ความคิดเห็นที่ 1 ทำวัตรเช้า คำบูชาพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ; พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ( กราบ ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว ; ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. ( กราบ ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ; สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์. ( กราบ ) ปุพพภาคนมการ (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส.) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ; อะระหะโต ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ; สัมมาสัมพุทธัสสะ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง . (ว่า ๓ ครั้ง ๒ ครั้งไม่ต้องแปล ครั้งที่ ๓ จึงแปล)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:08] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 2 พุทธาภิถุติ (หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.) โย โส ตะถาคะโต, พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด ; อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส ; สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ; วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ; สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี; โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง; อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า; สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม; ภะคะวา เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ; โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมารกัง สะพรัหมะกัง, สัสสะมะณะพราหมะณิง ประชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระ ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา,มาร พรหม, และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ; โย ธัมมัง เทเสสิ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว ; อาทิกัลยาณัง, ไพเราะในเบื้องต้น , มัชเฌกัลยาณัง, ไพเราะในท่ามกลาง ปะริโยสานะกัลยาณัง, ไพเราะในที่สุด , สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยังปะกาเสสิ, ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย) พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ) ; ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ; ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ . ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า. (กราบระลึกถึงพระพุทธคุณ)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:08] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 3 ธัมมาภิถุติ (หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ; สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ; อะกาลิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ; เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ; โอปะนะยิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ; ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ; ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น ; ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้นด้วยเศียรเกล้า (กราบระลึกถึงพระธรรมคุณ)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:09] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 4 สังฆาภิถุติ (หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.) โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ; อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ; ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่อง ออกจากทุกข์แล้ว ; สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ; ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ : จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ ; เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ; อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ; ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ; ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ; อัญชะลิกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ; อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ; ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น ; ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ, ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า ; (กราบระลึกถึงพระสังฆคุณ)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:10] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 5 รตนัตตยัปปณามคาถา (หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.) พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว, พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ ; โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน, พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด ; โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก, เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก ; วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน, พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป ; โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก, จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน , ส่วนใด โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน, ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น ; วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต, พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย ; โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด ; โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี ; วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะตัง ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา. บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือพระรัตนตรัย อันควรบูช ยิ่งโดยส่วนเดียว, ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้,ขออุปัททวะ (ความชั่ว) ทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จอัน เกิดจากบุญนั้น.
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:11] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 6 สังเวคปริกิตตนปาฐะ อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน, พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ ; อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ; ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก, และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ; อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก, เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ; สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ ; มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ :- พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า :- ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ; ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ ; มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ; โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ; อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ; ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ; ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ; สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ; เสยยะถีทัง , ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :- รูปูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป ; เวทะนูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา ; สัญญูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา ; สังขารูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร ; วิญญาณูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ ; เยสัง ปริญญายะ, เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง ; ธะระมาโน โส ภะคะวา, จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ; เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก เอวังภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ, อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวก ทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า :- รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง ; เวทะนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง ; สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง ; สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง ; วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง ; รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน ; เวทะนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน ; สัญญา อะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน ; สังขารา อะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน ; วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน ; สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง ; สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้. เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ, พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ; ชาติยา, โดยความเกิด ; ชะรามะระเณนะ, โดยความแก่ และความตาย ; โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ,โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ; ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ; ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ; อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัด แก่เราได้. (สำหรับพระภิกษุสามเณรสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น ; สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว, ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ, ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ; ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย ; ตัง โน พรัหมมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สัง วัตตะตุ. ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ . (สำหรับอุบาสก-อุสิกาสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ ; ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย ; ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง ; สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย ; อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ. (จบคำทำวัตรเช้า)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:12] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 7 ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี (นำ) หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เสฯ (รับ)ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะปะฏิฆาตายะ , อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ , ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวมิ, เนวะ ทวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ, วิหิงสุปะระติยาพรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ, นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ , ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:13] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 8 ปัตติทานะคาถา (นำ) หันทะ มะยัง ปัตติทานะ คาถาโย ภะณามะ เส ฯ (รับ) ยาเทวะตา สันติ วิหาระวาสินี ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา โสตถิง กะโรนเตนะ วิหาระมัณฑะเล เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยัง ฯ ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม สัพเพปิ ธัมมะจาริโน วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต ฯ ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน พุทธสาสะเน สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ วุฑฒิภาวายะ สัตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง มาตา ปิตา จะ อัตระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สัพพะทา ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:14] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 9 ติโลกะวิชะยะราชะปัตติทานะคาถา ยังกิญจิ กุสะลัง กัมมัง กัตตัพพัง กิริยัง มะมะ กาเยนะ วาจามะนะสา ติทะเส สุคะตัง กะตัง เย สัตตา สัญญิโน อัตถิ เย จะ สัตตา อะสัญญิโน กะตัง ปุญญะผะลัง มัยหัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต เย ตัง กะตัง สุวิทิตัง ทินนัง ปุญญะผะลัง มะยา เย จะ ตัตถะ นะ ชานันติ เทวา คันต์วา นิเวทะยุง สัพเพ โลกัมหิ เย สัตตา ชีวันตาหาระเหตุกา มะนุญญัง โภชะนัง สัพเพ ละภันตุ มะมะ เจตะสาติ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:15] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 10 ทำวัตรเย็น (คำบูชาพระรัตนตรัย-ปุพพภาคนมการเหมือนกันกับทำวัตรเช้า) พุทธานุสสติ (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโธ อัพภุคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า :- อิติปิ โส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ; อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส ; สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ; วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ; สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ; โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ; อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า ; สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ; ภะคะวาติ เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ดังนี้ ;
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:15] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 11 พุทธาภิคีติ (หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส) พุทธวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณเป็นต้น ; สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์ ; โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร, พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน ; วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง. ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า . พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่ หนึ่งด้วยเศียรเกล้า ; พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์ แก่ข้าพเจ้า ; พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า ; วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า ; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัทเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา; พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น .
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ; พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า ; พุทโธ ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ; กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป .
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:17] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 12 ธัมมานุสสะติ (หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมเป็นสิ่ง(ธรรม)ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ; สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ; อะกาลิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ; เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ; โอปะนะยิโก, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ; ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ, เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ;
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:17] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 13 ธัมมาภิคีติ (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส) สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, พระธรรม เป็นสิ่ง(ธรรม)ที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น ; โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน ; ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว ; วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง . ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย ; ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สองด้วยเศียรเกล้า ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า ; ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง. ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม ; วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตามซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา ; ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น . กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ; ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม ; ธัมโม ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ; กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป .
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:18] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 14 สังฆานุสสติ (หันทะ มะยัง สังฆานุสสตินะยัง กะโรมะ เส) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ; อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ; ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ; สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ; ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ : จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ ; เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ; อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ; ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ; ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ; อัญชะลิกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ; อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ;
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:19] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 15 สังฆาภิคีติ (หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส) สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดี เป็นต้น ; โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก ; สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร ; วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง. ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี. สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระสงฆ์ หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย ; ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า ; สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า , สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์ ; วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์ ; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา ; สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้ ; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ; สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์ ; สังโฆ ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ; กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป . (จบทำวัตรเย็น)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:20] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 16 อะตีตะปัจจะเวกขะณะวิธี (นำ) หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ (รับ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต, โส เนวะ ทวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ, วิหิงสุปะระติยาพรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:21] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 17 นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ (นำ) หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะณามะ เส ฯ (รับ) สัมพุทโธ ทิปะมัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาคะเณยเย จะ กัสสะโป สารีปุตโต จะ ทักขิเณ หะระติเย อุปาลี จะ ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ คะวัมปะติ โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อิสาเณปิ จะ ราหุโล อิเม โข มังคะลา พุทธา สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สักกาเรหิ จะ ปูชิตา เอเตสัง อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน ฯ อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:21] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 18 กรวดน้ำอิมินา (นำ) หันทะ มะยัง อุททิงสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส ฯ (รับ) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา อาจริยูปะการา จะ มาตาปิตา จะ ญาตะกา (ปิยา มะมัง) สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ พรัหมะมารา จะ อินทา จะ๑ (จะตุ) โลกะปาลา จะ เทวะตา ๑. บางแห่งว่า จะตุ ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง ฯ อิมินา ปุญญากัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปานทานะเฉทะนัง เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม พุทธาทิปะวะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มา ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:22] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 19 คำแผ่เมตตา (กาฬสินธุ์) (นำ) หันทะ มะยัง เมตตาผะระณัง ภาณามะ เส ฯ (รับ) อะหัง สุขิโต(สุขิตา) โหมิ,ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด, นิททุกโข (นิททุกขา) โหมิ, จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้มีความทุกข์เลย อะเวโร (อะเวรา) โหมิ, จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้มีเวรมีภัยแก่กันและกันเลย อัพพะยาปัชโณ(อัพพะยาปัชณา)โหมิ จงเป็นสุขเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีโฆ (อะนีฆา)โหมิ, จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริ หะรามิ, จงมีความสุขกายสุขใจ ,รักษาตน,ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง,ที่เป็นเพื่อนทุกข์,เกิดแก่เจ็บตาย,ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้มีเวรมีภัยแก่กันและกันเลย อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ,อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด,อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตน, ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด. สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ สัตว์ทั้งหลาย, ที่มีความทุกข์, จงพ้นจากความทุกข์นั้นเถิด สัพเพ สัตตา, ยะถาลัทธะสัมปะติโต มา วิคัจฉันตุ, สัตว์ทั้งหลาย,ที่มีความสุขความเจริญ, จงมีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปเถิด, จงอย่าได้เสื่อมสูญ,จงอย่าได้พลัดพลาก,จากความสุขความเจริญนั้นเลย, สัพเพ สัตตา, กัมมะสะกา, กัมมะทายาทา, กัมมะโยนี, กัมมะพันธู, กัมมะปฏิสะระณา, ยัง กัมมัง กะริสสันติ, กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ, สัตว์ทั้งหลาย, มีกรรมเป็นของๆตน,มีกรรมเป็นทายาท,มีกรรมเป็นกำเนิด,มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์,มีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย,สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด,ทำกรรมดีไว้ก็ตาม,ทำกรรมชั่วไว้ก็ตาม,สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น,ย่อมจักได้รับผล,ของการกระทำนั้นๆ, ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล,ที่ข้าพเจ้า,ได้บำเพ็ญแล้ววันนี้,จงเป็นตะปะเตชะ เป็นพะละปัจจัย, เป็นอุปนิสัยตามส่ง,ให้ข้าพเจ้าเกิดปัญญาญาณ,รู้แจ้งแทงตลอด,สัจจะธรรมคำสั่งสอน,ขององค์สมเด็จพระชินวร,สัมมาสัมพุทธเจ้า,ทั้งชาตินี้และชาติหน้า,ตลอดชาติอย่างยิ่ง,จนถึงความพ้นทุกข์,ถึงบรมบรมสุข,คือพระนิพพาน,ในอนาคตกาล,ข้างหน้านั้นเทอญฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:22] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 20 คำสมาทานกัมมัฏฐาน อุกาสะ อุกาสะ, ณ โอกาสบัดนี้, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอสมาทานเอา, ซึ่งพระกัมมัฏฐาน, ที่พระพุทธเจ้า, ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว, ขอขะณิกะสมาธิ, อุปจาระสมาธิ, อัปปะนาสมาธิ, และวิปัสสนาญาณ, จงบังเกิดมี, ในขันธสันดาน,ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, จะตั้งสติกำหนดไว้, ที่ลมหายใจเข้าออก, ลมหายใจเข้ารู้, ลมหายใจออกรู้, สามหนและเจ็ดหน, ร้อยหนและพันหน, ด้วยความไม่ประมาท, ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญฯ.
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:23] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 21 คำกล่าวมอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธเจ้าและอาจารย์ อิมาหัง ภันเต ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอมอบอัตภาพร่างกายชีวิต จิตใจ ธาตุ ขันธ์ องคะ อวัยวะใหญ่น้อย แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ กาลบัดนี้ อิมาหัง ภันเต อาจะริยะ อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบอัตภาพร่างกายชีวิต จิตใจ ธาตุ ขันธ์ องคะ อวัยวะใหญ่น้อย แด่พระอาจารย์ ณ กาลบัดนี้ นิพพานัสสะ โน (เม) ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทถะ(หิ) ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ขอพระอาจารย์ได้โปรดให้พระกรรมฐานแก่ข้าพระเจ้าทั้งหลายเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยเทอญฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:23] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 22 คำอาราธนาธรรม อุกาสะ อุกาสะ, ณ โอกาสบัดนี้, ข้าพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขออาราธนา, พระธรรมเจ้าอันวิเศษ, คือพระธรรมเจ้า แปดหมื่นสี่พันพระ-ธรรมขันธ์, ขออัญเชิญเสด็จลงมา, สิงสถิตอยู่ในกายทวาร, มโนทวาร, อินทรีย์ทวาร, ของข้าพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดนี้ เทอญ , คำอธิษฐานแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล อิทัง เม ปุญญัง นิพพานัสสะ ปัจจะโย โหตุ ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้บำเพ็ญมาแล้วนี้ ขอจงเป็นปัจจัย นำไปสู่พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ อิทัง โน ปุญญะภาคัง สัพพะสัตตานัง เทมะ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ที่ได้บำเพ็ญแล้วนี้ ให้แก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ปู่ย่าตายาย ญาติมิตรสหาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย พระภูมิเจ้าที่ เทพาอารักษ์ มเหศักดิ์หลักบ้าน เจ้าป่าพนาไพร ภูตผีปีศาจ หมู่เปตรหมู่อสุรกายทั้งหลาย ขอจงพากันอนุโมทนา รับเอาส่วนบุญส่วนกุศล ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย แผ่อุทิศให้อยู่นี้ ถ้าสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ได้รับความทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้าเสวยความสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปเทอญ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:23] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 23 วันทาพระ อุกาสะ วันทามิ ภันเต เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะ ฐาเน สุปะติฏฐิตัง สารีริกธาตุมะหา โพธิง พุทธะรูปัง สะกะลัง (สะทา) กายะสา วาจาสา มะนะสา เจวะวันทา เม เต ตะถาคะเน สะยะเน อาสะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา( กราบ ) อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อัปปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา กะ ตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ (กราบ 3 ครั้ง) ( สมาทานศีล-รับพร-ลากลับบ้าน)
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:24] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 24 คำแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณังคะโต(คะตา) อุปาสิกัตตัง เทเสสิง ภิกขุสังฆัสสะ สัมมุขา เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธะสาสะนัง ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสัง อะนาคะเต กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, พุทโธ ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริงตุง วะ พุทเธ. กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,ธัมโม ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริตตุง วะ ธัมเม. กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,สังโฆ ปฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, กาลันตะเร สังวะริงตุง วะ สังเฆ. สาธุ สาธุ คุณพระพุทธัง คุณพระธรรมมัง คุณพระสังฆัง คุณพระบิดามารดา คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ คุณพระมหากษัตริย์ คุณท่านผู้มีคุณ ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีความสุขความเจริญเทอญ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:24] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 25 คำอำลากลับบ้าน ตัง วะรัง ปะฏิคัญหามะ, สาธุ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมรับเอาพรอันประเสริฐนั้น หันทะทานิ มะยัง ภันเต, อาปุจฉามะ, พะหุกิจจามะยัง, พะหุการะนียา, (พระสงฆ์กล่าวว่า ยัสสะทานิ ตุมเห กาลัง มัญญะถะ) กล่าวรับพร้อมกันว่า สาธุ ภันเต, สาธุ ภันเต, สาธุ ภันเต,(กราบ ๓ ครั้ง
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:25] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 26 สรภัญญะอำลากลับบ้าน ปวงข้าขอกราบลา ถึงเวลาสมควรแล้ว ด้วยกิจภาระมี กรณีอันพึงทำ อำลาทั้งพระพุทธ และพระธรรมพระสงฆ์พร้อม ด้วยจิตอันนอบน้อม พร้อมทั้งครูผู้มีคุณ ทั้งเทพยาดา ทั้งอินทรา ผู้ สถิต ด้วยจิตอันเลื่อมใส ขอลาไปทั้งวิหาร ที่นี้เป็นสถาน อันเบิกบานวิไลเลิศ ขอให้พวกข้อนี้ จงเกิดมีปัญญาไว ลูกตาทั้งสองนัยน์ ต่างดอกไม้ถวายลา ทั้งกายและวาจา พร้อมทั้งใจอันชื่นบาน พวกข้าประนมมือ อยู่สอนลอนไหว้ทุกคน นิ้วหัสต์กำนัดมา เพื่อบูชาแทนเทียนทอง บูชาดังใจปอง ตามทำนองที่เคยมา พวกท่านทั้งหลายนี้ ที่ได้มาประชุมกัน ขอจงสุขสวัสดิ์ กำจัดภัยที่เคยมี ข้าขอหยุดไว้ที สวดไม่ดีขออภัย ผิดบทและพลาดไป ขอจงได้กรุณา ขอให้พวกข้านี้ สวัสดีทุกเมื่อเทอญ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:25] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 27 บทปลงสังขาร มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม นิพพานมีสุข อยู่ใยมิไป ตัณหาหน่วงหนัก หน่วงชักหน่วงไว้ ฉันไปมิได้ ตัณหาผูกพัน ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงทรัพย์สินศฤงคาร จงสละเสียเถิด จะได้ไปนิพพาน ข้ามพ้นภพสาม ยามหนุ่มสาวน้อย หน้าตาแช่มช้อย งามแล้วทุกประการ แก่เฒ่าหนังยาน แต่ล้วนเครื่องเหม็น เอ็นใหญ่เก้าร้อย เอ็นน้อยเก้าพัน มันมาทำเข็ญใจ ให้ร้อนให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว ใน ในตาก็มัว เส้นผมบนหัว ดำแล้วกลับงอก หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป. ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี้ เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา อยู่แต่ผู้เดียว ป่าไม้ชายเขียว เหลียวไม่เห็นใคร เห็นแต่ฝูงแรง เห็นแต่ฝูงกา เห็นแต่ฝูงหมา ยื่อแย่งกันกิน ดูน่าสมเพช กระดูกกูเอ๋ย เรี่ยรายแผ่นดิน แรงกาหมากิน เอาเป็นอาหาร เที่ยงคืนสงัด ตื่นขึ้นมินาน ไม่เห็นลูกหลาน พี่น้องเผ่าพันธุ์ เห็นแต่นกเค้า จับเจ่าเรียงกัน เห็นแต่นกแสน ร้องแรกแหกขวัญ เห็นแต่ฝูงผี ร้องไห้หากัน มนุษย์เราเอ๋ย อย่าหลงนักเลย ไม่มีแก่นสาร อุตส่าห์ทำบุญ ค้ำจุนเอาไว้ จะได้ไปสวรรค์ จะได้ทันพระพุทธเจ้า จะได้เข้านิพพาน อะหัง วันทามิ สัพพะโส อะหัง วันทามิ สัพพะทา นิพพานะปัจะโย โหตุ.
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:25] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 28 ถวายพรพระ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ หน) อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ กัต์วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธิน ชิตะว มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:26] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 29 คำไหว้พระ-สมาทานศีล-ถวายสังฆทาน-อาราธนาต่างๆ อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามะ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,ธัมมัง นะมัสสามิ. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,สังฆัง นะมามิ. (กราบ) คำอาราธนาศีล มะยัง ภันเต วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะปัญจะ สีลานิ ยาจามะ คำอธิษฐานเมื่อจบของต่างๆ ถวายพระ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ ข้าพเจ้าทั้งหลายยินดีในทาน การให้ของ ขอจงได้สำเร็จ อาสาวักขัย สิ้นไป แห่งเครื่องดองสันดาน นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ คำอาราธนาพระสวดถวายพรพระ โอกาสะ โอกาสะ สาธุโน ภันเต สุขัญ จะ วะรัน จะ สัทธัมมะเทสะนัง ยาจามะ ปะฏิปัตตัง ปะกาเสถะ โน โอกาสะ อาราธนานัง กะโรมะ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:27] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 30 คำถวายสังฆทาน (สามัญ) อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ภัตตาหารกับ ทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ขอข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:27] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 31 คำอาราธนาศีล ๕ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ คำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสัทธิยา สัพพะ ทุกขะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะ ภะยะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะ โรคะ วินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง คำอาราธานาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง คำถวายข้าวพระพุทธ อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ คำลาข้าวพระพุทธ เสสัง มังคะลา ยาจามิ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:28] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 32 คำอาราธนาธรรม(ทำนองสรภัญญะ) พรัหมา จะ โลกา,ธิปะตี สะหัมปะติ, กัตอัญชะลี อัน,ธิวะรัง อะยาจะถะ, สันตีธะ สัตตาป,ปะระชักขะชาติกา, เทเสตุ ธัมมัง, อะนุกัมปิมัง, ปะชัง ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นบรมในพรหมา ทรงฤทธิศักดา กว่าบริษัททุกหมู่พรหม น้อมหัตถ์นมัสการ ประดิษฐาน ณ ที่สม ควรแล้วจึงบังคม ชุลีบาทพระสัมมา ขอพรอันประเสริฐ วาระเลิศมะโหฬา ปวงสัตว์ในโลกา กิเลสน้อยก็ยังมี ขอองค์พระจอมปราชญ์ สู่ธรรมาสน์อันรูจี โปรดปวงประชานี้ ท่านจงโปรดแสดงธรรม นิมนต์ท่านเจ้าข้า ผู้ปรีชาอันเลิศล้ำ โปรดแสดงพระสัจจะธรรม เทศนาและวาที เพื่อให้สำเร็จผล แด่ปวงชนบรรดามี สู่สุขเกษมศรี สมดังเจตนาเทอญฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:28] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 33 คำสุธุการเมื่อพระเทศน์จบ สาธุ พุทธะสุโพธิตา, สาธุ ความตรัสรู้ดีจริงของพระพุทธเจ้า สาธุ ธัมมะสุธัมมะตา, สาธุ ความเป็นธรรมดีจริงของพระธรรม สาธุ สังฆัสสุปะฏิปัตติ, สาธุ ความปฏิบัติดีจริงของพระสงฆ์ อะโห พุทโธ, พระพุทธเจ้า น่าอัศจรรย์จริง อะโห ธัมโม, พระธรรมเจ้า น่าอัศจรรย์จริง อะโห พุทโธ, พระสังฆเจ้า น่าอัศจรรย์จริง อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต, (ผู้หญิงว่า คะตา) ข้าพเจ้าถึงแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้า, พระธรรมเจ้า, พระสังฆเจ้า, ว่าเป็นที่ระลึก อุปาสะกัตตัง(ผู้หญิงว่า อุปาสิกัตตัง) เทเสสิง ภิกขุสังฆัสสะ สัมมุขา, ข้าพเจ้าขอแสดงตน ว่าเป็น(อุบาสก,อุบาสิกา) ในทีจำเพาะหน้าพระภิกษุสงฆ์ เอตัง เม สะระณัง เขมัง, เอตัง สะระณะมุตตะมัง, พระรัตนตรัยนี้,เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันเกษม,พระรัตนตรัยนี้,เป็นที่พึ่งอันสูงสุด เอตัง สะระณะมาคัมมะ, สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย, เพราะอาศัยพระรัตนตรัยนี้เป็นที่พึง,ข้าพเจ้าพึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธัสสาสะนัง, ข้าพเจ้าจักประพฤติ,ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอน,ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสมควรแก่กำลัง ทุกขะสิสสะระณังสเสวะ ภาคี อัสสัง(ผู้หญิงว่า ภาคินิสสัง) อะนาคะเต, ขอข้าพเจ้าพึงมส่วนแห่งพระนิพพาน, อันเป็นที่ยกตนออกจากทุกข์, ในอนาคตกาล เบื้องหน้าโน้น เทอญ ฯ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:29] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 34 คำอาราธนา-สมาทานอุโบสถศีล มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมัน นาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมัน นาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมัน นาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. เมื่อพระสงฆ์ว่า (นะโม ๓ จบ พุทธัง -ธัมมัง -สังฆัง) ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง โยมพึงรับว่า อามะ ภันเต ๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๓. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิฯ ข้าพเจ้า ขอสมาทานรับเอา,ซึ่งศีลอุโบสถ,อันพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้,ประกอบด้วยองค์แปดประการ,เพื่อจะรักษาไว้ให้ดี,มิให้ขาด,มิให้ทำลาย,สิ้นวันหนึ่งคืนหนึ่ง,ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระสงฆ์ว่า อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อุโปสะถะวะเสนะ มะนะสิกะริตวา สาธุกัง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ โยม รับว่า อามะ ภันเต พระสงฆ์ว่า สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุตัง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:30] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่ 35 ทำวัตรเพื่ออะไร? 1. เพื่อปลูกฝังศรัทธาทุกเมื่อ ที่กราบลงต่อหน้าพระพุทธรูปนั้นทำความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าเรานั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้ากำลังเข้าเฝ้าทางกาย เปล่งวาจาสรรเสริญพระพุทธคุณ เหมือนเข้าเฝ้าด้วยวาจาในขณะเดียวกัน ความคิดวิตกไปทางชั่วต่อเบื้องหน้า พระพักตร์ของพระองค์ มันเป็นความสกปรก ความปราถนาอันลามกเช่นนั้นไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เราจึงต้องตั้งใจกราบไหว้เปล่งวาจาออกมาพร้อมศรัทธาปสาทะ สติสัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญามีพร้อม ถ้าขาดสมาธิมันก็หลงๆ ลืมๆ ตั้งนะโม 2 หนบ้าง 4 หนบ้างก็มี พูดผิดๆ ถูกๆ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด กราบ 2 หน 3 หน 4 หนก็มี จิตใจในขณะไหว้พระทำวัตรนั้นจะต้องสะอาดด้วยศีล สงบระงับด้วยสมาธิ สว่างสไวด้วยสติปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา มีพร้อมในขณะนั้น เป็นอันว่าเพื่อการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย กาย วาจา ใจ ทุกเมื่อ ปลูกฝังศรัทธาเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (การปฏิบัติ) และสมาธิทุกเมื่อ 2. ทำวัตรเพื่อบริหารสมอง กำหนดจดจำ ท่องบ่น สาธยายบทพระธรรมให้คล่องปากเจนใจ อันจะนำไปสู่ปัญญาหลังจากใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วนใน ใจทุกขณะ อันเป็นเหตุแห่งการหลุดพ้นประการหนึ่งในจำนวน 5 ประการ 3. เพื่อเป็นการเข้าโรงเรียน เรียนภาษาบาลีแปลไปในตัว เป็นการเจริญปัญญาบารมีไปในตัว 4. เพื่อเป็นการสอบทานตัวเอง เช้า-เย็น เจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อบรมจิตใจให้มีสมาธิอยู่เสมอ เวลาได้สติสัมปชัญญะ สมาธิมีพร้อมกันทั้งหมู่คณะ การสวดพร้อมเพรียงกังวานนิ่มนวลชวนให้เกิดศรัทธาปสาทะยิ่งนัก 5. เพื่อเป็นการสอบทานตัวเอง ทบทวนตักเตือนตนเองอยู่ตลอดไปว่าเราเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี สุปฏิปันโน ปฏิบัติตรง อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติสมควรแก่การกราบไหว้แล้วหรือยัง? สมควรแก่การจะพ้นจากทุกข์หรือยัง? สมควรรับของบูชาหรือยัง? สมควรรับของชาวบ้านหรือไม่? สอบถามตัวเองบ่อยๆ อย่างนี้ ทำโดยวิธีใดไม่น่าจะเป็นปัญหา เมื่อพูดมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว แต่ก็ควรทำความเข้าใจให้ยิ่งขึ้นว่าจะทำโดยวิธีใดตามปกติตั้งแต่โบราณกาลมาเราเคย ทำวัตร กันแต่ภาษาบาลีสวดกันไปโดยไม่รู้ความหมาย แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังช่วยให้เกิดศรัทธารักษาศาสนาให้ตกมาถึงเราจนบัดนี้ ถ้าเราทำวัตรกันโดยแปลเป็นภาษาไทยไปพร้อมกับภาษาบาลี ก็ยิ่งจำทำให้เกิดศรัทธาและปัญญาไปพร้อมกัน อันจะก่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจเป็นสัมมาทิฐิอันจะนำไปสู่มรรคผลนิพพานในที่สุด เพราะฉะนั้น การทำวัตรสวดมนตร์จึงมีอานิสงส์ มากมายมหาศาลถ้าหากจะให้มีประโยชน์ยิ่งขึ้น ถ้าอยู่กันเป็นหมู่คณะมากๆ เมื่อสัญญาณระฆังดังขึ้นก็รีบมารวมกันด้วยอาการสงบ ใครมาถึงก่อนก็นั่งสมาธิคอยก่อนใครมาทีหลังก็ค่อยเถิบเลี่ยงเข้ามานั่งประจำที่ด้วยความเคารพ โดยไม่ทำให้เกิดเสียงที่จะเกิดอาการรบกวนเพื่อนฝูง พร้อมกับนั่งสมาธิก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงสวดมนตร์ ทำวัตร ขณะที่จิตสงบอยู่เช่นนั้น ถ้อยคำที่เปล่งออกมาด้วยจิตที่สงบระงับ จะไพเราะซาบซึ้งในความหมายด้วยปีติปราโมทย์ จนขนลุกน้ำตาไหลซึมด้วยความปราโมทย์ อิ่มเอิบซาบซ่านด้วยปีติถ้าทำได้อย่างนี้นับวันแต่จะเจริญในธรรมวินัยในศาสนา เป็นบุญวาสนาของผู้ได้เข้าใกล้ได้พบเห็นอีกด้วย เพราะเหตุนั้นแหละ การทำวัตรจึงจำเป็นต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรทำเล่นๆ ควรทำด้วยความเคารพทุก เช้า-ค่ำ ไม่ใช่ทำแต่ในพรรษาเท่านั้น จะต้องทำตลอด เพราะนั้นคือกิจวัตรที่ทำประจำ ทั้งในพรรษาและออกพรรษา หากบุญกุศลอันใดอันจะพึงเกิดขึ้นจากบทความนี้ ขอให้บุญกุศลส่วนี้แผ่ไพศาลไปสู่เทพเจ้าเหล่ามนุษย์และปวงสรรพสัตว์ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลายทุกถ้วนหน้า ขอพระธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงสถิตสถาพรจีรังยั่งยืนอยู่ในโลกนี้ชั่วกาลนาน เทอญ การทำวัตรสวดมนต์ **************************** ความหมาย การทำวัตร หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ทำวัตร คือการทำกิจที่ต้องทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทั่วไป จะละเว้นเสียเป็นการไม่สมควร เพราะเป็นหน้าที่ โดยตรงของผู้มุ่งแสวงบุญอย่างหนึ่ง การทำวัตรนิยมทำกันวันละ ๒ เวลา คือเช้ากับเย็น เรียกว่า ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น กิจที่ต้องทำในเวลาทำวัตรทั้งสองเวลานั้นคือ สวดบูชาพระรัตนตรัย สวดพิจารณาปัจจัยที่บริโภคทุกวัน สวดเจริญกรรมฐานตามควร สวดอนุโมทนาทานของทายก และสวดแผ่ส่วนกุศล (กรวดน้ำ) ซึ่งคำสวดเหล่านี้มีแบบสากลใช้ทั่วไป จะมีต่างกันบ้างในบางแห่งก็เฉพาะบางบทที่ตัดออกหรือเพิ่มเติมเข้ามาตามความนิยมในถิ่นนั้น ๆ เท่านั้น การสวดมนต์ คือ การสวดสาธยายบทพระพุทธมนต์ต่าง ๆ ที่เป็นพระสูตรก็มี เป็นพระปริตรก็มี เป็นคาถา นิยมที่กำหนดขึ้นเพื่อให้นำมาสวดประกอบในการสวดมนต์เป็นประจำก็มี การสวดมนต์นี้นิยมสวดต่อท้ายทำวัตร จะสวดมากหรือน้อย และสวดบทไหนบ้าง แล้วแต่วัดนั้นๆจะกำหนดกันขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมักเรียกรวมกันไปว่า "ทำวัตรสวดมนต์"
ความมุ่งหมาย ในสมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระภิกษุสงฆ์จักพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในตอนหัวค่ำของทุกๆ วันเป็นนิตย์ ในโอกาสนั้นนอกจากจะได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว ยังได้ฟังโอวาท ฟังอนุสาสนี และระเบียบวินัยที่ทรง บัญญัติขึ้นใหม่ด้วย การเข้าเฝ้านี้ถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของพระภิกษุ และแม้อุบาสกอุบาสิกาก็เข้าเฝ้าแบบนี้เหมือนกัน แต่เป็นเวลาบ่ายถึงเย็น พระพุทธองค์ก็ทรงถือว่าการให้พระภิกษุสามเณร ทายกทายิกาเข้าเฝ้าในเวลานั้น ๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน จึงไม่เสด็จไปไหนในเวลานั้น ต่อมาเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว มีประเพณีสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นเครื่องหมายเคารพสักการะแทนพระพุทธเจ้า และประดิษฐานไว้ ณ สถานที่สำคัญ ๆ ของวัด เช่น ในโรงอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจัดเป็นเอกเทศ โอ่โถง และสะอาดสวยงาม เพราะถือกันว่าเป็นที่ประทับ ของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธจึงนิยมเข้าไปยังสถานที่นั้น ๆ โดยปฏิบัติเหมือนว่าได้เข้าเฝ้าองค์พระพุทธเจ้าทุกเช้า-เย็น และพากันสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเรียกว่า ทำวัตร และสวดพระสูตรพระปริตรต่าง ๆ ซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ เป็นพระโอวาทเรียกว่า สวดมนต์ เท่ากับได้ฟังพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทุกเช้าเย็น การกระทำเช่นนี้นิยมแพร่หลายขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นระเบียบพิธีขึ้นจนทุกวันนี้ การทำวัตรสวดมนต์ นอกจากมุ่งหมายเพื่อให้ชาวพุทธได้เข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนเมื่อครั้งพุทธกาลแล้ว ยังเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้บำเพ็ญพระกรรมฐานอันเป็นอุบายให้จิตเป็นสมาธิมีความสงบ ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวายในขณะนั้น แม้จะชั่วระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ก็จะมีผลทำให้จิตใจได้พักผ่อนจากอารมณ์ภายนอก ทำให้เกิดความเยือกเย็นเย็นสุขุมขึ้น เหมือนเครื่องยนต์ที่ถูกใช้งานหนักมาแล้วได้ถูกพักบ้างแม้ไม่นานก็ตาม ก็ทำให้เครื่องยนต์นั้นเย็นลงมีกำลังดีขึ้น ฉะนั้น นอกจากนั้น การทำวัตรสวดมนต์ยังเป็นโอกาสให้พระภิกษุสามเณรได้สวดพิจารณาปัจจัย ได้สวด อนุโมทนาทานของทายก ได้สวดแผ่ส่วนกุศลหรือกรวดน้ำให้ผู้อื่นด้วยจิตบริสุทธิ์อีกด้วย เพราะมีความมุ่งหมาย ดังนี้ บัณฑิตทั้งหลายจึงกำหนดการทำวัตรสวดมนต์ขึ้นไว้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธอย่างหนึ่ง ที่ไม่ควรละเว้น หรือหลบหลีกเสีย ด้วยมองข้ามว่า "เป็นกิจไม่สำคัญอะไร" เพราะเป็นอุบายทำความดีอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "ภาวนามัย" ประโยชน์ของการทำวัตรสวดมนต์ ดังกล่าวมาแล้วว่า การทำวัตรสวดมนต์เป็นอุบายทำความดีซึ่งเป็นบุญอย่างหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อทำจนเป็นนิสัย ประจำวันแล้ว ย่อมได้รับผลอานิสงส์หลายประการ เช่น ๑. ทำให้ได้รับความชื่นใจสบายใจ ทำให้เกิดพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เหมือนได้เข้าเฝ้าองค์พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าต่อพระพักตร์ทุกวัน ๒. ได้ชื่อว่าบำเพ็ญพระกรรมฐาน อบรมจิตใจให้เป็นสมาธิ มีความแน่วแน่ สงบเย็น ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจ มีอำนาจมีพลัง สามารถควบคุมอารมณ์ข่มกิเลส และควบคุมตัวเองได้ดี ๓. ได้เปลื้องมลทินอันเกิดจากการบริโภคปัจจัยของทายกโดยมิได้พิจารณาในวันนั้น เท่ากับได้เปลื้องหนี้ ให้ตัวเอง จัดเป็นผลทางพระวินัย ๔. ได้มีโอกาสแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น จัดว่าได้ทำบุญข้อว่า ปัตติทานมัย ๕. ได้รับความนับถือและยกย่องจากพระภิกษุสามเณรด้วยกันและทายกทายิกาทั่วไปว่าเป็นพุทธศาสนิกชน ที่ดี ไม่ละเว้นหน้าที่ที่จะต้องทำ รักษาระเบียบประเพณีไว้ได้ เป็นการสร้างแบบอย่างที่ดีไว้แก่อนุชนรุ่นหลัง ๖. ทำให้เป็นผู้อาจหาญในหมู่ ไม่ติดขัดเก้อเขินในเวลาทำพิธี เพราะเป็นผู้แคล่วคล่องในมนต์ต่าง ๆ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ๑. ขจัดนิวรณ์ อันเป็นอุปสรรคต่อการทำความดี ก่อให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส จิตใจ เบิกบาน ๒. ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามหลักไตรสิกขา เพราะในขณะสวดมนต์มีกายวาจาปกติ(มีศีล) มีใจจดจ่อแน่วแน่อยู่กับบทสวดมนต์(มีสมาธิ) ได้รู้คุณความดีของพระรัตนตรัยตามคำแปลของบทสวด(มีปัญญา) ๓. ตัดรากเหง้าความเห็นแก่ตัว เพราะขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่ที่บทสวด ไม่คิดถึงตัวเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงไม่ได้โอกาสเข้ามาแทรกในจิตได้ ๔. จิตไม่ขุ่นมัว เกิดสมาธิมั่นคง เพราะขณะสวดมนต์ผู้สวดจะต้องสำรวมใจแน่วแน่ ด้วยเกรงว่าจะสวดผิด จิตจึงเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิความสงบเยือกเย็นย่อมเกิดขึ้น ๕. ได้เสริมส่งปัญญาบารมี การสวดมนต์ได้รู้คำแปล รู้ความหมาย ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาบารมี ทำให้คำสอนมั่นคง ไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ๖. เป็นการสืบสานความดีสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะการสวดมนต์ ผู้สวดย่อมได้รู้แนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ดี เมื่อปฏิบัติตามย่อมได้รับผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบของจิตใจ นั่นคือพระพุทธศาสนามั่นคงอยู่กับผู้สวดมนต์และถือได้ว่าได้ปฏิบัติบูชาสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปโดยแท้จริง ๗. ทำหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาให้สมบูรณ์ ผู้สวดมนต์ย่อมได้ชื่อว่า ได้ทำหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาให้สมบูรณ์ เป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม เกิดความสามัคคีในสังคมและหมู่คณะ
| โดย: เจ้าบ้าน [22 มิ.ย. 52 21:30] ( IP A:118.174.24.38 X: ) |  |
|