ระบบไฟฟ้ากับระบบเสียง
    ระบบไฟฟ้ากับระบบเสียง

เสียงทั้งหมดที่เราได้ยินจากลำโพงของชุดเครื่องเสียง แหล่งกำเนิดของพลังงานเสียงเหล่านี้ได้มาจากพลังงานต้นกำเนิดคือ "พลังงานไฟฟ้า" ดังนั้นเมื่อระบบไฟฟ้ามีปัญหาเช่นไฟตก ไฟเกิน ไฟกระพริบ หรือไฟดับ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเสียงได้ทั้งสิ้น
ในการจัดระบบเสียงจึงต้องมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงไม่มีปัญหา การจัดระบบเสียงขนาดใหญ่ที่ต้องการปริมาณพลังงานไฟฟ้ามากจึงต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแยกต่างหากจากระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าในท้องถิ่นนั้น



อย่างไรก็ตามในการจัดงานระบบเสียงนอกสถานที่บางพื้นที่ จะมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้เราไม่สามารถใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้
ปัญหาที่เกิดในระบบไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นแรงดันไฟฟ้าตกต่ำกว่าจุดที่อุปกรณ์เครื่องเสียงบางชิ้นจะทำงานได้ แต่ถ้าไฟดับก็ตัวใครตัวมันหรือหาเครื่องปั่นไฟมาใช้

ในกรณีแรงดันไฟฟ้าตก จะมีอุปกรณ์ช่วยปรับระดับแรงดันให้สูงขึ้น หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "หม้อเพิ่มไฟ" (แต่คนที่มีไฟลดลงต้องใช้หม้ออีกแบบมาช่วยเพิ่ม)

1. SLIDE REGULATE TRANSFORMER ดังแสดงในรูปเป็นหม้อแปลงแบบปรับแรงไฟออกได้แบบต่อเนื่อง หม้อแปลงปรับแรงดันแบบนี้จะปรับแรงดันไฟออกได้ตั้งแต่ 0-260 V โดยใช้มือปรับได้แบบต่อเนื่องไม่ขาดตอน ซึ่งเป็นข้อดีของหม้อเพิ่มไฟแบบนี้แต่มีข้อเสียคือราคาแพงจึงไม่ค่อยนิยมใช้



2. STEP UP-DOWN TRANSFORMER เป็นหม้อแปลงสำหรับปรับเพิ่มแรงดันไฟฟ้า เป็นแบบที่นิยมใช้กันในวงการเครื่องเสียงมากที่สุด เพราะมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นที่ขนาดการจ่ายกระแสได้เท่ากัน ส่วนมากจะใช้ขนาด 80A ขึ้นไป
ข้อเสียของหม้อเพิ่มไฟแบบนี้คือจะมีกระแสไฟขาดตอนเมื่อทำการปรับเปลี่ยนระดับแรงดัน ซึ่งผลที่ตามมาเช่นคอมฯ หยุดทำงาน โปรแกรมที่ตั้งไว้เปลี่ยน แต่ที่จะมีปัญหาต่อระบบเสียงมากที่สุดคือการกระชากของกระแสไฟต่ออุปกรณ์จะเกิดเสียงดัง ปุ๊กปั๊กออกทางลำโพงอาจทำให้ลำโพงหรือเครื่องเสียหายได้



3. Uninterruptible Power Supply : UPS เป็นเครื่องสำรองพลังงานไฟฟ้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการทำงานอยู่ 2 ส่วนในเครื่องเดียวกัน คือปรับระดับแรงดันไฟฟ้าด้านขาออกแบบอัตโนมัติ (Stabilizer) และสำรองพลังงานไฟฟ้า(UPS)
3.1 Stabilizer การทำงานจะประกอบด้วยวงจรตรวจสอบระดับแรงดันไฟฟ้าด้านไฟเข้าและหม้อแปลงที่จะจ่ายแรงดันไฟออกให้มีแรงดันคงที่ที่ 220 โวลท์ เมื่อแรงดันไฟฟ้าของระบบอยู่ในช่วงระหว่าง 168-250 โวลท์
3.2 UPS ส่วนนี้จะทำงานเมื่อแรงดันไฟฟ้าของระบบตกต่ำกว่า 168 โวลท์และเมื่อแรงดันไฟฟ้าของระบบสูงกว่า 250 โวลท์ การทำงานจะมีวงจรที่เรียกว่า "INVERTER" จะทำการแปลงไฟจากไฟกระแสตรงที่ได้จากแบตเตอรี่ให้เปลี่ยนเป็นไฟกระแสสลับ 220 โวลท์เพื่อนำไปจ่ายให้กับอุปกรณ์ต่อไป

ข้อดีของการใช้ UPS คือ
1. ช่วยรักษาระดับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลท์ให้คงที่
2. จ่ายไฟฟ้าสำรองเมื่อแรงดันไฟฟ้าของระบบตกต่ำกว่าค่าที่กำหนด
3. จ่ายไฟฟ้าสำรองเมื่อแรงดันไฟฟ้าของระบบสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด
4. จ่ายไฟฟ้าสำรองเมื่อไฟฟ้ากระพริบหรือดับ

ข้อเสีย
1. ราคาแพง
2. ต้องมีการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ



UPS ขนาด 500VA เครื่องนี้ใช้แบตเตอรี่แรงดัน 12 V กระแส 7.5 AH
AH หมายถึงความสามารถในการจ่ายกระแสได้เป็นแอมป์ต่อชั่วโมง



UPS ขนาด 1000 VA เครื่องนี้ใช้แบตเตอรี่แรงดัน 12 V กระแส 7.5 AH จำนวน 4 ลูก ต่ออนุกรมกันซึ่งจะได้แรงดันเป็น 48VDC

ข้อดีของการใช้แรงดันไฟตรงสูงคือจะทำให้ วงจรอินเวอร์เตอร์กินกระแสน้อยลงขณะทำงาน เช่นถ้าUPS ที่มีขนาด VA เท่ากัน จะได้อัตราส่วนในการแปลงแรงดันคือ

220V/12V = 18 เท่า
220V/48V = 4.6 เท่า

ดังนั้น UPS ที่ใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงกว่าจะสำรองพลังงานไฟฟ้าได้นานกว่า



ชุดอุปกรณ์คอนโซลในแร็คทั้งหมด(ยกเว้นเพาเวอร์แอมป์)+MIX Live 4 16Ch+SC-88Pro+R8mkII+XP10+Comp 2 ชุด+หลอดไฟ CF25W+จอมนิเตอร์+เครื่องรับไมค์ลอย+MD+EQ ชุดเสียงมอนิเตอร์+Controler BOSE 802
ใช้ UPS ขนาด 1000VA เครื่องนี้เครื่องเดียวเกินพอครับ

ระบบไฟฟ้ากับระบบเสียง โดย อ.วิริยะ
https://www.vl-sound.com/
ขอบคุณเวป วีแอล ครับผมเห็นว่าน่าสนใจเลยก๊อปมาฝากครับ


ATP

โดย: BaCkSTaGe...หล่อ ๆ [15 ก.ค. 52 13:30] ( IP A:202.142.204.1 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 2370 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   STEP UP TRANSFORMER

โดย: BaCkSTaGe...หล่อ ๆ [15 ก.ค. 52 13:32] ( IP A:202.142.204.1 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   UPS

โดย: BaCkSTaGe...หล่อ ๆ [15 ก.ค. 52 13:32] ( IP A:202.142.204.1 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน