#แก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไรบ้าง
   #แก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไรบ้าง

เมื่อสองสามวันก่อนมีข่าวใหญ่ที่ทำให้หมอรู้สึกสะเทือนใจ นั่นก็คือ เรื่องของเด็กอนุบาล1 กับ เด็กประถม1 ลงไม้ลงมือกันในโรงเรียน และจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ การลงไม้ลงมือกันนั้นนำไปสู่บาดแผลทางกายซึ่งทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะแผลติดเชื้อแล้วลุกลามทำให้เกิดเป็นอาการติดเชื้อรุนแรง เด็กในขณะนี้ต้องได้รับการเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ ขณะเดียวกันสังคมไทยก็กำลังหาว่าใครจะเป็นคนผิดจากเรื่องนี้ ซึ่งเท่าที่หมอทราบเด็กประถม1ที่เป็นคู่กรณี ตำรวจกำลังแจ้งข้อกล่าวหาอยู่(เท่าที่ฟังจากข่าว) และคนทั่วไปก็กำลังมองว่าเด็กประถม1คนนี้เป็นเด็กไม่ดี กลายเป็นจำเลยของสังคมในขณะนี้

อย่างไรก็ตามหมออยากให้ช่วยกันคิดว่า เราจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงเช่นนี้ได้อย่างไร อย่างแรก หมอมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากความโกรธของเด็ก การจัดการกับความโกรธอย่างไม่เหมาะสมทำให้เรื่องน่าเศร้าเช่นนี้เกิดขึ้น ทำอย่างไร ไม่ให้ลูกเราที่โกรธเพื่อน ทำร้ายเพื่อนรุนแรง สอง ทักษะการจัดการเวลาถูกแกล้งหรือทำร้าย เราควรจะแนะนำเด็กอย่างไร

1.เริ่มที่พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เริ่มที่จัดการกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ให้เป็น ก่อนอื่นต้องยอมรับกับตัวเองว่าอารมณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ ดีใจ เศร้า เสียใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทั่วไปจะมี เราเองก็เป็นคนธรรมดาที่เป็นพ่อเป็นแม่ เรามีอารมณ์โกรธ หรือเครียดได้ค่ะ ไม่ผิด แต่เมื่อโกรธแล้ว เครียดแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆก็คือ การจัดการกับอารมณ์ตรงนั้นอย่างไร ก่อนอื่น พึงระลึกว่า ถ้าเรากำลังโกรธพยายามอย่าพูดหรืออย่าทำอะไรตอนนั้น ให้อยู่เงียบๆนิ่งๆ อาจจะนับเลขในใจไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าความโกรธของเราลดน้อยลง ถ้ายังไม่ดีให้ปลีกตัวออกมาจากตรงนั้น ไปทำอะไรผ่อนคลาย เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า เดินเล่น รับรองดีกรีความโกรธและหงุดหงิดจะลดลงค่ะ หลังจากนั้นถ้าเราจะพูดจะคุยกับคนข้างๆไม่ว่าจะเป็นลูกหรือคนรอบตัวคนอื่น ก็จะไม่ใช่เรื่องยากนะคะ หากเราจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกด้วยค่ะว่า เวลาที่เขาโกรธบ้างเขาจะทำอย่างไร

2. เวลาที่เด็กโกรธ ไม่พอใจ บอกให้เด็กรู้ว่าเรารับรู้และเข้าใจความโกรธของเขา เช่น "แม่รู้ว่าหนูคงจะโกรธที่น้องเอาสมุดหนูไปวาดเล่น"

3.ถ้าการแสดงออกความโกรธของเขาไม่รุนแรงนัก เช่น หน้าบึ้ง ฮึดฮัด โวยวายเสียงดัง ร้องไห้ เราปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองสักครู่ (ไม่ต้องบอกให้ เขาเงียบ อย่าร้องไห้ อย่าทำหน้าแบบนั้น แม่ไม่ชอบ หยุดร้องได้แล้ว การพูดเช่นนี้เป็นการแสดงออกว่าเราไม่ยอมรับและไม่เข้าใจเขา) สักพักเขาจะเย็นลง

4.เมื่อเขาหายโกรธ ค่อยเข้าไปพูดคุย ถามความรู้สึก ให้เขาเล่าความรู้สึกให้ฟังเมื่อพร้อม และพูดคุยถึงการจัดการกับอารมณ์โกรธของเขา เช่น เด็กบางคนโกรธแล้วไปเตะฟุตบอล ไปเล่นกับสัตว์เลี้ยง เมื่อทำแล้ว อารมณ์โกรธลดน้อยลง ก็ให้เราชื่นชมให้กำลังใจว่าเขาจัดการกับความโกรธที่เกิดขึ้นได้ดี

5.ค่อยๆพูดคุยกับเขาถึงแนวทางการจัดการกับอารมณ์โกรธในคราวหน้า หากมีเหตุการณ์อื่นๆที่ทำให้เขาโกรธ อาจลองยกตัวอย่าง และฟังวิธีการจัดการของเขา อาจไม่ต้องให้เขาคิดเหมือนเราทั้งหมด พึงระลึกว่าบางอย่างเราก็ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง(หากไม่ใช่เรื่อง ที่อันตราย)

6.ในกรณีที่เด็กโกรธแล้วมีพฤติกรรมที่รุนแรงมาก เช่น ทำร้ายคนอื่น ทำร้านตนเอง หรือทำลายข้าวของ เราคงต้องหยุดการกระทำนั้นไว้ก่อน เช่นในเด็กเล็กอาจเข้าไปกอดเด็กข้างหลัง จนเขาสงบ ถ้ารุนแรงและจัดการไม่ได้ อาจต้องปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

7.เด็กจะเรียนรู้จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ ย้ำอีกรอบว่าต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการความโกรธ ไม่ใช่เวลาพ่อโกรธจะขว้างของทุกครั้ง เด็กก็จะซึมซับพฤติกรรมรุนแรงของพ่อได้

8.เมื่อพบเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมที่มาจากความโกรธ เช่น ในสื่อสารมวลชน ข่าว ละคร ควรพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกในเรื่องการจัดการความโกรธที่เหมาะสม เห็นอะไรที่ดีๆ เราก็ชื่นชมให้ลูกฟัง แต่ถ้าอะไรที่ไม่เหมาะเราก็ควรบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงไม่ดี ขณะเดียวกันก็ลองฟังความคิด และความเห็นของลูกไปด้วย
9.ลองจำลองสถานการณ์สมมติ และดูการแก้ไขปัญหาของลูก เช่น ถ้ามีเพื่อนที่ตัวโตกว่ามาแกล้งลูก ลูกจะทำอย่างไร ลองฟังความเห็นของลูก บางทีอาจทำเป็นฉากจำลองแล้วให้ลูกแสดงเป็นตัวเอง เพื่อเขาจะได้มองเห็นเหตุการณ์จริงมากขึ้น และค่อยๆให้เขาเรียนรู้แนวทางการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมค่ะ เช่น รีบไปบอกครู กลับบ้านมาเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ถ้าเพื่อนทำร้ายอย่างแรกต้องหาทางหลบหลีกให้ได้ อย่าสอนให้เด็กใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหาและยิ่งทำให้เหตุการณ์บานปลาย

บทเรียนจากข่าวนี้ก็คือ ในยุคสมัยแบบนี้ สิ่งที่สำคัญของพ่อแม่แบบเราก็คือ ป้องกันบุตรหลานเราอย่าให้ตกเป็นเหยื่อของสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงที่แอบแฝงมาในรูปแบบต่างๆ ก่อนอื่น เริ่มที่ตัวเราเอง คือ ต้องจัดการกับความโกรธ ซึ่งเป็นอารมณ์ธรรมดาๆที่ทุกคนมี จัดการความโกรธอย่างเหมาะสมค่ะ ลูกๆเราที่เห้นเขาจะเรียนรุ้จากพฤติกรรมผู้ใหญ่ในสังคม เพราะฉะนั้นหมอเห็นว่าเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นในข่าว เราทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันค่ะ
โดย: เจ้าบ้าน [23 ก.ค. 56] ( IP A:171.97.36.51 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน