เลี้ยงลูกอย่างมีสติ..
   เลี้ยงลูกอย่างมีสติ..
เลี้ยงลูกอย่างใส่ใจ..
เลี้ยงลูกด้วยหัวใจ..
..จะได้..ไม่เป็น. พ่อแม่รังแกฉัน...

________________________
"สอนลูกหลานอย่างไรไม่ให้ไหลไปตามกระแสกิเลส"
คุณย่าที่น่ารักท่านหนึ่งถามว่าจะสอนลูกสอนหลานอย่างไรไม่ให้ไหลไปตามกระแสกิเลส เพราะปัจจุบันมีตัวเร้าให้ลูกให้หลานเกิดความอยากมากมาย

เรื่องนี้..
ต้องบอกว่าถือเป็นโชคของพวกเราที่เกิดมาในยุคที่ยังไม่มีสิ่งเร้ามากนัก(ลูกของแม่แก่ ๆ กันหมดแล้ว)

แม่เคยเปรย ๆ กับ"ตุ๊บปอง" ว่ารุ่นลูกของแม่นั้นไม่แม่ห่วงเพราะแม่เลี้ยงด้วยตัวเองทุกคน และแต่ละคนนั้นมี "ทุน" และ "กรรมดี" ของชีวิตมากจนแม่หายห่วง แต่แม่เป็นห่วงรุ่นหลานและรุ่นเหลน เพราะเห็นพ่อแม่สมัยใหม่เลี้ยงลูกแล้วเป็นห่วง..

แม่ว่า..
ความรักของพ่อแม่ยุคนี้ สมัยนี้ ทำให้ลูกอ่อนแอเพราะให้ความรัก ด้วยการประเคนความสุข สรรหาความสะดวกสบายมาให้ลูกทุกรูปแบบ ทั้ง ๆ ที่..ถ้ามานั่งคิดจริง ๆ จัง ๆ แล้วจะเห็นว่าลูกมีความอยากได้น้อยกว่าที่พ่อแม่อยากให้ลูกมี เพราะถ้าพ่อแม่ใจแข็งในสิ่งที่เห็นว่ายังไม่เหมาะไม่ควร ลูกก็จะมีวินัยในการใช้ชีวิต แต่พ่อแม่หลายคนเห็นลูกคนอื่นเขามี เลยอยากให้ลูกมีมั่ง บางคนให้เหตุผลอ้างว่ารำคาญเวลาที่ลูกมารบเร้า หรือสงสารลูก..นี่คือกิเลสแรก แล้วเริ่มก่อต่อยอดกิเลสไปที่ลูก ..

พ่อแม่ที่รักลูกด้วยการเร้ากิเลสแบบนี้จึงทำให้ลูก"ติดสุข"และ "ติดสบาย" หยิบโหย่ง เพราะอะไร ๆ ในชีวิตดูเพียบพร้อม เด็ก ๆ สมัยนี้จึงสัมผัสแต่ภาพที่สวยงาม แล้วหลงยึดติดอยู่กับผลสำเร็จภายนอก ไม่เห็นถึงความมานะพยายามที่แท้จริงที่เป็นเบื้องหลังความสวยงามและความสะดวกสบายที่ได้รับ จึงง่ายต่อการพลัดเข้าไปในกระแสเร้าที่เฝ้าเย้ายวนให้หลงสุข หลงสวย หลงสะดวก หลงสบาย และหลงไฮเทค

มีตัวอย่างหนึ่งมาเล่าให้ฟัง..
เหตุเกิดเมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้น"ตุ๊บปอง" เป็นโฆษกกรรมาธิการการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา ของ สมาชิกวุฒิสภา(สว.)

วันหนึ่ง..
มีคนโทรมาบอกว่ามีเด็กคนหนึ่ง เรียนอยู่ ม.1 (อายุประมาณ 13 ปี) ทำตัวเป็นแม่เล้าตัวน้อย มีหน้าที่คอยจัดส่งเพื่อน ๆ ผู้หญิง (ที่ล้วนแต่ยังเล็กทั้งนั้น) ไปให้ผู้ใหญ่ที่มาซื้อบริการ รู้ปุ๊บ ไปปั๊บ..จึงรู้ความว่า..
เด็กคนนี้เป็นลูกสาวแม่ค้าขายส้มตำ ที่หนีตามสามีออกมาใช้ชีวิตนอกจังหวัดด้วยกันเพราะ"ความรัก" ซึ่งตอนนั้นแม่อายุได้เพียง 13 ปี พ่ออายุ 14-15 ปี อยู่ด้วยกันไม่นานแม่ก็ตั้งท้อง ยังไม่คลอดลูกน้อยด้วยซ้ำสามีทิ้งไปมีผู้หญิงคนอื่น

พอคลอดลูกออกมาก็เฝ้าแต่ตีอกชกตัว โทษตัวเองว่าเป็นเพราะตนนั้นไม่ดีพอที่จะรั้งให้สามีอยู่ด้วย จึงทำให้ลูกไม่มีพ่อ
สุดท้าย..เงินที่มีร่อยหรอจนเกิอบหมด จึงกู้เงินมาลงทุน ยังชีพด้วยการขายส้มตำ แล้วจ้างคนข้างบ้านเลี้ยงลูกมาจนโต..

ในแต่ละวัน..
แม่ได่แต่พร่ำบอกลูกว่าวันนี้ขายได้เท่าไร โดยไม่บอกว่าต้องลงทุนเท่าไร ไม่บอกว่าเวลาที่แม่เจ็บไข้ หรือลูกได้ป่วย แม่ต้องหยุดขาย..ไม่มีรายได้ ไม่เคยบอกลูกว่าวันไหนในตก..รายได้แม่ตกไปด้วย ไม่เคยบอกว่าเมื่อลูกเข้าโรงเรียนที่ว่าฟรีนั้น..ไม่ได้ฟรีซะหน่อย

แม่ปรนเปรอลูกทุกอย่างด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกกำพร้าพ่อ ลูกอยากได้อะไรให้หมด ลำบากแค่ไหนก็ไม่บ่น..ไม่สอน บางครั้งลูกไม่ใช่อยากได้หรอก แต่แม่เองนั่นแหละที่คิดว่าถ้าลูกมีจะทำให้เทียมหน้าเทียมตาคนอื่น..ก็หามาให้

พอลูกอยู่ ป.4 ลูกอยากได้โทรศัพท์มือถือเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ (ซึ่งมีไม่กี่คนหรอกเพราะอยู่ในชนบท..คลื่นไม่ค่อยมี) ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นแต่ก็ซื้อให้ เพราะ"อยากให้คนมองลูกว่ามั่งมีศรีสุข" (ขออ้างถึงคำพูดของแม่นะ)

เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือให้..
แม่ก็ให้เงินลูกเป็นค่าซื้อบัตรเติมเงินสัปดาห์ละ 50 บาท แรก ๆ ก็พออยู่หรอก แต่ตอนอยู่ ป.6 บัตรเติมเงิน 50 บาท เกิดไม่พอ ขอเพิ่ม บางสัปดาห์ใช้ถึง 200 - 300 บาท ตอนหลังแม่เลย"หักดิบ" ด้วยอยากจะสอนลูก..เพราะว่าแม่ไม่มีเงินพอที่จะให้ (อ้างถึงคำพูดแม่ที่น่าจะคิดได้ตั้งแต่ก่อนจะซื้อให้ลูกโน่นแล้ว) ไหนจะค่าเรียน ค่าใช้จ่ายรายวัน ค่าใช้จ่ายราย"อยาก"ที่แม่เพาะจนโตในใจลูก บางวันไม่มีแม้แต่เงินจะให้ลูกไปโรงเรียน ต้องไปหยิบยืมเพื่อนบ้าน ยอมเสียดอกเสียดวง

สุดท้าย เมื่อแม่ยืนยันที่จะไม่ให้ตามที่ขอ ลูกเลยประชดด้วยการขายตัวครั้งละ 50 บาท เท่าราคาบัตรเติมเงินนั่นแหละ ขายให้คนขายไอติม คนขายปลาหมึกหน้าโรงเรียน พอหนักเข้า ต้องการเงินมากขึ้น ๆ เลยชวนเพื่อนมาขายตัว และก้าวลงเหวเลวลึกยิ่งขึ้นด้วยการหลอกเพื่อน ๆ มาให้ผู้ซื้อบริการทางเพศที่มีตั้งแต่พ่อค้าถึงกลุ่มข้าราชการ
(นี่เล่าย่อ ๆ นะ ไม่งั้น 3 วัน 7 คืนก็ไม่หมด)

วันที่ไปลงไปกอดแม่ของเด็กเพื่อปลอบใจ..ได้พบเด็ก
คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ
แม่เคยสอนว่า..
เป็นพ่อเป็นแม่คน ต้องให้ความรักที่เป็นความรักโดยแท้แก่ลูก ต้องเป็นความรักที่ไม่ทำร้ายวิถีชีวิตของลูกๆ และเป็นความรักที่ไม่ปนเปื้อน ไม่เคยพร่ามัว แต่ต้องชัดเจนท่ามกลางสิ่งที่ไม่ดีในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สัมผัสได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ...พ่อแม่ต้องไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ มากไปกว่าการให้จิตใจ..

แม่สอนให้ลูกเข้าใจใน "สิ่งที่จำเป็น" กับ "สิ่งที่อยากได้" จนลูกสามารถออก ลูกทุกคนจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็น และอะไรคือสิ่งที่อยากได้ นั่นหมายความว่า อะไรที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ต้องมีก็ได้ ดังนั้นจึงต้องรู้จักอดกลั้นต่อสิ่งที่อยากได้..ให้ได้

แต่จะว่าไปแล้ว..ไม่ใช่ไม่อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่นเขานะ ก็มีอยู่เหมือนกัน อย่างบ้านตาตุ๊มีทีวี บ้านยัยหริลูก ๆ แต่งตัวกันจัดแจ่ม ลูกตาต่ายมีมอร์เตอร์ไซด์คันแรกของหมู่บ้า

แต่แม่มีวิธีการง่าย ๆ แต่ได้ผล คือ
"บ้านคนอื่นจะมีอะไรอย่าสนใจ แต่บ้านเราไม่มี บ้านคนอื่นจะทำตัวไม่ดีอย่างไรช่างเขา แต่บ้านเราทำอย่างนั้นไม่ได้ คนอื่นจะพูดจาหยาบคายอย่างไรอย่าไปฟัง เพราะบ้านเราต้องไม่ทำและไม่พูดอะไรที่ไม่ดี"

เวลาที่ลูกเอามาอ้างว่าทำไมคนนั้นทำอย่างนี้ได้ หรือบ้านโน้น ทำอย่างนั้นได้ แม่จะบอกง่าย ๆ ว่า..
"ถ้าอยากทำอย่างนั้น ก็ต้องไปอยู่บ้านนั้น เพราะบ้านเราไม่มี และไม่ทำ"

ลูกดีได้เพราะแม่มีจุดยืนเรื่องการสอนลูกให้ดี..ที่ชัดเจน
รักแม่เป็นที่สุด
โดย: เจ้าบ้าน [12 ต.ค. 56 1:31] ( IP A:58.9.88.51 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน