#‎ผมรู้สึกรักแม่ไปตามหน้าที่ก็เท่านั้น‬
   #‎ผมรู้สึกรักแม่ไปตามหน้าที่ก็เท่านั้น‬

มีเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งมาเล่าให้ฟังเป็นข้อคิดครับ

(ขอดัดแปลงข้อมูลบางส่วน เพื่อรักษาความลับครับ)

พ่อแม่ พาลูกชายวัยรุ่น ม.ปลาย ชื่อชิน (นามสมมติ)
มาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีปัญหาอารมณ์ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูก

ครอบครัวนี้ทำธุรกิจ มีฐานะดี มีลูก 2 คน
ชินเป็นน้องคนเล็ก มีพี่สาว 1 คน อยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว

ชินเป็นเด็กเรียนดีระดับหัวกะทิของจังหวัด สอบเข้าโรงเรียนชื่อดังซึ่งอยู่อีกจังหวัดได้
ชินพักอยู่ที่คอนโดใกล้โรงเรียนที่พ่อแม่ซื้อให้โดยเฉพาะ
จะกลับบ้านนานๆครั้งช่วงวันหยุดยาว ส่วนใหญ่พ่อแม่จะสลับกันไปเยี่ยม

ปัญหาอารมณ์ของชินคือ แม่ไม่สามารถพูดอะไรได้ ชินจะหงุดหงิดรำคาญขึ้นมาทันที
(แม้ว่าแม่จะพูดดีๆ และไม่ได้ตำหนิอะไร)
จนลงเอยด้วยการทะเลาะกันบ่อยๆ

บางครั้งด้วยอารมณ์ แม่จะหลุดพูดถ้อยคำที่รุนแรงออกมา เช่น
“มันเวรกรรมอะไรที่มีลูกแบบนี้, ชาติหน้าอย่าได้เป็นแม่ลูกกันอีก”

จนความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแย่ลงเรื่อยๆ และแม่เองเกิดภาวะซึมเศร้าตามมา
ส่วนชินกับพ่อ ถึงไม่ได้ทะเลาะกัน แต่พ่อก็ไม่สามารถจะปรามชินได้เช่นกัน

ช่วงที่แม่ไปเยี่ยมที่คอนโด ชินก็ไม่ได้สนใจแม่แต่อย่างใด
แม่พยายามเอาใจ ไม่บ่น ปรนนิบัติ ทำความสะอาดห้องให้ ซักผ้าให้
บางครั้งแม่ก็ซักผ้าไปทั้งน้ำตา กับคำพูดของลูกที่ว่า “แม่จะมาทำไม”
หรือเมื่อชินกลับบ้าน ก็มักจะบอกว่า ไม่อยากกลับมาเลย
อยู่บ้านแล้วมันอึดอัด เห็นหน้าแม่แล้วหงุดหงิด!!

อ่านมาถึงตรงนี้ สงสัยมั้ยครับว่า ชินเติบโตมากับการเลี้ยงดูแบบไหน
..........................................
..............................
....................
..............
........

ชินเล่าให้ผมฟังว่า ตั้งแต่เล็กๆ ชินเห็นภาพพ่อแม่ทำงานหนักมาตลอด
เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพี่เลี้ยง ไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน เล่น ไปเที่ยวกันเท่าไหร่
ไม่มีช่วงที่อยู่พร้อมหน้าทั้งพ่อแม่ลูก เพราะพ่อกับแม่ต้องสลับกันคุมกิจการ

ส่วนแม่เองก็เล่าให้ผมฟังแบบเดียวกัน ว่าทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาดูแลลูก
ช่วงอยู่ด้วยกัน แม่จะเข้มงวด ควบคุมเยอะ
และวางแผนอนาคตให้ลูกเรียนบริหารธุรกิจเพื่อสืบทอดกิจการที่พ่อแม่สร้างขึ้น

ตอนชินเด็กๆ ชินเป็นคนเชื่อฟัง เรียบร้อย เรียนเก่ง
จนเมื่อเข้าวัยรุ่นตอนม.ต้น ชินเริ่มปลดแอกตัวเอง
ทำแทบทุกอย่างที่จะเป็นการละเมิดกฎ นอนดึก ตื่นโรงเรียนสาย ติดเกม ไม่รับผิดชอบหน้าที่ตัวเอง
และพ่อแม่ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้

แต่ถึงกระนั้น แม้จะไม่ขยัน แต่ด้วยระดับสติปัญญาที่ดี
ชินสามารถสอบเข้าเรียนม.ปลาย ที่โรงเรียนชื่อดังได้ไม่ยาก
และขอแยกบ้านไปอยู่คอนโดทันที

เมื่อผมถามชินว่า ชินรู้สึกยังไงกับแม่ ชินบอกว่า

“ก็คงรักมั้งครับ รักไปตามหน้าที่ลูก แต่รำคาญมากกว่า”

ผมจึงตั้งคำถามที่ท้าทายความรู้สึกให้มากขึ้นว่า
ถ้าหากวันนึง แม่ของชินจากไปไม่มีวันกลับ ชินจะเป็นยังไง

“ก็คงเสียใจครับ แต่คงไม่นาน ไม่รู้สิครับ มันควรจะต้องรู้สึกมากกว่านี้ใช่ไหม
แต่ไม่รู้ทำไมผมไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับแม่เลย
เหมือนต่างคนต่างอยู่ เป็นแค่คนร่วมชายคาบ้านเท่านั้น”

ผมถามว่าชินจำโมเมนต์ดีๆระหว่างเค้ากับแม่ในวัยเด็กอะไรได้บ้าง
ชินทำท่านึกสักพัก และตอบคำถามที่สร้างความประหลาดใจคือ

ผมจำอะไรไม่ได้เลย หรือไม่มีมั้ง? จำได้แต่ภาพแม่ที่ทำงานและบังคับเค้าให้เรียน
แต่คำพูดที่แม่บอกเค้าว่า ไม่น่าเกิดมาเป็นลูก คงจะจำไปได้ทั้งชีวิต!

เมื่อถามถึงอนาคตว่าชินอยากจะทำอะไร ชินตอบว่า ก็คงไม่ทำอะไร เรียนๆไปอย่างนั้น
เพราะสมบัติที่พ่อแม่มี คงทำให้เค้าสบายได้ทั้งชีวิตอยู่แล้ว

แม่ของชินบอกผมว่า รู้สึกว่าตัวเองเลี้ยงลูกผิด
ที่ไม่มีเวลาให้ลูก และบังคับลูกมากเกินไป ทำให้ไม่สนิทกับลูก
ตอนนี้ไม่ว่าแม่จะพยายามทำดี ใช้เวลากับลูกให้มากเท่าไหร่
ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ลูกกลับยิ่งตีตัวออกห่าง และมีท่าทีรังเกียจ

....แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อร่างสร้างมาทั้งชีวิต เพื่อเป็นทุนให้ลูกสุขสบาย จะมีประโยชน์อะไร
ถ้าแม่กับลูกต้องอยู่ด้วยกันในสภาพเช่นนี้...

อ่านมาถึงตอนนี้ รู้สึกยังไง และได้ข้อคิดอะไรจากครอบครัวนี้บ้างครับ
……………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………..
………………………………………………
……………………………
………………..
………..

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ

- หากการให้ความรักลูก คือ การดูแลลูกให้สุขสบาย
โดยใช้เวลาไปเพื่อ "เลี้ยงงาน" แต่ที่ไม่มีเวลาได้ “เลี้ยงลูก”
จะมีผลต่อความผูกพันทางอารมณ์แบบห่างเหิน ระหว่างสมาชิกในครอบครัว
ความผูกพัน ต้องสร้างตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ จะมาพัฒนาตอนลูกโต เป็นเรื่องที่สายเกินไป
และอย่าลืมว่าเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้

- หากการให้ความรักลูก คือ การดูแลลูกให้สุขสบาย
โดยทำงานหนักๆหาเงิน มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูๆ
มีข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้ลูกอยู่อย่างสะดวกสบาย
โดยไม่ได้สอนให้ลูกเรียนรู้ความอดทน ความยากลำบาก

เรากำลังทำให้ลูกเข้าใจว่า พ่อแม่มีหน้าที่ให้เงินใช้ ให้วัตถุ
ลูกจะกลายเป็นคนขาดความมุ่งมั่นพยายาม โดยไม่ต้องทำอะไร
(ซึ่งน่าเสียดายศักยภาพด้านสติปัญญา หากไม่ได้นำมาใช้ให้เต็มความสามารถ)
ความผูกพันก็จะเป็นแบบห่างเหิน โดยมีวัตถุเป็นสื่อ ไม่ใช่ความรัก
ลูกอาจรักพ่อแม่เพราะเป็นผู้ให้เงิน ไม่ได้ผูกพันแบบลึกซึ้ง

- การเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด บังคับ ควบคุมมากเกินไป
ตอนเด็กๆอาจไม่เป็นปัญหามาก เพราะลูกยังต้องพึ่งพิงพ่อแม่ จึงยอมตามเพราะไม่มีทางเลือก
แต่เมื่อลูกโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ลูกจะแสวงหาความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง
และตอนนั้น พ่อแม่จะไม่สามารถไปควบคุมอะไรลูกได้อีก
เพราะยิ่งควบคุม ลูกก็จะยิ่งถอยห่างและต่อต้าน
เพราะไม่อยากจะกลับไปรู้สึกโดนบังคับแบบตอนเด็กๆอีก

- จะมีอะไรสำคัญกว่าความรัก ความผูกพัน และสายใยในครอบครัว
ช่วงเวลาดีๆระหว่างพ่อแม่กับลูก จะเป็นพลังใจ ขุมพลังอันสำคัญที่ลูกจะคิดถึงมัน
และทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขและไม่ย่อท้อ
ซึ่งเงินทองมากมายขนาดไหน ก็ไม่สามารถหาซื้อได้

- ในทางตรงกันข้าม ความห่างเหิน ช่วงเวลาแย่ๆที่มีต่อกัน
คำพูดบางอย่างที่เราเผลอพูดไปตอนโมโหสุดขีด
อาจเป็นตัวก่อเกิดความทุกข์ ความรู้สึกไร้ค่า และความเกลียดชังต่อกันก็เป็นได้
โดย: เจ้าบ้าน [25 พ.ค. 58 21:05] ( IP A:58.11.17.47 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน