#พหุปัญญากับการเลี้ยงลูก
   #พหุปัญญากับการเลี้ยงลูก
วันนี้จะขอเขียนถึงเรื่องที่ยังค้างจากคราวที่แล้ว คือ ทฤษฏีพหุปัญญา ของ howard gardner ซึ่งผมเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน เพราะทฤษฏีนี้ได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางโดย
นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางสมองหลายท่านมาสักพักแล้ว แต่ใน
ครั้งนี้ผมอยากจะขอพูดถึงมันในฐานะจิตแพทย์บ้าง

ขออนุญาตเกริ่นถึงทฤษฎีนี้อย่างสั้นๆง่ายๆให้สำหรับท่านที่ยังไม่เคยรู้จักมันมาก่อน คือ Howard gardner นักจิตวิทยาชาวอเมริกันนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นมีความฉลาดแบ่งออกเป็นด้านๆต่างๆ ได้ 8 ด้าน (ตอนแรกมี 7 ด้าน แล้วมาเพิ่มเป็น 8 ในภายหลัง) ซึ่งต่อมาได้มีการนำไปขยายผลว่า ความฉลาดในแต่ละด้านนั้นยังสัมพันธ์กับความชอบในรูปแบบของการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย โดยทั้ง 8 ด้านนั้นแบ่งเป็น

1.verbal/linguistic คือ ความฉลาดในการใช้ภาษา เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้ด้วยการอ่าน

2.logical/mathematic คือ ความฉลาดในการคำนวณ เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตรรกะ ตัวเลข

3.visual/spatial คือ ความฉลาดทางศิลปะ เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้โดยการจำเป็นภาพ หรือ สร้างภาพในใจ

4.musical/rhythmic คือ ความฉลาดทางดนตรี เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้ด้วยการฟัง

5.bodily/kinesthetic คือ ความฉลาดทางกีฬา เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้ด้วยการทดลองทำ

6.interpersonal/social คือ ความฉลาดทางมนุษยสัมพันธ์ เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้ผ่านงานกลุ่ม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น

7.intrapersonal/self คือ ความฉลาดในการเข้าใจตนเอง เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะชอบเรียนรู้โดยการทบทวนสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

8.naturalistic คือ ความฉลาดเกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นด้านที่ gardner เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง โดยเด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในธรรมชาติได้ดี

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงอย่างอื่น ผมต้องเรียนให้ทุกท่านทราบก่อนว่า ในทางการแพทย์นั้นยังมีข้อสงสัยอยู่หลายข้อถึงความน่าเชื่อถือ ของทฤษฏีนี้ เช่น ตกลงความฉลาดมันมีกี่ด้านกันแน่ เพราะเดิมมี 7 ด้าน ต่อมาเพิ่มเป็น 8 และเคยมีความพยายามที่จะเพิ่ม ให้เป็น 9 ด้าน โดยเพิ่มด้าน existential คือ ความฉลาดทางจิตวิญญาณ และ ด้านที่ 10 คือ moral หรือ ความฉลาดทางคุณธรรม ซึ่งยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อธิบายหลักคิดในการพัฒนาทฤษฎีดังกล่าว และ ทฤษฎีนี้ยังขาดหลักฐานที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดในด้านต่างๆกับส่วนต่างๆของสมอง จึงทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายอยู่ในแวดวงการศึกษาเสียเป็นส่วนใหญ่

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า "อ้าว แล้วหลอกให้ตรูมาอ่านอะไรฟระเนี่ย" ก็ขอให้ใจเย็นๆ เพราะถึงแม้มันจะกำลังเป็นถกเถียงกันอยู่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะนำมาใช้ในการเลี้ยงลูกไม่ได้ และ ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการบางท่านนำมันไปพูดถึงในแง่ของการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เป็นอัจฉริยะในแต่ละด้าน แต่ผมมักจะนำมันมาใช้ในกรณีที่ผู้ปกครองบางท่านพบปัญหาว่าลูกๆของเขานั้นมีปฏิกริยาต่อต้าน หรือขาดความกระตือรือร้นในการเรียนหรือทำกิจกรรมบางอย่าง ที่ผู้ปกครองขอให้ทำเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

สำหรับผม สิ่งที่ได้จากทฤษฎีนี้มีอยู่ 2 ข้อ คือ

1.คนเรามีความสามารถ ความถนัด ความชอบ ความสนใจ ในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน (ไม่ว่ามันจะมีกี่ด้านก็ตาม)

2.คนเรามีความถนัด ความชอบ ในวิธีที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆไม่เหมือนกัน (ไม่ว่ามันจะมีกี่วิธีก็ตาม)

ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่ว่า ความประณีตในการการเลี้ยงลูกอย่างหนึ่งคือ การเฝ้าสังเกตว่าลูกของเรานั้น ชอบอะไร ถนัดอะไร สนใจอะไร และคอยส่งเสริมในสิ่งนั้น อย่าพยายามส่งเขาไปเรียนนั่น เรียนนี่ เรียนนู่น เพียงเพราะเพื่อนหรือ หนังสือ (หรือแม้กระทั่งหมอ)บอกว่าดี เพราะสุดท้ายอาจกลายเป็นว่า เวลาในแต่ละวันของคุณอาจหมดไปกับการรับส่งเขาไปเรียนที่นั่นที่นี่ จนไม่มีเวลาแม้แต่จะได้สังเกตว่าลูกของเรานั้นต่างจากคนอื่นอย่างไร
โดย: เจ้าบ้าน [8 เม.ย. 57 15:53] ( IP A:115.87.148.190 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน