ดังทั่วโลก ชัยชนะของผู้หญิงในตุรกี (ครั้งแรกที่ไม่ถูกโลกลืม...เหมือนทุกครั้ง) -พนันชีวิต
   ประมวลข่าว โดย พี่พิกุล

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ Schwarzwaelder Bote วันที่ 10 มิถุนายน 2552
ชัยชนะของผู้หญิงตรุกี
อันเป็นผลมาจาก การที่ประเทศตุรกี เข้ารวมเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

นาง นาฮิด โอพุส(Nahide Opuz) อายุ 37 ปีแห่งเมืองไดยาบาเคียร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศตุรกี ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของตน จนได้รับชัยชนะ ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
ศาลเพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสตราสบูร์ก ได้ตัดสินว่าประเทศตุรกีเป็นประเทศที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการใช้กำลังและความรุนแรงภายในบ้าน ต่ำมาก
เรื่องมีว่า
นางนาฮิด โอพุส อายุ37 ปี แต่งงานกับนาย เอชโอ(นามสมมติ) เมื่อค.ศ.1995 แล้วก็มีปากเสียง ทะเลาะวิวาทกันเสมอ ต่อมานายเอชโอ ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทั้งภรรยา และแม่ของภรรยาบ่อยครั้ง
เมื่อทั้งสองคนถูกนายเอชโอ ทำร้ายร่างกาย ก็เข้าแจ้งความกับตำรวจหลายครั้ง แต่ตำรวจก็ปล่อยให้เขาลอยนวลอยู่ได้ หรือไม่ก็ถูกตำรวจกักขังเพียงระยะหนึ่ง หรือถูกภาคทัณฑ์ โดยไม่ถูกดำเนินคดี พอตำรวจปล่อยตัว เขาก็ขู่ให้ภรรยาและแม่ของภรรยา ถอนคำฟ้องร้อง
เดือนตุลาคม ค.ศ. 2001 เขาใช้มีดแทงภรรยา และยิงแม่ของภรรยา สาเหตุมาจาก ทั้งสองคนวางแผนหนีออกไปจากบ้านด้วยกัน เขาให้การกับตำรวจว่า ถือเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาอย่างมาก
เขาถูกจับและถูกดำเนินคดี ในข้อหาทำร้ายแม่ของภรรยาจนถึงแก่ความตาย ศาลตัดสินให้ถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่เขายื่นอุทธรณ์ ต่อศาลชั้นสูง ในระหว่างนั้นเขาก็ยังเป็นอิสระ ไม่ถูกคุมขังแต่อย่างใด
นางนาฮิด โอพุส ได้ยื่นฟ้องประเทศตุรกี ต่อศาลเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป ในข้อหาที่ประเทศตุรกีละเลยหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชน และเธอก็ชนะคดี
นั่นคือศาล ตัดสินให้รัฐบาล ตุรกี ชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่เธอ เป็นจำนวน 36,500 ยูโร
(นับว่าเป็นประเทศแรก ที่ถูกศาลแห่งสหภาพยุโรป ตัดสินว่ามีความผิดในข้อนี้)
เรื่องการจ่ายเงินให้โจทก์นั้น จะว่าไปก็เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การตัดสินลงโทษของศาลครั้งนี้ เท่ากับว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในขบวนการยุติธรรมของประเทศตุรกี ถูกตบหน้ากันทั้งชุด
นักหนังสือพิมพ์เยอรมัน วิจารณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศตุรกี ไม่ให้ความสำคัญในการฟ้องร้องของผู้หญิง ส่วนใหญ่เมื่อผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้ายเข้าแจ้งความ ตำรวจมักพยายามไกล่เกลี่ย ไม่ให้มีการฟ้องร้อง หรือไล่กลับบ้านไป แม้ว่าจะเพิ่งมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ในเรื่องการใช้กำลังทำร้ายร่างกายภายในบ้าน เมื่อปีที่แล้ว
จากการสำรวจพบว่า ผู้หญิงที่เป็นภรรยา 4 ใน10 คนถูกสามีทำร้ายร่างกายเสมอ และหนึ่งในสองของคนที่ถูกทำร้ายนี้ทนปิดปากเงียบ ไม่กล้าเอ่ยปากบอกใคร
ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้กล่าวว่า ประเทศตุรกีมีปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว ในเรื่องการใช้กำลัง และความรุนแรงต่อคนในครอบครัว เวลามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ดังเช่น เมื่อไม่นานมานี้ (ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2552) ที่เมืองอดานา ทางใต้ของประเทศ เด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี ใช้ปืนยิงแม่ จนถึงแก่ความตาย
และในเมืองเดียวกัน ก่อนหน้านั้น ไม่กี่สัปดาห์ ก็มีคนใช้ปืนกราดยิงญาติพี่น้อง ตายพร้อมกันถึงแปดคน
นาง เรมซีเย ทันริคูลู นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี แสดงความคิดเห็นกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เยอรมันว่า การตัดสินของศาลแห่งสหภาพยุโรป ในครั้งนี้ ได้รับการยกย่อง ชมเชยว่าเป็นการตัดสินที่สำคัญและเหมาะสมที่สุด เพื่อให้ประเทศตุรกี ได้ตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายของตำรวจและเจ้าหน้าที่ของสถาบันกฎหมาย ในทุกระดับต่างหาก
เธอยกตัวอย่าง ชะตากรรมของผู้หญิงตุรกีคนหนึ่ง จากเมืองอากรี (อยู่ทางตะวันออกของประเทศ)ที่หนีสามีที่ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย เข้ามาขอพึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่สามีกลับไปพานักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่งมาเกลี้ยกล่อมให้ภรรยากลับบ้าน หลังจากนั้นเพียงวันเดียวก็มีคนพบหญิงคนนี้ นอนอยู่ข้างถนน ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ถูกตัดจมูกและหูออกไป ขณะนี้เธอยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ เดียวกัน วันที่2 มิถุนายน พ.ศ.2552
คนไข้โรคมะเร็ง เอาชีวิตของตนไปท้าพนัน
กรุงลอนดอน เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.2549 นายจอน แมททิวส์ ( Jon Matthews) พ่อหม้ายวัย 59ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แต่เขาไม่อยากจะเชื่อการพยากรณ์โรคของแพทย์เลย ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ ไม่ถึงถึงปี 2550แน่
เขาจึงเดินเข้าไปยังสำนักงานรับท้าพนัน โดยท้าว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงใน วันที่ 1 เดือนมิถุนายนพ.ศ. 2551ทางสำนักงานตกลง และรับเงินจากเขาไป 100 ปอนด์
และเมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดไว้ เขาก็ไปรับเงินที่ชนะพนัน ได้เงินมา 5,000ปอนด์(5,700ยูโร)
เขาท้าต่อ โดยวางเงินไว้อีก 100 ปอนด์ ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ในที่สุดเขาก็ไปรับเงินที่ชนะพนัน มาอีก 5,000ปอนด์ ด้วยรอยยิ้มกว้าง แบบหุบไม่ลง
แม้ว่าเขาจะเขียนพินัยกรรม และวางแผนเกี่ยวกับการจัดงานศพของตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยัง ลงเงินพนันต่อไปอีกหนึ่งปี นั่นคือหากเขามีชีวิตอยู่จนถึง วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2553 เขาจะชนะพนันอีก คราวนี้จะได้เงินถึง 10,000ปอนด์
เขาพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า
“ผมคงเป็นคนเดียวและคนแรกของโลก ที่เอาชีวิตของตน มาท้าพนัน เมื่อตอนที่หมอวินิจฉัยโรค และแจ้งให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ร้ายแรงมาก อันเกิดจากการสัมผัสกับแร่แอสเบสทอส (เป็นแร่ใยหิน มีสีขาวเป็นเส้นๆ ทนไฟ )มันเหมือนกับถูกคำสั่งตัดสินประหารชีวิตทีเดียว ทั้งตามสถิติ คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้ ไม่เคยมีใครอยู่ได้เกิน 25 เดือน หลังจากการวินิจฉัย
แต่ผมอยู่มาได้ 38 เดือนแล้ว และเงินที่ผมได้รับจากการชนะพนันนี้ ก็จะไปมอบให้องค์กรการกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ผมรู้ว่าอีกไม่นานผมจะต้องตาย ก็เลยไม่อยากจะใช้เงินเพื่ออะไรอีก”
เขาไม่เคยทำงานเกี่ยวกับแร่ชนิดนี้ แต่เป็นไปได้ว่าเคยสัมผัสกับแร่นี้ ตอนเป็นนักเรียน
ปัจจุบันเขาอยู่กับพ่อแม่ และคอยดูแล ท่านทั้งสองที่อายุมากแล้ว และพูดกับผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ เดลิเมล์ ว่า
“ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือการที่ต้องบอกพ่อแม่ว่า ผมจะต้องตาย”
เจ้าหน้าที่ชื่อเกรแฮม ชาร์พ แห่งสำนักงานรับท้าพนัน วิลเลียม ฮิลล์ ดีใจไปกับผู้ชนะพนัน และให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า
“เราไม่อยากให้ลูกค้ามาลงเดิมพัน พนันแบบนี้เลย แต่คุณจอนเขาบอกเหตุผลว่า การพนันนี้ เท่ากับกระตุ้นให้เขามีกำลังใจที่จะต่อสู้โรคร้าย และมีเป้าหมาย ที่จะมีชีวิตยืนยาวต่อไปในแต่ละวัน ซึ่งทำให้เรายอมรับการท้าพนัน...และตั้งแต่ผมทำงานนี้มา 30 ปีก็ไม่เคยมีครั้งไหน ที่ผมจะดีใจ ที่ได้จ่ายเงินให้ลูกค้าที่ชนะพนัน เช่นที่จ่ายให้คุณจอนนี้เลย”
โดย: เจ้าบ้าน [15 ส.ค. 52 16:19] ( IP A:79.196.240.26 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน