำนายไว้ตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน วงในเห็นหมอเขาว่า จะขาดแคลนกันยาวเป็นสิบปี ตอนนี้พยาบาลแคนาดาเดินแถวกันไปทำงานที่มะกันกันพรืด
ล่าสุดตามข่าวได้ว่า พยาบาลชาวจีนก็สนใจไปทำงานที่เมืองมะกัน จินยังมองๆสาวจีนอยู่คะ ตามจีบได้เมื่อไหร่จะเลียบๆเคียงๆมาเล่าให้ฟัง ว่าคู่แข่งของพยาบาลไทยไปถึงไหนในเรื่องการไปทำงานที่เมืองมะกัน

ระบบเมืองนอกดีอย่างเดียว เรื่องความรู้ไม่มีอั้น ตำราพยาบาล วารสารเขามากมายก่ายกอง ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อเอง ไม่มีคำว่าตกข่าววิชาการ ทันสมัยเสมอห้องสมุดเปิดดึกเปิดดื่นถึงห้าทุ่ม เปิดทุกวันไม่หยุด มีช่วงหน้าร้อนนี้ที่เขาขอหยุดวันอาทิตย์ พิพิธภัณฑ์มีมาก เข้าฟรีได้บางช่วง บางวัน แต่ที่เมืองมะกัน มหาลัยดีกว่า เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง เดินกลับบ้านดึกดื่น มีอาสาสมัครเดินตามไปส่งที่หอพัก
จินอยากอยู่เมืองนอกก็เพราะไม่ต้องควักตังค์ซื้อความรู้นี่แหละคะ อ้อ...มีประชุม มีสัมมนาให้เข้าฟรี มีกิจกรรมให้สรรหาเพื่อประเทีองปัญญา เมืองนอกเขาดีตรงนี้เท่านั้นเอง

ที่แคนาดา รพ.จะมีประชุมทางไกลกับรพ.ในเครือข่ายกันทุกอาทิตย์ พยาบาล หมอไปนั่งฟังกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ฟังสักชั่วโมงก็แยกย้ายกันไป เต็มใจไปกันเอง ใครไปเขาเลี้ยงขนม เลี้ยงกาแฟฟรี....ตอนนี้นึกออกแค่นี้คะ

พี่มพถ. จินร่ายเสียยาว พี่คงหลับไปแล้ว....
พี่เล็กคะ จินอายุ ๓๕แล้วคะ ไม่กล้าเรียกใครพี่ ถ้าไม่ชัดเจน เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นการทำให้ขุ่นเคืองกันด้วยความเข้าใจผิด ทุกวันนี้เจอใคร ชิงตัดหน้าเรียกตัวเองเป็นพี่ก่อนเสมอ เพราะมั่นใจมากว่า เราอาวุโสกว่าแน่แล้ว รุ่นลายงาเลยหละคะ ขนาดรูปพี่เล็ก เห็นครั้งแรกก็ทึกทักเอาว่าน้องเราแน่ เพราะหน้าเยาว์กว่าจินเยอะ
เชอรี่ดูน่าทานมาก คงหวานอร่อย จินเลยรีบไปไชน่าทาวน์ หามาหม่ำแล้วคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะจ้องรูปภาพไป หม่ำไปด้วยคงดีกว่า
ขอบคุณอีกครั้งกับการต้อนรับที่อบอุ่น คิดถึงความอบอุ่นก็....คิดถึงเมืองไทยอีกแล้วคะ



โดย: จิน [7 ก.ค. 48 14:50] ( IP A:64.229.9.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ตอนนี้ขอยึดกระทู้นี้เป็นเก้าอี้นั่งไปก่อนนะคะ เพราะไม่เห็นมีใครมาเปิดกระทู้ใหม่เลย
จินเคยเรียนภาษาเยอรมันด้วยนะคะพี่มพถ. เรียนที่เกอเต้แบบครึ่งวันจันทร์ถึงศุกร์เลยตั้งครึ่งค่อนปี กะจะเอาไว้หาอ่านตำราเยอรมัน แต่พอเรียนๆไป มันตีกับภาษาอังกฤษที่เราเองก็ประมาณว่า ยังอ่อนหัด ก็เลยต้องหยุดไป ตอนนั้นอายุ๒๘ ตอนนี้ก็อืมม์....นะ ไม่ลืมคงไม่ได้ เสียดายเหมือนกัน
โดย: จิน [7 ก.ค. 48 15:20] ( IP A:64.229.9.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   พี่ๆมาตอบกันได้สายตามเคยค่ะ

มุมมองของจินกับของพี่คล้ายๆกัน การเข้ามาคุยกันในมุมนี้ประเด็นนี้ ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่า อยู่ไหนดีกว่ากัน เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี แต่ละคน มุมมองต่างกันไปไม่จำเป็นต้องเหมือนกับของพี่และของน้องจินนะคะ คิดเห็นอย่างไรมาคุยกัน แบบนี้ดีค่ะ

พี่มีเพื่อนบางคน เขาทำงานอยู่อเมริกา เขาบอกรายได้เขาดี มีบ้านสองหลังแล้ว เขาสนุกกับงานมาก พี่เลยคิดว่าหากน้องพยาบาลที่อยากไปเมืองนอกโดยจุดประสงค์อยากมีรายได้เพิ่ม รายได้ดี ควรไปสอบถามพี่ๆเพื่อนๆ ที่อยู่อเมริกาก่อนไปจะดีกว่า หากพุ่งเข็มมาที่ยุโรป จะต้องทำใจ พยายาม และ ไม่ท้อถอย เว็บของพี่ จริงๆแล้วไม่ได้มีจุดประสงค์คุยกันอย่างเดียว จริงๆแล้วเพื่อช่วยพยาบาลไทยในเขตุยุโรปที่ใช้ภาษาเยอรมันเหมือนกัน เพราะสมัยพี่มานี่ใหม่ๆ ไม่มีคนช่วย หลังเลิกเรียนภาษาพีใช้เวลาในห้องสมุดประชาชนของแฟรงค์เฟิร์ตตลอด เวลาไปฝึกงาน ไม่มีใครมาเท็คแคร์ ที่เมืองไทยมีระบบ Orientationพยาบาลใหม่ สมัยพีมา ที่นี่ไม่มีจริงๆ มีแต่พาดูห้องแล็บต่างๆ บอกงานคร่าวๆ แล้วจบกัน พี่ดันมาอยู่วอร์ด ศัลย์อุบัติเหตุ ซึ่งหนักมาก เพื่อนร่วมงานแทบไม่มีเวลาคุยกันเลยนอกจากตอนรับเวร เข็นคนไข้เข้าออกห้องผ่าตัดยุ่ง เลิกทำงานเรียนภาษาต่ออีก ตอนนั้น ท้อนิดๆ เพราะภาษาเยอรมันยาก แต่ เมื่อโดนคนไข้ด่าว่าพูดไม่รู้เรื่อง โมโหตัวเอง เรียนมากขึ้น พูดมากขึ้น เพื่อนพยาบาลด้วยกันเลิกงานชวนไปดื่มกาแฟ ยังไม่มีใครไปเลย เขาเหนื่อยกัน เลิกงานรีบกลับบ้านลูกเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่รู้อยู่นั่นได้อย่างไรถึง 6 ปี
ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่อื่น สบายใจ แต่งานหนัก รพ.เล็กๆ พยาบาลทำหลายอย่างเอง เป็นภารโรง จนถึง คนถูพื่น จริงๆนะ ที่นี่ไม่มีศูนย์เปล ไม่มี คนทำความสะอาดแบบ ออนคอล อิๆ

ขึ้นเวรเช้าเวลาจะทานอาหารเช้ายังแทบไม่มีเลย บางวันทานกันตอน 11 โมงเช้า ขึ้นเวรตอนเช้า เพื่อนคนหนึ่งเป็นลม งานหนักต้องปั๊มกลูโคสยังเคยมี

อย่างว่า เลยตั้งใจจะรวมเพื่อนพยาบาล ไทยในต่างแดน มาเข้ากลุ่มกันปรึกษากัน.. ให้กำลังใจกัน ไทยไม่ช่วยใคร ก็แล้วใครจะมาช่วยเรา..

พีมีเพื่อนออนไลน์คนหนึ่งชื่อ คิมเป็นชาวแคนาดา เป็นพยาบาล และเป็นครูสอนพยาบาลด้วย เขาบอก ตารางการทำงานของเขาแย่ บางวันทำนาน บางวันทำไม่กี่ชั่วโมง และต้องสอน นักศึกษาด้วย
เขาต้องออกหน่วยไปทำงานที่อื่นด้วย ครวที่แล้วเขาไปทำงานที่ออสเตรเลีย 6 อาทิตย์ เล่าให้ฟังว่าต้องไปตรวจ และทำคลอดให้ชาวอะบอริจิน ด้วย ขึ้นเรือเห็นจระเข้ น่าสนใจดี


จินหัดภาษาเยอรมันไปเรื่อยๆนะ เผื่อพลัดมาเที่ยวทางนี้ จะได้ใช้ภาษาต่อชีพได้

โดย: มพถ [8 ก.ค. 48 17:39] ( IP A:84.139.84.134 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
    หมำอาหารอร่อยเผื่อพี่ด้วย อย่าลืมเอารูปสวยๆมาฝากด้วยล่ะ ปีที่แล้ว พี่ไปอเมริกา เกาะรั้วดูฝั่งแคนาดา ไปดูนำตก ไนแองการ่ากันอิๆ เข้าไม่ได้ ลูกๆกับสามีเข้าได้ เขามีพาสต์เยอรมัน พี่ ไทยเสมอ เลยเข้าไม่ได้ เขาบอกที่นั่นของทานถูกกว่าอเมริกามากเลย

โดย: มพถ [9 ก.ค. 48 5:25] ( IP A:84.139.117.205 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   Hi,there
The food price starts at 5 canadian dollars plus tax 15 %. It's inexpensive. Thai cousine is very popular here. However,the famous Thai restaurant which most canadians like to go is not owned by Thai people. I guess so, from the taste of a meal there that I've tried once. The taste is just..fine in my opinion. It's not cooked with authentic recipes, but the interior decoration is nice.

Back to the matter of this topic.
Actually, I wish our Thai nurses could have some opportunities to broaden their horizons by travelling abroad for quite a while before making their own decision to work in other countries. My reason is nobody can imagine what is the best condition/situation for them without comparison with other options. Spending time outside the home-country to have some direct experiences should let themselves get the right answer. Seeing the worldwide may give them the chances to listen to their inner mind,I hope so. At least , they will realize that how important the belief in long live learning is.

In my ideas, they can achieve that point by saving their money everyday. The big deal is.. How come? I think the better way is buying only nesessary stuffs in everyday life . Sometimes the way to use the money is much more important than the way to earn it. Well, it has to take several years to save that amount of money, but it's worth.
Do you agree with me,P' mpt?

Anyway, the big issue for all our friend nurses is language. But the fact is the way to understand conversations consists of 70% body acting , 22% speaking tone,rhythm,intonation and 8% correct grammar.


By the way,I will post some pictures of my trip to Niagara Falls last month and interesting places in Toronto next time. I promise you all.
โดย: jin [9 ก.ค. 48 10:06] ( IP A:128.100.126.10 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ต้องขอโทษด้วยที่ข้อความข้างบนไม่ได้พิมพ์ไทย พอดีเมื่อวานต้องไปแวะที่ตึกมหาลัย จึงไปใช้คอมพ์ที่นั่นคะ
โดย: จิน [10 ก.ค. 48 1:56] ( IP A:64.229.9.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คุณจินน่ารักจังค่ะ เก๋ชอบคุณตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้ากันเลยนะคะ ใจดีจังที่มาให้ความรู้พวกเรา
พี่ใหญ่ของน้องๆก็น่ารักไม่แพ้กัน
ขอยืนยันข้อมูลค่ะว่า อยู่เมืองไทยดีที่สุดค่ะ แฟนเก๋ (หมออเมริกัน) ก็กำลังจะย้ายมาอยู่เมืองไทย ตอนนี้ก็ไปๆมาๆ เพราะต่างคนต่างยุ่ง เก๋เรียนหนัก งานหนังสือก็เยอะ การบ้านก็เยอะ ส่วนเค้าก็ต้องเดินทางบ่อย ต้องไปบรรยายประเทศนู้นประเทศนี้ แต่ดี่ที่ yahoo กับ webcam ทำให้ไม่รู้สึกว่าอยู่ไกลกันมากนัก คุยกันทุกเช้า แฟนเก๋เค้าเดินทางไปทั่วโลก เค้าบอกว่าชอบเมืองไทยที่สุด เก๋เรียนจบคงไปอยู่อเมริกาสักพัก รอเค้าเกษียณ คงอีกไม่กี่ปี แล้วจะย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่ เพื่อนเก๋คนนึงแต่งงานไปอยู่อังกฤษ ก็กำลังจะย้ายกลับมาเร็วๆนี้ แต่จะไปอยู่ชุมพร บ่นๆว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนเมืองไทย รายนี้ก็รอสามีเกษียณเช่นกัน ขนาดฝรั่งเค้ายังบอกว่าเมืองไทยดีที่สุด แล้วเราจะไปอยู่นู่นกันทำไม
ตอนแรกที่เก๋มีความคิดว่าอยากไปเมืองนอกก็เพราะอยากทำงานได้เงินเยอะๆ แต่โชคดีที่มีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ไป อีกอย่างก็เป็นห่วงคุณแม่มากเลยเบนเข็ม มาทำหนังสือและลองทำธุรกิจอื่นๆดู (มาพรวนดินรดน้ำสนามหญ้าบ้านตัวเอง)ปรากฎว่าไปได้สวยเลยไม่คิดอยากไปเมืองนอกอีกเลย อย่างมากก็คงแค่ไปเที่ยว ถ้าให้เลือก ขออยู่เมืองไทยดีกว่า อเมริกา อังกฤษจะโดนก่อการร้ายอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ยังไงตายเมืองไทยก็ยังมั่นใจว่าต้องมีคนเผาผี
โดย: เก๋ EFN [10 ก.ค. 48 18:41] ( IP A:61.90.107.236 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ยินดีต้อนรับคุณจิน
ด้วยคนค่ะ อ่านทุกกระทู้ที่นี่แล้ว ก็เห็นด้วยนะคะ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตผกผันจะต้องมาลำบาก เริ่มนับหนึ่งใหม่ในต่างแดนก็จำต้องทน ตอนนี้คุยกับเพื่อนๆพยาบาลในไทย บางคนก็ยังอยากมาต่างประเทศ ก็คุยให้ฟังว่ามาแล้วเป็นอย่างไร และการออกจากชีวิตราชการเป็นอย่างไร เพราะเพื่อนๆตอนนี้ซี เจ็ด ซีแปด กันหมดแล้ว
ที่สวีเดน ไม่มีพยาบาลรุ่นพี่(คนที่มาอยู่ก่อน)เป็นคนไทย หรือมีแต่หาไม่เจอก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนที่มาหากต้องการทำงานอาชีพเดิม หรือคล้ายๆของเดิม จะต้องจบภาษาสวีดิช คือเรียนให้ผ่านระดับ D เขาเรียก SFI (Svenska for Invandare) อาจใช้ระยะเวลาการเรียนตั้งแต่ หนึ่งปี ถึงสองปี หรือบางคนอาจจบได้ภายใน หกเดือน ซึ่งปัจจัยในการจบขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน รวมถึงอาจารย์แต่ละคอมมูน(เทศบาล)ด้วย เพราะการจัดการเรียนการสอนมีคอมมูนเป็นผู้จัดการเรียนการสอนให้ หลังจากจบ SFI nivå D แล้ว
โดย: ช้างไทย (changthai ) [11 ก.ค. 48 17:42] ( IP A:81.228.254.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   อ้อ เรื่องภาษาบางคนอาจจะเรียนในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่ได้รับรองแล้ว แต่หลังจากจบ SFI แล้วจะต้องเรียนต่อ SASg(Svenska som andraspråk grund),SAS a(Svenska som andraspråk kurs A) และ (Svenska som andraspråk grund)ซึ่งจะใช้เวลาอีกอย่างน้อยที่สุด 2 ปีครึ่ง สำหรับการเรียนต่างๆที่เล่ามา(อันนี้ได้จากประสบการณ์ตรง หลังจากที่ส่งวุฒิการศึกษาไปเทียบและได้รับผลตอบกลับมาแล้ว(ช้างไทยส่งไปทั้งวุฒิ ป ตรีและ ป โทด้วย) หลังจากจบ (Svenska som andraspråk kurs B) แล้วให้แจ้งวุฒิการศึกษาจากการเรียนภาษาทั้งหมดกลับไปยัง national Health Bord (SOS) เพื่อเริ่มขั้นตอนการเรียนทางไกลเกี่ยวกับกฎหมาย สังคม วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับงานพยาบาล อาจใช้เวลาเรียนประมาณ สาม เดือน หลังจากนั้น ก็จะต้องสอบความรู้ต่างๆที่เรียน และเมื่อสอบผ่านคุณจะต้องหาที่ฝึกงาน โดยใช้เวลาประมาณ หกเดือน หากทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี คุณก็จะได้ไลเซ่น เพื่อทำงานพยาบาล รวมๆแล้ว เกือบ หกปี เป็นอย่างต่ำ กว่าคุณจะได้ทำงานที่คุณเรียนมาแล้วจากเมืองไทย สี่ปี ไม่รวมประสบการณ์การทำงาน
โดย: ช้างไทย (changthai ) [11 ก.ค. 48 18:00] ( IP A:81.228.254.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   คุณเก๋ขา เห็นทีจะให้คุณเก๋เห็นหน้าจินไม่ได้แน่ ไม่ใช่อะไรคะ กลัวเปลี่ยนใจทีหลัง นานๆทีจะมีคนชอบคนชม ต้องเก็บเอาไว้ปลี้มส่วนตัวนานๆหน่อยคะ แหม...สารภาพแบบไม่อายอย่างนี้ คุณเก๋จะบอกว่า "... ที่พิมพ์ไปหนะ พิมพ์ผิด... " ตอนนี้ก็ยังไม่สายหรอกนะคะ

ตอนนี้ที่แคนาดาแตกตื่นมากเพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่มีพื้นเป็นคนอังกฤษ เขาบินไปเยี่ยมบ้านเกิดแถวยุโรปกันบ่อย วันที่ลอนดอนมีระเบิด ปรากฏว่าสถานีรถไฟใต้ดินที่นี่มีตำรวจเดินตรวจตรากันพรึบ คือเขารู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เขาจะต้องเจอการก่อการร้ายเข้าสักวัน เพราะเขาสนิทกับประเทศอังกฤษ เรียกว่าบ้านพี่เมืองน้องแนบชิด คือเรียกว่ามะกันข้างบ้านโดนไปแล้ว บ้านพี่อังกฤษโดนไปแล้ว เขารู้สึกว่า ใครหนอจะเป็นประเทศต่อไป เขาคิดว่ามีแนวโน้มสูงที่จะคิดถึงประเทศแคนาดา แต่ว่าเขาก็มีข้อแย้งว่า เขาเองก็มีคนอิสลามมาก คนแขกที่แคนาดาก็ได้รับการปฏิบัติที่ดี แล้วที่นี่เรื่องปัญหาสีผิวก็น้อยกว่าที่อังกฤษและเมืองมะกัน เรียกว่าที่นี่เน้นเสรีภาพและความหลากหลายมากกว่าเยอะ คือคนต่างภาษาต่างวัฒนธรรมก็ต่างมีพื้นที่ของตัวเองในสังคม ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ยุ่มย่ามกัน ทุกคนก็เคารพกติกานี้ที่แบบกลุ่มใครกลุ่มมัน

คนทำงานในโตรอนโตเกือบร้อยในร้อยเป็นคนอพยพมาจากที่อื่นกันทั้งนั้น คนนี้มาจากอิตาลี คนนั้นมาจากอังกฤษ คนโน้นมาจากฝรั่งเศส คนนู้นมาจากอินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เยอรมัน ก็ว่ากันไป ถ้ามองหาเด็กที่เกิดในโตรอนโตนี่แทบนับคนได้ เพราะเขารู้สึกว่าค่าครองชีพที่นี่แพง คิดดูสิคะ กินอะไรให้บวกภาษีไปอีกร้อยละ ๑๕ หมอที่นี่ขับรถเก่ากันเยอะ บางคนเป็นอาจารย์ยังปั่นจักรยานก็มีเลย แต่ว่ามีบ้านทาวเฮ้าส์ ๒ชั้นในเมือง คือค่าใช้จ่ายประจำวันนี่ค่อนข้างสูง


เวลายืนรอข้ามไฟแดง หรือที่สถานีรถใต้ดิน น้อยๆมากเมื่อเทียบกับที่นิวยอร์กที่เขาจะพูดภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่พูดภาษาบ้านเกิดกันทั้งนั้น ที่นี่เวลาทางสาสุขเขารณรงค์เรื่องสุขภาพนี่ ภาษาหลักที่ใช้ในโปสเตอร์คือฝรั่งเศสกับอังกฤษ แต่บางทีพิมพ์ ๕ ภาษา เพิ่มจีน อาหรับและสเปน เวลาเราพูดภาษาไทยมั่งจึงไม่ค่อยเขิน ประมาณว่าเราก็พวกต่างด้าวเหมียนกันนะ แต่ตอนอยู่ที่เมืองมะกันจะเหนียมเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยได้ยินเสียงแปร่งๆมากนัก เพราะคนนิวยอร์กหน้าจีนบางคน เขามาจากสเปน เวลาเขาเจอเรา เขาก็คิดว่าต้องพูดจีนหรือสเปนใส่ แต่เสียใจคะ พูดไม่ได้.....เรื่องเขินนี่เป็นประสพการณ์ส่วนตัวคะ


วันก่อนนั่งคุยกับเพื่อนหมอ เขาบอกว่า เคยแนะนำให้ลูกเรียนภาษาสเปนเป็นภาษารอง แต่พอตอนหลังมาตามข่าวแล้วทราบว่า ภาษาจีนต่างหากที่น่าสนใจกว่า เพราะมีคนจีนอยู่ทั่วโลก อยากติดต่อธุรกรรมอะไรที่ไหนก็หนีไม่พ้นคนจีน เขาเลยให้ลูกเบนเข็มไปเรียนพูดเขียนจีนแทนเลย

ที่นี่ต่างจากนิวยอร์กมาก แม้เป็นเมืองหลักสำคัญของประเทศคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันเลย โตรอนโตจะดูเป็นเมืองพักร้อนของคนมะกันเสียมากกว่า คือคนมะกันมักมาเที่ยวแบบไปกลับไม่กี่วัน สบายๆ ที่นี่คนไม่กระจุกตัวอยู่ที่เดียว ชอบมีงานฉลองนั่นนี่บ่อยๆ วันอาทิตย์จะเงียบยังกับกรุงเทพฯช่วงสงกรานต์ แต่กระนั้นก็ได้ชื่อว่า คนที่นี่เป็นพวก condomania

ขอนินทาอีกหน่อยว่า ตอนจินอยู่เมืองมะกัน ค่ารถเมล์ที่นั่นจ่ายเท่าไหร่ มาที่นี่ต้องจ่ายเฉลี่ยแล้วมากกว่าเท่าตัว คือค่ารถสาธารณะยังแพงในความเห็นส่วนตัว แถมต้องมีรูปติดที่ตั๋วเดือนด้วย ห้ามคนอื่นใช้สิทธิ์แทนกัน ตอนอยู่เมืองมะกันซื้อตั๋วเดือนไว้ วันไหนเราอยู่บ้านก็ให้เพื่อนยืมไปใช้ได้ เรียกว่าประหยัดกว่า

แต่คนที่นี่เขารณรงค์เรื่องความภูมิใจในการเป็นชาวแคนาเดียนมาก อะไรๆก็ต้องมีธงแคนาดา แล้วเขาแข็งขันเรื่องการรวมกลุ่ม การเป็นอาสาสมัครมาก เคยกระซิบคนใกล้ตัวว่า ที่นี่เป็นเมืองไทยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษนะ แต่ว่าเป็นในอนาคต ถ้าเราพัฒนาประเทศเราได้ดีๆเราก็มีหวัง เพราะไทยเรามีความหลากหลายอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่ายังไม่ค่อยแข็งแกร่ง แล้วบ้านเราอากาศดีกว่าคือเหมือนหน้าร้อนของเขา แต่เขามีไม่กี่เดือนแล้วหนาวจัด แต่บ้านเราร้อนทั้งปี เรียกว่าซัมเมอร์กันทั้งปีเมืองไทย
โดย: จิน [12 ก.ค. 48 2:33] ( IP A:64.229.120.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   น้องๆทางเมืองไทยเงียบไปเยอะนะคะ จริงๆตอนนี้พี่จินเจอตำราแนวข้อสอบติวNCLEX-RN อยู่ที่ห้อง เทียบสามตำราดูแล้ว คิดว่าได้ข้อมูลพอตัว ตั้งแต่ปี ๒๐๐๔ -๒๐๐๖ ทั้งสำหรับพยาบาลต่างชาติและของมะกัน เขาการันตีว่า สอบได้แน่ถ้าอ่านหนังสือติวของเขา แต่อย่าไปเชื่อมาก ฝรั่งเขามั่นใจและชอบชมตัวเอง มันเป็นตามหลักการโฆษณา จริงๆเทียบดูก็ข้อสอบอันเดียวกันแหละ แต่มี ๓เวอร์ชั่นคือมีข้อสอบใหม่เพิ่มมาทุกปี แต่ว่าก็ไม่มาก ....บอกทำไมเนี่ย จะบอกว่า ข้อสอบขายเป็นหนังสือนั้นมีอยู่คะ เพื่อเอาไปศึกษาเองแบบโทเฟิลก็ได้นะคะ เห็นเขาเขียนว่าถ้าซื้อรวมๆกันหลายเล่มจะได้ราคาถูก แต่เล่มนึงก็ประมาณไม่เกินพันห้าคะ ก็คงได้ถูกกว่านี้นะพี่ว่า


แค่เห็นใจน้องๆว่า ถ้าต้องไปต่างประเทศ อยากให้พึ่งตัวเองมากกว่าเอเยนซี่ เพราะเขาคิดค่าเหนีอยแพงจัง ถ้าอะไรทำเองได้บ้างก็ประหยัดตังค์ไปได้มาก เพราะหนทางลำบากยังอีกยาวไกล เอเยนซี่เขาช่วยเราเดินหาอนาคตไม่ได้ เขาช่วยได้ตรงให้ข้อมูลและขั้นตอนติดต่อ รวมถึงบางครั้งอาจได้กำลังใจกระตุ้นจากเขา (อีกส่วนหนึ่งเนื่องจากเราจ่ายไปเยอะ ก็จะเสียดายเงิน พวกเราเลยขยัน) แต่เราต้องเดินด้วยเท้าเราเอง แต่ข้อเสียคงมีคือ พอทำทุกอย่างด้วยตนเองก็จะไม่จริงจัง ท้อแท้ง่าย จะมีวินัยส่วนตัวในตนเองก็คงยาก เพราะเสร็จจากงาน ก็เหนื่อยจะแย่

ให้กำลังใจน้องๆเรื่องภาษา ไม่มีทางที่เราจะเชี่ยวแบบภาษาเกิด ยังไงต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาหรอกคะ รวมถึงความรู้วิชาการด้วย บางอย่างเราไม่รู้ว่าจะได้ใช้ตอนไหน เวลาโชคหล่นทับ แต่เรากลับไม่พร้อมก็จะน่าเสียดาย ภาษานี่ต่อให้จบเอก พอกลับไทย จ้างให้ไปอยู่บ้านนอกสักห้าปี ไม่ได้พูดเลย พอมาเริ่มใหม่ก็จะลืมอีก แต่ถ้ายังฟังอ่านอยู่ก็จะไม่ลืมเรื่องการใช้ภาษา แต่ไม่มีทางคล่องอย่างเก่า มันจะติดขัด เพียงแต่ว่าเวลารื้อฟื้น มันจะเร็วกว่าคนไม่เคย ก็เท่านั้นเอง แล้วอย่างที่บอกคะ ภาษากายสำคัญกว่าเยอะ คือมันประกอบกันคะ ภาษาเป็นสื่อ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับว่า เรามีเนื้อหาสาระแง่คิดที่จะเอาภาษาเป็นสื่อหรือยัง

ปัญหาของพวกเราน่าจะเป็นตรงสาระความคิดต่างหากที่น่าห่วง เพราะบางทีเราบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะคิดหรือเขียนอะไร ตรงนี้หนักใจกว่า คือพอเราไม่มีเนื้อหาจะคุย เราก็เลยไม่มีโอกาศซักซ้อมการใช้เครื่องมือหรือเจ้าตัวสื่อคือภาษา พอจะพูดทีเลยอาจกลายเป็นการบ่นไปเสียมาก เจ้าตัวก็เลยอาจรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ที่จะพูด....ทั้งหมดนี่เป็นความเห็นส่วนตัวคะ แย้งได้คะเพื่อแบ่งปันความเห็น

คุณช้างไทยขา แค่ฟังก็เหนื่อยแทนจังเลยคะ ต้องคนแกร่งจริงๆหนอถึงจะทำได้ แต่ก็จริงคะว่าไปถึงนั่นแล้ว นับหนึ่งก็ต้องยอมทน นับสองก็ต้องอึด นับสามก็ต้องสู้ ไม่เจอกับตัว ใครจะไปซึ้งเท่าคงไม่มี

จินยังคิดเลยว่า แทนที่เราจะหิ้วกระเป๋าไปทำงานต่างประเทศ ทำไงดีหนอ เราจะให้เขาไว้ใจในคุณภาพของเราจนต้องหิ้วกระเป๋ามาหาเราในเมืองไทยแทน เอาเหมือนคลีนิคหมอไงคะ คนไข้มาหาที่รพ. ไม่ต้องไปตั้งคลีนิคที่บ้านเขาหรอก ทำไงดีหนอให้คุณภาพพยาบาลไทยเราดังกว่านี้ ดังจนเขาอดใจมาเยี่ยมเยียน มาลงทุนที่บ้านเรา จริงๆแล้วเรื่องนี้มีเล่าต่อที่คิดอย่างนี้ เพราะวันก่อนได้ข้อมูลเรื่องของประชากรโลกว่าด้วยชาวญี่ปุ่น อินเดียและทางอาฟริกาใต้ แต่ว่าขอผลัดไปก่อนนะคะ เพราะต้องเตรียมตัวไปธุระต่างเมือง กลับมาดึกหน่อย คงต้องแวะเข้ามาพรุ่งนี้อีกที
Hope everything is well with you all

โดย: jin [12 ก.ค. 48 3:28] ( IP A:64.229.122.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ไปอ่านกระทู้ของหนูตู๋ที่ ๒๔๗ เข้า อดไม่ได้ที่จะโพสต์ตรงนั้นแล้วขอเล่าไว้นิดนึงก่อนคะว่า แค่อยากให้น้องๆได้เจอทางสายกลางของตัวเองนะคะ ที่ถ่ายทอดก็หวังให้คนเรานี่มุ่งมั่นอย่างมีแบบมีแผน มีข้อมูล มีความฝันบนฐานของความจริง

เสริมยาวๆอีกหน่อยเถิด.....บางครั้งโจทย์ของชีวิตก็คือเงิน เงินบางทีสำคัญจนเราแค่มีศูนย์เพิ่มอีกตัวต่อท้ายข้างหลังในบัญชีธนาคาร เราก็มีความสุขแล้ว แล้วเราก็งำมันไว้จนบางทีมันกลายเป็นเจ้าชีวิตเราไปหรือเปล่า

ถามตัวเองนะคะว่าเราอยากไปเมืองนอกเพราะอะไร เพราะเราอยากได้เงินมากๆเป็นหลักใช่ไหม แล้วไปทำงานไม่ว่าที่ไหน เราจะมีความสุขน้อยจัง เพราะหนีไม่พ้นว่า เราไม่ได้ทำงานด้วยความสุข ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง แต่เราทำเพราะเราอยากได้เงิน เราคิดว่ามีเงินแล้วความสุขจะตามมา แต่เราก็เคยได้ยินว่า เงินนั้นซื้อความสุขไม่ได้เสมอไป......จริงไหมคะ

เราหนีเงาในหัวใจเราเอง หนีที่จะได้ยินว่าหัวใจเราต้องการอะไร ตามหาหัวใจเราให้เจอดีกว่าคะว่าชีวิตต้องการอะไร เมื่อนั้นเราจะหายสับสน เงาในหัวใจเราจะรวมเข้ากับเจ้าของ แล้วเราจะได้ยินว่าหัวใจเรานั้นแท้จริงอยากได้อะไรกันแน่

แล้ว..... เมื่อไหร่ที่เราชัดเจนว่าเราต้องการอะไร เราจะเริ่มวางแผนได้รัดกุมขึ้นกับชีวิต การลงทุนของเราจะไม่สูญเปล่าทั้งเวลา เงินทองและความรู้สึก เพราะชีวิตเราถูกเติมเต็มตามความฝันของหัวใจเรา ความฝันที่ไม่ใช่การเพ้อฝันนะคะ และไม่ใช่การฝันกลางวัน แต่ทำความฝันให้เราจับต้องได้แม้ในยามกลางวันที่แดดจัดแผดเผา

ทำสิ่งที่เราอยากทำ หรีอเราฝันจะทำ เริ่มทำให้เป็นจริงโดยอยู่บนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้มันเป็นเพียงความฝันอีกต่อไป

แล้วจะรู้ว่า เราก็อาจเป็นอีกคนที่ทำได้ว่า "มือคว้าดาว แม้เท้าติดดิน" โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจมือถือพันล้าน หรือไม่ต้องมานั่งร้องเพลงที่ว่า...หนูอยากเป็นสะใภ้นายก.......เอ....เคยได้ยินเพลงนี้ไหมคะ

หวังว่าคงพอทำให้ใครๆยิ้มได้บ้างนะคะ



โดย: จิน [13 ก.ค. 48 2:18] ( IP A:64.229.144.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   จะเล่าต่อจากกระทู้ที่ ๒๐ นะคะว่า วันก่อนได้ดูสารคดีเกี่ยวกับประชากรอินเดียที่มากเหลือล้น เด็กๆวิ่งเล่นบนกองขยะ ซึ่งบ้านไทยเราก็มี แต่เขามีมากกว่าเยอะมากๆคะ ส่วนทางอาฟริกาใต้มีปัญหาว่า มีการเกิดเยอะก็จริง แต่ว่าอัตราการตายเขาสูงไล่ติดกันไปด้วย ประเภทครอบครัวกำพร้าที่พ่อแม่ตายแล้วพี่น้องหาเลี้ยงกันเองมีมาก แถมพี่คนโตต้องหาเลี้ยงแต่อายุยังน้อยเพื่อเลี้ยงน้องตัวจิ๋วๆที่พ่อแม่ทิ้งให้ไว้เป็นมรดกก่อนตายนั้น หันไปหันมาจะเรียนหนังสือก็ไม่ได้ แต่จะทำอาชีพอะไรยังชีพ ส่วนใหญ่จึงยอมขายบริการทางเพศกันทั้งนั้น แล้วขายให้ใคร ก็ขายให้คนจนในระดับเดียวกันนั่นแหละคะ แลกกับอาหารพอประทังไปวันๆ แล้วกลายเป็นว่าพี่คนนั้นก็ติดเอดส์ด้วยเหมือนกัน เป็นวงจรชั่วร้ายที่น่าสลดใจมาก
ปีนี้อินเดียจึงครองแชมป์ประชากรสูงสุดในโลกนะคะ จีนได้อันดับรอง ปีหน้าว่ากันใหม่ แต่จีนก็ตอนนี้การลดประชากรด้วยการคุมกำเนิดได้ผลกว่าอินเดีย จึงคิดว่าแนวโน้มที่อินเดียจะครองตำแหน่งคงยาวนาน เพราะตามไปดูที่ว่า อะไรเป็นสาเหตุ เขาพบเรื่องที่เราก็คงได้ยินกันบ่อยๆคือความเชื่อเรื่องลูกชายที่ยังเหนียวแน่นมากๆ คือห้ามใช้การคุมกำเนิดจนกว่าจะได้ลูกชาย ในขณะที่ทางจีน เขาอยากได้ลูกชายเหมือนกัน แต่พอรัฐให้คุมกำเนิดจึงมีการทำแท้งมากในจีน ปัญหาของจีนจึงเป็นเรื่องการให้ทำแท้ง ให้คุมกำเนิด ขณะที่ปัญหาของอินเดียคือ ไม่ให้ทำแท้ง และไม่ให้คุมกำเนิด

สรุปผลลัพธ์คือ อินเดียประชากรไม่ลด มีปัญหาคุณภาพชีวิตโดยเฉลี่ยวัดจากปัจจัยสี่ขาดแคลนมาก ส่วนจีนประชากรลดก็จริง แต่ก็มีปัญหาการพัฒนาประชากรเด็กที่ว่า เป็นลูกชายคนเดียวของทั้งตระกูล จะเลี้ยงดูยังไงให้ไม่เสียคนเพราะถูกตามใจ เพราะต่อไปเด็กคนเดียวนี้ที่กินทรัพยากรของตระกูล อนาคตต้องมาเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ถ้าไม่มีการฝึกวินัยการรับผิดชอบเอาไว้ก่อน โตขึ้นจะหันกลับมาปรนนิบัติบรรพบุรุษหรือ ถ้าหากว่าถูกเลี้ยงดูให้หนักไม่เอา เบาไม่สู้เพราะความเป็นลูกโทน

เห็นปัญหาไหมคะ จีนกับอินเดียคล้ายกันในเรื่องความเชื่อ คาดหวังเกี่ยวกับเพศของประชากร แต่ดำเนินการต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน เหมือนชีวิตคนนะคะ อาจมีหลายอย่างคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน เมื่อการดำเนินชีวิตแตกต่างกัน

เราเรียนรู้จากคนอื่นเพื่อตรงนี้แหละคะ เราเรียนรู้โลกกว้างก็เพื่อตรงนี้ เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ด้วยเหตุอย่างนี้......เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกข้อจำกัดในชีวิตอาจได้บ้าง แต่เราเลือกที่จะดำเนินชีวิตได้ เลือกอย่างระมัดระวังด้วยข้อมูลที่เราต้องมีให้มากที่สุด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ตามมาซึ่งก็จะกลายเป็นโจทย์ต่อเนื่องข้อต่อไปง่ายขึ้น ไม่ใช่ให้มันเป็นโจทย์ลูกโซ่ชีวิตที่ยากขึ้น

คือเราแก่ตัวลง กำลังลดน้อยลง ก็อยากสบายมากขึ้นหน่อยใช่ไหมคะ ลำบากก่อนสบายทีหลัง นั้นไม่เถียง แต่ก็อยากลำบากให้คุ้มค่าเสียเวลา จริงไหมคะ

โดย: จิน [13 ก.ค. 48 2:56] ( IP A:64.229.8.57 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ส่วนประชากรญี่ปุ่นมีปัญหาว่า การเกิดมันน้อยมากๆ จนบางเขตของญี่ปุ่นทั้งโรงเรียนมีนักเรียนคนเดียว จริงๆนะคะ โรงเรียนชื่ออะไรไม่รู้ ไปถามคนแก่ผู้หญิงบอกว่า ตอนเธฮเป็นสาว เธอดูแลพ่อแม่สามี ดูแลลูกๆ เหนื่อยมาก แต่ตอนนั้นก็คิดว่า แก่แล้วคงสบายเหมือนแม่สามี เพราะว่าลูกๆจะโตขึ้นและปรนนิบัติเธอ เฉกเช่นที่เธอทำให้กับบรรพบุรุษ มันเป็นวัฒนธรรมที่เธอไม่คิดว่า มาวันนี้ลูกไปทำงานเมืองใหญ่ เธอยังต้องมีงานดูแลต่อไป แต่คราวนี้มาดูแลตัวเอง เหมือนชีวิตมาเริ่มต้นต่อสู้เอาตอนแก่ เพราะเธอต้องดูแลตัวเองเหมือนคนสมัยใหม่ แต่ร่างกายมาจากโลกสมัยเก่า เธอว่าโลกไปเร็วจนเธอตามไม่ทัน

เวลาป่วยจะมีปัญหามากเพราะสถานพยาบาลของหลวงไม่พอ พยาบาลไม่พอเมื่อเทียบกับประชากรคนแก่ที่มากขึ้น แต่เด็กและคนหนุ่มสาวลดลง แล้วเขาก็ไม่ยอมรับการอพยพของชาติอื่น ในสารคดีบอกว่า ที่เมืองมะกันก็มีปัญหาการลดลงของคนวัยทำงานเนื่องจากการคุมกำเนิดที่ได้ผล และวิถีชีวิตแบบคนสมัยใหม่ แต่เขาใช้การอพยพคนจากประเทศต่างๆเพื่อไปเสริมทัพในแรงงานส่วนที่ขาดแคลนคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จึงไม่เจอปัญหาอย่างที่ญี่ปุ่นกำลังสัมผัสอยู่

จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยได้ยินเรื่องคนญี่ปุ่นมาซื้อที่ดินแถวเหนือในไทย เพื่อหวังสร้างเป็นที่พักคนชรา ไม่รู้ว่าเรื่องดำเนินไปถึงไหน แต่ที่รู้ด้วยตนเองคือ แถวทางไปปทุมฯ ที่ไปทะลุซอยวัชรพล ที่มีหมู่บ้านขึ้นมากๆ เคยเห็นว่ามีการสร้างหมู่บ้านที่ชื่อเจ้าของโครงการเป็นกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ตามข่าวต่อนะคะ แต่ที่แน่ๆคือ คนเขาว่าถ้าขืนคนต่างชาติมาลงทุนในไทยมากๆมันก็ไม่ดีหรอก เดี๋ยวเราต้องเป็นคนใช้เขาในแผ่นดินตัวเอง ไม่น่าสนับสนุน ...กลายเป็นว่าหัวข้อก็จะแตกออกย่อยไปอีก

สังเกตุไหมคะว่าแต่ละอย่างจะเชื่อมโยงกัน เราแตกต่างกันแต่ก็เชื่อมโยงกันได้ เหมือนโลกใบนี้ไงคะ การเชื่อมตัวเราเข้าสู่โลกกว้างคงไม่ได้มีเพียงประตูเดียว หรอก เพราะแต่ละประตูแม้จะมีลักษณะเฉพาะ แต่ก็เปิดเข้าสู่ห้องได้เช่นกัน
แล้วถ้าเราจะไปเมืองนอก โผล่มองโลกกว้างมีหนทางจำกัดนักหรือ

ขอเพียงไม่จำกัดความทุ่มเท ไม่ล้อมกรอบความคิด หนทางมันต้องมีความหลากหลายให้เราเลือกได้

โดย: จิน [13 ก.ค. 48 3:22] ( IP A:64.229.12.248 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   Dear All,
My family and I are staying in Cambodia now. It is very interesting and exciting here. Three days ago we have done our sighseeing at Angkor Wat , Angkor Thom and another famous Temples near Siam Reap. Tomorrow we are going to Tonle Sap.

The way of life in Cambodia seems to be easy . But where we stay now( Siam reap) is very expensive because there are many tourists.
I have not much time to write because I have to take care of my family. If I am home I would tell you more about Siam Reap.

I hope things are going well with you all.
Hope to hear from you again.
โดย: mpt [15 ก.ค. 48 22:35] ( IP A:203.223.35.2 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   I had been there last year. It was such a nice place. Please don't forget to take some pictures for us.
Have a nice day.
โดย: EFN [15 ก.ค. 48 23:31] ( IP A:61.91.114.43 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   สวัสดี พี่ๆพยาบาลทุกคนนะค่ะ ตอนนี้หนูเรียน พยาบาล อยู่ที่ ABAC ค่ะ กำลังจะขึ้นปีสามเอง หนูอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับว่า ถ้าเราจะไปทำงานเมืองนอก เราต้องสอบ Lisence ยังไงค่ะ คือบางครั้งเพื่อนบอกว่า บางประเทศไม่ต้องสอบ บางประเทศต้องสอบของไทย เอเชีย ก่อน ถึงจะสอบ nclex ได้ งงมากค่ะ คือหนูอยากไปทำงานต่างประเทศมากเลย แล้วถ้าจบแล้วไปเลย เค้าจะรับมั้ยค่ะ แบบเราไม่มีประสบการณ์การทำงาน ยังไงพี่ๆพยาบาลว่างๆ ช่วยให้คำแนะนำหนูด้วยนะค่ะ คือแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลยอะค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ
โดย: น้องเมย์ ABAC [23 เม.ย. 50 19:21] ( IP A:168.120.233.173 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ขอโทษจริงๆ
อย่าอ่านนะขอร้อง
ความลับมาบอก เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
เคยมีเด็กถูกฆ่าตายที่ห้องน้ำของภารโรง
แต่ไม่สามารถหาต้นเหตุของคดีได้
จึงได้ปล่อยร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยทิ้งไว้ ณ ที่เดิม
ไม่มีการทำพิธีอะไรทั้งสิ้น วิญญาณของเด็กจึงล่องลอยวนเวียนอยู่ในรร.
เป็นเวลาหลาย 10 ปี
จนวันหนึ่งได้มีกลุ่มนร.หญิงเข้าไปในห้องน้ำนั้นเพื่อหวังจะแกล้งภารโรง
จึงได้พบวิญญาณของเด็กน้อย กำลังไต่ไปตามเพดาน พร้อมแสยะยิ้มให้
พวกเธอกลัวมากรีบวิ่งออกจากห้องน้ำ
แต่เพื่อนคนหนึ่งพลันไปเหยียบแอ่งน้ำที่พื้นเข้า
จึงได้ล้มและไปสะดุดขาของเพื่อนอีกคนหนึ่งเข้า
เพื่อนคนนั้นได้จับแขนของอีกคนไว้จึงล้มกันมาเป็นทอดๆและหัวฟาดพื้นตายหมด
วิญญาณของพวกเขาจึงวนเวียน ณ ที่แห่งนั้นตลอดไป
จงส่งต่อไปอีก 20 กระทู้ ภายใน 7 ชม.

โดย: pop_toy@hotmaill.com [16 ธ.ค. 50 16:43] ( IP A:125.25.242.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   สวัสดีค่ะ ชื่อ โน๊ต เป้นน้องใหม่บอร์ดนี้ ยังไม่ได้เป็นพยาบาล แต่คิดอยากเรียนค่ะ ตอนนี้อายุ 25 จบ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเกษตร เคยเป็น Aupair อยู่เมกา 1ปี แล้วก็ทำงานร้านอาหารไทยที่นุ่นอยู่ 6 เดือน ตอนนี้ทำงานอยู่ที่เมืองไทยค่ะไม่ตรงสายเลย มึความคิดอยากเรียนใหม่เป็นพยาบาล แล้วทำงานที่เมืองนอก พอดีได้คุยกับคนที่เป็นพยาบาลเมกา และเป็นติวเตอร์สอบ NCLEX ที่ไทย คุยเรื่องการได้ work permit และ กรีนการ์ดกัน เลยสนใจ แต่ตอนนี้ยังลังเลอยู่ค่ะ เพราะลูกพี่ลูกน้องที่เค้าทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่ไทย เค้าบอกว่า เหงา ฟ้องร้องกันง่าย แล้วก็ไม่มีองค์กรไหนช่วย เค้ายกตัวอย่างถ้ามีคนหกล้ม เราเข้าไปช่วย เผลอๆ เค้าจะฟ้องเราว่าเราทำเค้าขาหัก หรือบาดเจ็บ ฟังดูโหดๆอ่ะค่ะ แล้วอีกอย่าง ต้องเรียนใหม่หมดเลย คิดอยู่ว่าถ้าจะไปจริงๆ จะเรียนพยาบาลอินเตอร์ที่ ม.เชียงใหม่ดี หรือเรียนที่นิวซีแลนด์ดี เพราะทราบมานิดนึงว่าเค้ามีทุนให้

พี่ๆค่ะ ตอนนี้งง งง ชีวิตค่ะ อยากไปอยู่เมืองนอก อยากได้กรีนการ์ด อยากได้เงินเยอะๆ เพราะคิดอยากเปิด โรงเรียนพวกสองภาษาเด็กเล็กที่ไทย แล้วก็อยากสบายตอนอายุเยอะ แต่ ก็กลัวการทำงานที่เครียด กลัวจะรับไม่ไหว ท้อกลางทาง เลยอยากขอคำปรึกษาจากพี่ๆที่ทำงานที่นั่นว่า ยังไงดี จะคุ้มกันไหมกับการไปเรียนใหม่ 4 ปี รบกวนด้วยนะคะ ไม่รู้จะคุยกับใครแล้วจริงๆ
โดย: โน๊ต/nuss_khon@yahoo.com [11 พ.ค. 51 8:46] ( IP A:61.90.147.248 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   สวัสดีค่ะ ชื่อน้อง เพิ่งเข้ามาอ่านบอร์ด วันนี้เป็นวันแรก ดีจังค่ะมีบอร์ดนี้ด้วย พี่ ๆ พยาบาลทุกคนใจดีจัง น้องเป็นพยาบาลค่ะอยู่แผนกไตเทียม และสนใจอยากไปทำงานที่ต่างประเทศ อยากไปเรียนรู้โลกกว้าง ๆ ค่ะ แต่มีข้อสงสัยว่า เราสามารถเลือกแผนกที่ทำได้ไหมคะ เพราะตอนนี้น้องเชี่ยวชาญทางด้านไตเทียมมากกว่า ถ้าอยู่แผนกอื่นอาจทำได้ไม่ค่อยดี
โดย: น้อง / pitchy_k09@hotmail.com [28 พ.ค. 51 23:15] ( IP A:117.47.188.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   พยาบาลไตเทียมเหมือนกันอยากไปทำงานต่งประเทศ เหมือนความเห็น 32
โดย: little-finger129@hotmail.com [11 มิ.ย. 51 19:51] ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   อยากถามพยาบาล แสนดี ว่าได้ work permission ของพยาบาลที่เบลเยี่ยมอย่างไรคะ ต้องเรียน เฟลมมิสก่อนไหมคะ หรือใช้ภาษาอังกฤษได้ ทำที่ รพ. หรือ Home health care หรือ งานวิจัยคะ และเริ่มทำเมื่อไร เงินเดือนเริ่มต้นเท่าไหร่คะ ช่วยส่งจดหมายตอบตาม เมล์ด้วยนะคะจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง หรือตอบไว้ในกระทู้ก็ได้คะ
โดย: anetnapis@hotmail.com [1 ต.ค. 51 15:58] ( IP A:118.173.244.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   สวัสดึคะ ชอบอ่านกระทู้นี้จัง เป็นพยาบาลเหมือนกันคะ ทำมา 10 ปี แล้ว ถ้าอยากไปดูแลผู้สูงอายุที่ต่างประเทศ พี่ ๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ ขอบคุณมากคะ
โดย: nakina-nana@hotmail.com [18 พ.ค. 52 22:20] ( IP A:61.19.231.4 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน