“ ความรู้สึกผิดในใจ เกิดขึ้นได้เสมอ”
   “ ความรู้สึกผิดในใจ เกิดขึ้นได้เสมอ”

มีคุณแม่ท่านหนึ่งพาลูกชายอายุ 8 ขวบมาปรึกษาด้วยปัญหาลูก อารมณ์หงุดหงิดง่าย เมื่อถามประวัติเพิ่มเติมพบว่า น้องมีอาการชักตั้งแต่ 8 เดือน ต้องกินยาต่อเนื่องจนปัจจุบัน ส่งผลให้น้องมีพัฒนาการช้ากว่าวัย 3-4 ปี ทุกวันนี้ เวลาไม่ได้ดังใจเค้ามักจะอาละวาด บางครั้งแม่ขัดไม่ได้ ด้วยความสงสารจึงให้ตามที่เค้าต้องการ ยิ่งให้เค้าก็ยิ่งอาละวาด
แม่เริ่มเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกแม่ไม่ตั้งใจที่จะมีลูกคนนี้เพราะช่วงนั้นไม่พร้อมหลายอย่าง ทำให้ช่วงท้องแม่เครียดมาก หงุดหงิดง่าย พอคลอดมาเค้าเป็นเด็กเลี้ยงยาก กินยาก นอนยาก ต่อมายังมีอาการชักต่อเนื่อง เข้าออกรพ.บ่อย สุดท้ายแม่ต้องออกจากงานเพื่อดูแลเค้าใกล้ชิด พอโตขึ้นเริ่มเอาแต่ใจ พูดไม่ฟัง แม่หงุดหงิดใส่เค้าบ่อยๆ เค้ายิ่งแรงใส่แม่ ตั้งแต่เค้าเกิดมาแม่รู้สึกเหนื่อยมากในการดูแลลูกคนนี้ ขณะพูดแม่เริ่มน้ำตาซึม ป้าหมอจึงถามว่า ลึกๆคุณแม่รู้สึกอย่างไรกับลูกคนนี้ แม่บอกว่า "สงสารลูกคนนี้มาก รู้สึกผิดกับลูกคนนี้ แม่คิดว่าที่น้องเป็นแบบนี้เพราะมีส่วนจากแม่ไม่พร้อมที่จะมีเค้าทำให้เครียดช่วงท้องมาก เค้าจึงป่วยบ่อย พัฒนาการก็ช้ากว่าเด็กคนอื่น เป็นเด็กขี้โมโห เราเองก็ชอบโมโหใส่เค้าอีก ” เมื่อถึงตรงนี้คุณแม่เริ่มร้องไห้ " พอเค้าเป็นแบบนี้ยิ่งสงสารเค้า เวลาอาละวาด จึงไม่กล้าขัดใจ "

ความรู้สึกผิดในใจ คาดว่าคงเกิดกับคุณแม่หลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็น รู้สึกไม่มีเวลาให้ลูกมากพอ , ดูแลเค้าไม่ดีพอ , บังคับ ดุว่า เค้ามากไป , หรือ มีส่วนทำให้เค้าเกิดมาแตกต่างจากเด็กคนอื่น การที่เราโทษตัวเอง มองตัวเองไม่ดี บ่อยๆ ส่งผลให้อารมณ์จิตใจแย่ลง จน ถึงขั้นซึมเศร้าได้ ที่สำคัญ ส่งผลต่อการดูแลเหมือนคุณแม่ท่านนี้ด้วย

ทำอย่างไรที่เราจะลดความรู้สึกผิดในใจได้

1. “ no body perfect “
ไม่มีลูกคนไหน perfect
ไม่มีพ่อแม่คนไหน perfect
ไม่มีครอบครัวไหน perfect
เราก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่เรายอมรับมันได้หรือไม่ เท่านั้นเอง ลองยอมรับในความ ไม่perfect ของเราบ้าง จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น

2. ให้อภัยตัวเองเป็น
ทุกคนทำผิดกันได้ แม้คนที่เป็นคนดีก็มีโอกาสเลือก choice ผิดได้ เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ เราทำผิดร้ายแรงขนาดที่ให้อภัยตัวเองไม่ได้เลยหรือ? ลองถามตัวเองดู บ่อยครั้งเรามักจะให้อภัยคนอื่นได้ แต่มักลืมให้อภัยตัวเอง

3. “สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ”
เหตุการณ์เดียวกันเรามองได้ทั้งบวกและลบ ขึ้นอยู่จะมองมันแบบไหน เรามักจะพูดว่า โชคร้ายที่ลูกเป็นแบบนี้ โชคร้ายที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ลองเปลี่ยนคำว่า “โชคร้าย” เป็น “ โชคดี “ ดีมั้ยค่ะ คุณแม่คนนี้ ป้าหมอลองถามว่า ตั้งแต่ลูกคนนี้เกิดมามีอะไรที่ดีเกิดขึ้นบ้าง คุณแม่นั่งนึก บอกว่า เมื่อก่อนคุณแม่เป็นคนใจร้อน หงุดหงิดง่าย ตั้งแต่มีลูกใจเย็นขึ้นเยอะ อดทนมากขึ้น ขนาดคุณพ่อก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลง ช่วงหลังลูกไปรร. มีเวลาว่าง ได้ไปร่วมกิจกรรมอาสาสมัครกับคนในหมู่บ้าน ทำให้แม่มีสังคมมากขึ้น คลายเครียดไปได้บ้าง
ฉะนั้นการมองมุมบวก ย่อมทำให้เรายิ้มได้แม้ปัญหายังคงอยู่

4. ชื่นชมตัวเองได้
เราไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุด เก่งที่สุด แต่เราเป็นแม่คนหนึ่งซึ่งรักลูกและพยายามทำสิ่งดีๆให้เค้าเท่าที่เราจะทำได้ ชื่นชมในความเป็นแม่ของเรา ชื่นชมในความอดทนของเรา ชื่นชมในความเข้มแข็งของเรา และสุดท้ายอย่าลืมที่จะขอบคุณตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง อยู่เสมอ

เมื่อเรารู้สึกลดความผิดในใจลงไปได้ เราก็พร้อมที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง แก้ไขสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น
โดย: เจ้าบ้าน [2 มิ.ย. 56 2:29] ( IP A:58.9.81.96 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน