เทคนิคสร้างสมาธิให้ลูกน้อย
   เทคนิคสร้างสมาธิให้ลูกน้อย
คุณแม่คุณพ่อหลายๆคนคงประสบปัญหาในการสอนลูกทั้งการสอนวิชาการรวมไปถึงการสอนให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างที่ต้องอาศัยสมาธิ เด็กเล็กๆวัยต่ำกว่า6ขวบมักจะมีสมาธิที่สั้นกว่าเด็กโตเป็นปกติอยู่แล้วค่ะ ยิ่งเล็กสมาธิก็ยิ่งน้อย และพอโตขึ้นเรื่อยๆ สมาธิของน้องก็จะเพิ่มขึ้นตามวัยที่โตขึ้น แต่บางครั้งอาการขาดสมาธิหรือสมาธิสั้นของเด็กอาจเกิดจากปัจจัยแวดล้อมหรือผู้เลี้ยงโดยที่ไม่รู้ตัว

บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคที่ได้จากหลายๆแหล่งคะ ทั้งจากประสบการณ์ในการเผชิญด้วยตัวเอง อ่านจากหนังสือ(สมัยนี้มีหนังสือเกี่ยวกับการสร้างสมาธิให้เด็กมากมาย ซึ่งตัวเองก็ยังอ่านได้ไม่จบซักทีคะ เยอะมาก) คุยกับแม่ๆที่มีประสบการณ์ และท่องwebsiteต่างๆ รวบรวมได้คร่าวๆดังต่อไปนี้ค่ะ หวังว่าอาจจะมีประโยชน์กับคุณแม่คุณพ่อบ้างนะคะ

1. อาหารการกิน

เริ่มที่พื้นฐานกันเลยนะคะ อาหารที่เด็กกินเข้าไป บางคนอาจคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยว แต่แหล่งข้อมูลบางที่จะบอกว่า การกินอาหารรสหวาน หรือขนมที่หวานจัดๆ หรือแม้แต่นมรสหวาน จะทำให้เด็กตื่นตัวมากเกิน และทำให้ไม่มีสมาธิได้ เพราะความหวานให้พลังงานที่มาก ทำให้เด็กมีพลังและอยากออกแรง กระปรี้กระเปร่าเกินไป ประมาณนี้ค่ะ จริงๆการกินหวานมากเกินไปก็ไม่ดี อาจจะทำให้เด็กติดหวาน กินอาหารยาก เป็นโรคอ้วน และเสี่ยงต่อฟันผุตามมา ฉะนั้นการลดของหวาน ก็เป็นประโยชน์อยู่เหมือนกันค่ะ

2. บรรยากาศในบ้านและการจัดบ้าน

ข้อนี้ค่อนข้างสำคัญทีเดียวค่ะ เพราะเด็กเล็กๆต่ำกว่าสองถึงสามขวบ ชีวิตของเค้าทั้งหมดอยู่ที่บ้าน เพราะฉะนั้นบ้านสำคัญมาก ถ้าในบ้านมีเสียงดังอึกทึกครึกโครมตลอดเวลา ก็จะทำให้เด็กขาดสมาธิได้ การวางของจัดของในบ้านก็สำคัญค่ะ บ้านที่รก ของเล่นมากมายเกะกะวางเกลื่อนไปหมด เด็กก็ไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรดี เลยขาดสมาธิที่จะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า เพราะเห็นของเล่นวางล่ออยู่เต็มไปหมด เก็บบ้านให้เป็นระเบียบและมีชั้นวางของเล่นให้เรียบร้อย นอกจากจะช่วยให้บ้านสะอาดดูดี ยังช่วยสร้างสมาธิเด็ก และสร้างนิสัยความมีระเบียบให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กทางอ้อมตามทฤษฎีกระจกเงาด้วยค่ะ

จัดห้องเรียนและโต๊ะเรียนช่วยสร้างสมาธิ
การสร้างบรรยากาศที่สำคัญอีกอย่างคือการจัดโต๊ะเรียนค่ะ ที่บ้านเด็กอนุบาลจะเริ่มมีการบ้านที่จะต้องมานั่งทำที่บ้านค่ะ ปัญหาใหญ่ของพ่อแม่ก็คือ ลูกไม่ยอมนั่งทำการบ้าน หรือทำช้ามากกว่าจะเสร็จ รับรองว่าเจอปัญหานี้ทุกบ้าน บางบ้านโชคดีอาจจะเจอแค่บางวัน แต่บางบ้านทะเลาะกันทุกวันเพราะเรื่องนี้ เรื่องวินัยและการสอนลูกแบบไม่เสียน้ำตาจะเล่าในข้อสุดท้ายนะคะ ข้อนี้เราเน้นเรื่องจัดโต๊ะก่อน การที่จะให้เด็กนั่งทำการบ้านได้นานๆ ที่บ้านควรมีโต๊ะเขียนหนังสือที่นั่งสบายให้เด็กค่ะ โต๊ะควรจัดหันหน้าเด็กนั่งเข้าหากำแพง เพื่อให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น (ที่บ้านจะวางเข้าหน้าต่างแล้วบางทีจะปิดม่านค่ะถ้ากรณีต้องการสมาธิให้เด็ก) เวลาทำการบ้านสิ่งแวดล้อมต้องเงียบที่สุดค่ะ จะช่วยให้เด็กจดจ่อกับงานที่ทำได้นาน

3. เปิดทีวีเลี้ยงลูก บั่นทอนสมาธิมากที่สุด

ข้อนี้อาจจะตรงกับหลายๆบ้าน ทีวีมีประโยชน์ค่ะ ถ้าเป็นรายการดีๆและเด็กโตพอที่จะเรียนรู้จากทีวีรายการต่างๆเหล่านั้นได้ แต่ถ้าเปิดทีวีให้ผู้ใหญ่ดู แล้วเด็กก็อยู่ด้วยตลอด เสียงจากทีวีจะรบกวนโสตประสาทเด็กได้ เด็กๆมักจะหูไวค่ะ ถึงเค้าจะฟังไม่รู้เรื่องแต่เค้าก็ฟัง และยิ่งถ้าลูกมองทีวีไปด้วย ยิ่งบั่นทอนสมาธิมากขึ้นค่ะ เพราะทีวีรายการต่างๆไม่ว่าจะข่าว โฆษณา ละคร การ์ตูน หน้าจอเคลื่อนไหวเร็ว มีภาพและเสียงที่ดังดึงดูดเด็ก เด็กจะนั่งจ้องนิ่งตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสมาธินะคะ เด็กทุกคนเจอหน้าจอแบบนี้จะนิ่งทุกคน แต่มันเป็นการบั่นทอนสมาธิ เพราะพอหลุดจากหน้าจอแล้ว เค้าจะสร้างสมาธิเองได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าเด็กโตหน่อย สัก2-3ขวบ เราอาจจะเลือกสิ่งที่จะให้ลูกดูได้ เช่นDVDสอนภาษาที่มีประโยชน์ หรือเล่นappในแท็บเล็ตต่างๆ แต่การเลือกต้องพิจารณาอย่างดีมากๆค่ะ เพราะบางเรื่องก็ไม่เหมาะกับเด็กเล็กแต่มีวางขายเกลื่อนทั่วไป และเวลาก็ต้องคุมค่ะ ดูมากไปจะเสียสายตาด้วย ไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม.ค่ะสำหรับวัย3ขวบ

4. เดินห้างบ่อยๆ บั่นทอนสมาธิ

ห้างสรรพสินค้ามีทั้งแสง สี เสียง ของที่วางไว้ล่อตาล่อใจเด็กๆมากมาย ถ้าลูกเรามีลักษณะที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ควรเลี่ยงสถานที่ประเภทนี้ค่ะ สังเกตว่าถ้าพาลูกเดินห้าง เค้าจะตื่นตัว วิ่งไปทั่ว วิ่งไม่หยุด แสดงว่าเค้าถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าพวกนี้และมีอาการไม่มีสมาธิแล้ว ทางที่ดีควรเลี่ยงหรือไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ถ้าอยากพาลูกเที่ยวก็เน้นไปแนวธรรมชาติ ภูเขา ทะเล สวนสัตว์ แนวๆนี้น่าจะดีกว่าค่ะ

5. ออกกำลังกาย ยาสร้างสมาธิที่ดีที่สุด

ไม่ใช่แค่เด็กค่ะ แม้แต่ผู้ใหญ่ ลองสังเกตตัวเอง หลังจากที่เราได้ออกกำลังกายมา เราจะรู้สึกสบาย นิ่งขึ้น เพราะการออกกำลังกาย ร่างกายจะปล่อยสารต่างๆและฮอโมนต่างๆที่เป็นประโยชน์กับตัวเราออกมา อันนี้เคยอ่านข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์มาจริงๆค่ะ สารตัวนึงที่ร่างกายปล่อยออกมาหลังจากออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้น ในเด็กก็เช่นกันค่ะ สังเกตว่าถ้าวันไหนเราพาลูกไปวิ่งเล่น ออกกำลังกายเยอะๆ กลับมา ลูกจะนิ่ง อาจเพราะเหนื่อยด้วย แต่เค้าจะไม่ซุกซนและวิ่งพล่าน และถ้าเราสอนอะไรเค้าจะรับได้มากขึ้น จากสมาธิที่เพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ

เล่นกีฬาทุกประเภทสร้างสมาธิได้จริงหรือ? ไม่ทุกประเภทค่ะ ตรงนี้ต้องระวังและหาข้อมูลดีๆก่อนที่จะให้ลูกเล่นกีฬาอะไร เพราะกีฬาบางประเภทเป็นแนวปะทะ จะไม่ช่วยสร้างสมาธิ เช่น ฟุตบอล เทควันโด เป็นกีฬาแนวปะทะ ส่วนกีฬาที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิ เช่น ว่ายน้ำ, ขี่ม้า ค่ะ เพราะเป็นกีฬาที่เป็นแนวออกกำลังกาย ไม่ได้ต่อสู้ แข่ง หรือปะทะกับใครมากนัก การขี่ม้าเป็นการฝึกสมาธิที่ดีให้เด็กๆค่ะ เพราะการที่เด็กจะบังคับตัวเองให้ทรงตัวอยู่บนหลังม้าได้จะต้องใช้สมาธิมากค่ะ

6. กล้ามเนื้อที่แข็งแรง เสริมสร้างสมาธิที่ดี

คงสงสัยว่ากล้ามเนื้อเกี่ยวกับสมาธิยังไง เรื่องนี้ได้ข้อมูลจากหลักการของ Sensory Integration (SI) ลองsearch google คำนี้และหาอ่านเพิ่มเติมดูนะคะ ขอกล่าวถึงแค่เรื่องกล้ามเนื้อและสมาธิเท่านั้นค่ะ การที่เด็กมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ในด้านของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (แขน ขา) มีผลต่อเด็กในกรณีที่เด็กต้องนั่งบนบนเก้าอี้เพื่อทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนานๆ เช่นเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ วาดรูป การที่ต้องนั่งนานๆ เด็กต้องใช้แรงในการฝืนตัวเองอยู่บนเก้าอี้ให้ได้ ซึ่งการต้องฝืนตัวเองนี้ถ้ากล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เด็กจะเมื่อยมากๆ เราลองนึกถึงตอนที่เรานั่งเรียนสมัยอยู่มหาลัยนะคะ บางทีนั่งฟังอาจารย์พูด2-3ชั่วโมง ออกมาเมื่อยและเหนื่อยมากทั้งที่ไม่ได้ลุกไปไหนเลย นั่นคือเราต้องใช้แรงในการนั่งค่ะ เด็กก็เหมือนกัน ถ้าเด็กมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทุกส่วน เค้าจะทรงตัวนั่งได้นานขึ้น การทำกิจกรรมหรือเรียนหนังสือก็จะต่อเนื่อง และส่งผลให้สมาธิดีขึ้นด้วยค่ะ เพราะไม่มีความเมื่อยมารบกวนจิตใจเค้า

การฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (แขนขา)
ทำได้โดยการออกกำลังกายกลางแจ้งค่ะ เช่น วิ่งเล่น ขี่จักรยาน แต่ถ้าหน้าฝนแบบนี้ หรือแดดแรงๆในเมืองไทยบ้านเรา การออกกำลังกลางแจ้งบางทีก็ไม่สะดวก วิธีฝึกกล้ามเนื้อง่ายๆเล่นในบ้านได้ก็มีค่ะ เช่น การเดินหมี ลองนึกถึงหมีเวลาเดินนะคะ คือให้เด็กวางมือบนพื้น และวางขาบนพื้น ยกตัวขึ้นขนานกับพื้น แล้วเดินค่ะ เป็นท่าที่ฝึกกล้ามเนื้อได้ดีทุกส่วน เดินอย่างเดียวอาจไม่สนุก อาจให้เดินแล้วเล่นเกมส์ไปด้วย เช่นเดินไปหยิบpuzzleมาต่อทีละชิ้น เด็กจะสนุกมากขึ้น

การฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก(นิ้วมือ)
กล้ามเนื้อมัดเล็กสำคัญมากค่ะ ในการจับดินสอเขียนหนังสือ เด็กที่กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง สังเกตได้จากเค้าจะจับดินสอได้แน่น และมีแรงกดในการเขียนหนังสือ ตัวหนังสือสวย และนั่งเขียนได้นาน วิธีการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง ในเด็กเล็กหน่อย 1-2ขวบ เช่น การปั้นแป้งโดว์ ปั้นดินน้ำมัน ร้อยลูกปัดใหญ่ ต่อเลโก้ชิ้นใหญ่ ถ้าเด็กโตหน่อย ก็ให้ต่อเลโก้ชิ้นเล็กลงเรื่อยๆตามวัยค่ะ

7. อ่านหนังสือ ช่วยสร้างสมาธิและจินตนาการ

การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ได้ประโยชน์มากมายหลายอย่างค่ะ ทั้งลูกจะได้ภาษา พูดเก่ง ได้จินตนาการตามเรื่องราวในหนังสือ สร้างสมาธิให้จดจ่อกับหนังสือข้างหน้าตัวเอง และที่สำคัญได้ความอบอุ่นจากพ่อแม่มากมาย หาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง อย่างน้อยวันละเล่มก็ยังดีค่ะ อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราและลูกพร้อม แม่ต้องbuildอารมณ์สนุกสนาน ใส่เสียงที่สนุก ลูกจะสนุกและนั่งฟังได้จนจบเล่มค่ะ สำหรับเด็กเล็ก อ่านไปทำท่าประกอบไป เด็กจะสนุก สำหรับเด็กโต อ่านแล้วโยงกับชีวิตจริงของเค้า ยกตัวอย่างประกอบไปด้วย หรือถามคำถามไปด้วย จะช่วยกระตุ้นเซลสมองให้เค้าคิดและจินตนาการตามไปด้วยค่ะ

8. วาดรูปเสริมสร้างสมาธิ

ปล่อยให้เด็กได้วาดเขียน ลากเส้น วาดรูป อิสระ ตามใจเค้า จะทำให้เค้านิ่ง อยู่กับตัวเอง ปล่อยความคิดและจินตนาการของตัวเอง เป็นการเสริมสมาธิไปในตัวค่ะ อย่าไปบังคับกะเกณฑ์ว่าต้องวาดตามแบบหรือวาดให้สวย ปล่อยเค้าเท่าที่จะทำได้ค่ะ เพราะโตขึ้นเข้ารร. เค้าต้องโดนบังคับให้วาดอีกเยอะค่ะ เล็กๆเราปล่อยไปก่อนค่ะ

ส่วนวิธีวาดรูปฝึกสมาธิอันนี้ได้มาจากครูนัท(สอนศิลปะด้วยเพลง) ครูนัท เสวิกุล แนะนำมาว่า ให้น้องวาดเส้นตามขอบของกระดาษ ชิดขอบของกระดาษแล้ววนไปเรื่อยๆค่ะ จะเป็นการฝึกให้มีสมาธิมากขึ้น

9. ฟังนิทาน สร้างสมาธิและจินตนาการ

ข้อนี้อาจคิดว่าซ้ำกับข้ออ่านหนังสือ แต่จริงๆไม่ซ้ำค่ะ อ่านหนังสือคือมีหนังสือตรงหน้าเด็กให้เค้ามองภาพตามได้ แต่การฟังนิทานในข้อนี้คือ การฟังอย่างเดียว ไม่มีหนังสือประกอบ วิธีที่เราใช้คือ เปิดนิทานในCDให้น้องฟังในรถค่ะ อาจจะใช้เวลาตอนนั่งรถไปโรงเรียนก็ได้ค่ะ เลือกนิทานที่เหมาะกับวัยเด็ก เริ่มต้นควรเป็นนิทานที่ฟังง่ายๆก่อน บทบาทไม่ซับซ้อน ถ้ามีเพลงประกอบจะดึงความสนใจเด็กได้มากขึ้น ระหว่างฟังนิทานเด็กจะนิ่งและใช้จินตนาการวาดภาพในสมองตามไปด้วย จะทำให้เค้าเป็นเด็กช่างคิด ช่างถาม จะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย พ่อแม่ต้องตอบคำถามเค้านะคะ อย่าปล่อยให้เค้าถามเก้อ เค้าจะไม่อยากถามหรืออยากคิดอีก วิธีตอบคำถามที่เราใช้บ่อยคือ การถามกลับ เช่น แล้วลูกคิดว่ายังไง ส่วนใหญ่เด็กจะตอบกลับมาได้ค่ะ (สรุปคือเค้ารู้คำตอบอยู่แล้วแต่เค้าอยากถามให้เราตอบเค้า) บางครั้งเราใช้การตอบคำถามของเราสอดแทรกคำสอนของเราเข้าไปได้ค่ะ เพราะบางทีอยู่เรามานั่งสอนลูกเค้าจะไม่ฟัง แต่ถ้าเค้าถาม เค้าจะตั้งใจฟังคำตอบ จังหวะนี่หละค่ะเราแอบใส่สิ่งที่เราอยากสอนอยากบอกเข้าไปเลยค่ะ

10. จังหวะ วินัยและตารางเวลา

การสอนลูกให้ได้ผลดีต้องดูจังหวะด้วยค่ะ ถ้าเด็กอยู่ในช่วง หิวและง่วง เค้าจะเบื่อ งอแง ไม่อดทน สมาธิจะไม่มีแน่นอน ไม่ว่าพ่อแม่จะตั้งใจสอนอะไรแค่ไหน เด็กก็จะไม่รับ เพราะฉะนั้น ให้เด็กกินอิ่ม นอนหลับให้เพียงพอ ให้เค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ จะทำให้เค้าสนใจและตั้งใจรับสิ่งที่เราสอนได้มากขึ้นค่ะ และควรดูอารมณ์ของลูกด้วยค่ะ ผู้ใหญ่เรายังมีช่วงอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด ไม่อยากทำอะไร เด็กก็เหมือนกันค่ะ บางวันเค้าก็หงุดหงิดบ้าง อาจเพราะอากาศร้อน อบอ้าว หรืออะไรก็ตามแต่ เราก็ดูจังหวะค่ะ ถ้าสอนเค้าแล้วเค้าไม่รับ ก็ต้องถอยทัพกันก่อนค่ะ เมื่อเด็กพร้อมค่อยว่ากัน

สิ่งที่จะช่วยให้การสอนลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้น คือวินัยและตารางเวลาค่ะ วินัยคือการทำอะไรเป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ เทคนิคคือ ถ้าเราอยากสอนการบ้านลูกหรือให้ลูกดูบัตรคำทุกวัน โดยที่ลูกไม่อิดออด เราก็ทำทุกวันให้เป็นวินัย เช่นช่วงเช้า ลูกนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาทานนมหรือข้าวแล้ว ก็สอนกันเวลานี้ทุกวัน บางวันลูกอาจไม่รับ ก็สอนน้อยหน่อย แล้วก็ค่อยๆยืดเวลาเท่าที่เด็กจะรับได้ พยายามทำสม่ำเสมอทุกวัน เด็กจะชินและเรียนรู้ว่าเวลานี้คือเวลาเรียนหรือทำกิจกรรมนี้กับแม่ วิธีนี้ได้ผลมากค่ะ เมื่อเด็กสามารถนั่งเรียนกับพ่อแม่ได้ทุกวัน แค่วันละนิดหน่อย ก็จะช่วยให้เค้ามีสมาธิมากขึ้นทุกวันค่ะ

เพิ่มเติมนะค่ะ เพิ่งได้ข้อมูล สูตร45วัน เค้าบอกว้าถ้าให้เด็กทำอะไรซ้ำๆทุกวันต่อเนื่อง(ห้ามหยุด)45วันต่อเนื่อง เด็กจะติดเป็นนิสัยไปเองค่ะ เช่นแปรงฟัน ดื่มนมกล่อง นั่งทำการบ้าน ฯลฯ ส่วนตัวคิดว่าได้ผลค่ะ ไม่มากก็น้อย
โดย: เจ้าบ้าน [10 เม.ย. 57 11:01] ( IP A:171.97.52.66 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน