ลากสายมีดี้ยาว มีปัญหาหรือเปล่าครับ
   รบกวนพี่ๆด้วยคือจะลองเล่นซาวน์โมดูล เอาซาวน์โมดูลไว้ที่มิกซ์กลางงาน ใช้โน๊ตบุคส่งสัญญาณผ่านพอร์ทยูเอสบี แปลงมาเป็นหัวมีดี้ แล้วผมจะตัดหัวมีดี้ ต่อเข้าสายมัลติคอร์ ลากมาที่มิกซ์ 30 เมตร มาเข้าซาวน์โมดูล จะมีปัญหาอะไรบ้างไหมครับ รบกวนปรึกษาทุกท่านครับ
โดย: หนุ่ม [4 ก.ย. 52 16:26] ( IP A:61.7.182.184 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 4295 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   โห ...... ลากยาวจัง ทำไมไม่เอาไว้ใก้ลๆ ล่ะ
โดย: PB Music studio(ปราจีนบุรี) [4 ก.ย. 52 16:40] ( IP A:125.27.128.221 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ผมว่ามีปัญหาแน่ครับ 30 เมตรยาวไปแต่อย่างไรรอผู้รู้มาตอบดีกว่า
โดย: Boyz / APH sound [4 ก.ย. 52 16:45] ( IP A:110.49.137.35 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เดี๋ยวนี้ เขาใช้ wiless แล้วนะ
-แต่ถ้า จะใช้แนะนำเซ็ตเครื่องไว้บนเวทีดีกว่า แล้วส่งจากโมดูล+อื่นๆ(ถ้ามี)เข้ามัลติคอร์
โดย: คนบ้านไร่ [4 ก.ย. 52 17:23] ( IP A:118.172.230.182 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   แต่ก่อนเคยส่งผ่านสายมัลติคอร์ความยาว 45 เมตรไปยังหน้า FOH เพื่อนำไปส่งให้ Sound Module และ D4 พบว่าไม่เจอปัญหาใดๆครับ
โดย: นิคAG ^^089-1117253 [4 ก.ย. 52 17:47] ( IP A:203.113.28.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ไม่มี รับรองได้
โดย: จำปาตีนโต [4 ก.ย. 52 19:16] ( IP A:125.27.129.124 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   เมื่อก่อนเคยใช้การฝากสัญญาณไปกับสายมัลติคอเหมือนกันครับ แต่ไม่ค่อยชัวบางครั้งมีสะดุดมาๆหายๆถ้าเกิดจะให้ชัว 100% ผมใช้มา5ปีไม่มีสะดุดเลย ต้องใช้สายไมค์ซีลเงินเอาราคาแค่พันกว่าบาท/ม้วนก็ได้พอแล้ว(เคยใช้ม้วนละ3,000กว่าก็ใช้ได้ดีแต่จะจ่ายแพงกว่าไปทำไม) ผมใช้ของTSLที่ร้านพรสยามขายประมาณ1,500บาทก็ใช้ได้ไม่เคยเจอปัญญหาเหมือนกันลองดูครับจบปัญหาอย่างแน่นอน
โดย: OON [4 ก.ย. 52 19:37] ( IP A:114.128.187.222 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   พี่ๆคับขอภาพการต่อสายมิดี้จาก Sound Module ไปเข้าสายสัญาณที่ยาวหน่อยคับ ข้างในหัวมิดี้มันกี่เส้นคับแล้วต่อกับสายสัญาณสายไมค์ยังไง แล้วจึงลากมาที่ FOH...คับ
....รบกวนพี่ด้วยคับ
โดย: เจตน์... [4 ก.ย. 52 21:17] ( IP A:202.149.25.225 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ถ้าเป็นผม จะเอาซาวด์โมดูลไว้ที่เวทีแหละครับ

ขอเพียงแจ๊คที่จะเสียบจากโมดูลไปที่มัลติคอร์เป็นของดี ๆ บัดกรีให้ดี เสียบให้แน่น สายมัลติคอร์คุณภาพมีมาตราฐาน และแจ๊คที่จะเสียบเข้ามิกซ์มีคุณภาพ ก็ใช้ได้แล้ว

หรืออีกหนึ่งทางเลือก หากใช้เพียงสัญญาณ L + R จากโมดูล ก็เอาเข้า DI BOX ก่อน แล้วส่งเข้ามัลติคอร์ไปยังมิกซ์


แต่ ที่ผมกำลังสงสัยคือ .... ทำไมต้องเอาโมดูลไปไว้ที่มิกซ์
โดย: เจริญ [4 ก.ย. 52 22:05] ( IP A:117.47.24.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ก็จะได้ไม่ต้องส่งสัญญาณ SOund ไปที่ Mix เยอะๆไงครับเพราตอนนั้นสายมัลติคอร์ผมช่องน้อยด้วย CH ไม่พอเลยลองที่จะส่งสัญญาณ Midi ไปดูปรากฏว่าใช้ได้เลยประหยัด CH ไปได้เยอะเลยเพราะที่เหลือต้องใช้เล่นสดและอีกประการจะได้อยู่ใกล้ๆ D4 และ Sound Module จะได้ปรัยแต่งง่ายๆด้วยงับ
ส่วนการต่อไปด้านหน้านั้นก็ตัดสาย Midi ทิ้งไปเลยครับข้างในมันก็มี 3 เส้นนั่นแหละครับ ก็ตัดแบ่งเป็นสองท่อนท่อนที่อยู่กับ Port Midi ก็เชื่อมเข้ากับหัว XLR แบบตัวผู้ครับเพราะจะได้เสียบเข้า Input ของ Box Multicore ได้เลยส่วนอีกด้านก็ใช้ตัวเมียเพื่อที่จะไปต่อที่ปลายสายแล้วก็นำไปเข้า Sound Module ต่อไปครับผม
โดย: นิคAG ^^089-1117253 [4 ก.ย. 52 22:57] ( IP A:117.47.19.6 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ผมก็ต่อ ซาวด์โมดูลไว้ที่มิกซ์ แล้วลากสายสัญญาณไปอีกเส้น โดยแยกกันกับมัลติคอร์ เพราะผมคิดว่าถ้าเสียบรวมกันสัญญาณมันกวนกันทำให้เสียงขาดๆหายๆ ที่ผมใช้ยาว 50เมตร ประหยัดมัลติคอร์ด้วย
โดย: กอล์ฟ ลาดปลาเค้า [5 ก.ย. 52 1:08] ( IP A:58.8.139.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   อาจารย์ นิคAG พูดถูก.....ประหยัดกว่า...ง่ายกว่า....และแจ่มจริงๆๆ..
ที่สำคัญอยู่หน้ามิกซ์ใกล้มือเรา...ปรับง่าย...สะดวกกว่าเอยะ...ไม่ต้องวิ่งขึ้นลงเวทีให้เหนื่อย...
แต่ถ้าใช้สายไมค์ของ อาจารย์ OON ผมว่าก็คงไม่กติกาแต่อย่างใด เพราะความคิดเห็นเหมือนท่าน กอล์ฟ ลาดปลาเค้า
ผมคงต้องนำไปใช้บ้างแล้วละคับ....(ใช้กับ 88 pro)...
ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านคับ...
โดย: เจตน์... [5 ก.ย. 52 9:30] ( IP A:202.149.25.241 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ครับขอบคุณทุกท่านจริงๆครับ ผมลงมือลองแล้ว ฝากเข้าสายมัลติคอร์ 30เมตร ใช้งานจริงเป็นไงจะแจ้งให้ทราบนะครับ ถ้ายังอยากรู้ผล
โดย: หน่ม [5 ก.ย. 52 10:52] ( IP A:61.7.138.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ความคิดเห็นที่ 11
อาจารย์ นิคAG พูดถูก.....ประหยัดกว่า...ง่ายกว่า....และแจ่มจริงๆๆ..
ที่สำคัญอยู่หน้ามิกซ์ใกล้มือเรา...ปรับง่าย...สะดวกกว่าเอยะ...ไม่ต้องวิ่งขึ้นลงเวทีให้เหนื่อย...
แต่ถ้าใช้สายไมค์ของ อาจารย์ OON ผมว่าก็คงไม่กติกาแต่อย่างใด เพราะความคิดเห็นเหมือนท่าน กอล์ฟ ลาดปลาเค้า
ผมคงต้องนำไปใช้บ้างแล้วละคับ....(ใช้กับ 88 pro)...
ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านคับ...
โดย: เจตน์... [5 ก.ย. 52 9:30> ( IP A:202.149.25.241 X: )


..แหมน้าก็ ซาว์ดโมดูลผมก็เสียบๆปรับๆ ทีเดียว ไม่ได้ปรับอีกเลย

..แต่ก็ไม่ได้ใช้มานานมากและ
โดย: จำปาตีนโต [6 ก.ย. 52 8:57] ( IP A:125.27.123.237 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ใช้อยู่ ครับ 45 เมตร ตัดหัวสายมิดี เข้าบนเวทีอย่างไร เข้าที่มิกซ์ก็ให้ขาตรงกัน จบ....ไม่มีทฤษฏี ....เห็นว่าใช้ได้เลยใช้ ผิดถูก....ว่ากันไป
โดย: มงคล ประจวบ 0891751089 [7 ก.ย. 52 10:15] ( IP A:125.27.248.73 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   สำหรับนักดนตรี คำว่า สายมิดี้(MIDI) คงจะพอคุ้นเคย แต่สำหรับนักคอม บางท่านอาจยังไม่คุ้นหู ก็ขอแนะนำสักเล็กน้อยครับ



MIDI คือระบบการสื่อสารระหว่างเครื่องดนตรีต่างๆ ทั้งชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน ทั้งยี่ห้อเดียวกันหรือต่างยี่ห้อกัน และยังรวมมาถึงจากคอมพิวเตอร์กับเครื่องดนตรีด้วย



ถ้าจะลองเดินๆดูตามห้างพันธ์ทิพย์ ฟิวเจอร์ หรือเซียร์รังสิต ก็น่าจะได้พบอุปกรณ์สำหรับเอามาต่อกับเครื่องคอม เพื่อให้ใช้งานในระบบมิดี้ได้สะดวกขึ้น แต่สายมิดี้แบบนี้ ปลายด้านหนึ่งจะต่อกับ GAME PORT หรือ COM PORT ของคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกด้านจะเป็นหัวกลมๆเพื่อไปเข้ากับเครื่องดนตรีอีกที



ลองสังเกตรูปข้างบน จะเห็นว่าสายมิดี้นั้น มีสายภายในอยู่ 5 เส้น ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้ว เราสามารถหาซื้อหัวเสียบ และสายเปล่ามาทำเองก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่ามีฝีมือพอนะครับ คือต้องมีความรู้ทั้งด้านอิเล็คทรอนิกส์ และด้านดนตรีอย่างพอตัวทีเดียว แต่แนะนำว่า อย่าทำเองดีกว่าครับ เส้นละไม่กี่บาทหรอกครับ ผิดพลาดมาเครื่องดนตรีหรือเครื่องคอมพังจะไม่คุ้มครับ

แต่หากอยากจะลองจริงๆ ลองค้นหาในกูเกิ้ลด้วยคำว่า MIDI CABLE รับรองมีแน่นอนครับ



จริงๆแล้วจะบอกว่า ความลับภายในของสายมิดี้ที่เห็นมี 5 ขั้วนั้น ใช้จริงๆเพียง 3 เส้นเท่านั้นครับ(เขาอาจจะเผื่ออนาคตไว้) คือเป็นสัญญาณ 2 เส้น และกราวด์ 1 เส้น ดังรูปข้างบนครับ



และนี่อีกรูปนึงที่ให้เห็นกายภาพกันชัดๆครับ เป็นแนวทางว่า หากคิดจะทำใช้กันจริงๆ สามารถใช้สายชีลด์ของเครื่องเสียงธรรมดาๆ ซึ่งมีสายซ้าย, สายขวา และสายกราวด์มาทำได้เลยครับ ซึ่งจะเป็นสายสีแดง,สีดำ และสายชีลด์แทนนั่นเอง

และถ้าเจองานด่วนๆ เช่นสายมิดี้ไม่พอใช้ หรือจะไปหาซื้อก็ไม่มีเวลา อาจจะไกลเกินเหตุ ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อหัวต่อมาให้เสียเวลาหรอกครับ



จับเครื่องดนตรีมาวางเรียงกัน ให้รูเสียบสายมิดี้หันมาในทางเดียวกัน หาสายชีลด์สเตอริโอ มาปอกสาย ไล้ด้วยตะกั่วเพื่อให้ปลายสายไม่ฟุ้งกระจาย เสียบเข้าไปตามรูปข้างบน ก็สามารถใช้ได้แล้วครับ หรือแม้แต่สายไฟฟ้าธรรมดาๆก็ได้ หามาให้ได้ 3 เส้นก็แล้วกัน จัดการตามรูปข้างบน ข้อสำคัญห้ามพลาดนะครับ มองให้แน่ใจ เท่านี้ก็จะได้สายมิดี้แบบฉุกเฉินเพื่อใช้ชั่วคราวแล้วครับ

...สวัสดีครับผม...

ปล.อันนี้เจอมาเยอะครับ คือการต่อสายมิดี้นั้น ระหว่างเครื่องดนตรีกับเครื่องดนตรี หรือระหว่างเครื่องคอมกับเครื่องดนตรี จะมีเพียง 2 ลักษณะเท่านั้น คือ
1. จาก OUT เครื่องต้นทาง ไปยัง IN เครื่องปลายทาง ในกรณีต้องการรับคำสั่งจากเครื่องต้นทาง
2. จาก OUT เครื่องต้นทาง ไปยัง IN เครื่องกลางทาง และจาก TRUE เครื่องกลางทาง ไปยัง IN เครื่องปลายทาง เพื่อรับคำสั่งจากเครื่องต้นทาง ผ่านทางเครื่องกลางทาง

จำไว้ว่า ระหว่างเครื่อง จะไม่ต่อสายเข้าหาชื่อเดียวกันเด็ดขาดครับ (เตือนไว้ก่อน เพราะมีคนโทรมาถามจริงๆครับ ว่าทำไมใช้ไม่ได้ ก็เล่นเอา IN ไป IN, OUT ไป OUT นี่ครับ)

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:44] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:45] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:45] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:46] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:46] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   

โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 17:46] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   ตัดมาจาก wikipedia.org
The physical MIDI interface uses DIN 5/180° connectors. Opto-isolating connections are used, to prevent ground loops occurring among connected MIDI devices. Logically, MIDI is based on a ring network topology, with a transceiver inside each device. The transceivers physically and logically separate the input and output lines, meaning that MIDI messages received by a device in the network not intended for that device will be re-transmitted on the output line (MIDI-OUT). This introduces a delay, one that is long enough to become audible on larger MIDI rings.

MIDI-THRU ports started to be added to MIDI-compatible equipment soon after the introduction of MIDI, in order to improve performance. The MIDI-THRU port avoids the aforementioned retransmission delay by linking the MIDI-THRU port to the MIDI-IN socket almost directly. The difference between the MIDI-OUT and MIDI-THRU ports is that data coming from the MIDI-OUT port has been generated on the device containing that port. Data that comes out of a device's MIDI-THRU port, however, is an exact duplicate of the data received at the MIDI-IN port.

Such chaining together of instruments via MIDI-THRU ports is unnecessary with the use of MIDI "patch bay," "mult" or "Thru" modules consisting of a MIDI-IN connector and multiple MIDI-OUT connectors to which multiple instruments are connected. Some equipment has the ability to merge MIDI messages into one stream, but this is a specialized function and is not universal to all equipment. MIDI Thru Boxes clean up any skewing of MIDI data bits that might occur at the input stage. MIDI Merger boxes merge all MIDI messages appearing at either of its two inputs to its output, which allows a musician to plug in several MIDI controllers (e.g., two musical keyboards and a pedal keyboard) to a single synth voice device such as an EMU or Proteus.

All MIDI compatible instruments have a built-in MIDI interface. Some computers' sound cards have a built-in MIDI Interface, whereas others require an external MIDI Interface which is connected to the computer via the newer D-subminiatureDA-15 game port, a USB connector or by FireWire, ethernet or by MADI (RME standard). MIDI connectors are defined by the MIDI interface standard. In the 2000s, as computer equipment increasingly used USB connectors, companies began making USB-to-MIDI audio interfaces which can transfer MIDI channels to USB-equipped computers. As well, due to the increasing use of computers for music-making and composition, some MIDI keyboard controllers were equipped with USB jacks, so that they can be plugged into computers that are running "software synths" or other music software.


จะเห็นได้ว่าเป็นคอนเน็ตเตอร์แบบ DIN 5 / 180 องศา เพื่อส่ง- รัยข้อมูล Data ระหว่างกัน
เหมือนใน D connecในมิดี้/เกมส์ของซาวด์การ์ด ที่ใช้ใน Joy stick คือใช้ ขาที่ 4 = Ground ,ขาที่ 9 = +5V DC ,ขาที่12 = Midi Tx
เพียงแต่ใน Din 5 นั้นใช้สายสัญญาณ 2 เส้น คือ 4 และ 5 ซื่ง 4จะไปตรงกับขาที่ 9 และ 5 จะไปตรงกับขาที่ 12 ส่วนกราวด์ คือ 1 เส้น ในหมายเลข 2 จะไปตรงกับขาที 4 ของซาว์กราด
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 18:20] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ตัดมาจาก wikipedia.org
The physical MIDI interface uses DIN 5/180° connectors. Opto-isolating connections are used, to prevent ground loops occurring among connected MIDI devices. Logically, MIDI is based on a ring network topology, with a transceiver inside each device. The transceivers physically and logically separate the input and output lines, meaning that MIDI messages received by a device in the network not intended for that device will be re-transmitted on the output line (MIDI-OUT). This introduces a delay, one that is long enough to become audible on larger MIDI rings.

MIDI-THRU ports started to be added to MIDI-compatible equipment soon after the introduction of MIDI, in order to improve performance. The MIDI-THRU port avoids the aforementioned retransmission delay by linking the MIDI-THRU port to the MIDI-IN socket almost directly. The difference between the MIDI-OUT and MIDI-THRU ports is that data coming from the MIDI-OUT port has been generated on the device containing that port. Data that comes out of a device's MIDI-THRU port, however, is an exact duplicate of the data received at the MIDI-IN port.

Such chaining together of instruments via MIDI-THRU ports is unnecessary with the use of MIDI "patch bay," "mult" or "Thru" modules consisting of a MIDI-IN connector and multiple MIDI-OUT connectors to which multiple instruments are connected. Some equipment has the ability to merge MIDI messages into one stream, but this is a specialized function and is not universal to all equipment. MIDI Thru Boxes clean up any skewing of MIDI data bits that might occur at the input stage. MIDI Merger boxes merge all MIDI messages appearing at either of its two inputs to its output, which allows a musician to plug in several MIDI controllers (e.g., two musical keyboards and a pedal keyboard) to a single synth voice device such as an EMU or Proteus.

All MIDI compatible instruments have a built-in MIDI interface. Some computers' sound cards have a built-in MIDI Interface, whereas others require an external MIDI Interface which is connected to the computer via the newer D-subminiatureDA-15 game port, a USB connector or by FireWire, ethernet or by MADI (RME standard). MIDI connectors are defined by the MIDI interface standard. In the 2000s, as computer equipment increasingly used USB connectors, companies began making USB-to-MIDI audio interfaces which can transfer MIDI channels to USB-equipped computers. As well, due to the increasing use of computers for music-making and composition, some MIDI keyboard controllers were equipped with USB jacks, so that they can be plugged into computers that are running "software synths" or other music software.


จะเห็นได้ว่าเป็นคอนเน็ตเตอร์แบบ DIN 5 / 180 องศา เพื่อส่ง- รัยข้อมูล Data ระหว่างกัน
เหมือนใน D connecในมิดี้/เกมส์ของซาวด์การ์ด ที่ใช้ใน Joy stick คือใช้ ขาที่ 4 = Ground ,ขาที่ 9 = +5V DC ,ขาที่12 = Midi Tx
เพียงแต่ใน Din 5 นั้นใช้สายสัญญาณ 2 เส้น คือ 4 และ 5 ซื่ง 4จะไปตรงกับขาที่ 9 และ 5 จะไปตรงกับขาที่ 12 ส่วนกราวด์ คือ 1 เส้น ในหมายเลข 2 จะไปตรงกับขาที 4 ของซาว์กราด
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 18:20] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   ตัดมาจาก wikipedia.org
The physical MIDI interface uses DIN 5/180° connectors. Opto-isolating connections are used, to prevent ground loops occurring among connected MIDI devices. Logically, MIDI is based on a ring network topology, with a transceiver inside each device. The transceivers physically and logically separate the input and output lines, meaning that MIDI messages received by a device in the network not intended for that device will be re-transmitted on the output line (MIDI-OUT). This introduces a delay, one that is long enough to become audible on larger MIDI rings.

MIDI-THRU ports started to be added to MIDI-compatible equipment soon after the introduction of MIDI, in order to improve performance. The MIDI-THRU port avoids the aforementioned retransmission delay by linking the MIDI-THRU port to the MIDI-IN socket almost directly. The difference between the MIDI-OUT and MIDI-THRU ports is that data coming from the MIDI-OUT port has been generated on the device containing that port. Data that comes out of a device's MIDI-THRU port, however, is an exact duplicate of the data received at the MIDI-IN port.

Such chaining together of instruments via MIDI-THRU ports is unnecessary with the use of MIDI "patch bay," "mult" or "Thru" modules consisting of a MIDI-IN connector and multiple MIDI-OUT connectors to which multiple instruments are connected. Some equipment has the ability to merge MIDI messages into one stream, but this is a specialized function and is not universal to all equipment. MIDI Thru Boxes clean up any skewing of MIDI data bits that might occur at the input stage. MIDI Merger boxes merge all MIDI messages appearing at either of its two inputs to its output, which allows a musician to plug in several MIDI controllers (e.g., two musical keyboards and a pedal keyboard) to a single synth voice device such as an EMU or Proteus.

All MIDI compatible instruments have a built-in MIDI interface. Some computers' sound cards have a built-in MIDI Interface, whereas others require an external MIDI Interface which is connected to the computer via the newer D-subminiatureDA-15 game port, a USB connector or by FireWire, ethernet or by MADI (RME standard). MIDI connectors are defined by the MIDI interface standard. In the 2000s, as computer equipment increasingly used USB connectors, companies began making USB-to-MIDI audio interfaces which can transfer MIDI channels to USB-equipped computers. As well, due to the increasing use of computers for music-making and composition, some MIDI keyboard controllers were equipped with USB jacks, so that they can be plugged into computers that are running "software synths" or other music software.


จะเห็นได้ว่าเป็นคอนเน็ตเตอร์แบบ DIN 5 / 180 องศา เพื่อส่ง- รัยข้อมูล Data ระหว่างกัน
เหมือนใน D connecในมิดี้/เกมส์ของซาวด์การ์ด ที่ใช้ใน Joy stick คือใช้ ขาที่ 4 = Ground ,ขาที่ 9 = +5V DC ,ขาที่12 = Midi Tx
เพียงแต่ใน Din 5 นั้นใช้สายสัญญาณ 2 เส้น คือ 4 และ 5 ซื่ง 4จะไปตรงกับขาที่ 9 และ 5 จะไปตรงกับขาที่ 12 ส่วนกราวด์ คือ 1 เส้น ในหมายเลข 2 จะไปตรงกับขาที 4 ของซาว์กราด
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 18:21] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   MIDI uses standard 180 degree five pin DIN connectors, and the cables are easy enough to make up for odd lengths and for fixed wiring installations. The standard is defined in terms of using shielded twisted pair, with the shield connected to DIN plug pin 2 at both ends.

However, it is usually expected that ground is not connected at the MIDI IN connector. This is to prevent ground loops between equipment - MIDI is designed to be balanced, and an optoisolator is preferred for the internal circuitry attached to the MIDI IN connector. However, none of this affects the wiring of the DIN cables, where pin 2 should be connected to the cable shield at both ends. It is the job of the attached MIDI devices to sort our which end of the cable shield is actually connected to anything.

Shielded twisted pair is commonly used in audio for balanced connections in professional gear, and standard balanced microphone cable will work fine. The maximum cable length permitted in the MIDI spec is 15 metres (fifty feet).

The plugs are wired 1:1, ie pin 2 to pin 2, pin 4 to pin 4 and pin 5 to pin 5. This is not the same as a typical tape recorder lead of the type commonly used in hi-fi equipment made in the 1970s, where the signal carrying pins were crossed over, so although such a cable will look similar to a MIDI cable it will not work as such.

Parts Needed to Make up a MIDI Cable
the following items are needed to make up a MIDI cable. If the cable is for fixed use, the cheaper plastic-covered plugs are fine. However, for stage use the metal-shelled plugs are to be favoured, because it is easy to crush the plastic-shelled plugs by standing on them!




•2 x 5-pin 180 degree DIN plugs
•up to 15 metres of shielded twisted pair cable
•small soldering iron (25-50W)
•solder
•wire cutter
•wire strippers
MIDI Cable DIN Pinout
This is how the pins are connected on the MIDI DIN plugs (identical at both ends of the cable)

•Pin 1 - NC (not connected)
•Pin 2 - shield
•Pin 3 - NC
•Pin 4 - signal +
•Pin 5 - signal -
The pinout of the DIN plug is not particularly intuitive - this is because the 5-pin DIN plug as used for stereo go and return was introduced for stereo in the 1970s. the previous tape recorder interface plug was a three-pin 180 degree version featuring just pins 1,2 and 3 which were logically allocated. See the diagram for how the pins are allocated.

Wiring the MIDI cable using DIN plugs
The cable shell needs to be pushed onto the cable first, then wire the pins in the specified manner. Pay particular attention to keeping the braid isolated from pins 4 and 5 - it is easy for stray whiskers of the braid to short adjacent pins. Insulating sleeving on the braid may help there.

Solder the pins carefully - the plastic holding the pins is soft and melts easily. Putting the plug into a spare socket can help keep the pins from splaying, the socket should of course not be one on a piece of equipment



Read more: -technology.suite101.com/article.cfm/how_to_wire_a_midi_cable_using_din_plugs target=_blank>http:music-technology.suite101.com/article.cfm/how_to_wire_a_midi_cable_using_din_plugs#ixzz0QQ5fi3L8
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 18:37] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   จากความคิดเห็นที่ 24 นั้น ได้มาจากบทความที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ซื่งบอกข้อมูลว่า แท้ที่จริงแล้ว Din 5 นั้นใช้จริง แค่ 4 เส้น ไม่ใช้เพียง พินที่ 1 เท่านั้น และสายใช้แนะนำให้ใช้ไม่ควรเกิน 15 เมตร หรือ 55 ฟุต (แต่มีข้อแนะนำคือถ้าต้องการยาวกว่าให้ใช้สายที่มีคุณภาพที่ดีหรือเป็นไปได้ก็ควรมี อุปกรณ์มิดี้คั่น ) จึงไม่แปลก ว่า ทำไมมิดี้ถึงสะดุด
สรุปก็คือ ถ้าต้องการต่อระยะไกลๆ ประมาณ 30 เมตร ต้องลงทุน สายนำสัญญาณที่ใหญ่และดี อาจจะต่อ 2 สายต่อ 1 พินก็ได้ เพื่อลดความต้านทานภายในสาย ถ้าต่อถาวรแนะนำต่อ 4 พิน ถ้าชั่วคราว 3 พินก็พอ
ขอบคุณ
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [7 ก.ย. 52 18:47] ( IP A:118.173.219.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   แฮ่ๆ.................ขอพูดมั่ง

ระบบสัญญาณ MIDI ที่วิ่งไปในสายตัวนำ ที่จริงแล้ว มันวิ่งไปแค่ 2 เส้นเอง..........แฮ่ๆ.............วิ่งไปอย่างเดียว ไม่มีวิ่งกลับ และ ที่สำคัญ มันไม่ใช้ Ground ด้วยอีกต่างหาก

โดย: หื่นสวาทซาวด์ [7 ก.ย. 52 20:45] ( IP A:119.31.84.82 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   แต่ถ้าจะเดินสาย MIDI ยาวๆ สำคัญสุดก็คือ ความต้านทานของสายครับ ส่วน กราวด์ ที่ส่งไปด้วย เป็นเพียงการห่อหุ่ม เพื่อป้องกันสัญญาณที่แรงกว่า สัญญาณ MIDI เข้ามารบกวนเท่านั้นเองครับ แต่ในวงจรแล้ว ไม่ได้นำไปใช้อะไรเลย(จริงๆ)

โดย: ช่างอ๊อด-เชียงใหม่ 081-7838011 [7 ก.ย. 52 20:50] ( IP A:119.31.84.82 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   สายกราวด์ มีหน้าที่ห่อหุ้มสัญญาณ MIDI OUT เหมือน บอดี้การ์ด ไปส่งให้ถึงปลายทางเท่านั้นเองครับ พอสุดปลายสาย ทาง MIDI IN ก็ไม่ได้เอาไปใช้ทำอะไร ปล่อยให้ลอยแพอยู่อย่างนั้น

ระบบสัญญาณ MIDI ที่วิ่งไป 2 เส้น เส้นนึง เป็นไฟ +5vdc และ อีกเส้นนึง เป็นสาย DATA ที่ใช้สถาณะ 0 (ศูนย์) เป็นข้อมูล
หมายความว่า เมื่อสาย DATA มีค่าเท่ากับ 0 โวลต์ ก็จะมีผลทำให้ ไฟที่วิ่งไปอีกเส้นนึง ผ่านโหลด(LED)แล้ว ลงกราวด์ที่สาย DATA นั่นก็คือ นับเป็น 1 Bit ข้อมูล............ก็เท่านั้นเอง

โดย: ช่างอ๊อด-เชียงใหม่ 081-7838011 [7 ก.ย. 52 20:58] ( IP A:119.31.84.82 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   จากประสบการณ์ตรง ที่เคยใช้สาย MIDI ที่ Convert หัวต่อเป็น XLR ผู้-เมีย คนละฝั่ง แล้วใช้อุปกรณ์ Sound Module อยู่ที่ฝั่ง FOH. ด้วยระยะสาย Multicor ยาว 45 เมตร บวกกับ สาย Convert หัว-ท้าย อีกประมาณ 8 เมตร ผลที่ได้ก็คือ Sound Module ใช้งานได้ปกติ ครับผม

ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ก็เพราะว่า ปกติเครื่องผมก็เล่นดนตรีอีเล็กโทนเป็นปกติอยู่แล้ว แต่พอมีอยู่งานนึง ไปแต่เครื่องเสียง แต่ที่เวที ดันมี Computer Karaoke ที่ใช้ซาวด์ OnBord ของ Windows ซึ่งเสียงดนตรีที่ออกจาก Computer พวกเราก็รู้ๆกันอยู่ว่า รับไม่ได้ เป็นซาวด์เด็กๆว่างั้นเหอะ วึ่งมันจะส่งผลทำให้เครื่องเสียงของเรา กลายเป็นเสียงเด็กๆไปด้วย
ผมจึงรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เลยจัดแจง เอาสายไมค์ มา 1 เส้น
จัดการ ตัดครึ่ง แล้วเอาหัว MIDI 5 Pin บัดกรีเข้าไป หัวนึงเป็นตัวเมีย บัดกรีเข้ากับหัว XLR ตัวผู้ และ หัว MIDI 5 Pin ตัวผู้ บัดกรีเข้ากับ XLR ตัวเมีย แล้วฝากสัญญาณมากับ BOX Multicor

โดย: หื่นสวาทซาวด์ [7 ก.ย. 52 21:10] ( IP A:118.172.10.73 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   คับเสียบแค่นี้ก็เล่นได้และ
โดย: จำปาตีนโต [7 ก.ย. 52 22:07] ( IP A:125.27.125.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   ปรมจารย์ ทั้งนั้น โอ้ววว เย้.....เยี่ยม
โดย: หนุ่ม [8 ก.ย. 52 8:53] ( IP A:61.7.180.125 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   เห็นด้วยกับ คห.ที่ 27 - 29 ครับ โดยเฉพาะ คห.29 ที่ใช้ ขา 1 และ 12 เป็นภาพตัวอย่างให้ดูชม ให้เห็นภาพและสามารถนำไปปฎิบัติใช้งานได้เลย ต้องขอชมพี่ หื่นสวาทซาวด์ จากใจจริงที่ทำให้เห็นสถาปัตยกรรมของจอยสติก/มิดี้ ผมหามานานแล้ว พึ่งได้จากพี่นี่แหละ
ขอบคุณครับ
โดย: chaichana_dongsri@hotmail.com [8 ก.ย. 52 17:16] ( IP A:118.173.218.242 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   ประเภทเอาอะไรจิ้มๆรูนี่......ผมถนัดมาก..............อิอิอิ
โดย: หื่นสวาทซาวด์ [8 ก.ย. 52 20:00] ( IP A:119.31.83.173 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   ผมใช้สายคล้ายๆสายคีบอร์ดคอม ยาว 50 เมตรไม่มีปัญหาครับ
โดย: yokyok [31 มี.ค. 56 17:54] ( IP A:125.27.1.166 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน