Wolfgang Amadeus Mozart 1756-1791
   

โดย: อ.สุวรรณ [27 ก.ย. 48 23:53] ( IP A:210.203.182.31 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    โมสาร์ท เป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง ที่มีอัจฉริยภาพทางดนตรีมาแต่กำเนิด เมื่อเขายังเล็ก ๆ อยู่นั้น มักจะไปยืนเกาะฮาร์พชิคอร์ด ดูพ่อกำลังสอน Nanner พี่สาวของเขาให้เล่นคลาเวียร์อยู่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ดูไปดูมาก็นึกอยากเล่นได้อย่างพี่สาว ก็เลยเอ่ยปากขอพ่อเล่นบ้าง แต่พ่อบอกว่ายังเล็กอยู่จะเล่นเห็นจะไม่เหมาะ ขอให้โตกว่านี้อีกหน่อยซิพ่อจะสอนให้ เมื่อโมสาร์ทอายุได้ ๔ ขวบ พ่อก็เริ่มฝึกหัดให้เขาเรียนดนตรีอย่างจริงจัง โมสาร์ทสามารถเรียนรู้อะไร ๆ จากพ่อได้อย่างรวดเร็ว หูของเขาสารมารถฟังเสียงดนตรีได้อย่างแม่นยำ และบอกเสียงต่าง ๆ ได้ถูกต้อง พ่อเริ่มเห็นความสามารถพิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้ลูกชายของเขาแล้ว จึงได้ตั้งใจทุ่มเทเวลามาฝึกหัดและวางรากฐานทางดนตรีตลอดจนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกต้องให้แก่ลูกชายของเขา โวท์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ค.ศ.๑๗๕๖ (พ.ศ.๒๒๙๕) ที่เมืองชาลสเบอร์ก (Salzburg) ออสเตรีย เป็นลูกชายของ เลโอโปลด์ โมสาร์ท (Leopold Mozart) นักดนตรีผู้มีชื่อเสียงของออสเตรีย เป็นนักแต่งเพลงและครูสอนดนตรีมีความสามารถทางไวโอลินเป็นเยี่ยม มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีประจำสำนักของอาร์ชบิชอพ ที่ ชาลสเบอร์ก (Salzburg Archbishop) แม่ชื่อ เฟรา อันนา โมสาร์ท เป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่พอใจในงานแม่บ้านแม่เรือนและมีความรักลูก ๆ เหมือนแม่ทั้งหลาย โมสาร์ท มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน แต่ตายไปเสีย ๕ คน คงเหลือแต่เพียงมาเรียแอนนา (Maria Anna) หรือ Nannerl พี่สาวซึ่งมีอายุแก่กว่าเขา ๙ ปี และตัวของเขา เพียง ๒ คนเท่านั้น เด็กน้อยโมสาร์ท เป็นคนที่รูปร่างสง่า มีใบหน้าสวย มีริมฝีปากงามละไม จมูกโด่ง มีแววตาอ่อนโยนคล้ายผู้หญิง มีกิริยาละมุนละม่อม สงบเสงี่ยมและเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เมื่ออายุเพียง ๕ ขวบเท่านั้น โมสาร์ท ก็มีความสามารถในการแต่งเพลงได้แล้ว เพลงแรกที่เขาแต่งนั้นคือการแต่งเติมเพลง minuet (มินูเอ็ด) ของพ่อที่ได้แต่งค้างไว้ยังไม่เสร็จ ทำความประหลาดใจแก่ผู้ได้ฟังเป็นอย่างมาก เมื่ออายุ ๖ ปี ในวันเกิดนั้น โมสาร์ท ได้รับไวโอลินเล็ก ๆ อันหนึ่ง เป็นของขวัญ จึงได้เริ่มเอาใจใส่กับเครื่องดนตรีชิ้นนี้ และของร้องให้พ่อสอนให้ แต่พ่อไม่เอาใจใส่บอกว่าเพียงแต่การเล่นคลาเวียร์และการแต่งเพลงก็นับว่ามากพออยู่แล้ว แต่โมสาร์ทก็ไม่ยอมแพ้ จึงได้พยายามฝึกฝนด้วยตนเอง ต่อมาไม่นานนัก โมสาร์ท ก็แสดงความสามารถทางไวโอลิน ให้ปรากฎในวันหนึ่ง ขณะที่มีการเล่นดนตรีกันที่บ้าน มีนักดนตรีมาร่วมเล่นกับพ่อของเขาด้วย โมสาร์ทขอร่วมวงด้วยพ่อไม่อนุญาต แต่ทนความรบเร้าของลูกชายไม่ไหวก็เลยอนุญาตให้เล่นด้วย แต่ให้เล่นเพียงเบา ๆ เมื่อเพลงทริโอเริ่มเล่นได้สักครู่ ทุกคนก็ต้องประหลาดใจเพราะโมสาร์ทสามารถเล่นได้อย่างมหัศจรรย์ ทุกคนพากันหยุดหล่น ได้แต่มองดูตากันไปมา และปล่อยให้โมสาร์ทเล่นไปคนเดียวจนจบเพลงจากความสามารถของโมสาร์ทครั้งนี้ ทำความทึ่งให้แก่พ่อของเขาไม่น้อย การศึกษาทางไวโอลินของโมสาร์ จึงดำเนินไปอย่างจริงจังและพ่อก็ทำการซ้อมเล่นไวโอลินให้เข้าพร้อมกับ Nannerl พี่สาวเกือบทุกวัน พ่อของโมสาร์ท ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปั้นให้ลูกชายเป็นนักไวโอลินเอกของโลกให้ได้ โมสาร์ท นอกจากจะมีความสามารถในการเล่นไวโอลินแล้ว ยังสามารถในการเล่นดนตรีชนิดอื่นอีก เช่น ออร์แกน คลาเวียร์ เพลงที่เขาแต่งก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของวิชาดนตรีทุกประการ เมื่อพ่อได้ประจักษ์ในความสามารถของลูกชายแล้ว จึงพาโมสาร์ทพร้อมด้วยมาเรียแอนนาออกเดินทางไปแสดงดนตรีในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ทั่วยุโรป ปรากฎว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงามทุกแห่ง ผู้ฟังชื่นชมในอัจฉริยภาพของโมสาร์ทน้อยอยู่ทั่วกัน ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงรุ่งโรจน์มาตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้รับความยกย่องนับถือจากวงสังคมทุกแห่ง ตั้งแต่ประชาชนคนเดินถนนจนถึงราชสำนัก โมสาร์ทได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง เช่น ออสเตรีย เยอรมันนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเดินทางไปแสดงดนตรีครังนี้ พ่อของโมสาร์ทต้องการให้ลูกสาวได้มีโอกาสแสดงฝีมือทางดนตรีและเป็นการท่องเที่ยวไปด้วย
โดย: อ.สุวรรณ [24 ม.ค. 49 23:37] ( IP A:210.203.180.177 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    สถานที่แห่งแรกของการเดินทางในครั้งนี้คือ เมืองมิวนิค ที่นั่น Mozart และพี่สาวได้เล่นดนตรีถวายเจ้าชายแห่งบาวาเรีย และ พระเจ้าโยเซฟที่ ๓ จากนั้นก็ได้เดินทางไปเล่นดนตรีถวายพระนางมาเรีย เทเรซ่าที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ซึ่งถือว่าเป็นราชินีที่ยื่งใหญ่พระองค์หนึ่งในยุคสมัยนั้น Mozart ได้รับการจุมพิตจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ ที่ได้ประทานให้แก่ Mozart ด้วยความเอ็นดู แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Mozart ลืมไม่ลงคือระยะเวลาที่อยู่แสดงดนตรีในกรุงเวียนนานั้น Mozart ได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระนางมาเรียเทเรซ่า ในขณะนั้น Mozart มีอายุเพียง ๖ ขวบ พระราชธิดาพระองค์หนึ่งของพระรางมาเรียเทเรซ่าได้ให้ความสนิทสนมต่อเขาเป็นอย่างมาก เคยกอดรัด Mozart เคยปลอบประโลมให้เขาหายเศร้า เป็นเพื่อนที่ดีของเขาในยามทุกข์และยามสุข ซึ่งจะเห็นได้ว่าครั้งหนึ่ง Mozart เข้าเฝ้าพระนางมาเรียเทเรซ่าซึ่งมีพระราชโอรสและพระราชธิดาอยู่พร้อมหน้ากัน Mozart ได้สะดุดดาบที่แขวนขณะที่แต่งเครื่องแบบเต็มยศเข้าเฝ้า เพราะด้วยความไม่คุ้นเคย พระราชธิดาพระองค์นั้นได้เข้าไปปลอบเขาซึ่งกำลังร้องไห้คลายได้ Mozart เองก็รู้สึกซาบซึ้งในมิตรภาพของพระราชธิดามากจึงได้กล่าวออกมาตามประสาเด็กๆออกมาว่า เขาขอสัญญาว่าเมื่อเขาโตเป็นหนุ่มเขาจะขอแต่งงานกับพระนาง แต่ Mozart ในขณะนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาได้พูดอะไรออกไปและพระราชธิดาพระองค์นั้นในเวลาต่อมาได้เป็นพระราชินีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกที่มีพระนามว่า มารี อังตัวเนตต์ (Marie Antoinette) ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ แห่งฝรั่งเศษนั่นเอง

โดย: อ.สุวรรณ [21 ก.พ. 49 22:33] ( IP A:210.203.176.109 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    จากการได้รับการจุมพิตจากพระนางมาเรียเทเรซ่า และการโอบกอดจากพระราชธิดา ควรนับได้ว่าเป็นสัญญลักขณ์ที่ดีและรุ่งโรจน์สำหรับ Mozart อย่างยิ่ง แต่อนิจจา สวรรค์หาได้โอบอุ้มชีวิตของเขาตลอดไปไม่ สวรรค์ช่างใจร้ายเหลือเกิน พรสวรรค์ที่ประทานแก่ Mozart ในทางดนตรีเกือบไม่มีความหมายต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะสวรรค์มิได้ประสาทพรในด้านของความรักให้แก่เขาเลย ดังนั้นแม้ว่า Mozart จะเป็นคนรูปหล่อ น่ารัก เฉลียวฉลาด และมีอัจฉริยะในทางดนตรีก็ตาม แต่ในด้านของความรักแล้ว Mozart ค่อนข้างจะอาภัพ ซึ่งเราจะได้ดูกันต่อไป
สำหรับงานทางดนตรี ในระหว่างที่ Mozart ยังเป็นเด็กนั้นเป็นงานที่มีผลทำให้วื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่งทั้งยุโรป จักรพรรดิ์ฟรังซิส Emperor Francis ถึงกับทรงเรียกเขาว่า ผู้วิเศษน้อย Little master Wizard เมื่ออายุได้เพียง ๘ ขวบก็แต่งบท Symphony ได้สำเร็จ
ในการเดินทางไปแสดงดนตรีที่ อิตตาลีนั้น Mozart ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสมาคมวื่อ Philharmonic Society ในเมือง Bologna แต่ก็ยังไม่ได้รับเกียรติเท่าที่ควร เนื่องจาก Mozart ยังเป็นเด็กอยู่ สันตปาปาก็ทรงชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็น Cavalier และเป็น Knight of the Golden Cross อีกด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้ เคยให้กับ คริสโดฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ ๑๔ ปีก่อนหน้านี้

โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 21:29] ( IP A:210.203.182.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    อิตาลี ในสายตาของโมสาร์ท เป็นนครที่เขารักมากที่สุดในชีวิต กล่าวได้ว่า โมสาร์ทหลงไหลใฝ่ฝันต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของอิตาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปรากร (Opera) ของอิตาลี แม้กระทั่งชื่อโมสาร์ทก็พยายามเปลี่ยนให้เหมือนชาวอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลางซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน ตอนนั้นโมสาร์ทหายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด จนมีผู้กล่าวว่าโมสาร์ทถูกมนต์ขลังของอิตาลีครอบงำจิตใจเสียแล้ว อนาคตอันบรรเจิดจ้า เปล่งแสงงามระยับรอคอยโมสาร์ทอยู่ตลอดมานั้น ดูเหมือนจะดับวูบลงโดยกระทันหัน เพราะหลังจากที่โมสาร์ทและพ่อกลับมา ชาลสเบอร์กแล้ว ก็ได้เข้าไปเล่นไวโอลินอยู่ในวง Orcheatra ของ อาร์ชบิชอบ ซึ่งมีน้ำใจกว้างขวาง โอบอ้อมอารี แต่แล้ว - - - อาร์ชบิชอบ ผู้อารีก็สิ้นชีวิตลง ขณะที่ อาร์ชบิชอบ ไฮโรนีมุส (Archbishop Heironymus) ผู้อารียังมีชีวิตอยู่นั้น ได้สนับสนุนให้โมสาร์ท กับพ่อได้เดินทางไปเล่นไวโอลินที่ต่าง ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้สองพ่อลูกได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงและมีรายได้ไม่ขาดระยะ เมื่อ Heironymus ตายไป Colloredo ได้ดำรงตำแหน่งแทน โมสาร์ทและพ่อถูกห้ามไม่ให้เดินทางไปเล่นไวโอลินโดยคำสั่งของท่านอาร์ชบิชอบคนใหม่ ดังนั้นโมสาร์ทจึงจำต้องลาออกจากวงดนตรีของอาร์ชบิชอบ เมื่อขาดผู้ส่งเสริมให้ท่องเที่ยวไปเล่นดนตรีในสถานที่ต่าง ๆ เช่นนั้น โมสาร์ทก็รู้สึกอึดอัดใจ เพราะนั่นหมายถึงว่า ครอบครัวของเขาจะต้องทุดหนักในด้านการเงิน ดังนั้น เขาจึงตั้งใจเดินทางไปต่างประเทศเผื่อว่าจะประสบโชคเข้าบ้าง เขาเดินทางออกจากชาร์ลสเบอร์ก ไปพร้อมกับแม่ด้วยความอาลัยรักของผู้เป็นพ่อ เพราะตั้งแต่เด็กมาจนกระทั่งเป็นหนุ่ม โมสาร์ทไม่เคยแยกจากพ่อเลย เห็นพ่อที่ไหนจะเห็นโมสาร์ทที่นั่น หรือเห็นโมสาร์ทที่ไหนก็จะต้องเห็นพ่อของเขาที่นั่น ทั้งสองเป็นประหนึ่งบุคคลเดียวกัน ดังนั้น เมื่อต้องมาแยกจากกันเป็นครั้งแรกเช่นนี้ ความรักความอาลัยของผู้เป็นพ่อย่อมจะต้องมีเป็นธรรมดา พ่อของโมสาร์ทยืนน้ำตาคลอหน่วยโบกมือให้แก่โมสาร์ท ผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปหาความมั่นคงมาให้แก่ครอบครัว พ่อของโมสาร์ทนั้นถึงแม้จะเศร้าใจเพียงใดก็ต้องตัดใจปล่อยให้ลูกไป โดยกำชับผู้เป็นแม่ให้คอยควบคุมดูแลลูกให้ดี นี่จะเห็นได้ว่า โมสาร์ท ถึงแม้ในขณะนั้นจะเป็นหนุ่มแล้วแต่ก็เป็นเด็กในสายตาของพีอแม่เสมอ
โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 21:54] ( IP A:210.203.182.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    การเดินทางของโมสาร์ทพร้อมกับแม่ครั้งนี้ไม่ได้ผลสมปรารถนาเพราะเขาไม่ได้รับการต้อนรับเท่าที่ควร ดังนั้น เงินทองที่นำติดตัวไปด้วยก็ร่อยหรอลงไปทุกวัน แม่ของเขารู้สึกเศร้าใจในโชคชตาของลูกและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่อยู่ใน มันน์ไฮม์ (Mannheim) โมสาร์ทพบว่า Orchestra ของเมืองนี้เป็นวง Orchestra ดีที่สุดในยุโรป ณ ที่นี้เอง เขาได้แต่งเพลงให้แก่เจ้าเมืองของมันน์ไฮม์ (Elector of Mannheim) หลายเพลงด้วยกัน โดยหวังว่าคงได้รับตำแหน่งอยู่ในราชสำนักบ้างแต่ว่าสิ่งที่โมสาร์ทได้รับนั้น มันไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่อะไรที่ไหน มันเป็นแต่เพียงคำเยินยอหลอกใช้เขาเท่านั้นเอง ณ ที่มันน์ไฮม์นี่เอง โมสาร์ทเริ่มสนใจเล่นเปียโน ซึ่งเขาชอบมากกว่าฮาร์พชิคอร์ด (Herpsichord) และคลาวิคอร์ด (Clavichord) โมสาร์ทเล่นได้ดีมากทีเดียว ทำความพิศวงแก่ผู้ที่ได้ฟังทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง นิยายรักของโมสาร์ทได้เริ่มขั้นที่ มันน์ไฮมม์นี้เช่นกัน โดยที่โมสาร์ทได้ตกหลุมรักของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ อลอยเซีย เวเบอร์ (Aloysia Weber) แม่ของโมสาร์ทรีบรายงานพฤติการณ์ของลูกชายไปให้ผู้เป็นพ่อทราบทันที พ่อของโมสาร์ทรู้สึกตกใจมาก เขียนจดหมายสั่งให้โมสาร์ทรีบไปหางานทำในปารีสทันที เมื่อกลับมาที่ปารีสอีกครั้ง ปรากฎว่าขุนนางและชาวฝรั่งเศสซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้การต้อนรับเขาอย่างเกรียวกราว และเคยเข้าไปรุมล้อมจูบโมสาร์ททั้งหน้าหลัง เมื่อครั้งเขาไปเล่นไวโอลินในชณะที่ยังเป็นเด็ก แต่การกลับมาคราวนี้ โมสาร์ทต้องประสบความผิดหวังอย่างมาก ซึ่งเพิ่มความเข้าใจให้แก่เขาอีก หลังจากต้องพรากจากอลอยเซียมาแล้ว ทั้งนี้เพราะโมสาร์ทไม่ได้รับความนิยมเสียแล้ว ชีวิตของเขาตอนนี้ดูเหมือนจะถูก "ผีซ้ำด้ำพลอย" เป็นการใหญ่ เพราะในขณะที่อยู่ในนครปารีสนั้นเอง แม่ของเขาก็สิ้นชีวิตลงโดยกระทันหัน ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.๑๗๗๘ ก่อให้เกิดความเศร้าสลดแก่โมสาร์ทเป็นอย่างมาก ดังนั้น โมสาร์ทจึงกลับไปชาร์ลสเบอร์ก และได้เข้าร่วมอยู่ในวงดนตรีของอาร์ชบิชอบ โคลโลเรโด อีก โคโลเรโด ได้นำวงดนตรีเดินทางไปแสดงที่กรุงเวียนนา ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.๑๗๘๑ การเดินทางไปครั้งนี้เป็นที่พอใจของโมสาร์ทมาก เพราะเขาจะได้ไปยังเมืองที่เขารักมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อ โดลโลเรโด สั่งให้วงดนตรีย้ายไปเล่นที่อื่น โมสาร์ทรู้สึกไม่พอใจจึงลาออก โมสาร์ท ได้แต่งงานกับ คอนสตันซ์ เวเบอร์ (Constanze Weber) น้องสาวของอลอยเซีย เวอเบอร์ (Alvysia Weber) ซึ่งเขาเคยรักมาก่อนนั่นเอง โมสาร์ทได้นำเอาชื่อของนางเอกในอุปรากร ที่เขาเขียนขึ้นชื่อ The Escape from the Seraglio โมสาร์ท ได้นำอุปรากรเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงเวียนนาแต่ก็ไม่ได้ผล คนดูเดินออกก่อนอุปรากรเลิกทุกรอบ แต่อย่างไรก็ตาม จากอุปรากรเรื่องนี้ จักรพรรดิ์โจเซฟ (Joseph) ได้รับโมสาร์ทไว้ในวงดนตรีของพระองค์ เพราะพระองค์ชอบอุปรากรของโมสาร์ทมาก ถึงกับออกปากชมเชยอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าจักรพรรดิ์โจเซฟ จะทรงอุปถัมภ์โมสาร์ทด้วยความพอพระทัยในฝีมือเขียนอุปรากรของเขาก็ตาม แต่พระองค์ให้เงินค่าตอบแทนต่อนักแต่งเพลงเอกผู้นี้น้อยเหลือกเกิน จนกระทั่งโมสาร์ทกล่างกับตนเองอยู่เสมอว่า เขาพยายามสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนอื่นจนสุดความสามารถของตน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากันเลย งานในด้านแต่งเพลงของโมสาร์ทเด่นขึ้น เมื่อเขาได้มีโอกาสรู้จักกับไฮเดิน (Haydn) นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวียนนา และได้เป็นผู้สอนการเขียนเพลง ควอเตท (quartet) ให้แก่โมสาร์ท จากนั้นโมสาร์ทได้แต่งเพลง String Quarters ขึ้นหลายเพลง ซึ่งไพเราะมากเขาได้อุทิศ quartet ๖ เพลงอันเป็นงานอันยิ่งใหญ่ของเขาให้แก่ไฮเดินเพื่อตอบแทนคุณที่ไฮเดินได้แนะนำการแต่งเพลง quartet ตลอดจนให้กำลังใจแก่เขา ความจริงไฮเดินก็ได้บางสิ่งบางอย่างไปจากโมสาร์ทเหมือนกัน ไฮเดินมีความชื่นชมในการเล่นเปียโนของโมสาร์ทมาก ไฮเดินเคยกล่าวกับพ่อของโมสาร์ทเมื่อครั้งที่เลโอโปลด์ ไปเยี่ยมลูกชายที่เวียนนาว่า " ผมขอประกาศต่อท่านด้วยเกียรติยศว่า ลูกชายของท่านเป็นนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา" ( I declare to you upon my honor that I consider your son the greatest composer that I have heard)
โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 22:34] ( IP A:210.203.182.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    ในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของเขา หลังจากการแต่งงานได้ ๙ ปี โมสาร์ทได้รับความสุขบ้างพอสมควร เขามีลูกกับคอนสตันซ์เวเบอร์ทั้งหมดด้วยกัน ๖ คน หลังจากนั้นการดำรงชีพชักฝืดเคือง เพราะมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น รายได้ไม่สมดุลย์กับรายจ่าย เมียเป็นคนใช้เงินเก่ง ทั้งการบ้านการเรือนก็ไม่ค่อยเอาใจใส่เท่าที่ควร ครอบครัวของโมสาร์ทจึงประสบมรสุมทางการเงินอย่างหนัก ต้องกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิตในครอบครัว และตัวโมสาร์ทเองก็ต้องทำงานอย่างหนัก งานของโมสาร์ทมีมากกว่า ๒๐๐ ชิ้น นับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปต่งเพลงชั้นยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง เริ่มตั้งแต่เพลง String quartets ที่เด่นที่สุด ๑๐ เพลง เปียโน quartets ๒ เพลง , Piano quintets อีก ๒ เพลง , Piano concertos ๓๐ กว่าเพลง , Violin concertos ๗ เพลง , Flute concertos ๓๐ กว่าเพลง , อุปรากร ๒๒ เรื่อง ซิมโฟนี เขียนไว้ ๔๑ เพลง นอกจากนั้นยังมีอื่น ๆ อีกมาก งานด้านอุปรากรนั้น ในปี ค.ศ. ๑๗๘๖ โมสาร์ทได้ร่วมมือกับลอเรนโซ ดา พอนเต้ (Lorenzo Da Ponte) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำโรงละครหลวงในกรุงเวียนนา เชียน " Marriage of Figaro " ขึ้น อุปรากรเรื่องนี้เมื่อแสดงครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง แต่ต่อมามีคนนำไปแสดงที่กรุงปร๊าค นครหลวงของโบเฮเมีย (เชคโกสโลวาเกีย) ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ค.ศ. ๑๗๘๗ เขียนอุปรากรเรื่อง ดอน โจวันนี (Don Giovanni) สำเร็จ ซิมโฟนี่รุ่นสุดท้าย มี ๓ เพลง ซึ่งเป็นซิมโฟนีอันิ่งใหญ่ของโมสาร์ท สำเร็จภายในระหว่างฤดูร้อนของปี ค.ศ.๑๗๘๘ ได้แก่เพลงซิมโฟนี่นัมเบอร 39 E Flat Major, นัมเบอร์ 40 G Minor, นัมเบอร์ 41 C Major ("Jupiter") ซึ่งมีความเด่นเป็นเอกกว่าซิมโฟนี่ทั้งหลายของโมสาร์ทสำหรับนัมเบอร์ 41 ที่ชื่อ Jupiter นี้ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตั้ง เพราะโมสาร์ทไม่ได้เป็นคนตั้ง อุปรากรที่ร่วมกับลอเรน โซ ดา พอนเต้ เมื่อปี ค.ศ. ๑๗๙๐ อันหลังสุดได้แก่ Cosi Fan Tutte
โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 23:10] ( IP A:210.203.182.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
    โมสาร์ทได้เขียนเพลงมากมาย ยิ่งเขียนมากขึ้นเท่าไหร่ แนวการเขียนก็ยิ่งแปลกขึ้นเท่านั้น และไม่ค่อยจะซ้ำแบบเดิม ซึ่งเป็นการยากที่นักแต่งเพลงอื่น ๆ จะทำได้ อุปรากรเรื่องสุดท้ายในชีวิตของโมสาร์ทคือ The Magic Flute ซึ่งเขียนขณะที่กำลังป่วย และอยู่ในภาวะเศร้าโศก เพราะมีเรื่องคับแค้นในเรื่องครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ปรากฎว่า ท่วงทีทำนองและลีลาของเพลงเต็มไปด้วยชีวิตและร่าเริงแจ่มใส เพลงนี้เขียนขึ้นในปี ค.ศ.๑๗๙๑ โมสาร์ทได้พยายามาแต่งเพลง Requiem (เพลงเกี่ยวกับงานศพ) ให้แก่เคานท์วัลเชกก์ เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ภรรยาที่ตายไปแล้ว โมสาร์ทแต่งไปได้ไม่มากนักก็เสียชีวิตเสียก่อน ตกลงก็เป็นอันว่าเพลง Requiem นี้แต่งขึ้นเพื่องานศพของตัวเอง เพราะต่อมาวันที่ ๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๗๙๑ โมสาร์ทก็จากโลกไปด้วยโรคไข้ไทฟัลที่เวียนนา เขาตายขณะที่กำลังยากจนแสนเข็ญ และมีหนี้สินรุงรัง ภรรยาไม่มีเงินจะทำศพให้สามี เอเฟน ฟาน .
สวีเดน (Even van Swieten) ผู้ใจบุญได้ช่วยจัดการในพิธีฝังศพให้ ขณะที่โมสาร์ทตายนั้น เขาอายุพียง ๓๕ ปีเท่านั้น เขาตายอย่างน่าอนาถ เพราะเขาต้องเผชิญกับความหิว ความหนาว และเข็ญใจไร้ญาติขาดมิตร ขณะที่นำศพไปฝังในตอนบ่ายวันที่เขาตายนั้น มีพายุฝนอย่างรุนแรง หิมะและลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก ทำให้คนเดินติดตามไปฝังศพต้อมยอมแพ้ไม่ยอมตามไป ภรรยาของเขาก็ไม่ได้ตามไปด้วยเพราะกำลังป่วยอยู่ ฉะนั้น จึงไม่มีญาติมิตรคนใดไปดูการฝังศพของเขา คงปล่อยให้สัปเหร่อ ๒-๓ คน จัดการไปตามลำพัง ณ ป่าช้า สำหรับคนอนาถาที่ เซน์ มารกซ (St. Marx) ในกรุงเวียนนา โดยไม่ได้ทำเครื่องหมายอันใดไว้เลย เพราะทำกันอย่างรีบ ๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง พอมีการละลึกถึงคุณค่าทางดนตรีของเขาขึ้นมา ต้องการที่จะเคารพศพ และจะจัดสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่เขาก็ม่สามารถจะค้นหาหลุมฝังศพของเขาพบ นี่แหละคือชีวิตของ โวล์ฟ กัง อมาเดอุส โมสาร์ท นักดนตรีชื่อก้องโลกผู้อาภัพที่สุด
โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 23:28] ( IP A:210.203.182.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   

โดย: อ.สุวรรณ [28 ก.พ. 49 23:32] ( IP A:210.203.182.23 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน