# เมื่อไหร่ที่ต้องไปพบจิตแพทย์ #
   # เมื่อไหร่ที่ต้องไปพบจิตแพทย์ #

มีคำถามจากพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามาอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับอาการทางจิตใจและอารมณ์ของพ่อแม่ว่าต้องไปพบจิตแพทย์หรือยัง หมอจึงได้ไปขอบทความจากคุณหมอพาพร เลาหวิรภาพ มาให้อ่านกันครับ # หมอมินรักษ์โลก

ปัจจุบันนี้คนไทยมีความรู้มากขึ้น เข้าใจว่าจิตแพทย์ไม่ได้รักษาแต่โรคจิต(psychotic disorder) เท่านั้น หากนอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก็ไปหาได้ แต่หลายคนก็ยังคงสงสัยว่า แล้วฉันต้องมีอาการ”แค่ไหน”กันล่ะ? ต้องป่วยหนักแค่ไหนจึงจะไปพบจิตแพทย์

เราจะจัดว่าอาการนั้นๆ เป็นภาวะที่ผิดปกติหรือเป็นโรค ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์การวินิจฉัย ซึ่งข้อหนึ่งก็คือ

“อาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้ มีความสำคัญทางการแพทย์ โดยปรากฏข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

1. รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างมากเกินกว่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

2. กิจกรรมด้านสังคม หรือการงาน (การศึกษา) บกพร่องลงอย่างสำคัญ”

ฟังดูค่อนข้างรุนแรงนะคะ แต่ในความเป็นจริง หมอเจอคนที่ไม่ได้ ”ป่วย” มาขอคำปรึกษาไม่น้อยเลยค่ะ

ในความเห็นของหมอนั้น

-หากคุณมีอาการ และอาการนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อน

หรือ

- หากคุณมีปัญหาที่คิดไม่ตก มีเรื่องค้างคาใจ มีคำถามที่หาคำตอบเองไม่ได้

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ ที่คุณจะไปพบจิตแพทย์

ขอขยายความเพิ่มเติมดังนี้นะคะ

1. อาการ :

สำหรับทางด้านจิตใจนั้น อาการก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมเป็นหลักค่ะ เนื่องจากอารมณ์กับความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันมีอยู่จริง บางครั้งเมื่อมีปัญหาด้านนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมและร่างกายก็จะเป็นตัวสะท้อนสภาวะของจิตใจค่ะ เพราะทั้งสามอย่างนี้มีความเชื่อมโยงกัน

- ทางอารมณ์ : แน่นอนว่าทุกคนเคยเศร้า กังวล หงุดหงิด คนที่ร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งถ้าเป็นไปตามสถานการณ์ คือเข้าใจได้ว่าใครก็เจอก็คงรู้สึกประมาณนี้ ในระยะเวลาประมาณนี้ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงค่ะ

แต่หากว่าอารมณ์นั้น เป็น”หนัก” และ/หรือ คงอยู่”นาน” กว่าที่น่าจะเป็น ก็น่าพิจารณาค่ะ

- ทางความคิด : ไม่ว่าจะในแง่กระแสความคิด เช่น สมาธิไม่ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก คิดวกวนเรื่องเดิมๆ สลัดไม่หลุด มีความคิดที่เราก็ไม่ได้อยากจะคิด ผุดขึ้นมาในหัวอยู่เรื่อยๆ คิดเร็วและคิดหลายเรื่อง (จนพูดไม่หยุด) คิดฟุ้งซ่าน (จนนอนไม่หลับ) เป็นต้น

หรือเนื้อหาความคิดที่ผิดปกติไป เช่น คิดว่ามีไปไหนๆ มีแต่คนมองคนนินทา คิดว่าจะมีคนปองร้ายสะกดรอยตาม คิดว่าคนรักนอกใจแน่นอนทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐาน เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นกรณีเนื้อหาความคิดแบบนี้ คนไข้มักจะเคยบอกคนอื่นแล้ว แรกๆ ผู้ฟังอาจจะไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายคนอื่นมักจะบอกว่าไม่จริง คนไข้คิดไปเอง ซึ่งทำให้คนไข้รู้สึกเป็นทุกข์หนักขึ้นอีกที่ไม่มีใครเชื่อค่ะ

- ทางพฤติกรรมหรือร่างกาย : มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เช่น เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร พูดน้อย ไม่สนใจดูแลตัวเองเหมือนแต่ก่อน ออกไปนอกบ้านตลอด ใช้จ่ายไม่ยั้งคิด ดื่มเหล้าหนักขึ้น สูบบุหรี่จัดขึ้น ทำอะไรแปลกๆ ที่คนทั่วไปไม่ทำ พูดเร็วและพูดไม่หยุด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้ตีลูกง่ายกว่าปกติ เป็นต้น

ส่วนอาการทางร่างกาย ที่หมอเจอบ่อยมากๆ ก็คือ คนไข้มีอาการทางกายที่ตรวจแล้วไม่พบโรคอะไร หมอก็บอกว่าปกติดีทุกอย่าง เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ปวดหัวเรื้อรัง ปวดตามร่างกาย (แอบกระซิบตรงนี้ว่าเคสส่วนมากจะเป็นโรคแพนิคหรือไม่ก็เป็นอาการที่เป็นผลจากอารมณ์ค่ะ) เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้แก้ตรงจุดที่ต้นเหตุ อาการก็จะไม่หายไป และคนไข้ก็จะกังวลที่อาการยังคงอยู่ แถมกลัวติดยาที่ได้มาจากหมอที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์อีก

2. เดือดร้อน : อาการดังกล่าวข้างต้นส่ง “ผลกระทบ” ค่ะ ซึ่งสะท้อนว่าอาการต่างๆ นั้นต้องหนักพอสมควร และ/หรือ เป็นมานานระยะหนึ่ง อาจจะเป็นในด้านการเรียน/การทำงาน ความสัมพันธ์ – คนรัก ครอบครัว เพื่อน คุณภาพชีวิต ความรู้สึกสบายใจ อยู่ดีมีสุข

ซึ่งตรงนี้ หมอให้น้ำหนักทั้งในมุมมองของเจ้าตัว และคนใกล้ชิดนะคะ เพราะว่าบางเรื่องเจ้าตัวเดือดร้อนแต่สามารถเก็บไว้ในใจคนเดียวได้ ส่วนบางเรื่องคนอื่นเดือดร้อนในขณะที่เจ้าตัวไม่ค่อยรู้สึกอะ
โดย: เจ้าบ้าน [6 พ.ย. 56] ( IP A:58.9.96.54 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน