เล่าเรื่องเรียงความของคนบ้ายอ
   แหม...คนบ้ายอชักได้ใจ เลยกล้าผละจากกระทู้ของแสนดีมาตั้งหัวข้อใหม่ จริงๆก็คือ มีภาพวาดพวกนี้อยู่ และกะว่าจะไปถ่ายภาพมาเทียบกันให้ดูด้วยคะ แต่พอทำไปเรื่อยๆก็ชักเรื่องยาว เลยไม่ได้มาโพสต์เสียสักทีนึง และพอข้อมูลมากเข้า ชักงง แถมยังย้ายที่พักอีก หาของไม่เจอ ต้องรื้อๆหาๆกันจนอ่อนใจ เอาเป็นว่า ภาพสะเปะสะปะหน่อยนะคะ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 2:23] ( IP A:70.50.113.92 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ภาพข้างบน อยากเล่าประกอบว่า ตรอกซอกซอยของเมืองโตรอนโตมีมากและทะลุถึงกันได้แบบสั้นๆคะ ไม่ยาวและซับซ้อน ส่วนใหญ่จะมีไฟทางเดินเป็นจุดๆให้พอไม่น่ากลัวในตอนกลางคืน แต่คนเขานิยมเดินตอนกลางวันเสียมากกว่า กลางคืนคนก็เดินถนนใหญ่ๆกันทั้งนั้น อย่างไรก็ดีเดินในถนนตรอกซอกซอยที่เป็นสาธารณะนั้น มักกว้างกว่าที่เห็นในรูป คือ รถผ่านเข้าออกได้ และเราก็ต้องระวังรถที่ชอบทางลัดเหล่านี้เหมือนคนเดินเท้าอย่างเราๆเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นซอยเล็กๆอย่างในภาพวาด มักเป็นซอยตัน หรือซอยส่วนบุคคล ประมาณหลังร้านต่างๆมากกว่า คือเห็นภาพนี้นึกถึงซอกซอยในเมืองไทยมากกว่านะคะ เพราะเรามีแบบนี้เยอะเลย
ภาพข้างล่าง เป็นร้านขายปลาสดที่อยู่ในตลาด Kensington Market ในร้านจะสะอาดสว่างไสว เหมือนร้านขายเนื้อวัวเลย คนละบรรยากาศกับตลาดขายของสดบ้านเราที่แฉะหน่อย แต่ก็คิดว่า เพราะบ้านเราเป็นตลาดเปิดที่ต้องผจญอากาศร้อนๆ ข้าวของสดก็ต้องใช้ความชื้นเลยต้องรดน้ำกันบ่อยๆ แต่ถ้าสะอาดและมีโถงทางเดินกว้างๆ ระบายอากาศดีๆก็เก๋แบบตะวันออกของเรานะคะ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 2:45] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 3:26] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   อันนี้ตึกสถานีทีวีช่องซิตี้ทีวีที่เล่าไปแล้ว

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 3:30] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ตึกนี้คือ The Air Canada Center เป็นสนามกีฬาหลัก ๑ ใน ๒ แห่ง(สนามกีฬาอีกแห่งคือ The SkyDome)ที่ใช้ในการแข่งไอซ์ฮอกกี้ ซึ่งเป็นกีฬาที่คนแคนาเดียนนิยมชมชอบที่สุด ทีมดังของเมืองโตรอนโตชื่อว่า Maple Leafs เป็นทีมไอซ์ฮอกกี้มืออาชีพที่มักมีชื่อติดโผของการเป็นทีมที่ดีที่สุดของNHL (the National Hockey League)อยู่เนืองๆ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 3:52] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 4:00] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   อันนี้ตอนหน้าร้อนคะ ช่วงกลางวันแดดแรงพอๆกับบ้านเรา แต่อากาศแห้งกว่ามาก คนเขาชอบนั่งข้างนอกอย่างนี้ แต่นั่งไม่ได้นานหรอกคะ ต้องเป็นช่วงเย็นที่อากาศอุ่นไม่แห้งผาก มีลมโชยชื่นใจเพราะหน้าร้อน...พระอาทิตย์ตกสักสองสามทุ่ม ดังนั้นออกไปนั่งทานอาหารเย็นนอกบ้านกับครอบครัว กับเพื่อนสักช่วงห้าโมงถึงสองทุ่มจะดีที่สุด ดีเหมือนช่วงเมืองไทยที่อากาศตอนเย็นแดดร่มลมตกยังไงยังงั้นเลย เพียงแต่ที่เมืองไทยช่วงเวลาอภิรมย์มีจำกัดชั่วโมงกว่าๆก็เยี่ยมแล้ว แต่ที่นี่จะยืดไปได้อีกเท่าตัว ที่ยุโรปเป็นอย่างนี้เหมือนกันไหมคะเนี่ย

แต่ข้อเสียก็มีคือ คนส่วนใหญ่ก็ใจตรงกัน คนเต็มเกือบทุกร้านในช่วงเย็น ต้องรอคิวหรือจองโต๊ะกันล่วงหน้านานพอสมควร ช่วงหน้าร้อนแบบนี้เป็นเวลาทองของร้านอาหารเย็นทุกวันทุกเจ้า ที่โกยเงินเข้ากระเป๋าแบบเห็นแล้วอิจฉาเพราะไม่น่ามีเวลานับเงินทันแน่ๆ

ปีนี้เป็นปีที่อากาศร้อนในแคนาดาทอดระยะเวลายาวขึ้นผิดปกติ คือปกติต้องหนาวมากกว่านี้และเร็วกว่านี้ แต่ปีนี้อากาศร้อนได้อ้อยอิ่งอบอวลในโตรอนโตมาจนถึงตุลาคม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะชอบใจ ถึงขนาดให้สัมภาษณ์ว่า เป็นหน้าร้อนที่ดีที่สุดในชีวิตที่เคยมีมา คือ ได้ใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างสบายๆได้ทุกวันได้นานขึ้นกว่าทุกปี ส่วนคนที่ชอบกีฬาฤดูหนาว ซึ่งมักเป็นคนวัยหนุ่มสาวก็จะบ่นพอๆกับกลุ่มเจ้าของธุรกิจกีฬาสกีน้ำแข็งว่า ปีนี้อากาศเพี้ยน ธุรกิจเสียหายซบเซาก็เพราะอากาศเจ้ากรรมทำพิษ สำหรับจิน ..เข้าข้างผู้ใหญ่สูงอายุคะ เพราะเล่นกีฬาฤดูหนาวไม่เป็นสักอย่างนึง ฮ่า..ฮ่า

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 4:31] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 4:34] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 4:35] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   เมืองโตรอนโตนี่ ที่จินไม่ชอบอย่างนึงก็คือ เสียงหวอของรถดับเพลิงกับรถพยาบาลที่ดังเฉลี่ยเกือบทุกสองสามชั่วโมงเป็นอย่างน้อยค่ะ คือดังทีนึงก็ดังนานโหยหวลจนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติที่ต้องได้ยิน ไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวัน เพลาใดก็ตาม ถ้าไม่ได้ยินเสียงหวอของพี่ตำรวจนี่ ต้องนึกแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นหนอจึงเงียบไป คือคนที่นี่อยู่คอนโดเป็นส่วนใหญ่ คนโตรอนโตเนี่ยนจึงได้อีกชื่อว่าพวกคอนโดแมนเนี่ยนะคะ ตึกนึงอย่างน้อยๆก็ปาไปยี่สิบสามสิบชั้นกันทั้งนั้น แต่ละตึกก็ราวๆ 700 - 1000 คน ดังนั้นถ้าห้องไหนในตึกมีเสียงหวอเตือน ผู้คนก็ต้องออกจากตึกมากองกันทางด้านหน้าตึกกันเป็นร้อยๆคน รอเจ้าหน้าที่มาสอบสวนจัดการจนกว่าเสียงหวอจะเงียบไปจึงเข้าตึกได้(ใช้เวลาน้อยสุดก็สักครึ่งชั่วโมง) ไอ้ตอนกลางวันหน้าร้อนนี่ไม่เท่าใดนักดอก แต่ตอนดึกๆหนาวๆช่วง Fall/Winter แล้วต้องงัวเงียลงมาแกร่วท่ามกลางความเย็นเยียบนี่ เศร้าตาปริบได้เหมือนกันนะคะ บางคนชักชินก็เรียกว่า เดินลงมาก็หยิบหนังสือติดมือมานั่งอ่านรอ หรือแวะไปจิบกาแฟหรือหาของกิน ชอปปิ้งเล็กๆน้อยๆกันไป เพราะที่นี่ร้านพิซซ่ายอดนิยมจะปิดสักตีสาม ร้านขายของชำตรงรถไฟใต้ดินก็เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง ร้านกาแฟนี่บางแห่งเปิดกันถึงห้าทุ่ม บางคนก็ล้ำลึกกว่านั้นคือ เอาสำลีอุดหู ชะโงกหน้ามาตรงระเบียง ถ้ายังไม่เห็นต้นตอควันไฟกับตา พี่ท่านก็อยู่ในห้องเหมือนเดิมซะงั้น ห้องชั้นเตี้ยๆไม่น่าห่วงหรอกคะ แต่บางคนอยู่ชั้นยี่สิบกว่า นึกไม่ออกว่าถ้าเกิดมีไฟใหม้ขึ้นจริงๆแล้วพี่เขาคงจะลงมาทันรอดใช่ไหม แต่เท่าที่ทราบมา ตึกใหญ่ๆสูงๆเข้มงวดกวดขันมาก เรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเพลิงควันอะไรนี่ เขาไม่ยอมให้พลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจึงยังไม่เจอข่าวใหญ่เกี่ยวกับตึกสูงเผชิญเพลิงนัก

ที่นี่ตึกพักอาศัยส่วนใหญ่ต้องซ้อมสัญญานเตือนภัยอย่างน้อยสุดเดือนละครั้ง บางทีก็ถี่กว่านั้นอีก ดังนั้นจึงมักมีพฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่จะถอดสัญญานเตือนภัยหรือเครื่องตรวจจับควันไฟไม่ให้ทำงาน เพื่อไม่ให้มีเสียงหวอดังเล็ดลอดออกมา ยิ่งห้องคนชอบทำกับข้าวแบบเอเชียก็ชอบกันนักแล จนต้องย้ำว่า ผิดกฏหมายและถ้าจับได้จะมีการปรับเงินกัน แต่ก็เห็นต้องออกการเตือนการตรวจจากเจ้าของตึกเช่าอยู่บ่อยๆ แสดงว่ายังเพิกเฉยกันมาก

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 5:04] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 5:36] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   รูปสีน้ำที่เอามาให้ดูจะไม่มีภาพตึกสูงเลยนะคะ ยังไงก็ตาม สำหรับจินเห็นว่า ภาพสีน้ำนี่จะสวย มีเสน่ห์ก็ต้องสะท้อนเกี่ยวกับธรรมชาติหรือชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนถึงจะได้ชื่อว่าภาพงาม มีมิติ หรือพี่เล็กเห็นว่าอย่างไรคะ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 5:53] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 5:54] ( IP A:70.50.113.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   เวลาเราขับรถบนถนน หรือว่าเดินเท้าอยู่ ไม่ว่าไฟจะแดงจะเขียว หรือไฟให้ทางคนข้ามถนนได้ ทุกคนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงรถหวอดับเพลิงเข้ามาใกล้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เขาล่วงผ่านไปก่อน ดังนั้นรถทุกคันจอดสนิท หลบชิดขอบถนนแม้ไฟจะเขียวให้รถวิ่งไปได้ก็ตาม รถดับเพลิงเท่าที่เห็นจึงไม่เคยจอดแช่รอไฟแดง จะเรียกว่าฝ่าไฟแดงไปก็ได้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะส่วนหนึ่ง เขาขับเร็วอย่างไรก็ไม่ซิ่งด่วนอย่างรถปอเต็กตึ๊งบ้านเรา ถ้ามีอุบัติเหตุจริงก็คงไม่รุนแรงนัก และอีกส่วนก็คือ ไม่เคยเห็นมีรถที่ไหนทะเล่อออกมาขวางสักราย เคยเห็นว่าแม้แต่ตอนจราจรติดขัดช่วงเย็น รถประชาชนก็ยังต้องหลบหัวซุกหัวซุนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปก่อน คนข้ามถนนก็ยังไม่ข้ามเลยคะ ถ้าเห็นรถเปิดไฟแดงเปิดหวอมาแต่ไกล

เล่าไปเลยนึกได้ว่า หลายปีมาแล้วเคยมีเหตุการณ์แถวกทม.ที่รถพยาบาลเอกชนฝ่าไฟแดง แล้วเกิดชนกับรถฝั่งที่วิ่งด้วยไฟเขียว ผลคือรถพยาบาลผิดเต็มประตู อันนี้คงไม่ได้ว่าแบบบ้านเขาหรือบ้านเราดีกว่ากัน แต่ที่แน่ๆก็คือได้เห็นรถพยาบาลไทยเราติดไฟแดงเป็นประจำ จะมีก็แต่ยกเว้นรถผู้ใหญ่ในการเมืองไทยที่ฝ่าไฟแดงได้โล่งตลอดเพราะมีตำรวจมากั้นตรงสี่แยกให้ ตอนนั้นสัญญานไฟไร้ความหมาย เฮ้อ...จำได้ว่าขับรถในกทม. ถ้าเห็นรถตำรวจนำขบวนมา ไม่ว่าเขาหรือท่านจะขับรถสวนเลนผิดกฎจราจรอย่างจัง ก็จำต้องหลบหัวซุกหัวซุนให้เขาเหมือนกัน แหม..ถ้าเป็นรถดับเพลิง ทำงานให้ประชาชนอย่างประเทศแคนาดานี่จะไม่น้อยใจไม่บ่นเลย เพราะได้เห็นว่า ประชาชนเป็นใหญ่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือดร้อน ก็สมควรแล้วที่จะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชนด้วยกัน

เอ๊..จินเขียนอะไรไปเนี่ย....ขออำภัยค่า

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 8:53] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 8:57] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   สังเกตุไหมคะว่า รูปส่วนใหญ่จะมีสิ่งหนึ่งประกอบฉากอยู่ด้วยเป็นระยะ นั่นก็คือจักรยานถีบสองล้อคะ

เมืองนี้พยายามเชียร์ให้คนออกมาใช้จักรยานให้มากๆ จักรยานที่นี่มีทุกระดับและหายบ่อยเหมือนกัน เขาถือว่าได้ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและการออกกำลังกาย แต่ถ้าบางคนไม่ปั่นจักรยาน เขาก็รณรงค์ให้เดินคะ เดินไปนั่นไปนี่ แต่ถ้ายังไม่ยอมเดินอีก เขาก็โปรโมทให้ใช้รถสาธารณะคะ คือรถไฟใต้ดิน เรียกว่าเสนอทางเลือกกันทุกทางเพื่อทำให้บรรยากาศเมืองนี้ดีและน่าอยู่ที่สุด

แต่ยังไงก็ยังไม่ถึงขนาดชาวอิตาลี ที่ได้ยินมาว่า โรแมนติคขนาดปั่นจักรยานไป ก็มีช่อดอกไม้งามๆในตะกร้าหน้ารถติดไปไหนต่อไหนด้วย ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 9:06] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   พูดเรื่องดอกไม้-ไม้ประดับ คนที่นี่เขามีสวนหน้าบ้านเล็กๆที่พยายามประคบประหงมกันไม่เบา แต่ถ้าเทียบว่าเป็นเมืองใหญ่แบบนิวยอร์ค ก็ต้องว่าที่นี่ยังไม่ใคร่เห็นคนนิยมขายไม้ดอกแบบตัดขายปักแจกันมากนัก เมื่อเทียบกับพ่อค้าดอกไม้ในเกาะแมนฮัตตัน ที่มีให้เห็นมากนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่คนโตรอนโต ถ้าจะซื้อ จะนิยมซื้อเป็นกระถางไม้ดอกยกมาตั้งโต๊ะทำงานเอาเลย ห่อกระถางด้วยกระดาษแก้วเสียหน่อย ก็สวยทนไปนานกว่าเป็นไหนๆ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 9:17] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 9:19] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   อันนี้คือ St. Lawrence Market ข้างในขายของสารพัด เป็นตึกสองชั้นที่ขายทั้งของสด ทั้งเนื้อปลา เนื้อวัว ไส้กรอก และของกินอร่อยๆไม่แพง ชั้นล่างขายเมล็ดกาแฟคั่วหลากหลายยี่ห้อ บางเจ้าถึงขนาดคั่วกาแฟดิบให้เห็นกันจะๆ ส่วนคนชอบหาซื้อถั่วหรือธัญญพืช ก็ต้องมาที่นี่ จินว่า เขาขายของถูกกว่าตลาดไหนๆที่ไปเดินมา ใครอยากซื้อข้าวสารแบบตั้งขายเหมือนเมืองไทย ที่วางกันเป็นถุงเป็นกระสอบก็ต้องมาที่นี่ เบเกอรี่อร่อยแบบยุโรปก็ต้องที่นี่

ฝั่งตรงข้ามเป็น Farmer market ที่เปิดเฉพาะวันเสาร์ตอนเช้าตรู่ ขายของจากฟาร์มเกษตรโดยตรง ราคาจะแพงกว่าที่ซื้อในซุปเปอร์มาเก็ตแต่ว่าได้ของสดและได้ชื่อว่า อุดหนุนเกษตรกรรายย่อยตัวจริงให้พึ่งตนเองได้

สำหรับจิน จะแวะมาที่นี่วันเสาร์คะ ช่วงเช้าเดินแถวFarmer market นี้ก่อน หาซื้อชีสเค้กที่เป็นของโปรดหนึ่งเดียวในใจคนข้างตัว พอเที่ยงคนขายเก็บของกลับบ้านตลาดวายแล้ว เราก็ข้ามไปฝั่งตรงข้ามมาที่ St. Lawrence Market หาเบอร์เกอร์สารพัดชนิดหม่ำกันเป็นมื้อกลางวัน คนขายส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นนอกเมืองนิสัยดี หน้าตายิ้มแย้ม จากนั้นก็ไปเตร่สั่งกาแฟสดดื่ม จิบกาแฟไปเดินเลือกซื้อถั่ว ขนมลูกอมสารพัดชนิด แวะร้านขนมปังหนีบขนมปังสักแถว อ้อ..ก่อนเดินออกจากตลาด ก็อาจซื้อน้ำผลไม้คั้นสดดื่มกันให้สะใจ

ตลาดที่นี่จะเป็นเป้าหมายของลูกค้าประเภทที่มากันเป็นครอบครัวคะ เก้าอี้มีให้นั่งไม่มาก แทบเล่นเก้าอี้ดนตรีเหมือนกัน แต่ความที่มีของชาวบ้านให้เลือกมากๆ เดินๆไปก็ลืมเมื่อยแทน มีแต่อยากจะเดินต่อด้วยความสนุก

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 9:48] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   อันนี้คะคือ Farmer market

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 9:51] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   จะเห็นว่า ตึกเขียนว่า St. Lawrence Market ทั้งสองตึก แต่ตรงที่เป็นส่วน Farmer market จะเป็นโถงใหญ่ชั้นเดียวอยู่ทางทิศเหนือ บางครั้งจึงเรียกว่า the North Market ซึ่งเริ่มขายของตั้งแต่ตีสี่ตีห้าจนถึงเที่ยงเท่านั้น

รูปข้างล่างนี้คือ Gooderham Building สร้างตั้งแต่ปี ๑๘๙๑ ก็อายุเป็นร้อยปีแล้ว เป็นสัญญลักษณ์ของเมืองโตรอนโตที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกัน ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างตึก St. Lawrence Market ทั้งสองตึกแต่ว่าเยื้องๆไปหน่อยคือด้านทิศตะวันตก คือถ้าเรายืนอยู่ตรงกลางให้ตลาดทั้งสองตึกนี้อยู่ด้านซ้ายมือกับขวามือ ด้านหน้าของเราหันไปทางทิศตะวันตก จะถ่ายได้รูปตึกหน้าตาเดียวกับในภาพวาดนี้เลยคะ

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 10:09] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 10:11] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   

โดย: จิน [4 พ.ย. 48 10:14] ( IP A:64.228.68.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   พิ่งมีวลามาก็บตกข้อความ และรื่องราวที่น่าสนใจจากน้องจินค่ะ
พี่ยังหาโอกาสไปแคนาดาไม่ได้ สิงหาที่ผ่านมาได้แต่ยืนส่องกล้องมองแคนาดาจากฝั่งนิวยอร์ค ไม่มีวีซ่าเข้า พ่อบ้านบอกข้าวของที่นั่นถูกกว่าที่อมริกาอีก

หากมีเวลาและมีโอกาสคงจะไปเที่ยวให้ได้ แต่พี่เบื่อเที่ยวแถบยุโรปมากๆเลย ที่ไหนๆคล้ายๆกันหมด อิๆ
โดย: มพถ [4 พ.ย. 48 16:52] ( IP A:84.139.74.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   ช่วงนี้ค่าเงินยูเอสอ่อนไปมากคะ ส่วนเงินแคนาดาตอนนี้แข็งขึ้นมากเช่นกัน มีคนคาดการณ์ว่าเงินแคนาดาจะแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้วเงินแคนาดาเท่ากับ ๓๐ บาทไทย แต่ตอนนี้กลายเป็น ๑ เหรียญแคนาดาเท่ากับ ๓๖ บาทไทยแล้วคะ และ ๑ ยูเอสดอลล่าห์ที่เคยแลกเงินแคนาดาได้ ๑.๒๘ เดี๋ยวนี้ก็แลกได้เพียง ๑.๑๕ เท่านั้น อีกไม่นานอาจได้เห็นเงินแคนาดา ๑ เหรียญเท่ากับเงินยูเอส ๑ เหรียญกระมังคะ

เท่าที่จำได้ แคนาดามีบ่อน้ำมันดิบเป็นอันดับสามของโลก อันดับหนึ่งได้แก่ซาอุฯ อันดับสองนี่ไม่แน่ใจว่าพี่มะกันหรือเปล่า แล้วอันดับสามก็คือ แคนาดา(อันนี้รัฐบาลแคนาดาพูดเอง) ซึ่งทำนิสัยเดียวกับมะกันคือ ยังไม่ยอมเอาออกมาใช้มากนัก ช่วงนี้น้ำมันตลาดโลกแพง ภาษีที่นี่ก็สูงตั้งร้อยละ ๑๕ ราคาของจึงไม่ถูกแล้วคะ แต่ที่เรามองว่า สินค้าแคนาดาถูกลงนั้น เพราะส่วนใหญ่ต้นทุนถูกเนื่องจากผลิตจากจีนทั้งนั้นเลย ยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าจีนไม่ได้เปิดประเทศในช่วงสิบปีกว่าที่ผ่านมานี้ การนำเข้าจากจีนไม่มี แล้วเศรษฐกิจโลกหรือประเทศต่างๆจะเป็นอย่างไร

คนแคนาดาโอดครวญกับรัฐบาลเหมือนกันว่า ทำไมน้ำมันแพงทั้งที่เราก็มีน้ำมันของตัวเอง ผลิตของตัวเองเอามาขายให้ชาวบ้านราคาถูกไม่ได้หรือ แต่รัฐบาลก็ตอบแบบที่รัฐบาลทั่วโลกตอบประชาชนของเขา ก็คือ ราคาน้ำมันที่สูงมาจากการซื้อขายน้ำมันของตลาดหุ้นมีการโก่งกำไร(จินเห็นว่ามันแพงจนไม่ใช่การเก็งกำไรตามปกติแล้วคะ) ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอหรือขาดแคลน

จินสังเกตุว่า ราคาน้ำมันจะวิ่งขึ้นลงตามสภาพภายในของพี่มะกันเป็นหลัก ทั้งๆที่ทุกวันนี้ เครดิตทางเศรษฐกิจของอเมริกานั้นปวกเปียกมาก เพราะเป็นนักบริโภคนิยม และขาดดุลให้กับจีนเรียกว่า หลายเท่าตัวต่อปีทีเดียว(จำตัวเลขไม่ได้หงะ)บางกระแสข่าวบอกว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของมะกันคือ จีนกับญี่ปุ่น แล้วตอนนี้พี่มะกันแกคิดว่า ตัวเองยังดูดีก็ออกพันธบัตรค้ำประกันเงินกู้ให้ทั้งสองประเทศ เพราะการใช้เงินมือเติบของตัวเองที่หยุดไม่ได้ จนเจ้าหนี้ทั้งสองอ่อนใจ พยายามมองหาคู่ค้ารายอื่นๆที่จ่ายเงินสดดีกว่า

เท่าที่ตามดู ตอนนี้จีนสนใจแคนาดามากเพราะเห็นว่า ลูกค้ารายนี้เครดิตดีขึ้นเรื่อยๆ ค้าขายตรงไปตรงมาไม่ต่อรองจุกจิกเหมือนพี่มะกันจอมจู้จี้เรื่องมาก เมื่อสองสามเดือนก่อนจึงได้ข่าวว่า ผู้นำจีนมาเยือนแคนาดา พูดคุยเรื่องการร่วมมือทางการค้า ซึ่งจินไม่ได้สนใจหรอกคะ ที่สนใจคือว่า อะไรที่กระทบชาวบ้านเดินดินถึงจะตามข่าวเสียที จนมาช่วงเดือนนี้ก็เริ่มมีเรื่องจักรยานที่ทำในแคนาดาขายไม่ออก คนตกงานเพราะจักรยานจีนตีตลาดนำเข้าเกือบทุกประเภทด้วยเรื่องราคาชนะใจ เพราะต้นทุนแรงงานแคนาดานั้นแพงกว่ามากๆ ต้องไม่ลืมว่า คนแคนาดานิยมมีจักรยานปั่นกันนะคะ แล้วอุตสาหกรรมจักรยานแคนาดาก็เริ่มออกเสียงโวยวายว่า ผู้นำจีนมาคุยเรื่องให้รัฐบาลแคนาดาไม่คิดภาษีนำเข้าของสินค้าจีนบางตัว และหนึ่งในนั้นก็คือการนำเข้าจักรยาน ซึ่งทุกวันนี้การขายจักรยานที่ทำในแคนาดานั้นซบเซา ขืนยอมให้จักรยานจีนปลอดภาษี ราคาก็จะยิ่งห่างไกลกันเข้าไปอีก

ส่วนญี่ปุ่นก็ได้ยินว่า กำลังมองหาคู่ค้าใหม่เหมือนกัน ไม่แน่ใจว่า ไปถึงไหนหรืออย่างไร คุ้นๆตาว่าเหมือนเคยพยายามจะมองหาคู่ค้าชาติเอเชียหรือไม่ก็แถวแอฟริกาใต้ แต่บางกระแสก็ว่ายุโรป แต่ว่าจริงๆแล้วมีเรื่องข้าวญี่ปุ่นที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันพอเป็นเกร็ดเล็กๆนะคะ

แต่ที่แน่ๆตอนนี้ชาติอังกฤษก็เจอปัญหาเดียวกับการที่เสื้อผ้าจากจีนเขยิบเกรดการผลิตที่มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาถูกกว่า จนเสื้อผ้าผลิตภายประเทศเริ่มมียอดตกลง นักข่าวก็ไปสัมภาษณ์ถามผู้ผลิตเสื้อผ้าชาวอังกฤษว่ามีความเห็นอย่างไร ก็ใครๆก็รู้ว่า ที่อังกฤษนั้นค่าครองชีพสูงอันดับต้นๆของโลก คนอังกฤษได้ยินว่า ต้องประหยัดน่าดู

ขอตัวไปทำหน้าที่แม่บ้านเข้าครัวก่อนคะ สามีมาเตร่ๆงึมงัมแล้ว..ฮิฮิ
โดย: จิน [4 พ.ย. 48 23:21] ( IP A:64.228.69.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   ยังอ่านไม่จบ จะกลับมาอ่านใหม่ คิดถึงคุณจินค่ะ
โดย: เก๋ EFN [6 พ.ย. 48 1:31] ( IP A:58.9.31.238 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   หวัดดีจ้ะ น้อง เก๋

ขอบใจน้องจินมากๆที่เปิดหูเปิดตาพี่อีก อ่านไปๆ ปัญหาโลก ที่ไหนๆก็จะคล้ายกันไปหมด ตอนนี้ที่เยอรมันก็มีปัญหาเดียวกับอังกฤษ เรื่องสินค้าจีน(โดยเฉพาะเสื้อผ้า) เข้ามาตีตลาดเยอรมันอย่างล้นหลาม จนทำให้นักลงทุนชาวเยอรมันเองลุกขึ้นมาประท้วง ให้มีการควบคุมคุณภาพและปริมาณการนำเข้า ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็กำลังหามาตรการแก้ไขอยู่ ซึ่งสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่จริงยิ่งถูกเท่าไรยิ่งดี

เพื่อนๆบางคนคงรู้ว่าเยอรมันเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อไม่นานนี้ ข่าวร้ายคือ ไม่มีพรรคไหน ได้เสียงข้างมาก พอที่จะตั้งคณะรัฐบาลเองได้ ทั้ง2พรรคใหญ่เลยจำเป็นต้องตั้งคณะรัฐบาลร่วมกัน พี่เดาเอาเองนะว่า ไม่ต้องรอให้ถึงวาระ รับรอง ทะเลาะกันวงแตกก่อน ไม่นานก็ต้องเลือกตั้งใหม่
ที่แน่ๆ รัฐบาลใหม่มีนโยบายจะเพิ่มภาษีสินค้าเป็นร้อยละ 20ค่ะ ตอนนี้ร้อยละ16 สินค้าก็แพงหูดับอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มเป็น20เปอร์เซ็น คงไม่มีเงินเหลือเก็บกันเลย

โดย: เล็ก [6 พ.ย. 48 2:30] ( IP A:80.185.127.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   อย่าว่าแต่เงินเหลือเก็บเลยค่ะ เงินที่จะใช้เพื่อประทังชีวิตก็ยังจะไม่พอเลย..
เพิ่งรู้ปัญหาทางเศษฐกิจของสหรัฐ และแคนนาดาก็จากน้องจินนี่แหละ ว่าขาดดุลประเทศจีนกับญ.ป.อยู่ นึกว่าจะร่ำรวยอยู่เหมือนก่อน.. พี่ไม่อยากเอ่ยถึงรัฐบาลสหรัฐชุดนี้ ....(หลายคนต้องคิดเหมือนพี่แน่ๆ)...เปลี่ยนเรื่องดีกว่า..
พี่ถามจ้าวนายที่บ้านมา เค้าบอกว่า..ประเทศรัสเซีย ผลิดน้ำมันดิบ มาเป็นอันดับ2ของโลก รองมาจากซาอุฯ ที่3เค้าไม่รู้ พี่เลยทำฉลาดบอกว่าแคนนาดาซะเลยน่ะ...

ย้อนกลับมาเรื่องรถกู้ภัย คิดถึงเมืองไทยแล้วอนาจใจ เหมือนน้องจินว่า ไม่รู้มันจะเปลี่ยนแปลงกันได้มั๊ยเนี่ย พี่เคยเรียนและทำงานในกรุงเทพมาเป็นเวลา 8ปี ไม่เคยมีความรู้สึกอยากกลับไปอยู่เลย เพราะเบื่อสภาพบนท้องถนนแบบนี้แหละ จะไปไหนทีก็รถติดเสียเวลา ไปเที่ยวชั่งครั้งชั่วคราวน่ะไปได้ แต่จะให้ไปอยู่พี่คงอึดอัดตายแน่เพราะไม่ชินแล้ว
ที่โตรอนโต คงไม่แออัดเหมือนกรุงเทพ นะจ๊ะ พี่ดูแล้วน้องจินรู้จักบ้านเมืองลึกซึ้ง ..คงรู้จักดีกว่าคนที่เกิดที่นั่นบางคนซะอีก รับรองไกด์ตัวจริงยังอายเลยถ้าเจอน้องพาเที่ยว
ที่แน่ๆ พี่ติดใจมากๆโดยเฉพาะภาพประกอบ พี่วาดสีน้ำไม่เป็นหรอก วาดได้แต่สีน้ำมัน รสนิยมของคนเรามันต่างกันบางคนเค้าก็ชอบแบบเอาสีมาโปะๆกัน แต่ไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม พี่คิดเหมือนจินจ้ะ ว่าภาพวาดจะสวย มีเสน่ห์ก็ต้องสะท้อนเกี่ยวกับธรรมชาติหรือชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนถึงจะได้ชื่อว่าภาพงาม มีมิติ พี่ต้องยืนคำน้องมาใช้เพราะเขียนเองได้ไม่สวยไปกว่านี้แล้ว

เขียนไปเขียนมาเดี๋ยวเพื่อนๆก็ว่าพี่บ้าหรอกเนี่ย
วันนี้เข้ามาอ่านและเขียนตอบน้องจินเป็นชั่วโมงเลยนะเนี่ย นั่งจนเจ็บก้นแล้วจ้ะ เก้าอี้มันแข็ง รอพี่ใหญ่ซื้อให้ใหม่อยู่..

น้องเก๋เข้ามาอ่านต่อเมื่อไรก็เล่าเรื่องทางเมืองไทยให้พี่ๆฟังบ้างนะจ๊ะ อยากรู้น่ะ


โดย: เล็ก [6 พ.ย. 48 3:21] ( IP A:80.185.127.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   ได้ความรู้มากมายประดับสมอง ต้องขอบคุณน้องจินมากๆ ที่หาเวลามาล่าให้ฟัง
โดย: มพถ [6 พ.ย. 48 4:13] ( IP A:84.139.92.243 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   หน้าต่างของที่พักอาศัยในตึกสูงของแคนาดา จะมีกฏหมายบังคับว่า ให้เปิดออกได้กว้างแค่สี่นิ้วเท่านั้น แค่พอยื่นมือออกไปได้เท่านั้นเองคะ เพื่อป้องกันการพลัดหล่นของเด็กเล็กและหรือสัตว์เลี้ยง เมื่อวันก่อนที่ตึกจินอยู่ มีครอบครัวหนึ่งที่เอาเครื่องปรับอากาศออกจากช่องหน้าต่างนี้ แล้วลืมใส่ล็อคกระจกหน้าต่างตามข้อบังคับ ได้ยินว่า ลูกเขาเกือบพลัดหล่นลงมาเพราะมือซนไปเปิดหน้าต่างกว้างๆแล้วชะโงกลงมา ฟังแล้วเสียวไส้แทน จนแม่บ้านผู้จัดการตึกต้องออกจดหมายเวียนตามห้องต่างๆอย่างเร่งด่วน เพื่อย้ำว่า ถ้าเกิดเรื่องเศร้าขึ้น ผู้เช่ายังต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมายอีกกระทงหนึ่งด้วย ซึ่งก็มีข่าวออกทีวีเมื่อกลางปีที่ผ่านมาว่า ที่ตึกสูงของย่านผู้มีรายได้น้อยของเมืองโตรอนโต มีเด็กเล็กหล่นลงมาและเสียชีวิต แต่ไม่ได้ตามต่อว่ามีรายงานการเอาผิดผู้เช่าตึกหรือไม่อย่างไรบ้าง


ที่เมืองนี้รณรงค์ให้นำสัตว์เลี้ยงทุกประเภทที่มีอยู่ไปลงทะเบียนให้หมด เป็นการขอความร่วมมือคะ ยังไม่ได้ตราเป็นกฏหมายที่ต้องทำเชิงบังคับ เขาทำเพื่อควบคุมเรื่องการฉีดวัคซีนรวมถึงการป้องกันโรคระบาดต่างๆจากสัตว์เลี้ยงมาสู่คนให้เป็นระบบ และเวลาสัตว์เลี้ยงตัวนั้นหายก็จะติดตามได้ง่ายเพราะรัฐมีประวัติไว้หมด ได้ยินข่าวทีวีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ที่อิตาลีหรือที่รัฐวาติกันที่ว่ามีข้อบังคับเรื่อง การที่เจ้าของต้องพาสุนัขมาเดินออกกำลังด้วยใช่ไหมคะ เพราะเห็นว่า คนรักสัตว์ที่นี่ขานรับเป็นทิวแถว อยากให้มีข้อบังคับตามกฏหมายอย่างนั้นบ้างในโตรอนโต

ที่นี่จินเห็นฝรั่งร้องเพลงเปิดหมวกขอตังค์ แต่งตัวโทรมๆแต่เลี้ยงสุนัขพันธุ์อัลเซเชี่ยนกับอีกตัวที่เหมือนสุนัขจิ้งจอกหิมะตัวเทาๆใหญ่ๆในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา
เห็นแล้วสงสารสุนัขที่ต้องมาทนตากแดดกับเจ้าของ เพราะตัวสุนัขจิ้งจอกที่ว่ามานั้นขนยาวเฟื้อยสลวย (แต่ดูกล้ามเนื้ออ่อนแอและอ่อนเพลียจัง) จนในที่สุดก็เลยเลี่ยงไม่ผ่านไปตรงนั้น เพราะเศร้าใจเวลาสบตากับพวกมัน ...นึกขึ้นได้ว่าเหมือนที่กรุงเทพฯเลย ชอบเอาสุนัขมานั่งขอทานด้วย

พูดเรื่องเด็กตกตึกไป นึกขึ้นได้ว่าในอเมริกาเจอเรื่องนี้เยอะมาก น่าจะเป็นอันดับต้นๆของเหตุยอดการเสียชีวิตในเด็ก จนมีการตั้งกลุ่มผู้ปกครองที่รณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะสถานที่มักเป็นชั้นสองของบ้านนี่เอง ...ส่วนในเมืองไทยนั้น สาเหตุในการเสียชีวิตของเด็กอันดับหนึ่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คือ การจมน้ำคะ

เคยเห็นเด็กแถวฝั่งคลองละแวกหนึ่งในเมืองไทย ชอบกระโดดลงน้ำจากสะพานสูง อย่างน้อยก็สูงเท่ากับตึกสองชั้น เด็กประถมนี่แหละคะผู้ชาย เล่นกันไม่กลัวเลย แล้วส่วนหนึ่งของการเสียชีวิตนี้เป็นเด็กที่ว่ายน้ำเป็นทั้งนั้น แต่อาจว่ายไม่ทนเพราะน้ำก็เย็นๆแล้วเล่นเสียมืดค่ำ พ่อแม่กว่าจะเอะใจว่าลูกหายไปไหนไม่มาทานข้าวเย็น หาไปหามาก็ตัดสินใจงมหากันที่ก้นน้ำคลอง แล้วก็เจอลูกตัวเอง...สะเทือนใจบอกไม่ถูก เรื่องน้ำเรื่องท่านี่ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48] ( IP A:67.71.62.104 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   คิดถึงคุณเก๋เหมือนกันคะ ได้ยินว่าธุรกิจกำลังรุ่งเรือง เห็นทีต้องไปขอสมัครเป็นเลขาฯเพื่อช่วยใช้เงิน...ฮิ..ฮิ...มีตำแหน่งที่ว่านี้ไหมเอ่ย

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 1:46] ( IP A:67.71.62.104 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   อเมริกาตอนนี้เป็นเจ้าพ่อพันธบัตรอยู่นะคะ เครดิตเก่าในอดีตยังดีอยู่ แต่ว่าทั้งเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดในหลายรัฐและทำให้ต้องปันงบประมาณไปเพื่อการเหล่านี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่ากันว่าเป็นเงินสูงมหาศาลเทียบได้เท่ากับงบประมาณการใช้จ่ายของประเทศไทยรวมสี่ปีเลยทีเดียว เมื่อบวกกับการใช้จ่ายอันสุรุ่ยสุร่ายที่ยั้งไม่อยู่ของภาพรวม เรื่องการก่อการร้ายสากลที่พี่เบิ้มก็เป็นเป้าหลักใหญ่ เรื่องความน่าเชื่อถือลดลงจากการเข้าไปวุ่นกับประเทศอิรัก เรียกว่าปัจจัยของภาคเศรษฐกิจทั้งใหญ่ทั้งเล็กไม่เป็นกระบวนสามัคคี ก็เลยทำให้ค่าเงินมะกันตกเอาตกเอา คนก็ตกงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่พี่แกยังพยายามรักษาฟอร์มอยู่ พยายามทำเหมือนใจดีสู้เสือ ไม่แสดงอาการให้เห็นกระโตกกระตากเพราะรู้ว่า ทั่วโลกกำลังจับตาชนิดไม่กระพริบ

ตรงข้ามกับแคนาดา ปีนี้เป็นปีที่แคนาดามีอัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี ๑๙๗๕ เป็นต้นมา เขาบอกว่า ในเดือนตค. ที่ผ่านมาได้สรุปยอดการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ ๖.๖ เท่านั้น เรียกว่า มีการประกาศจ้างงานเต็มไปหมดทุกหนแห่ง ตอนนี้มีการขาดแคลนการให้บริการในหลายๆสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะคะ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล แม้แต่ในระดับการใช้แรงงานก็ยังขาดแคลน แต่ว่ากฏหมายการสงวนอาชีพต่างๆให้กับ "พลเมืองแคนาดาเท่านั้น"ยังคงแข็งแกร่งอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนต่างสัญชาติจะเข้ามาหางานทำในแคนาดา ทางออกก็คือ ยื่นคำร้องขอเข้าเมืองแล้วแปลงสัญชาติภายในสามปีหลังจากนั้น พอจากนั้นสิทธิต่างๆในการเข้าเรียนหรืออบรมวิชาต่างๆก็จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้ตลาดวิชาอาชีพต่างๆเปิดกว้างสำหรับเรา

ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงมีการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาเรื่อยๆในแคนาดาคะ แต่ยังไงก็ไม่เท่าพี่จีนกับพี่แขกที่เยอะกว่าเรามากๆ อย่างพยาบาลวิชาชีพในแคนาดานี่ ตอนนี้ทางสมาคมการพยาบาลของเขาก็ติดประกาศให้ประชาชนทราบว่า ตอนนี้พยาบาลขาดแคลนนะจ๊ะ ขอให้ช่วยกันเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายและงบประมาณในการผลิตพยาบาลเพิ่มต่อปีให้หน่อย ด้วยการไปบอกไปพูดกับนักการเมืองท้องถิ่นในเขตบ้านใครบ้านมันเสียที แม้แต่การขาดแคลนแพทย์ ประธานกรรมการคณะแพทย์ที่นี่ก็บอกว่า จะโทษหมอไม่ได้ถ้าประชาชนรู้สึกว่า การให้บริการทางการแพทย์ขณะนี้ล่าช้าหรือไม่เพียงพอ เพราะเหล่าหมอๆก็ทำตามกฏ แต่การออกกฏต่างๆรัฐบาลเป็นคนดำเนินการครับผม

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 2:22] ( IP A:70.50.118.223 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   ขอแว๊ปมานินทาญี่ปุ่นเสียหน่อยนึง เรื่องข้าวหนะคะ จำได้ว่า เมื่อห้าปีก่อนหน้าโน้น ราคาข้าวขายปลีกในอเมริกานั้น ข้าวญี่ปุ่นกับข้าวไทยราคาสูสีกันมาก แต่พอมาปีนี้และที่แคนาดานี้ พบว่า ข้าวญี่ปุ่นนั้นราคาดีกว่าข้าวไทยมาก ราคาห่างกันขึ้นเรื่อยๆ จำได้ว่า สมัยช่วงนึงที่รัฐบาลญี่ปุ่นยอมให้นำข้าวทดแทนเข้าจากต่างประเทศนั้น(ข้าวสารพันธุ์ไทย) ชาวนาญี่ปุ่นซึ่งได้ยินว่า ส่วนใหญ่ทำนาแล้วรวยกันอู้ฟู่(เพราะที่ดินมีจำกัดและสภาพน้ำของการเป็นเกาะหมู่ทะเล การปลูกข้าวจึงเป็นธุรกิจทำเงิน) พวกเขาออกมาประท้วงเพราะว่าเท่ากับทำให้ขายข้าวที่ปลูกในประเทศยากขึ้นเพราะต้องแข่งกันเรื่องราคาที่ถูกกว่า แล้วได้ยินว่า รัฐบาลเขาแก้เรื่องนี้ด้วยการรณรงค์ให้คนกินข้าวเมล็ดสั้นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม สร้างความรู้สึกผ่านทางความเชื่อว่า ถ้าจะทำอาหารญี่ปุ่นแท้ๆก็ต้องทำด้วยข้าวญี่ปุ่นเท่านั้น ใช้ข้าวที่ว่าดีที่สุดในโลกอย่างข้าวหอมมะลิไทยก็เถอะ ทำออกมารสชาดไม่มีทางอร่อยเท่าหรอก ต่อมาก็ได้เจอด้วยตัวเองว่า ข้าวญี่ปุ่นนี่หละ แต่ผลิตมาจากภาคเหนือของไทยเรา แล้วมาส่งขายมะกัน มาตอนนี้ข้าวญี่ปุ่นราคาดีขึ้นกว่าข้าวไทย(ไม่รู้ว่ายังผลิตในไทยอยู่เหมือนเดิมไหม เพราะไม่เห็นติดที่ถุงแล้ว อาจต้องไปหาดูยี่ห้ออื่นๆต่อไป) และคนแคนาดาก็นิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่นไม่น้อยเลย ดูได้จากร้านญี่ปุ่นเยอะมาก(แต่เพื่อนหมอญี่ปุ่นบอกว่า ส่วนใหญ่คนขายคือเกาหลีกับจีน ต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ๆที่คนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและกลุ่มชาวญี่ปุ่นของเมืองไปนัดชุมนุมกัน มีอยู่เพียงสองรายในโตรอนโต) คือกำลังคิดว่า ข้าวญี่ปุ่นขายดีขึ้นแล้วราคาแพงขึ้นหรือ แล้วข้าวไทยเล่า ขายดีไหม ถ้าขายดีแล้วทำไมราคาไม่ขึ้นไปด้วยเหมือนราคาข้าวญี่ปุ่น (ทำไมข้าวไทยขายดีแล้วราคาถูกลง จะว่าราคาข้าวไทยถูกลงแบบสินค้าจีนแล้วจึงขายดีก็ไม่น่าใช่ เพราะข้าวไทยเราได้รับความนิยมจากคุณภาพเป็นปัจจัยหลัก ไม่ใช่จากเรื่องราคาเสียหน่อย) ทั้งๆที่นอกจากอาหารญี่ปุ่นแล้ว ถ้าเป็นอาหารจีน เวียดนามหรือแม้แต่อาหารไทยเราก็ต้องข้าวไทยทั้งนั้น (เห็นข้าวที่ทางชาวแขกก็ผลิตขายเหมือนกัน แต่ไม่ได้ตามดูคะ) คือที่โตรอนโตนี่นะคะ เวลาร้านอาหารเอเชียจะขายเมนูจะบอกว่า ร้านเรามีอาหารจีน เวียดนามและต้องมีอาหารไทยห้อยท้ายทุกทีเลย (เวลาจินไปไชน่าทาวน์หรือไปสั่งอาหารทานนี่ จินไปเขี่ยข้าวดมๆดู ข้าวไทยทั้งน้านที่ขายดี) แล้วร้านอาหารที่ติดหนึ่งในห้าของความนิยมแบบหรูของโตรอนโตนี่ ก็คือร้านอาหารไทยที่ตกแต่งแบบทันสมัย เจ้าของก็ไม่ใช่คนไทย คนเสริฟก็หน้าฝรั่ง แต่แหม...คนคึกคักมาก นี่ถ้าจินมีพี่น้องสักสิบคน จะยอมโอนสัญชาติเป็นแคนาดามาเปิดร้านอาหารขายข้าวแกงแบบชาวเกาหลี เวียดนามที่นี่มั่งเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย (อันนี้จับได้ว่า จินยังมีอารมณ์อิจฉาความรวยของชาวบ้าน ฮิฮิ)

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 3:41] ( IP A:70.50.121.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   ตอนนี้ข้าวสารที่เมืองไทยราคามีแต่สูงขึ้นๆ เขาว่ากันว่าเพราะไทยเราส่งออกข้าวได้มาก แต่สูงอย่างไรก็ยังไม่ได้ราคาดีเท่ากับข้าวญี่ปุ่น แล้วถ้าข้าวเราในต่างประเทศราคาสูงขึ้นทีไร หมายความว่าคนไทยในประเทศต้องกินข้าวไทยในราคาแพงขึ้นด้วยหรือเปล่านี่ ฟังดูถ้าจะอ้างว่าก็เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์การค้าขาย ก็แล้วเราจะมีกฏหมายพาณิชย์การค้าในประเทศและต่างประเทศไปทำไม ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิ์ในเรื่องปากท้องชาวบ้านให้เกิดความสมดุลย์ดอกหรือ ว่า จะขายแพงก็ขายไป แต่คนขายคือคนไทยต้องพลอยกินข้าวราคาแพงด้วยรึ ปลูกข้าวกันเอง ซื้อขายกันเองแท้ๆในบ้าน แล้วต้องมาจ่ายแพงเหมือนเราเป็นคนนอกบ้าน นึกแล้วก็น้อยใจเสียใจนะพี่นะน้องนะ

คือจินได้เห็นอย่างนึงจากเรื่องข้าวว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ทำสงครามการค้าด้วยปากเจรจาอย่างเดียวในสังคมโลก เขาใช้สงครามการค้าผ่านความเชื่อในการใช้ชีวิตกินอยู่ ใช้วัฒนธรรมเป็นทั้งฑูตเจริญความสัมพันธ์และเป็นเซลล์แมนไปในตัว มีการให้ทุนไปเรียนที่ประเทศของเขา ไปเรียนภาษาเขา ให้ประทับใจและชื่นชมในความเป็นอยู่ของเขา แล้วมาวันนี้ใครๆก็รู้จักญี่ปุ่น และญี่ปุ่นก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมผู้นำโลกกลุ่มต่างๆ ช่างคิดได้แยบยล มีกลยุทธ์ที่ควรศึกษา อันนี้จินนับถือเขาจริงๆ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 3:44] ( IP A:70.50.121.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   หันมาดูจีนมั่ง ก็เริ่มบ้างแล้วนะคะแต่คืบคลานเร็วกว่า เรียกว่า เอาทุกวิถีทาง คือ มือก็ค้าไปขายไปด้วย แล้วก็ส่งคนออกนอกประเทศกันโครมๆ ใครอยากอพยพไปไหนก็ไป แต่ก่อนไปต้องฝึกให้รักชาติให้ซึมกันถึงสายเลือด ไปไหนต้องไม่ลืมภาษา ไม่ลืมประเพณี ให้คิดถึงและภักดีบ้านเกิดมากๆและเสี้ยมสอนให้รักดีให้มากๆ

ในมหาลัยที่เมืองนี้นะคะ ห้องสมุดคราคร่ำไปด้วยเด็กจีนเสียส่วนใหญ่ที่อยู่อ่านอยู่เขียนกันจนโต้รุ่ง ขยันกันชนิดขาดใจกันไปข้างหนึ่ง ในขณะที่เรายังเห็นคนผิวสีและคนอเมริกาใต้ทำงานแบบใช้แรงงานกันทั่วไป แต่คนจีนก็ส่วนใหญ่จะเปิดร้านขายของเอง จะเล็กใหญ่ไม่สำคัญ ส่วนเด็กวัยรุ่นที่เวลาเลิกเรียนไปโต๋เต๋นั้น หาเด็กจีนได้ยากมาก แต่ถ้าในห้องสมุดหรือตามร้านขายของช่วยพ่อแม่หละก็ไม่ยากเลย จินเดาว่า ต่อไปกำลังสำคัญของชาติแคนาดาคงโดนคนเชื้อชาติจีนกินไปเสียครึ่งเป็นอย่างต่ำแน่ๆเลยคะ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 3:49] ( IP A:70.50.121.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   ปีที่ผ่านมาจีนได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลกคะ คือมีอัตราเติบโตถึงร้อยละ ๙.๑ ข้อมูลของอุตสาหกรรมแคนาดาบอกว่า จีนมีประชากร ๑.๓ พันล้านคน เมื่อปีที่แล้วแคนาดาซื้อของจากจีนถึง ๒๔ พันล้านเหรียญ แต่ขายให้จีนได้แค่ ๖ พันล้านเหรียญเท่านั้น พอรัฐบาลจีนมาเยี่ยมแคนาดาเมื่อตอนเดือนกย.ที่ผ่านมา ก็เลยสบโอกาศที่แคนาดาคิดว่า อยากให้จีนซื้อของจากแคนาดามากขึ้น ของที่แคนาดาอยากขายให้จีนคือ กลุ่มหลักเรื่องการศึกษาคะ เรื่องเทคโนโลยีด้านพลังงาน เรื่องวิชาการวิจัย รองๆลงมาก็เรื่องเอนเตอร์เทนต์เมนต์ต่างๆ(จินเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องภาพยนตร์ละคร เพราะตอนนี้แคนาดากะจะแข่งกับภาคฮอลลีวูดของพี่มะกันเขา พยายามให้คนในชาติดูหนังแคนาดา หรือสนับสนุนดาราที่เป็นชาวแคนาดา)

เมื่อเดือนที่แล้วที่ยุโรปมีการประชุมสากลด้วยเรื่องข้อตกลงการปกป้องรักษาวัฒนธรรมของชุมชนโลกให้ดำรงซึ่งความหลากหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการค้าที่สร้างค่านิยมหรือสอดแทรกวัฒนธรรมของประเทศตัวเองเข้าไป จนทำให้ประชาชนในประเทศเจ้าของนั้นละเลยวัฒนธรรมของชาติตนเองไป ตัวอย่างนึงที่เขายกอ้างถึงคือวัฒนธรรมอเมริกันที่มาจากฮอลลีวูดนั่นเอง

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 4:16] ( IP A:67.71.63.224 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   ปรากฏว่า พี่แคนาดายกมือสนับสนุนการร่างข้อตกลงนี้อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเลยคะ ในขณะที่อยู่แล้วว่า มีเสียงความเห็นคัดค้านจากฟากมะกัน พอพี่เบิ้มเห็นแคนาดายกมือออกตัวขนาดนั้น ก็เลยเก็บอาการไม่อยู่ ออกมาแถลงว่าเสียใจที่น้องรักข้างบ้านแคนาดาตัดสินใจแบบนั้น แต่แหม...พี่แซมเขาทำอะไรน้องหมีแคนาดาไม่ได้หรอกคะ นอกจากคงหาทางออกเรื่องการกีดกันทางการค้าอื่นๆมังคะ ซึ่งแคนาดาคงรู้ตัวดีว่า จะเกิดอะไรขึ้นจึงรีบหาทางออกด้วยการเจรจาหาคู่ค้ารายใหม่ ...ดังนั้นพอจีนมาเคาะประตู ทางนี้เลยกระตือรือล้นค่อนข้างมาก

อ้อ..ลืมบอกไปคะ คู่ค้าเอกของแคนาดายังคงเป็นพี่แซมอเมริกานะคะในปัจจุบัน เพราะความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกัน แคนาดาส่งออกพวกไม้ซุงท่อนกับเรื่องปศุสัตว์คือ วัวให้เสียส่วนมาก แต่คนแคนาดาก็เจ็บใจเพราะว่า เวลามีปัญหาอะไรขึ้นมาเกี่ยวกับวัว ก็โทษแคนาดาก่อนเฉยเลย งดสั่งของส่งของข้ามพรมแดนกันดื้อๆ คนแคนาดาคงฉุนไม่เบา ตอนนี้ในแคนาดารณรงค์ให้คนในประเทศบริโภคของที่มาจากวัวในประเทศ คือจินว่านะคะ แคนาดาคงรู้ว่า ขืนคบกับพี่แซมเป็นลูกค้าหลักอย่างนี้ตลอดไป คงไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ เพราะขายไปเท่าไหร่ก็ไม่กำไรเป็นตัวเป็นตนเร็วๆเสียที เพราะพอขายของได้ก็รับซื้อของมะกันเข้าบ้านตัวเองเสียร่ำๆจะขาดทุนทุกปี แคนาดาก็เลยพยายามปิดประตูจุดอ่อนของตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งผลที่เห็นชัดอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องของค่าเงินที่แข็งขึ้นและคงที่อยู่ในระดับน่าพอใจ อัตราการว่างงานที่ลดลง คงทำให้แคนาดาคิดว่า จับทางถูก และเริ่มมีกำลังใจที่จะหันข้างให้อเมริกามากขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับเพื่อนคนนี้เอาเสียเลย

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 4:36] ( IP A:70.50.61.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   จินนั่งเดาๆเอาว่า แคนาดาคงจะวางความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆกับการทำคนในประเทศให้รักชาติอย่างแข็งแกร่ง พอกำลังภายในดีแล้วก็เปิดประตูซื้อขายกับชาวบ้าน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโจมตีจนล้มลงได้ เขาพยายามให้คนในชาติจับมือกันแน่นๆแล้วลุยนอกบ้าน ....มีการจรรโลงใจด้วยประวัติศาสตร์ว่า คนแคนาดายุคบุกเบิกนั้นอดทนต่อชะตากรรมธรรมชาติขนาดไหน และไม่เคยทิ้งศักดิ์ศรีของคุณค่ามนุษย์(เป็นพระเอกนางเอกตามอุดมคติจริงๆ คือ ทำได้ดี จินดูยังมีความรู้สึกอินร่วมไปด้วย) ด้วยการแทรกเรื่องราวเหล่านี้ในชุดโฆษณาทางจอทีวีเป็นระยะๆ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 4:49] ( IP A:70.50.61.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   ชะอึ๊ย....ว่าจะพาเที่ยวโตรอนโต ทำไมไปได้ไกลเพี้ยนขนาดนี้ สงสัยอย่างที่พี่เล็กว่า ชักเข้าขั้นบ้าไปเสียแล้ว ฮ่า..ฮ่า...

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 4:57] ( IP A:70.50.61.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   รูปข้างบนนั้น ตรงขอบจะเห็นร้านเหมือนเขียนว่า ร้านอาหารไทยของเรานะคะ แต่ว่าจินพยายามเดินหาๆก็นึกไม่ออกจริงๆว่า แถวย่านไหน หาไม่เจอเสียที

ส่วนรูปข้างล่างก็เป็นตลาด St. Lawrence Market ในอีกมุมหนึ่ง ที่มองมาจาก Gooderham Building นะคะ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 5:04] ( IP A:70.50.61.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   ธงสายรุ้งที่เราเห็นในภาพด้านบนขวา เป็นสัญญลักษณ์ของชาวเพศที่สามคะ โตรอนโตเป็นเมืองชุมชนชาวเกย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแคนาดา ในวันอาทิตย์ปลายเดือนมิย.ของทุกปี ที่นี่จะมีพาเหรดที่เรียกว่า Pride Parade เป็นการเฉลิมฉลองและแสดงความเข้มแข็ง สปิริตของกลุ่มชนนี้ ซึ่งการมีขบวนพาเหรดจัดทำกันมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า ๓๐ ปีแล้ว เริ่มแรกๆเขาเรียกว่า Gay - Pride Parade แต่ต่อๆมาก็ตัดคำแรกออกไป (ตอนมาใหม่ๆก็ไม่รู้ว่า ทำไม Pride Parade หน้าตาออกแปลกๆอย่างนี้ นึกสงสัยว่า ทำไมไม่มีชื่อเรียกให้ชัดเจนไปเลยว่า เป็นของชาวเกย์ ก็เลยไปสืบเสาะจนรู้ในที่สุดว่า เขาตัดคำแรกนี้ออกไปนี่เอง อีกส่วนหนึ่งคือขบวนพาเหรดหลังๆมีสปอนเซอร์มาก ดังนั้น คนที่มาเดินในขบวนบางส่วนก็ไม่ใช่เกย์ แต่ว่าเป็นผู้สนับสนุน- ไม่ต่อต้านชุมชนเกย์ )

ชุมชนชาวเกย์มีบทบาททั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจของเมือง...ดูได้จากว่า ขนาดผู้ว่าการเมืองโตรอนโต ยังต้องมาเดินร่วมในขบวนพาเหรดเลยคะ ช่วงเวลานี้จะคึกคักมาก นักท่องเที่ยวในกลุ่มเพศที่สามจะมาชุมนุมจากทั่วทุกมุมโลก ทำรายได้ให้สังคมธุรกิจอย่างเป็นกอบเป็นกำ มีการแพร่สะพัดใช้จ่ายค่อนข้างสูง พอไปถามชาวเกย์ เขาบอกว่าช่วงเวลาอย่างนี้ คุณสามารถหาซื้อสินค้าที่สนองความต้องการได้ทุกอย่าง? นักท่องเที่ยวเพศเดียวกัน บางครั้งควักกระเป๋าจ่ายชอปปิ้งเป็นล้านๆบาทต่อคนในเวลาเพียงสองวันนี้ เหลือเชื่อจริงๆ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 11:33] ( IP A:67.71.61.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   ลืมสวัสดีพี่อ้อย แม่แคสซี่ คุณนกและพี่แคทคะ ดูภาพกันต่อนะคะ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 11:38] ( IP A:67.71.61.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
   นั่งพักเหนื่อยหน่อยนะคะ

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 11:40] ( IP A:67.71.61.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
   ภาพนี้ไม่เกี่ยว แต่ว่าชอบโดยส่วนตัว เลยเอามาแชร์กันชม

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 11:41] ( IP A:67.71.61.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
   เบื่อกันหรือยังคะ จินว่าเอาไว้เท่านี้ก่อนดีกว่ากระมัง เดี๋ยวจะเอียนกันเสียหมด จริงๆยังมีภาพอีกมาก แต่ไม่กล้างัดออกมาแยะ กลัววงแตกเพราะเยอะเกินไป

โดย: จิน [7 พ.ย. 48 11:50] ( IP A:67.71.61.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
   ไม่ต้องกลัวเพื่อนๆเบื่อเลยจ้ะ จะหายเบื่อกันมากกว่า พี่ตามอ่านจนกลายเป็นแฟนนักอ่านของจินไปแล้วเนี่ย..
พี่สงสัยเรื่องรายได้โดยเฉลี่ย.. โดยเฉพาะ พยาบาลวิชาชีพอย่างเรา ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพสูงเหมือนที่เยอรมันมั๊ย เงินเดือนพี่ออกมา ต้องประกันนู้นประกันนี่จนแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ที่สำคัญคือประกันการตกงานที่มีมาตั้งแต่ค.ส.1911 ทุกคนต้องจ่ายประกันนี้ตามกฏหมาย แต่ปัจจุบัน เศรฐกิจบ้านเมืองแย่ลงมาก คนตกงานเยอะ นักลงทุนก็หนีออกนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต เงินเข้ากองคลังน้อยลง แต่รายจ่ายกลับมากขึ้นทุกปี ถึงแม้รัฐบาลเยอรมันจะเปลี่ยนกฏหมายลดสวัสดิการต่างๆลง แต่ใครๆก็รู้ว่าอีกไม่นาน รัฐก็จะขาดเงิน และที่แน่ๆประกันที่(พี่ๆ)จ่ายไปก็คงจะสูญปล่าว



ที่อยากรู้ ไม่ใช่ว่าพี่จะย้ายไปทำงานที่นั่นนะจ๊ะ แต่ถ้าพี่เกษียน หรือถูกล้อตตารี่ พี่อยากจะเร่ร่อน ไปอยู่โน่นบ้างนี่บ้างเหมือนกัน ก็คิดไปเรื่อยตามประสาคนชอบเพ้อเจ้อไง

โดย: เล็ก [7 พ.ย. 48 17:13] ( IP A:80.185.119.225 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
   พี่เล็กคะ ความเห็นของคนแคนาดาบอกว่า ข้าวของในเมืองนี้แพง และค่าครองชีพสูงมาก แม้ว่าจะมีงานทำ คนไม่ตกงาน

จากสถิติที่รายงานผ่านทีวี เขาบอกว่า ร้อยละ ๓๐-๔๐ กว่าๆของคนโตรอนโตมีชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ย่านใจกลางเมืองอันคึกคัก เราจะเห็นคนนั่งขอสตังค์กันเกือบทุกมุมถนน แม้แต่นักศึกษาระดับปริญญาโทของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ยังแต่งตัวดูเก๋าใกล้เก่า พวกเขาประหยัดและค่อนข้างอดออมมากๆ(ในกรณีที่เรียนเต็มเวลา) แต่เวลาเรียนนี่เอาเป็นเอาตาย (ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้ว เด็กเรียนปริญญาตรีเราส่วนใหญ่ยังแต่งตัวไปเรียน ใช้ข้าวของเหมือนคนที่นี่ที่เขาจบ มีงานทำเรียบร้อยแล้ว ) อาจเป็นเพราะช่วงเรียนไม่มีรายได้อะไร การเรียนจึงเป็นช่วงตักตวงสิ่งที่ได้จ่ายลงทะเบียนไป พวกเขาจึงเรียนกันจริงจังเคร่งเครียดมาก(ไม่ห่วงภาพพจน์หน้าตาแต่ก็ไม่ได้แปลว่า คร่ำครึแบบใส่แว่นคงแก่เรียนนะคะ คือแบบแต่งตัวธรรมดา ติดดิน กลืนๆกันไปในหมู่ชน ยังมีความสะอาด สุภาพ เสื้อผ้าไม่ถึงขั้นกระเซิงหลุดลุ่ย) เรียกว่าเอาให้คุ้ม แต่แหล่งประโยชน์ที่นี่เขาก็ใจถึงจริงๆ ตำราคลาสสิคมีมาก อ่านกันไม่จบไม่สิ้น ห้องสมุดให้ยืมหนังสือกันทีได้เป็นสิบๆเล่ม ยืมกันไปเลยเป็นเดือนๆ ขนาดจินเห็นยังซูฮก เมืองอะไรกัน มีห้องสมุดสาธารณะตั้ง ๙๙ แห่ง แล้วแต่ละแห่งยังใหญ่กว่าที่ทำการสาธารณสุขอำเภอบ้านเราสักสองเท่าเห็นจะได้

ยอมรับว่า ชาวตะวันตกนี้ทุ่มเรื่องการศึกษาไม่มีอั้นจริงๆ แต่ก็น่าอยู่หรอกคะ เพราะคนเรียนก็เรียนแบบดีใจหาย เรียกว่าถ้ารัฐบาลเป็นพ่อเป็นแม่ เห็นประชาชนเสพความรู้เมามันขนาดนี้ จะยืนใจดำทำไม่รู้ไม่ชี้ได้ไง แล้วพอคนเขาฉลาด เขาก็ไม่หนีไปไหนอยู่ทำประโยชน์ให้แผ่นดินแม่วนเวียนกันไปจากรุ่นสู่รุ่นไปชั่วลูกชั่วหลาน

จินชอบตรงที่ว่า แคนาดาเขาวางแผนหยอดการสนับสนุนประชาชนอย่างเป็นระบบ ตั้งโจทย์นั่งแก้สมการพลเมืองเขาให้ออกมาได้มีคุณภาพดีนะคะ หลังจากสร้างคนให้เก่งแล้วก็ต้องหยอดเรื่องความคิดรักชาติเข้าไป แล้วก็เหยาะเรื่องความเป็นคนดีของสังคมใส่สมองอีกแยะๆ ทีวีคอยสอดส่องบอกเล่าว่า ประชาชนมีวินัยไหม ข้ามถนนทางม้าลายหรือเปล่า ขับรถไปคุยมือถือไปอันตรายไหม มาช่วยกันเป็นอาสาสมัครนั่นนี่ไหม อย่างไร ใครรณรงค์เรื่องเพื่อสังคมส่วนรวมบ้าง...เรียกว่า พฤติกรรมไหนไม่สร้างสรรค์หรือสร้างสรรค์ก็จี้จิกไม่เลิก ข่าวดีๆมีให้ชมจึงมากพอๆกับข่าวไม่ดี คือทำดีก็ชื่มชม แต่อันไหนต้องปรับปรุงก็ไม่ปล่อยเลยตามเลย อ้อ..คำหยาบทางทีวีเขาก็ตัดออกเยอะมากกว่าสือมะกัน ภาพหวือหวาหวีดหวิวหรือเลือดสาดจอ จินว่าน้อยกว่าตะวันตกชาติอื่นๆ คือเขาพยายามแสดงออกว่า สื่อแคนาดาเป็นผู้มีการอบรมดีในการแสดงออก สุภาพ มีความคิดแบบปัญญาชนสมกับเป็นคนสาธารณะ ดังนั้น ใครที่ว่ากบว.ทีวีบ้านเราเชย หัวครึ จินเห็นว่าไม่จริง จินว่า ทีวีไทยทุกวันนี้ เละเทะไร้วินัยมารยาทขึ้นมาก ข้างนอกสดใสสมกับเป็นประเทศที่เก่งด้านการตลาดโฆษณาจริงๆ (เมืองไทยเราเรื่องการตลาดโฆษณานี้ เงินไหลสะพัด เป็นอาชีพยอดฮิตของเด็กไทย มีตัวอย่างของคนสังคมชั้นสูงที่ตั้งตัวได้ มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านจากธุรกิจการตลาดแบบนี้) แต่เนื้อหาสาระข้างในยังไม่อาจเรียกได้ว่า ดี. ดูเอาเถอะคะ ทุกวันนี้ ข่าวไทยทุกวงการตีไข่ใส่สีจนหาความแม่นยำของข้อมูลได้ยาก อยากรู้ความจริงแท้ๆต้องสืบเสาะควานหาจนอ่อนใจ

จินได้สิ่งหนึ่งจากการอยู่ที่นี่ก็คือ เขาบอกเสมอว่า ไม่มีทางที่เราจะทำทุกอย่างได้สมบูรณ์ในเวลาอันเหมาะสมได้ "ตลอดไป" แต่จงเจตนาทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในทุกขณะเวลา ......บางทีเราอาจพลาด ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ทำตัวเองและใครๆต่อใครผิดหวัง แต่ถ้าเราหมั่นตรวจสอบปรับปรุงตนอย่างสม่ำเสมอ มีความเพียรให้ต่อเนื่อง มีความตั้งใจดี สักวันหนึ่งการทำให้ดีที่สุดจะเป็นหนึ่งเดียวกับการทำให้สมบูรณ์แบบ .... จริงๆก็เป็นสิ่งที่จินได้ยินมาแม้ในสังคมไทย แต่อยู่ที่นี่ เขาพูดย้ำจัง ย้ำจนจินเก็บมันไว้เป็นสโลแกนอันนึงของชีวิตตัวเองไปแล้วเหมือนกันคะ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 1:23] ( IP A:65.95.227.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 47
   เคยได้ยินนักศึกษาไทยในแวดวงสุขภาพรุ่นใหม่ บอกว่า เบื่อคำว่า "โง่-จน-เจ็บ" จัง เพราะเขาคิดว่า เป็นวงจรอันตื้นเขิน สังคมไทยมันแย่กว่านั้นแยะ และไม่มีใครทำอะไรได้ แต่จินว่า เป็นสมการคลาสสิคของสังคมไทยที่ยังแก้ไม่ออกแม้แต่สักเสี้ยวเดียว แต่กลับมีแนวโน้มแบบ "วงจรก้นหอย" ที่วนซ้ำซากแต่ทิศทางขมวดเกลียวดิ่งลงเรื่อยๆ แล้วว่าก็ว่าไป..สมการที่น้องท่านว่าง่าย ยังแก้ไม่ได้ แล้วจะเอาสมการยากๆตั้งขึ้นมาทำไมให้เสียเวลา ดังนั้นจินว่านะคะ แม้แต่พยาบาลไทยก็ไม่ควรเบื่อสมการนี้ แต่ต้องคิดว่า พยาบาลไทยสองแสนคนในเวลานี้ จะเป็นน๊อตตัวไหน แบบไหนเพื่อคลี่สมการนี้ให้คลายออกได้บ้าง

จินคิดว่า พยาบาลไทยเราไม่น่าเป็นแค่ตัวอุดรูรั่วเรื่องปัญหาสุขภาพเพียงอย่างเดียวนะคะ บ้างบอกว่า พยาบาลไทยไม่ค่อยมีปากมีเสียง แต่จินว่าเวลาพยาบาลเมืองไทยคิดจะมีปากมีเสียงขึ้นมา บางทีก็ไม่ค่อยแม่นหลักฐานเท่าใด จึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือ(อันนี้เจอจะๆแม้แต่ในทีวีไทยเมื่อต้นปี พอเจอเขาพูดคำเดียวเลยหงายไปเลย แต่ยังดีว่าอดทนสำรวม แต่ชาวบ้านเขามองว่าเพราะเราจนมุม เห็นแล้วสะเทือนใจ) หรือนี่แสดงว่าพยาบาลไทยเราไม่ค่อยรวมตัวกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ขาดข้อมูลที่แน่นหนา แถมเรายังอ่อนไหว พอคนชมเราก็ชอบมากๆเป็นปลื้มชัด แต่เวลาคนว่าเราก็ร้องไห้ แทนที่จะตั้งสติเป็นกลางสักหน่อย ไม่เงียบแต่โต้กลับแบบคนวิชาชีพมืออาชีพว่า เราคุยกันแบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ดีไหม ได้ไหม (ไม่ใช่ผู้หญิงกับผู้หญิงหรือว่า ผู้หญิงกับผู้ชาย เพราะเคยติดตามพยาบาลเมืองไทยบางกลุ่ม บทจะแข็งขึ้นมา แม้แต่วาจาฟังแล้วยังสะดุ้ง) ก็พยายามหวังว่า สักวันอะไรๆคงดีขึ้น ปัญหาคงทำให้เกิดปัญญาได้ในที่สุด

จินก็แตกแถวไปอีกแล้ว พี่เล็กถามเรื่องพยาบาลแคนาดานี่นา แฮะ..แฮะ ผลัดไว้ก่อนนะคะ พี่ๆน้องๆ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 1:55] ( IP A:65.95.227.66 X: )
ความคิดเห็นที่ 48
   เท่าที่จินทราบ คิดว่าทั้งหมอและพยาบาลแคนาดาน่าจะเจอเหตุการณ์ว่า ไม่ค่อยเหลือเงินเก็บนักหรอกคะ เป็นหนี้กันถ้วนทั่ว เพราะอะไร ....แม้ว่าที่นี่คนมีลูก รัฐจะช่วยค่าเลี้ยงดูประมาณ ๗๐๐ เหรียญต่อเดือน เด็กเรียนฟรีจนถึงชั้นมัธยมปลาย/อายุ ๑๘ (แต่ตอนหลังคนชักนิยมโรงเรียนเอกชนกัน บอกว่า อัตราครูดูแลเด็กทั่วถึงกว่าเยอะแต่ก็แพงมากกก อันนี้รัฐไม่เกี่ยวด้วยถือว่าสละสิทธิ์เอง) แต่พอลูกใครอยากเข้าเรียนปริญญาตรี ก็เห็นกู้เงินกันเรียนเสียส่วนใหญ่ เขาบอกว่า อยู่แคนาดาหวังรวยนั้นยาก แต่ว่าหวังสวัสดิการดีๆนี่มีให้ ช่วงนี้มีบทความเขียนสะท้อนคนโตรอนโตประมาณว่า act richและใช้ชีวิตแบบคนรวยแต่จริงๆหนี้สินบานเบอะ เพราะค่าครองชีพสูง ภาษีสูง แล้วคนที่นี่ก็นิยมกินนอกบ้าน นิยมเที่ยว(หนึ่งในสามของประชากรเที่ยวในเขตเมืองของตัวเอง อีกส่วนเที่ยวในประเทศ และร้อยละสามสิบเที่ยวนอกประเทศ-ส่วนใหญ่ไปยุโรป) รู้สึกว่าคนโสดคงเสียเปรียบเพราะไม่ได้เงินสนับสนุนอะไรเลย แต่ต้องจ่ายภาษีพอๆกับคนมีลูก เห็นเขาว่าก็ไปเก็บเบี้ยกำไรตอนแก่ในที่พักคนชราแล้วกัน แต่ถ้าอยากได้ดีๆหน่อย ก็ต้องเก็บเงินต่อไปจะได้ตัวเลือกสถานที่ได้มากขึ้น อย่าลืมว่าที่พูดนี้จินคิดถึงคนผิวขาวเสียส่วนมากนะคะ แต่คนแคนาดาเลือดเอเชียที่ลูกยังเลี้ยงพ่อแม่นั้น คงไม่ขาดดุลนักหรอก ยังไงๆความกตัญญูคงยังข้นในสายเลือดไม่จาง แล้วก็ยังไม่ใคร่นิยมโรงเรียนเอกชนมากเหมือนคนผิวขาว ทำกินกันเองในครอบครัว ซื้อของก็ไปแถวไชน่าทาวน์ ร้านขายของชำเหม็นหน่อยก็เห็นทนกันได้ ...ตอนจินไปใหม่ๆ ไปร้านขายของแถวไชน่าทาวน์แทบผงะ กลิ่นในร้านที่ขายทั้งของสดของแห้งรวมกันไปนั้น ยังกะหนูที่โดนยาเบื่อสักร้อยตัว เวลาไปซื้อของ จินต้องตั้งใจจำเลยว่าจะซื้ออะไร รีบหยิบรีบออกมา...ไม่งั้นก็ต้องงัดยาหม่องจีนดมกลบกลิ่นไปด้วยเป็นระยะ

เท่าที่จินสังเกตุนะคะ ถึงได้เห็นคนขาวนั้นไม่ค่อยกล้ามีลูกกัน กว่าจะมีก็เนิ่นช้าแล้วก็ย้ายไปอยู่เสียนอกเขตดาวน์ทาวน์ แต่คนเอเชียนะคะตั้งท้องกันจังแล้วก็ชอบอยู่ในละแวกใจกลางเมืองมากๆ แต่เราก็ต้องนึกภาพว่า คนผิวขาวส่วนใหญ่นั้นมีอาชีพในระดับเงินเดือนที่ดีกว่า ส่วนคนเอเชียนั้นส่วนใหญ่การเป็นลูกจ้างบริษัทนั้นไม่ค่อยรุ่ง เพราะอพยพมา ภาษายังไม่ดี ก็เลยหันไปเปิดร้านเอง

เรียนหมอนี่นะคะ พอเรียนจบแล้ว ขนาดว่าฐานะครอบครัวชนชั้นกลาง เขาบอกว่า ทำงานมาสามปีกว่าแล้ว ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย หมอส่วนใหญ่ก็เรียนต่อ ต้องเรียนไปทำงานไปด้วย เรียนโทแบบปีนึงก็ลงทะเบียนเรียนตัวนึง ปีหน้าลงอีกสองตัว กว่าจะจบโทก็ปาไปห้าปี ที่แคนาดาหมอและพยาบาลไหลไปอเมริกาเยอะมากนะคะเพราะเงินดีกว่ามากๆ รัฐก็พยายามจะห้ามๆอยู่ เพราะหมอในประเทศก็ใช่ว่าจะพอ คนมีดบาดไปที่แผนกฉุกเฉิน ได้ยินว่า นั่งรอหมอไปตั้งสามสี่ชั่วโมงกว่าๆ ยังไม่ได้เจอหมอเลย คือเห็นเขาว่า โดนมีดบาดตอนดึกๆหน่อย จนฟ้าสางแล้วก็ยอมแพ้เดินกลับบ้านไปทำแผลเองดีกว่า

คนส่วนใหญ่มีประกันสุขภาพของรัฐกันคะ จ่ายประมาณ ๕๐๐ เหรียญกว่าๆขึ้นไปต่อปี แต่การเข้าพบหมอนั้นคิวยาวรอนาน และสวัสดิการนี้ก็ยังไม่ครอบคลุมหมดทุกโรค(ซึ่งดีกว่าบอกว่า....บาททุกโรคแล้วทำไม่ได้) หมอยังไม่พอแต่ก็ไม่ยอมรับหมอต่างแดน พยาบาลไม่พอก็ให้ประชาชนอดทนรอการผลิตออกมาอย่างที่ว่าไปในกระทู้ก่อนๆ

พวกหมอ-พยาบาลเวลาวันหยุดก็ยังต้องพาลูกไปเที่ยวพวกพิพิธภัณฑ์ อยู่กันในนั้นทั้งวัน เพราะเป็นสมาชิกทั้งปี เข้าได้ทั้งครอบครัว(จำกัดที่จำนวนสี่คนคือพ่อแม่และลูกสอง) พอถามว่าทำไม เขาบอกว่า ประหยัดที่สุดแล้วและคุ้มค่าที่สุด คือหมอพยาบาลที่นี่เวลาทำงาน จินว่าเขาชอบทำงานแบบสบายๆนะคะ อันนี้เวลาคุยกับพวกเขาแล้วฟังเขาเล่าว่า เวลาทำงานเขาทำยังไงอะไรอย่างนี้นะคะ หรืออย่างเวลาประชุมนี่ ยังไม่ทันเกินเวลาเลยก็เห็นกระสับกระส่าย เริ่มบ่นแล้วว่า เหนื่อยจัง เดี๋ยวกลับบ้านคงต้องรีบนอน จินก็ยังงงๆนะ ก็ประชุมแปดโมงเลิกห้าโมงเย็น เราก็ยังพอไหวนะ แต่ทำไมเขาดูล้าๆกัน ทำหน้าเซ็งๆ คุยกับหมอคนนึง ถามว่า วันนึงตรวจคนไข้กี่คน เขาบอกว่า สามคนเขาก็พอแล้ว ไม่เอาแล้ว(เขาเป็นเอกชนที่รับคนไข้มาตรวจแล้วคิดเงินกับหลวงต่อหัวเอา) จินเลยสงสัยว่า เขาอึดในการหาความรู้วัยเรียน แต่ตอนทำงานกลับอืดจังหนอ ซึ่งในอนาคตที่เด็กเอเชียเริ่มมีบทบาทมากขึ้น จินมั่นใจว่า สังคมคนแคนาดาจะเปลี่ยนไปอีกแบบที่โดดเด่น เพราะเป็นลูกครึ่งแบบเอาแต่ส่วนดีๆของเอเชียและตะวันตกมาผสมกัน น่าจะลงตัวไม่น้อย ....นิสัยขยันแบบตะวันออกในเมืองสวัสดิการเยี่ยมแบบรัฐตะวันตก

ขอตัวไปเรียนก่อนคะ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 4:23] ( IP A:64.229.203.88 X: )
ความคิดเห็นที่ 49
   Please write more, we all enjoy your articles so much
Can't wait for the next one.
โดย: Jew [8 พ.ย. 48 9:19] ( IP A:71.131.190.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 50
   ได้ยินคนแคนาดาเขาว่าเองว่า ภาษีบ้านเขานั้นสูงติดอันดับต้นๆของโลก เขานินทาให้ฟังว่า คนจนหรือชนชั้นกลางจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่คนรวยๆมักจ้างทนาย ยอมจ่ายค่าทนายให้ช่วยดูกฏหมายว่า มีตรงไหนซิกได้แซกได้บ้างก็เอาทั้งนั้น เขาบอกว่า ค่าทนายก็แพงแต่คงคุ้มระยะยาวกว่าจะยอมจ่ายรัฐตรงไปตรงมาแบบคนจน

จินถามเขาว่า เศรษฐกิจก็ออกจะดี ค่าเงินก็แข็ง คนมีงานทำ สวัสดิการก็ดี ทำไมยังมีหนี้สินได้ เขาว่า เพราะคนแคนาดามีมาตรฐานสูงในการใช้ชีวิต อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆดีๆ (อย่างนี้ต้องปราบด้วยสุภาษิตไทยว่า ถ้ารู้จักความพอดีก็จะมีความดีพอ) แสดงว่า เป็นธรรมชาติของคนจริงๆที่....หัวใจโบยบินไปตามความต้องการเรียกร้อง คนไทยบ้านเราเห็นคนแคนาดาก็อยากได้อย่างเขาบ้าง แต่คนบ้านเขาก็ยังกระสับกระส่ายอยากได้อะไรๆที่ดีกว่านี้อีก เฮ้อ...อ่อนใจคะ

อย่างที่พี่เล็กว่ามังคะ บ้านไหนเมืองไหนก็มีปัญหา แต่ถ้าถามจินนะคะ จินว่า บ้านฝรั่งเขามีสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ ธรรมชาติของถิ่นที่อยู่ซึ่งทำให้เขาต้องสาละวนอยู่กับสองเรื่องใหญ่คือ อากาศอันโหดร้ายหนาวเหน็บ และลามไปถึงเรื่องอาหาร พอจะหนาวแต่ละปีก็ต้องเตรียมเรื่องเสื้อผ้า ตังค์จ่ายค่าไฟค่าแก๊ซเพื่อใช้ฮีตเตอร์ ต้องเตรียมอาหารซึ่งพวกผักผลไม้หน้าหนาวต้องนำเข้าจากฟากแผ่นดินที่อุ่นกว่าทุกปีไป แต่เมืองไทยเรานั้นต้องถือว่าอากาศดีทั้งปี ถ้าร้อนก็หนีไปขึ้นเขาลงใต้นอนทะเลให้สบายใจเฉิบ(ใช้เวลาจากเหนือสุดลงใต้สุดก็บินไม่เกินสองชม. ไม่เหมือนทวีปอเมริกา บินข้ามฟากกันใช้เวลาสี่ห้าชั่วโมง) อาหารก็ไม่ต้องมานั่งบำรุงดินให้เหมาะต่อการเพาะปลูกยาวนาน ไม่ต้องมานั่งดูเวลาเอาเป็นเอาตายเหมือนคนอยู่ในถิ่นหนาวแบบนี้ สมกับที่เขาว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าวนะคะ(แม้ไม่อุดมสมบูรณ์เท่าสมัยก่อนก็เถอะน่า)

แผ่นดินไทยมีความมั่งคั่งทางธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ความมั่งคั่งในสิ่งที่เลือกได้สร้างได้เช่น ความมั่งคั่งในเชิงสังคม เรายังอ่อนหัดเตาะแตะกันจัง คนโกงกินบ้านกินเมืองมีให้เห็นอยู่ทั่ว บทเรียนของเพื่อนบ้านเราที่ต้องกลายเป็นมนุษย์เรืออย่างชาวเวียดนาม ที่ต้องไปอาศัยเกาะกักกันในเขตฮ่องกงเป็นสิบๆปีก็มีให้เห็น คนประเทศแตกอย่างลาว เขมรที่ถึงย้ายไปอเมริกาเหนือ ถามเขาว่ามีความสุขไหม เขาก็ว่า สุขกายก็พอมี แต่สุขใจในฐานะคนไม่มีแผ่นดินของตัวเอง คนอพยพนั้น เขาว่ามันถมใจเขาไม่เต็ม จินฟังแล้วก็บุญจริงๆฉันนี่ไม่ได้เกิดในประเทศที่แตกสลายอย่างนั้น ยังพอเดินไปไหนก็อุ่นใจลึกๆว่า ตัวเองมีแผ่นดินเป็นของตัวเองด้วยนะ

สำหรับตัวจินแล้ว เดินในแผ่นดินคนอื่นจะอุ่นหัวใจได้เต็มได้อย่างไร เงินทองยังพอหาเอาใหม่ได้ เมืองไทยนั้นถ้าขยัน รู้จักใช้จ่ายก็ไม่อดตาย แต่เมืองนอกนี่ บางทีขยันแทบตายกว่าจะมีใช้มีจ่าย มันก็ผิดกันอยู่นะคะ แต่คิดไปคิดมาอีกที ธรรมชาติของโลกยุติธรรมแล้ว ทุกแห่งล้วนมีข้อดีข้อด้อยคละๆกันไป จะเอามาเทียบขึ้นตาชั่งวัดกันจะๆว่า ใครมากใครน้อยกว่ากันคงพูดชัดได้ยาก

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 10:39] ( IP A:65.95.118.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
   เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไปเข้าแถวรับวัคซีนป้องกัน Flu มาคะ เขามองว่า ถ้าขืนปล่อยให้ระบาดจนป่วยต้องมารักษากัน เมืองโตรอนโตคงแบกรับค่ารักษาไว้ไม่ไหว คนมะกันยังกระโดดข้ามประเทศมาเข้าแถวกับเราด้วย(คนมะกันเข้าแคนาดาไม่ต้องมีวีซ่า) เขาว่าบ้านเขายังต้องจ่ายค่าฉีดวัคซีนเองอยู่เลย ก็เลยนึกย้อนหลังไปว่า จริงแฮะ ตอนเราเตร่เที่ยวเมืองมะกันเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว จ่ายค่าประกันสุขภาพไปมากโขแต่ไม่กล้าไปหาหมอ เพราะเขาบอกว่า ในยอดค่าใช้จ่าย ๕๐ เหรียญแรกเราต้องควักเอง ดังนั้นตอนนั้นเลยบอกกับตัวเองว่า ต้องป่วยหนักเกินกว่า ๕๐ เหรียญก่อนแล้วค่อยไปหาหมอดีกว่า เออ..พี่มะกันเขาหัวหมอจริงๆด้วยหละคะ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 10:50] ( IP A:65.95.118.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 52
   ที่แคนาดานี่ เรื่องสิทธิผู้หญิงค่อนข้างจะแข็งแกร่งทีเดียว แต่เรื่องสิทธิเด็กนี้ยังมีการละเมิดกันไม่น้อย เขาก็พยายามชักชวนนะคะให้พ่อแม่เข้าใจสิทธิของเด็กแบบตะวันตก เช่นว่า ไม่ให้ตีลูกเลย ไม่ทะเลาะตบตีกันให้ลูกเห็น เป็นต้น

ประเทศน้องใหม่(ประวัติศาสตร์แคนาดาที่เป็นหนึ่งเดียว ไม่พิพาททะเลาะกันเรื่องการแย่งเป็นใหญ่ระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศสเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อไม่กี่สิบยี่สิบปีนี้เอง )ซึ่งมีการเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและแสนร่ำรวยได้ถึงเพียงนี้ ต้องถือว่าเจ๋งไม่เบา อันนี้ต้องชื่นชมเขามากๆ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 11:16] ( IP A:64.229.203.192 X: )
ความคิดเห็นที่ 53
   ถ้าถามจินว่า อยู่แคนาดา รู้จักเมืองเขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ หลงรักเขาบ้างไหม บอกเลยว่า ชื่นชมอย่างเดียว แต่กลับยิ่งหลงรักแผ่นดินแม่ของตัวเองหัวปักหัวปำหนักกว่าเก่าสิไม่ว่า จินรู้สึกว่า เหมือนรู้จักใครอื่นมากเท่าไหร่ก็ไม่เท่ารู้ซึ้งในหัวใจตัวเอง เปรียบได้ทำนองนั้นกระมังคะ

เพื่อนต่างชาติถามว่า จินมีแผนอยากมาอาศัยอยู่ที่นี่บ้างไหม เห็นคนเอเชียเขามากันเยอะ แม้แต่เพื่อนชาวจีนก็ถาม จินบอกว่า จินไม่รู้สึก fit in แต่อย่างใด ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ว่าเห็นฝรั่งเขาบ่นอยากได้อากาศอุ่น ชีวิตสบายๆ จินก็คิดว่า เออ...เราก็มีที่มีถิ่นของเราอยู่แล้วนี่นา แบบที่เขาอยากได้หนะ แล้วฉันจะหนีมาหาสิ่งที่เขากำลังอยากจะทิ้งไปทำไมกันเล่า ขอแค่ว่าถิ่นของเราปัดฝุ่นคอรับชั่นออกไปให้มากๆได้เสียหน่อย เท่านี้ก็สวรรค์บนดินแล้ว(แต่ฝุ่นชนิดข้างต้นที่บ้านเรามีนี่มันปัดออกยากอยู่เหมือนกันนา)

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 11:35] ( IP A:64.229.203.192 X: )
ความคิดเห็นที่ 54
   เรื่องชอบประเทศไหน อย่างไรก็เป็นเรื่องนานาจิตตังนะคะ ลูกหมีกับลูกปลาก็ต้องมีชีวิตกันคนละแบบ แต่จินนี่หุ่นแบบแม่หมีที่หัวใจเป็นลูกปลา ยังไงก็ต้องว่ายน้ำด้นกระแสวนแห่งทะเล กลับสู่อ่าวไทยแน่นอนเลยคะ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 11:40] ( IP A:64.229.203.192 X: )
ความคิดเห็นที่ 55
   ภาพข้างบนคือ เดอะเบย์ ห้างที่จริงๆมีตัวตึกใหญ่โตอยู่ตรงข้ามกับห้องพักของจินนี่เองคะ เจ้าของยังคงเป็นคนแคนาดา เป็นห้างที่คนโตรอนโตโหวตว่า นิยมไปจับจ่ายซื้อของนะคะ แต่เขาว่า ทุกวันนี้ยอดการจับจ่ายนั้นแพ้เจ้าตลาดอย่าง wal mart ชนิดจะหลุดลุ่ยกันไปหมดแล้ว ถ้าวันใดห้างเดอะเบย์ เกิดโดนขายทอดตลาดขึ้นมา คนช้อนซื้อหุ้นคงไม่พ้นพี่เบิ้มมะกัน ชาวแคนาดาคงเสียใจอีกหนเหมือนตอนที่ร้านกาแฟยี่ห้อ ทิม ฮอร์ตันโดนเทคโอเวอร์

ฝาละมีบอกว่า ห้างเดอะเบย์เป็นเพียงหนึ่งในสองธุรกิจที่หลงเหลืออยู่พอให้ปักธงแคนาดาได้อย่างเต็มที่ว่าเป็นของชาวแคนาดาแท้ๆ

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 11:50] ( IP A:64.229.203.192 X: )
ความคิดเห็นที่ 56
   ยอมรับว่าน้องจินนี่ คารมคมคายเหลือเกิน จนคนอ่านติดหนืบเลยนี่

พี่ชอบความคิดเห็นของจินแทบทุกเรื่อง เหมือนมีคนมาเทความคิด เทหัวใจออกมาให้เป็นตัวอักษรแทนเลยนี่ ที่พี่รู้สึกอย่างนี้ อาจเป็นเพราะสังคมแคนนาดา และเยอรมันคล้ายๆกัน ไม่ค่อยต่างกันมากนัก นอกจากเรื่องการปลูกฝังประชาชนให้รักชาติ หรือเรื่องความเป็นคนดีของสังคม ที่นี่แทบไม่มีเลยก็ว่าได้

โดย: lek [8 พ.ย. 48 17:28] ( IP A:80.185.103.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 57
   พี่รู้จักคนไทยบางคน ที่มามีครอบครัวอยู่ที่นี่ลูกๆเติบโตที่นี่ พูดภาษาไทยไม่ได้เลย แม้จะมีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่น แต่ความที่เวลากลับไปก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เด็กเลยขาดความผูกพันธ์กับเมืองไทยไปอย่างน่าเสียดาย ในใจของแม่ อยากกลับไปอยู่เมืองไทย ใจจะขาด แต่ก็ห่วงลูกๆซึ่งถือว่าบ้านเกิดและสังคมของตัวเองอยู่ที่เยอรมัน
โดย: lek [8 พ.ย. 48 17:55] ( IP A:80.185.103.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 58
   กลับมาอีกแล้ว...หนีไปเป็นแจ๋ว..ทำกับข้าว ล้างจานให้เจ้านายมาค่ะ

ที่เกริ่นเรื่องข้างบนไว้ เพราะอยากบอกเล่าความคิดของพี่ต่อเรื่องการสอนลูก ความที่เราเห็นโลกมาสองด้าน ทางบ้านเกิด กับทางฝั่งตะวันตก พี่พยายามเอาส่วนดีๆมาผสมกับ และชี้ทางให้เค้าไปในทางผสม จะได้เป็นผลดีต่อตัวเค้าเอง พี่ใหญ่ก็เหมือนกัน แต่คนเยอรมัน เค้ากลับมองว่า เราบังคับเด็กมากเกินไปซะอีก โดยเฉพาะเราไม่ปล่อยให้ลูกสาวไปไหนมาไหนตามลำพัง หรือเรื่องให้ลูกเรียนพิเศษ

ระยะหลังต้องหุบปาก คอยเตือนตัวเองว่าเรื่องในบ้าน อย่าไปเผลอเล่าให้ใครฟัง.. โชคดีที่ลูกยังเข้าใจ.ไม่ดื้อ

โดย: เล็ก (lek ) [8 พ.ย. 48 20:20] ( IP A:80.185.103.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 59
   รัฐบาลแคนาดาเขาก็กุมหัวอยู่เหมือนกันเรื่องว่า การที่เยาวชนของเขาได้สองภาษา คือ มันคงดีแต่เขากลัวว่า ภาษาถิ่นเดิมของครอบครัวเด็กจะเป็นส่วนหนึ่งส่งอิทธิพล มีผลลากใจเด็กให้ผูกพันกับประเทศภูมิหลังมากกว่าที่จะตรึงใจรักภักดีกับแผ่นดินปัจจุบันมังคะ เพราะรายงานการสำรวจพบว่า หนึ่งในสี่ของเด็กเล็กนั้นเมื่อกลับจากโรงเรียนแล้วจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย จินก็สงสัยว่า จะไปกลัวว่าภาษาอังกฤษของเด็กเมื่อโตขึ้นไม่แข็งแรงหรือ ก็ใช้ในเวลาไปเรียนกับครูทั้งวันไปจนโต แล้วก็เป็นภาษาราชการด้วย รัฐจะไปห่วงเรื่องนี้ทำไม

แต่มานั่งทบทวนว่า เคยเจอพี่คนหนึ่งที่เป็นเชื้อสายจีน เขาถามจินว่า ถ้าประเทศจีนรบกับประเทศไทย เธอจะเข้าข้างใคร ก็ตกกะใจเพราะไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน เลยบอกว่า นี่แผ่นดินไทยของเรานะ พ่อแม่เราก็อยู่นี่ คงไม่ไปไหนหรอก ไม่เคยคิดไปจีนแบบคิดว่าไปเยี่ยมมาตุภูมิบ้านเกิดอะไร อันนั้นเรื่องของบรรพบุรุษ ไอ้เพื่อนฝรั่งอีกคนมันหาว่าจินโดนล้างสมอง จินเลยบอกว่า ฉันยินดีสมัครใจให้ล้างสมองด้วยว่าเป็นคนไทย อย่างน้อยที่สุดชาวจีนสอนให้รักแผ่นดินเกิด จินคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้ขบฏต่อวัฒนธรรมจีนที่ปู่ย่าได้สั่งสอนมา

ย้อนมาที่แคนาดาคะ ตอนนี้รัฐได้เพิ่มงบจัดสรรการจ้างครูให้เพิ่มชั่วโมงการสอนและอยู่กับเด็กในช่วงเรียนพิเศษตอนเย็นคือเหมือนเดย์แคร์ไปในตัว เขาบอกว่าช่วยผู้ปกครองที่ต้องไปทำงานให้มีเวลาได้จัดการธุระภาระต่างๆให้สะดวกขึ้น พ่อแม่ก็ส่วนใหญ่ยังเป็นชนชั้นปากกัดตีนถีบกันนะคะก็ดีใจว่า รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่จินว่ารัฐกำลังเข้ามาเอี่ยวเป็นพี่เลี้ยงเด็กกลายๆนะคะ แล้วถ้าระยะยาวเด็กติดพี่เลี้ยงคนนี้แทนพ่อแม่ขึ้นมา.... รัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่เอ่ย จินก็แปลกใจอยู่ครามครัน

จินถึงว่า ชาวตะวันตกแคนาดานี้ เขามีศิลปะในการบริหารคุณภาพพลเมืองของเขา มันไม่ได้ออกมาแบบโฆษณาชวนเชื่อ แต่จินว่าเป็นการให้และรับแบบครอบครัวใหญ่ ให้สวัสดิการที่ดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ลูกคนไหนตั้งรกรากบนที่ลำบากกันดารแถวขั้วเหนือหนาวๆ รัฐก็ช่วยเหลือมากหน่อย ลูกคนไหนอยู่เมืองใหญ่สุขสบาย รัฐก็ช่วยจัดสรรดึงภาษีเพื่อปันไปให้น้องที่อยู่ที่ไกลๆพวกนั้น แต่ก็อย่างว่า ลูกที่อยู่เมืองใหญ่ก็บางคนหัวหมอ ไม่อยากจ่ายภาษีแยะก็จ้างทนายมาต่อรองกับรัฐบาลพ่อแม่ เลี่ยงซอกแซกไปเรื่อยเลย

อันนี้ต่างกับรัฐไทยเราที่รักลูกแบบเท่าเทียมกันอย่างเถรตรง ลูกจะจนจะรวยจ่ายภาษีเท่ากันหมด แต่ลูกที่หัวเสฯ เอาสมบัติในบ้านขายไปได้เท่าไหร่ ก็ทำเป็นบัญชีรายรับเข้ากระเป๋าตัวเอง อันนี้รัฐบาลไทยบอกว่า ไม่ค่อยรู้เรื่อง ยังไม่ได้รับรายงาน กำลังสอบสวนติดตามอยู่...เป็นอย่างนี้ประจำ เขาไม่คิดว่าไอ้ลูกจนๆที่มันไม่รวยนี่ มันไม่ได้โง่นา ไม่ได้ขี้เกียจด้วย เพียงแต่ว่ายึดหลักซื่อสัตย์และสามัคคีอย่างที่บรรพบุรุษสอนสั่งกันมา ชาติตระกูลไทยเราจะได้อยู่ได้ หนักนิดเบาหน่อยก็อดก็ทน แต่บางทีก็รู้สึกว่า พี่น้องเล่นกระทบกระทั่งแต่ละที ครัวในบ้านแทบไม่มีกินแล้ว ท่านขนของดีไปหมด ไม่เก็บไม่เผื่อให้ลูกหลานได้ใช้สอยมั่ง จนลูกจนๆมันทนไม่ไหว ขอออกนอกบ้านไปตายเอาดาบหน้า แล้วไอ้ลูกจนๆนี่แหละที่เวลาไปได้ดิบได้ดีนอกบ้านนี่ กุลีกุจอขนข้าวขนของมากองให้ได้ใช้สอยไหว้วาน ไม่มีถือเนื้อถือตัวหรือผูกใจเจ็บอะไร แต่ท่านรัฐบาลก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เสาเข็มเอียงยังไงก็ไม่ปรับเสียที แทนที่จะคิดว่า จะทำไงถึงจะรั้งลูกจนๆที่กตัญญูเหล่านี้ให้ทำงานในบ้านได้อย่างพออยู่พอกินได้มั่ง ไม่คิดมั่งว่า ขนาดคนนอกบ้านเขายังเห็นคุณค่าของลูกเรา ทำไมเราปล่อยให้ลูกเราไปทำงานสร้างประโยชน์ให้คนอื่นเขาโครมๆแบบนี้.... แต่อย่างว่านะคะ ลูกแหกคอกมันก็มี แต่หวังให้มีน้อยๆหน่อย ทั้งพวกที่อยู่นอกบ้านและในบ้านตัวเองนั่นแหละคะ

พี่ๆน้องๆอย่าตกใจนะ จินไม่ได้คิดจะไปเป็นพี่ใหญ่ มีส่วนจัดตั้งการปกครองบ้านหรอกคะ อย่างมากก็เป็นแค่ลูกคนกลางจอมเสเพลเร่ร่อน ที่ก็พอพึ่งตัวเองได้ นอนอิ่มหลังอุ่นไปวันๆได้ก็พอใจอยู่ ถ้าจะต้องไปเป็นลูกพรรคใครคงต้องสมัครเข้าพรรคยาจกของวงการบู๊ตึ๊งเป็นแน่

โดย: จิน [8 พ.ย. 48 22:15] ( IP A:65.95.227.140 X: )
ความคิดเห็นที่ 60
   รูปนี้มีป้ายร้านไทยแวปๆโผล่มาด้วยหละคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 9:27] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 61
   อ้อ...ลืมไป สวัสดีคุณJew คะ สบายดีนะคะ เอ๊...เดี๋ยวคะ นึกไม่ออกว่า อยู่แถวไหนหรือคะ ทำไมจำไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นไร ถือว่า ตามจินเที่ยวแบบว่าจินเป็นไกด์ผีนะคะ อย่าว่ากัน คิก..คิก

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 9:34] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 62
   เห็นพี่เล็กเอ่ยเรื่องการเล่นลอตโต้ อันนี้เป็นอีกอันที่รัฐแคนาดาปวดหัว คือที่นี่คนเล่นลอตโต้กันเยอะมากๆ ขนาดว่าอีกวันสองวันที่จะมีการหมุนรางวัลใหญ่ เราจะได้เห็นคนต่อแถวกันยาวเพื่อซื้อเลขพวกนี้นะคะ ที่นี่จะมีกลุ่มที่ออกสลากกันหลายเจ้ามาก แล้วบางทียังมีสลากการกุศลด้วย แล้วเรื่องไปเล่นสลอตแมชชีน ไปคาสิโน เล่นไพ่โปกเกอร์ บิงโก ก็มีการโฆษณาชักชวนทางทีวีทุกวัน ส่วนอีกอันก็คือเรื่องการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะตามท้องถนน เดินไปสูบไปพ่นควันใส่คนรอบข้าง อันนี้เขาก็พยายามชักชวนให้ประชาชนอย่ายอมเป็นคนสูบบุหรี่มือสองกันง่ายๆ แต่การเคลื่อนไหวชัดเจนนั้นยังไม่ถือว่ามีมาก เรื่องการไม่สูบบุหรี่นี้ต้องถือว่าเมืองไทยเรารณรงค์ได้เยี่ยม สมกับที่ถูกจัดให้เป็นประเทศที่อยู่ในแถวหน้าๆของโลก เพราะแม้แต่ประเทศแคนาดาก็ยังสนใจ มาเอาบ้านเราไปเป็นกรณีศึกษาด้วย แต่ไม่รู้ว่าความคืบหน้ามันเป็นยังไง

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 10:00] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 63
   ที่นี่เมื่อปีที่แล้ว มีนายแพทย์ท่านหนึ่งชื่อว่า Frederick Grant Banting ซึ่งถูกโหวตโดยประชาชน ให้เป็นหนึ่งในสิบของ The Greatest Canadians คะ เขาผู้นี้ได้รับรางวัลโนเบล ไพร์ซร่วมกับJohn James Richard Macleod ในปี ๑๙๒๓ อันเนื่องมาจากการค้นพบอินซูลินนะคะ

การค้นพบอินซูลิน ถือว่า เป็นผลงานหนึ่งในระดับแนวหน้าของโลก ที่คนแคนาดาภูมิใจว่า เกิดขึ้นที่ประเทศของตนเอง การค้นพบนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต ดังนั้นถ้าใครได้แวะมาป้วนเปี้ยนแถวๆมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ลองมองหาป้ายประกาศ ซึ่งติดอยู่ที่ผนังตึกนอกอาคารดูนะคะว่า อยู่ตรงไหน (ว่างๆกว่านี้จะโพสต์รูปให้ดูคะ)

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:07] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 64
   

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:08] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 65
   อีกคนหนึ่งที่เรารู้จักดีก็คือ Alexander Graham Bell คะ เขาผู้นี้เกิดที่ Edinburgh, Scotland แต่ต่อมาได้อพยพมาอยู่ที่แคนาดา ดังนั้น แม้ว่าผู้ค้นพบจะเกิดที่อื่น แต่การประดิษฐ์โทรศัพย์เครื่องแรกบนโลกที่มีขึ้นบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ชาวแคนาดาจึงถือว่า นี่เป็นความภาคภูมิใจที่เขาอ้างอิงได้

บริษัทโทรศัพย์ที่เบลก่อตั้งก็ยังคงอยู่จนทุกวันนี้นะคะ และยืนพื้นให้บริการด้านโทรศัพย์พื้นฐานทั่วไปให้กับทุกครอบครัว จัดเป็นอีกหนึ่งของตำนานธุรกิจแท้ๆที่คนแคนาดาก่อตั้งและเป็นเจ้าของเองมาแต่ดั้งเดิมคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:32] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
   ใกล้หมดแล้วคะพวกภาพวาด ส่วนพวกภาพถ่ายจะทำเป็นกระทู้ใหม่นะคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:35] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 67
   

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:37] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
   ภาพวาดในกระเป๋าจินมีทั้งหมด ๗๙ รูป พึ่งรู้เมื่อตอนมานั่งโพสต์ไปนับไปนี่แหละคะ ถ้าไม่ได้มานั่งเรียงรูปแล้วเล่าไปอย่างนี้ คงไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า มีรูปจำนวนเท่าไหร่ รู้แต่ว่า มีเยอะมาก อ้อ...ยังมีอีกชุดนี่นา เป็นภาพที่ต้องค้นโน๊ตเสียหน่อยว่า จดไว้ว่ายังไง แงๆ ..หาไม่เจอ ไม่เป็นไร ...เอาไว้เที่ยวหน้านะคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:44] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 69
   อันนี้เป็นภาพย่านกรีกทาวน์คะ ที่นี่ก็มี Little India, Little Italy, Little Portugal ยังไม่มีไทยทาวน์เหมือนอย่างที่แอลเอเลยคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 11:53] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 70
   หมายเหตุ..คำว่าที่นี่ในกระทู้ข้างบนหมายถึงเมืองโตรอนโตนี้นะคะ ...ยังคะ จินยังไม่มาวววว...เลยคะ เอิ๊ก...อืมม์

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 12:04] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 71
   ประเทศแคนาดามีทั้งหมด ๑๓ จังหวัดคะ แต่จังหวัดของเขาใหญ่กว่าของเรามาก จากเมืองโตรอนโตไปเมืองออตตาวา(เมืองหลวงของประเทศ)ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกันคือ ออนทาริโอ นั่งรถทัวร์ไปบนทางหลวงช่วงหน้าร้อน ก็ใช้เวลาประมาณ ๔-๖ ชม. นะคะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 12:14] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 72
   พอคนแคนาดารู้ว่า ประเทศไทยมีตั้ง ๗๐ กว่าจังหวัด เขาทำท่าตกใจตาเหลือกเลยคะ ต้องรีบบอกว่า จังหวัดของเรานั้นพื้นที่เล็กๆนะคะ อย่าเอามาเทียบกัน แล้วก็ยิ้มแหะ..แหะ ตามระเบียบ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 12:17] ( IP A:70.50.119.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 73
   ให้ทายสิคะว่า อาชีพที่มีเงินเดือนสูงที่สุดในโตรอนโตคือ อาชีพอะไร แอ่น..แอ๊น เฉลยว่า อาชีพตำรวจคะ

...จินพึ่งรู้ก็เพราะว่า ช่วงนี้ตำรวจออกมาประท้วงว่า งานหนักขึ้น(อย่างที่บอกว่า ช่วงนี้อาชญากรรมในเมืองโตรอนโตเริ่มสูงขึ้น มียิงกันเกือบทุกสองสามวัน ส่วนใหญ่เป็นอาชญากรรมบนท้องถนนของแก็งค์ต่างๆ ที่หลังๆชักคืบคลานจากชานเมืองเข้าสู่ย่านดาวน์ทาวน์แล้ว มีคนสูญหายมากขึ้นด้วยนะคะ ตามหาเจอทีไรมักเป็นศพแล้วทุกที ) ตำรวจจึงต้องเพิ่มกำลังและเข้มงวดในการออกสายตรวจถี่ขึ้นนะคะ มีทั้งใช้รถและขี่ม้าด้วย อันนี้ทำให้ประชาชนพออุ่นใจได้โข แต่ว่าพี่ท่านก็เลยขอขึ้นค่าตอบแทนด้วยให้สมๆกันหน่อยกับงานเสี่ยงอันตราย ได้ยินว่าในที่สุดข้อเสนอที่ส่งขึ้นไปก็ได้รับการตอบตกลง ส่วนชาวบ้านก็บ่นกันนิดหน่อย ว่าสงสัยต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกแล้วสิเรา แต่ก็คงต้องยอมเห็นด้วยนะคะ เพราะตำรวจเขาก็ทำงานฉับไวและเต็มที่จริงๆ

ปิดท้ายด้วยภาพถ่ายภายในห้างหญ่ายๆ ใจกลางโตรอนโตนามว่า the Eaton Center คะ

โดย: จิน [10 พ.ย. 48 12:39] ( IP A:64.229.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 74
   พี่อยากเห็นหน้าไกด์คนเก่งด้วยล่ะ อย่าลืมเอาติดมาด้วยล่ะ
โดย: พี่เล็ก [10 พ.ย. 48 14:32] ( IP A:80.185.120.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 75
   สวัสดีค่ะ พี่เล็ก พี่ใหญ่ คุณจิน
แวะมาอ่านต่อค่ะ แต่อ่านไม่จบอีกตามเคย เดี๋ยวต้องหาเวลามาอ่านให้จบให้ได้ ฝีมือการเขียนของคุณจินเยี่ยมมากเลยค่ะ สนใจพิมพ์รวมเล่มมั้ยค่ะ?
พี่เล็กค่ะ เก๋ก็อยากมาเล่าเรื่องเมืองไทยให้พี่ๆที่อยู่ทางโน้นฟังเหมือนกันค่ะ แต่เก๋ไม่ค่อยถนัดในการเล่าเรื่อง เล่าไปเล่ามาบางทีก็งงเอง นับถือคุณจินมากเลยค่ะ ที่สามารถเรียงร้อยถ้อยคำได้น่าอ่านขนาดนี้ การดำเนินเรื่องน่าสนใจมาก มาเขียนต่อนะคะ
ไม่มีรูปสวยๆมาแปะ เอาเป็นว่าให้ดูรูปตาอ้วนไปก่อนแล้วกัน

โดย: เก๋ EFN [10 พ.ย. 48 16:05] ( IP A:58.9.40.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 76
   นี่ก็รูปนางฟ้า ก๊าก ๆๆ

โดย: เก๋ EFN [10 พ.ย. 48 16:16] ( IP A:58.9.40.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 77
   สวัสดดีค่ะคุณจิน แวะมาอ่านหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่จบซะที เขียนได้น่าอ่านมากค่ะ อยากเขียนได้แบบนี้มั่ง แต่ยังไม่สำเร็จซักที อิอิ ใจมันร้อนน่ะค่ะ แบบว่าในหัวเรานึกไปไกลแล้ว แต่มือมันไม่ยักกะเร็วตามหัว สุดท้ายเลยรวบรัดตัดตอน อิอิ
โดย: เจี๊ยบ [10 พ.ย. 48 16:16] ( IP A:62.195.13.219 X: )
ความคิดเห็นที่ 78
   แหม...พี่เล็กคะ พอมีกล้องถ่ายรูปมาจ่อตรงหน้าทีไร จินม้วนหางเป็นนางอายทุกทีเลย ว่าจะเอาอย่างคุณเก๋มั่ง(แบบรูปคู่ข้างบน) แต่ของจินคงเป็นรูปหมู่ค่า

คุณเจี๊ยบคะ ตอนใหม่ๆก็จะเป็นเหมือนกันคะว่าคิดไปเร็วกว่าเขียน ...เคยรับรู้มาว่า คนอ่านมากจะเขียนได้ดี อ่านน้อยจะเขียนไม่ใคร่ได้ ก็พยายามอ่านหนังสือมากๆ อ่านจนท้อเพราะจนแล้วจนรอดก็เขียนไม่ได้เสียที พอเขียนเปเปอร์ส่งอาจารย์ ท่านเห็นพ้องกันหมดเลยว่า เขียนงานส่งยังกับเขียนนิยาย อาจารย์ติงนิดเดียวแต่กลับมานั่งคิดไปหลายตลบเพราะไม่ได้ชอบอ่านนิยายมากนัก อยากเขียนแบบวิชาการความรู้ เพราะตัวเองสนุกทุกทีที่ได้อ่านบทความ ....ความรู้สึกเหมือนคนชอบเผ็ดแล้วได้เคี้ยวพริกมังคะ มันแซบดี แต่เพื่อนๆบอกว่าเครียดไป ใครคุยกับเธอต้องวงแตกฮือเพราะปวดหัว เพลาๆลงมั่งจะดีกว่า

จินจำนนถึงขั้นจะสรุปแล้วว่า อ่านมากก็ไม่ได้ต้องเขียนได้ดีเสมอไป แม้ว่าจะฟังมามาก ถามก็เยอะ คิดก็แยะ สุ-จิ-ปุ ขาดแต่ตัว...ลิ นี่แหละคะ อย่างมากก็คือเป็นนักอ่านที่ดี อาจอ่านได้ไวกว่าใคร แต่ผู้รู้บอกว่า การเขียนจะสะท้อนการเรียบเรียงความคิดของเราว่า รับรู้มาอย่างไร ผลการอ่าน การทำความเข้าใจของเรานี้เป็นอย่างไร จินอยากเขียนก็เพราะเหตุนี้แหละคะ อยากเช็คสมองตัวเองว่า ทำงานมีประสิทธิภาพไหม ตัวเองอ่านแล้วที่หลงตนว่า อ่านได้ความได้เรื่องนั้น จริงหรือเปล่า ไม่งั้นสมองรกแต่ของเก่าเก็บ สู้ไว้ให้มันโล่งๆยังดีกว่าอีก

จินไม่ใช่คนขยันเขียนนะคะ ให้พูดนี่ก็พอไหว แต่รู้สึกว่า บางทีพูดแล้ว เขาว่า จงเขียนความคิดออกมา อย่าพูดความคิดอย่างเดียว เพราะการพูดนั้นยังไม่สะท้อนการจัดระเบียบความคิดเราให้เห็นชัดเท่าการเขียน แล้วคิดดูสิคะ พอเขียนงานส่งอาจารย์ ดันโดนวิจารณ์ว่า เราเขียนยังกะนิยาย ส่วนเพื่อนบอกว่า แค่เอ็งคิดแล้วพูดนี่ก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ฮือ..ฮือ....

จำได้ว่าหยุดอ่านหนังสือไปช่วงหนึ่ง เพราะรู้สึกว่า การอ่านนั้นไม่ได้ผลิดอกออกผลอะไร ดังนั้นถ้าจะอ่านก็อ่านเอาสนุกส่วนตัวเป็นพอ ไม่เล่าให้ใครฟังด้วยว่า ตัวเองคิดอะไรยังไง เพราะอย่างที่บอก ไม่เคยฝันอยากเป็นนักเขียน ไม่ชอบขีดชอบวาด กลอนเกินอะไรก็ไม่เอา แต่เวลาย้ายบ้านนี้ หนังสือเกือบเจ็ดสิบลัง เสื้อผ้ายังมีน้อยกว่าหลายเท่าตัว

จินเริ่มบริจาคหนังสือคะช่วงหลังๆ บริจาคไปก็น้ำตารินไป แต่คิดว่า เขาอยู่กับเรา สร้างความสุขให้เราก็เต็มที่แล้ว เก็บไว้ก็กระไรอยู่ เราไม่สามารถถ่ายทอดอะไรจากเขาให้ผู้อื่นได้ อย่ากระนั้นเลย...ส่งเขาออกไปเลยก็แล้วกัน ถ่ายทอดความเป็นเขาไม่ได้ก็อย่ารั้งเขาไว้ เผื่อใครอาจสร้างประโยชน์จากการอ่านได้มากกว่าเรา ก็ถือว่าแบ่งปันกันไปก็แล้วกัน จะกั๊กไว้คนเดียวก็น่าเกลียด ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรทั้งนั้นถ้าเราจะเก็บเขาไว้กับตัว ยกเว้นปลวก

อย่างเรื่องอินซูลินที่มีการค้นพบนี่ จริงๆรู้สึกว่า มีสามคนนะคะที่เป็นตัวหลัก แต่มีความซับซ้อนของการค้นพบนิดหน่อย ซึ่งเคยอ่านมาจากหนังสือพวกเกร็ดความรู้ต่างๆที่มักเล่าเรื่องชีวิตคน รายละเอียดมีพอควรแต่จำไม่ได้เลย จำได้อย่างเดียวว่า น่าสนใจ ...เสียดายที่บริจาคออกไปแล้ว จำได้ว่าเคยย่อโนตแบบสะเปะสะปะไว้ด้วย แล้วตอนนี้เศษกระดาษมันก็เปะปะไปจริงๆ เขาเรียกว่า ขาดวินัยอย่างแรง

จนไปอเมริกาครั้งแรกและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ถึงเริ่มรู้จักห้องสมุดใหญ่ๆว่ามีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้ เริ่มคลำคำตอบได้ลางๆที่คาใจเรามานานเกี่ยวกับการอ่าน การคิด การเขียน การฟัง การพูด .......

....ความคิดของเราที่กระท่อนกระแท่นก็เพราะขาดการเชื่อมต่อนี่เองคะ การเชื่อมต่อขาดตอนก็เพราะขาดแหล่งประโยชน์ที่เพรียบพร้อม สิ่งที่จินเจอแล้วประทับใจมากๆคือ จำนวนของตำรา บันทึกต่างๆ จะเอาข้อมูลในรูปแบบสื่ออะไรก็มีทั้งนั้นเลย มันกว้างใหญ่มหาศาลเกินพรรณา นอกจากนี้นะคะ บรรณารักษ์เมืองนอกนี่ก็เซียนจริงๆ บางทีเราจำชื่อคนแต่งได้เพี้ยนๆลางๆ เล่าไปเรื่อยๆประมาณฉันอยากรู้เรื่องนี้แถวๆนี้ โห...เขายอมเล่นเกมทายยี่สิบคำถามของเรา จนงัดเอาหนังสือที่เราอยากได้มาได้ตรงจุดประสงค์มากๆ อันนี้ชอบสุดๆเลยคะ

จินจึงเริ่มตระหนักว่า การเขียนนี้มีความสำคัญ แต่ยังสงสัยอยู่ว่า หัวข้อเดียว คนตะวันตกทำไมทำให้แตกแขนงเป็นหนังสือกลุ่มนี้หมวดนี้ได้เป็นสิบๆเล่ม ยิ่งกว่านั้น ยังส่งออกความคิดในรูปของสื่อได้หลากหลายมาก ทั้งสารคดี ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ งานแสดง นิทรรศการ ...สารพัด คิดได้ไงก็ม่ายรู้

จินรู้สึกจุใจกับสารคดีของเมืองนอกมากๆ เรียกว่า งานชิ้นหนึ่งของเขานี่ ทำสำรวจ หาข้อมูลกันแบบ...บ้านเรานี่ คงนับให้เป็นงานวิทยานิพนธ์ชิ้นหนึ่งได้เลย

ว่าแล้วก็เล่าเสียเลย มีสารคดีอยู่เรื่องหนึ่งที่ให้ภาพชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับการสงวนไว้ซึ่งสัตว์หายาก ... มีนักวิจัยอยู่คนนึง สนใจเรื่องเสือชีต้ามาก ซึ่งทุกวันนี้สัตว์ตระกูลแมวจำพวกนี้ เขาบอกว่า กระบวนการสืบพันธุ์และการดำรงชีพนั้นยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจน แต่มีแนวโน้มว่า กำลังจะสูญพันธุ์ไปเรื่อยๆ เขาผู้นี้เรียนโท เอกแล้วก็ทำวิจัยในป่า ตามติดชีวิตความเป็นอยู่ของเสือจนลืมโลกข้างนอกไปเลยมังคะ เขาเป็นหนึ่งในนักวิจัยระดับโลกที่รู้เรื่องเสือชีต้าได้ดีที่สุดเท่าที่โลกมีในขณะนี้นะคะ จินนับๆแล้ว ความทุ่มเทของเขาทั้งหมดนั้นใช้เวลาเกือบยี่สิบปี คือเขาบอกว่า พอเรียนจบปั๊ป เขาเข้าป่าไปทำงานอยู่สิบปี แต่งงานเอาตอนอายุ ๓๙ ก็เพราะเขาไม่เจอใครเลย นอกจากภรรยาที่เป็นคนท้องถิ่นร่วมทีมงานด้วยกัน เรียกว่าตื่นขึ้นมาก็เจอแต่เธอผู้เดียวทั้งวันทั้งคืน เขาเล่าว่า ผมก็เลยคิดว่าเธอคือคนที่ผมคุยรู้เรื่องที่สุด อะไรประมาณนั้น

พออายุ ๔๐ ก็มีลูกสาวคนนึง แต่พอปีถัดมาตรวจพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต้องหยุดงานที่ตนเองรักเพื่อไปรักษาตัวในเมืองอยู่สองปีเต็ม การตอบสนองต่อการรักษาดีมาก อาการดีขึ้นเรื่อยๆ

เขาตัดสินใจมีลูกอีกคนเป็นผู้ชาย และใช้ช่วงพักฟื้นนี้ใกล้ชิดกับลูกๆ ทำหน้าที่พ่อตั้งแต่อาบน้ำ เล่านิทาน ชงนม เป็นเพื่อนเล่นลูกคนโต นอนกล่อมลูกคนเล็กเอง ช่วงนี้ก็เริ่มการแพทย์ทางเลือกด้วย เล่นชี่กง รำมวยจีน ทำสมาธิ เขาบอกว่า การต่อสู้กับโรคร้ายนั้น เขาต่อสู้ด้วยหลักการเดียวกันในชีวิตด้านการงาน คือ ขยัน ค้นคว้าไปด้วย ตั้งคำถาม หาคำตอบ ลงมือ ทดลอง ... เขาจะมุ่งมั่นในการตอบโต้โรคร้ายเหมือนกับที่เขามุ่งมั่นในงานที่เขาทำในอดีตที่ผ่านมา เขาบอกว่าความท้อแท้ หมดหวัง เหนื่อยนั้น เขาเจอจนเข้าใจและคิดว่า พอรับมือกับมันได้ เพราะซ้อมมือมาหมดแล้วในสนามชีวิตการทำงาน

เขาบอกว่า เขาไม่รู้ว่า เขาจะชนะขาดเหนือความเจ็บป่วยนี้ได้อย่างถาวรหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ใช้ช่วงเวลานี้กับลูกๆอย่างเต็มที่ ได้ถ่ายทอดการทำงานของเขาให้ลูกได้ซึมซับไปว่า พ่อทำงานอะไรมั่ง เช่น หานิทานเรื่องเกี่ยวกับเสือชีต้า บทความน่ารู้เกี่ยวกับป่า โดยแทรกเข้าไปในการเล่น การพูดคุย เขียนไดอารี่เอาไว้ให้ลูกอ่านตอนพวกเขาโต โดยไม่ต้องกังวลว่า ตัวเองจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าใด เรียกว่า เตรียมพินัยกรรมความคิดให้ลูกได้เรียบร้อยหมดแล้ว เขาบอกว่า สบายใจว่าช่วงนี้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าคนเป็นพ่อควรทำสมใจหมาย ซึ่งถ้ายังแข็งแรงดีอยู่ คงยังไม่มีเวลาได้ทำเรื่องพวกนี้ให้ลูกๆหรอก

ล่าสุดอีกหกเดือนต่อมา เมื่อแข็งแรงดี เขากลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง คราวนี้มีนักวิจัยมือใหม่ผู้อ่อนเยาว์อยู่สองคนที่สนใจเรื่องเดียวกันกับเขา เขาบอกว่า หน้าที่ของเขาตอนนี้คือ การถ่ายทอดความรู้ที่เขามียื่นเป็นไม้ผลัดให้คนข้างหน้า เพื่ออนุรักษ์เสือชีต้าต่อไป ความฝันของเขาจำเป็นต้องอาศัยคนสานต่อ เขาสร้างความฝันในการปกป้องสัตว์กลุ่มนี้ด้วยตัวเขาเองลำพังคนเดียวไม่ได้ดอก

การได้รับรู้เรื่องราวของเขา ทำให้จินคิดต่อว่า การพัฒนาอะไรก็ตาม พวกเราต้องวิ่งกันเป็นทีม คงไม่ใช่ไม้ผลัดแค่สี่คูณร้อย แต่คงต้องเป็นร้อยคูณร้อยหรือมากกว่านั้น แต่การได้เป็นหนึ่งในทีมนั้นแม้เพียงเสี้ยวเดียว เราควรภูมิใจและสะท้อนออกมาด้วยการทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา ไม่ลืมความเป็นตัวของตัวเองด้วย แล้วพวกเราก็จะกลายเป็น...เปรียบเหมือนหนังสือคนละเล่มที่อยู่ในหมวดหัวข้อเดียวกันได้บนชั้นหนังสือ ไม่ใช่แค่หนังสืออัดสำเนาที่ก๊อปต้นฉบับมาเพียงอย่างเดียว หากมีความคลาสสิคในตัวของมันเองเนื่องมาจากลีลาของผู้แต่งแต่ละคน และไม่โดนเขวี้ยงลงถังขยะไปเสียก่อนเพราะความหมดอายุขัยของคุณภาพกระดาษ

ว๊าย...คุณเจี๊ยบทักแค่ย่อหน้าเดียวสองบรรทัด จินซัดซะพรืดยาวเลย เอายาดมไหมคะ จินพกไว้ประจำ ไม่ได้เผื่อตัวเองหรอกคะ เผื่อคนที่เข้ามาทักหนะคะ กลัวเขาสลบคาที่เพราะหนีเราไม่ทัน อัดยาดมแล้วจะได้มีแรงลุกไวๆ....พร้อมๆกับคำขอโทษไล่หลัง....

หนูไม่ได้ตั้งใจดำ เอ๊ย...ไม่ได้ตั้งใจทำค่า.. จริงๆนะคะ...

โดย: จิน [11 พ.ย. 48 2:10] ( IP A:65.95.117.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 79
   ช่วงนี้ขอตัวไปนั่งดูเคเบิ้ลทีวีก่อนนะคะ ขอเขาเพิ่มช่องสารคดีมาอีกห้าช่อง กะดูให้ชุ่มฉ่ำหัวใจไปเลย

ภาพข้างบนเป็น CN tower ยามค่ำคืน เป็นสัญลักษณ์อีกอันของเมืองนี้ ที่ใครๆบอกว่า ต้องขึ้นไปให้ได้นะ จะได้ชมทิวทัศน์ของเมืองได้รอบทิศ

หยอดอีกนิด ...ช่วงนี้เจอสารคดีเรื่องไอน์สไตน์ค่อนข้างต่อเนื่องเชียว ได้แง่คิดเยอะแต่ว่า ยังคิดๆไม่ได้ระเบียบเลย ...บอกไปงั้นแหละคะ เผื่อมีใครรู้มั่งจะเอามาเขียนเล่า จินจะได้ตามอ่านหง่ะ

ภาพข้างล่างเป็นร้านหนังสือที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมมากอีกแห่งของคนที่นี่ เป็นร้านโปรดของจินเลยหละคะ ร้านเขานะคะมีพื้นที่ๆเล็กสุด(ในบางสาขา)ก็ยังใหญ่กว่าโชว์รูมขายรถเก๋งบ้านเราบางแห่งเสียอีก

โดย: จิน [11 พ.ย. 48 2:32] ( IP A:64.228.69.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 80
   อ่านแล้วเพลิน ที่สำคัญมองภาพออก บางครั้ง การบรรยายความคิดเห็น ความรู้สึกต่างๆออกมาเป็นตัวอักษรนั้นหาได้ง่ายอย่างที่หลายๆคนคิดว่าจะง่าย

มุมมองของจินนั้นน่าสนใจมากลย ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรให้เพื่อนๆได้เห็นภาพตามไปด้วยนั้นเยี่ยมจริงๆจ้ะ อย่างน้อยๆเราก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และได้ทราบค่านิยมของชาวแคนาดา ความเป็นอยู่ และมุมแต่ละเมืองที่น่าสนใจ

พี่ชอบเขียน เขียนไปเรื่อยๆ เป็นการระบายสิ่งที่มันอยู่ในสมอง แต่จะระวังไม่ให้ใครมาลำบาก หรือเจ็บๆในสิ่งที่พี่เขียน อิๆ อาจเผลอบ่นไปบ้าง แต่แบบว่า ไม่ตั้งใจน่ะ ไม่ได้เขียนแล้วมันอึดอัดน่ะ แต่ไม่อยากเป็นนักเขียนนะ ไม่อยากให้ใครมาวิจารณ์ เพราะเป็นคนผมบาง หน้าบาง เหอๆ

ขียนมาอีกนะ พี่จะหอบหมอนมานั่งหน้าจอ ต้มน้ำชามาหนึ่งกระปุกด้วย สารคดีแบบนี้พี่ชอบ ที่บ้าน มีช่องเนชันแนลจีโอกราฟฟิกเกี่ยวกับแคนาดา พี่เคยดู นานมาแล้ว เลือนๆไปบ้างแล้วจ้ะ

เอารูปหมู่มาให้ดูด้วยนะ จะได้ลองทายดูว่าใครคือจิน อิๆ


โดย: มพถ [11 พ.ย. 48 2:36] ( IP A:84.139.96.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 81
   เก๋ เอารูปเด็กมหาวิทยาลัยไหน มาอำพี่หรือเปล่า ไม่ยอมแก่เลยนี่ เหอๆ คนนั่งข้างๆนั่นดาราร๊อคที่ไหนหรือปล่านี่
โดย: มพถ [11 พ.ย. 48 2:38] ( IP A:84.139.96.207 X: )
ความคิดเห็นที่ 82
   แค่ 30 ต้นๆ เอง ไม่เด็กแล้วนะคะพี่ใหญ่ จำได้ว่ามีอยู่ครั้งนึง ตอนกำลังเช็คอินที่สนามบินเวียดนาม เก๋ยืนอยู่ข้างๆแฟน เจ้าหน้าที่สาวคงง่วงนอน หรืออย่างไรไม่ทราบ ถามเก๋ว่า "Are you sure that you can travel alone?" เก๋ตอบ "Yes, I am sure" ตอนนั้นแฟนเก๋ขำกลิ้งไปแล้ว บอกว่า Why? She is 30 now. ... Well, I'm sorry I thought she is 12" เค้าคิดว่าแฟนเก๋เป็นพ่อ

โดย: เก๋ EFN [11 พ.ย. 48 11:12] ( IP A:58.9.39.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 83
   คุณจินคะ เราชอบเล่าน่ะค่ะ ชอบพูดมากกว่า พอให้เขียนทีไรมันมักจะตัน มันเรียบเรียงให้สละสลวยเหมือนอย่างที่คิดไม่ได้ เวลาคิดอย่างเดียวอยู่ในหัวมันไปได้เรื่อยๆ ดีซะด้วย แต่พอจะลงมือมันกลับหายไปไหนหมดไม่รู้
ตอนสมัยเรียน แล้วเพื่อนให้ช่วยติวให้ เค้าบอกให้เราเขียนให้ด้วย เราบอกว่า เขียนไม่ได้ ไม่ทันใจ เด๋วได้สั้นๆนะ ให้เราพูดแล้วเค้าเล็คเชอร์เอาจะเวิร์คกว่า เวลาเราจะต้องพูดหน้าห้อง หรือต้องสอน เราจะใช้เขียนแค่หัวข้อๆไว้ แล้วก็พูดได้เจื้อยแจ้ว ถามเพื่อนว่าพูดมานี่ใช้ได้มั้ย เข้าใจกว่ามั้ย เค้าบอกว่าอืมเข้าใจ ตอนหลังไม่ร้องให้เราทำชีทให้อีกเลย ฟังเราพูดแล้วเข้าใจ

เวลาเห็นคนอื่นเขียน เราก็ดูว่าเออ มันก็เหมือนง่ายนะ ก็ไม่มีอะไรมาก ทำไมเราทำไม่ได้นะ ทุกวันนี้เลยพยายามเขียน พรือพิมพ์ให้ช้าๆลง เหมือนทำสมาธิให้เราเย็นลงจะได้เขียนได้ดีขึ้น
โดย: เจี๊ยบ [11 พ.ย. 48 18:59] ( IP A:62.195.13.219 X: )
ความคิดเห็นที่ 84
   มาอีกแล้ว คือนึกถึงที่คุณจินบอกว่า คนอ่านมากจะเขียนได้เยอะ เราก็มานึกอีกว่า เมื่อก่อนเรามัวแต่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน พอมาตอนนี้มีลูกเล็ก เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมี เวลาจะทำอะไรทีก็ทำแบบรีบๆ เพื่อจะให้เสร็จไวๆ รวมถึงเรื่องการอ่านก็เหมือนกัน เปิดคอมมา อ่าน นสพ หรือจะอ่านอะไร ก็อ่านลวกๆ เอาแค่ใจความก่อนแล้วกัน เพราะเวลาน้อย หวังว่าจะกลับมาอ่านเมื่อมีเวลา แต่เอาเข้าจริง บางทีก็ทำได้ บางทีก็ทำไม่ได้ เหตุนี้กระมังที่ทำให้เรารับรู้เรื่องราวแต่ไม่ได้ซึมซับรายละเอียดต่างๆ พอเราจะเขียนเอง มันเลยไม่มีภาพว่าเราควรจะเขียนอย่างไร

แค่มาคุยเล่นๆ และวิเคราห์ตัวเองเท่านั้นค่ะ อิอิ
โดย: เจี๊ยบ [12 พ.ย. 48 16:44] ( IP A:62.195.13.219 X: )
ความคิดเห็นที่ 85
   จริงของเจี๊ยบ มื่อมีลูก มีภาระเพิ่ม เวลามันดูหมือนจะโบยบินไปไวเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องเร็วขึ้น ตอนเรียน ไม่มีภาระ เราจะเป็นคนเรื่อยๆเฉื่ยๆ เวลาโดยมากหมดไปกับห้องสมุดวัดบ้าง ห้องสมุดวิทยาลัยบ้าง ตอนนี้เราองเข้าข่ายเดียวกับเจี๊ยบ เพราะ หนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งใช้เวลาอ่านสองวันเหอๆ อ่านแบบจับใจความไว้ก่อน และอ่านได้ตอนเข้าห้องน้ำ เพราะไร้คนกวน
โดย: มพถ [12 พ.ย. 48 17:44] ( IP A:84.139.123.247 X: )
ความคิดเห็นที่ 86
   เออ ดีจิงๆๆ
โดย: เก่งเขาวัง [16 ก.ค. 52 12:20] ( IP A:125.27.176.37 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน