Antonin Dvorak (1841-1904)
   

โดย: วีรวรรณ [1 มี.ค. 49 22:07] ( IP A:202.133.177.145 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    Antonin Dvorak เกิดเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ค.ศ. ๑๘๔๑ ณ เมืองเนลาโฮเซเวส (Nelahozeves) หรือ (มูลเฮาเซน Muhlhausen ในภาษาเยอรมัน) อยู่ใกล้ ๆ กรุงปร๊าค (Prague) ประเทศโบฮีเมีย (Bohemia) เป็นลูกชายคนโตของ ฟรันซ์ ดโวรชาค (Franz Dvorak) เจ้าของโรงแรมและทำการจำหน่ายเนื้อสดด้วย ส่วนแม่นั้นเป็นคนรับใข้อยู่ที่ปราสาทของท่าน เคานท์ ลอบโดวิทซ์ (Count Lobkowitz) ดโวรชาค มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ชีวิตในตอนเด็ก ๆของโวรชาคนั้น ก็คือ ช่วยพ่อขายเนื้อแดงเป็นคนรับใช้ที่โรงแรม ตอนเย็น ๆ หลังจากว่างงานแล้วเขามักจะมานั่งใกล้ ๆ พ่อซึ่งกำลังเล่น Zither อยู่ด้วยความสนใจ สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่บันดาลใจให้เขารักในเสียงของดนตรีเป็นครั้งแรก นอกจากนั้นเวลามีวงดนตรีต่าง ๆ มาแสดงในตำบลที่เขาอาศัยอยู่หรือตำบลใกล้เคียง เขาก็มักจะไปยืนฟังอยู่ด้วยความสนใจ พ่อส่งเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือก่อนอายุ ๘ ขวบ ที่โรงเรียนเขาได้เรียนอ่าน เขียน และเลขคณิต พออายุได้ ๑๔ ปี พ่อส่งไปที่ Zionice เพื่อเรียนภาษาเยอรมันกับชาวเยอรมันชื่อ Anton Liehmann ความประสงค์ของพ่อก็เพื่อจะให้ลูกชายรู้ภาษาเยอรมันแล้วมาดำเนินกิจการโรงแรมและขายเนื้อสดกับพ่อ เพราะคนที่เดินทางมาพักโรงแรมส่วนมากมักจะพูดภาษาเยอรมัน ขณะทีกำลังเรียนเยอรมันกับ Liehmann อยู่นั้น Liehmann ซึ่งเป็นนักดนตรีอยู่ด้วยก็เลยชวนให้ดโวรชาคเรียนดนตรี ดโวรชาคมีความชอบทางดนตรีเป็นทุนอยู่แล้วก็ตกลงใจทันที ได้เริ่มเรียนไวโอลา เปียโน และออร์แกน ในไม่ช้าก็สามารถเรียนการประสานเสียงได้อย่างคล่องแคล่วเป็นที่พอใจของครูมาก พ่อรู้ว่าลูกมาเอสใจใส่ทางดนตรีมามากกว่าที่จะเอาดีทางภาษาเยอรมัน ซึ่งผิดความประสงค์ของพ่อ และเป็นการสิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ จึงไม่ยอมจ่ายค่าเรียนดนตรีให้แก่เขา แต่พอลุงได้ทราบข่าวก็ยื่นความจำนงมาว่าจะออกค่าเล่าเรียนดนตรีให้ ดโวรชาคเรียนดนตรีอยู่กับ Liehmann หลายปี
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 (เจ้าบ้าน ) [17 พ.ค. 49] ( IP A:210.203.176.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ต่อมา ค.ศ. ๑๘๕๗ ดโวรชาค มีอายุได้ ๑๖ ผี ซึ่งนับว่ากำลังหนุ่มและมีความใฝ่ฝันจะเดินทางเสี่ยงโชคไปสู่กรุงปร๊าค ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสู่นครหลวงตามลำพัง แล้วก็สมัครเข้าเรียนดนตรีที่ Organ School ซึ่งเป็นโรงเรียนในอุปถัมภ์ของ Bohemian Church Music Society พอเข้าโรงเรียนแล้วก็เกิดปัญหาเรื่องการเงินเพราะขณะนี้เขามีเงินติดตัวอยู่ไม่กี่อัฐ คนอุปการะก้ไม่มี เขาจึงต้องหางานทำเลี้ยงตนเองโดยการรับจ้างเล่นไวโอลาให้ร้าน Cafe และเล่นออร์แกนให้แก่โรงพยาบาลโรคประสาท (Lunatic asylum) ได้เงินเล็กน้อยพอเป็นค่ากินอยู่ ค่าหนังสือ และเครื่องดนตรี ตลอดจนค่าเช่าเปียโนสำหรับฝึกหัด และในที่สุดเขาก็เรียนเทคนิคต่าง ๆ ทางดนตรีด้วยตนเอง จนสามารถแต่งเพลงแบบต่าง ๆ ได้ เป็นต้นว่า Trio, Quartets, Quintets, Songs, Symphonies และ Opera แต่การแต่งเพลงต่าง ๆ เหล่านี้กว่าจะได้มาแต่ละเพลงก็แสนจะลำบากยากเข็ญ เพราะเขียน ๆ ไปไม่ถูกใจก็ฉีกทิ้งลงตะกร้าไปบ้างหรือไม่ก็เผาไฟทิ้งบ้าง จนเป็นที่พอใจจึงจะเก็บไว้ เพลงที่แต่งสำเร็จเป็นครั้งแรกได้แก่ String Quinter in A Minor ดโวรชาคได้เข้าร่วมกับวงคอนเสิร์ทของ Komzak และต่อมา ค.ศ.๑๘๖๒ The National Theatre ได้เชิญ Bedrich Smetana มาเป็นผู้อำนวยการ และได้ทำการ ปรับปรุงกิจการโรงละครแห่งชาติใหม่ ดโรชาคจึงได้มาร่วมอยู่ในวงดนตรีของ National Theatre ด้วย โดยเป็นผู้เล่นไวโอล่า ในระหว่างนี้ดโวรชาคได้ใช้เวลาแต่งเพลงไปเรื่อง ๆ และพร้อมกันนี้ก็เปิดการสอนดนตรีเป็นการส่วนตัว มีลูกศิษย์มาเรียนหลายคน และในจำนวนนี้ก็มีลูกศิษย์สาว ๒ คนพี่น้องลูกสาวช่างทองมาเรียนอยู่ด้วย คนพี่ชื่อ Josefa และคนน้องชื่อ Anna ตระกูล Cermakn ดโวรชาคอาจารย์หนุ่มโสดอายุ ๓๒ ปี ก็เดิดหลงรักลูกศิษย์สาว Josefa Cermak เข้าจนได้ แต่ Josefa ไม่มีเยื่อใยต่อเขาแม้แต่น้อย เขาจึงเปลี่ยนใจหันมาสนใจน้องสาว Anna Cermak ซึ่งก็สวยและมีเสน่ห์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่เขาก็ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียว แต่ในที่สุดเขาได้แต่งงานกับเธอในปี ค.ศ. ๑๘๗๓ และในปีเดียวกันนี้ก็ได้ตำแหน่งเป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์อีแห่งหนึ่ง เขาได้แต่งเพลงประเภท Cantata ชื่อ Hymnus สำหรับร้องกับวงออร์เคสตรา ซึ่งนับได้ว่าเป็นเพลงที่ประสพความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ได้นำออกแสดงที่กรุงปร๊าค เมื่อวันทึ่ ๙ มีนาคม ๑๘๗๓ ในตอนแรก ๆ นั้นดโวชาคได้ยึดถือแนวการแต่งเพลงของซูเบอร์คและเบโธเฟนเป็นแบบอย่าง แต่ต่อมาเขาก็หันมายึดถือตามแบบของวากเนอร์ และได้แต่งอุปรากรขึ้นเป็นเรื่องแรกชื่อ Alfred จากเค้าเรื่องของ Theodor Korner นักเขียนชาวเยอรมัน นอกจากนั้นยังได้แต่งเพลง String quartets ขึ้น ๒ เพลง และอุปรากรชวนหัว (Comic opera) เรื่อง King and Collier ดโวรชาคได้นำมาใช้เล่นกับดนตรีแบบใหม่ใน ค.ศ. ๑๘๗๔ และได้นำออกแสดงที่ National Theater จากการแสดงอุปรากรเรื่องนี้ The Austrian Ministry of Fine Arts ได้จ่ายเงินเป็นการสมนาคุณแก่เขาพอสมควร
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 (เจ้าบ้าน ) [17 พ.ค. 49] ( IP A:210.203.176.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    ในปี ค.ศ. ๑๘๗๔ เพลง Symphony in E Flat ของดโวรชาคได้รับรางวัลจาก Austrian State Music Committee ซึ่งมี Brahms และ Hanslick เป็นกรรมการตัดสินและชี้ขาด และในปีนี้ดโวรชาคยังได้แต่ง Symphony และ Comic opera ขึ้นอีกเป็นเรื่องที่ ๒ ชื่อ The Pig--headed (บางทีก็เรียกว่า Blockheads) เป็นอุปรากรองค์เดียวจบ และเป็นอุปรากรองค์เดียวจบ และเป้นเพลงแรกที่แต่งแตกต่างไปจากแบบของวากเนอร์ ค.ศ.๑๘๗๕ เขาได้แต่ง Symphony in F นับเป็นเพลงที่ ๓ Op. ๗๖ ได้อุทิศให้ปก่ Hans Von Bulow นักเปียโนชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แบะได้แต่ง Tragic ppera ชื่อ Vanda เป็นอุปรากร ๕ องค์จบนอกจากนั้นยังได้แต่งเพลง Piano Trio in G minor และ Stabat Mater ขณะที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก และลูกสาวคนเล็กของเขาได้ถึงแก่กรรมลงอย่างกระทันหัน จึงทไห้เขาไม่มีกระจิตกระใจที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับเพลง ๒ เพลงนั้น (ได้ทำการรวบรวมอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๗)
โดย: อ (เจ้าบ้าน ) [17 พ.ค. 49 1:07] ( IP A:210.203.176.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    ต่อมาในปี ค.ศ.๑๘๗๖ ดโวชาคก็ได้แต่งเพลง Moravian Dues (ไม่ใช่ Folksongs แต่เป็น Spirit ของ Folksong) เมื่อ Brahms ผู้เคยเสนอให้เขาได้รับรางวัลคราวก่อนได้เห็นโน๊ตเพลงนี้แล้วก็ได้ให้ความสนับสนุนดโวรชาคอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเสนองานชิ้นนี้ให้ Simrock เจ้าของสำนักพิมพ์นำต้นฉบับไปจัดการพิมพ์ และใช้ชื่อว่า Strains from Moravia Op. 32 ค.ศ.๑๘๗๘ เขาได้แต่ง Slavonic Rhapsodies และ Slavonic Dances เพลงแรกนี้สำหรับวงออร์เคสตราส่วนเพลงหลังสำหรับ Pianoforte Duet ดโวรชาคได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์การพิมพ์เพลงนี้จาก Simrock เจ้าของสำนักพิมพ์เป็นเงินถึง ๓๐๐ มาร์ค ดโวรชาค ได้ปรากฏตัวต่อประชาชนในกรุงปร๊าคเป็นครั้งแรกตอนที่ไปเป็นผู้กำกับวงคอนเสิร์ทที่เล่นเพลงของเขา ประชาชนพากันโห่ร้องต้อนรับเขาอย่างกึกก้อง และในระยะนี้เขาได้นำผลงานใหม่ ๆ ของเขาออกแสดงหลายครั้ง แต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลงเช่น Violin Concerto และเพลง Silhouetters Op. 8 สำหรับเปียโน นอกจากนี้ยังมีเพลง Gipsy และ Violin Sonata ค.ศ.๑๘๘๐ ได้แต่งเพลง Symphony in D อันเป็นงานชิ้นใหม่ได้อุทิศให้แก่ Hans Richter ผู้ให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือเขา ต่อมา ค.ศ.๑๘๘๑ ดโวรชาคก็ได้แต่งอุปรากรเรื่อง Dimitrij ๔ องค์จบ อุปรากรเรื่องนี้เป็นอุปรากรของดโวรชาคแล้วจะต้องใช้ดนตรีวงมหึมาบรรเลงประกอบจึงจะสมบูรณ์ แต่ด้วยอาศัยแบบอย่างของวากเนอร์จึงทำให้ดโวรชาคดัดแปลงให้เหมาะสมกับเป็นละครดนตรี (Music drama) ค.ศ.๑๘๘๓ ได้แต่งเพลง Hossite Overture และ Symphony in D Minor ในปีนี้เองทางประเทศอังกฤษได้นำเพลง Stabat Mater ของเขาออกแสดง และปรากฏว่าเป็นที่นิยมของประชาชนมาก ดังนั้นในปีต่อมาคือ ค.ศ.๑๘๘๔ ทางอังกฤษจึงได้เชิญดโวรชาคไปเป็นผู้กำกับวงคอนเสิร์ทที่เล่นเพลงของเขาเอง โดยได้เปิดการแสดงที่ Albert Hall นครลอนดอน เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ค.ศ.๑๘๘๔ ดโวรชาคได้รับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เพราะประชาชนขอร้องให้เขานำออกแสดงอีกเป็นครั้งที่ ๒ รวมทั้ง ๒ ครั้งมีคนเข้าฟังถึง ๑๒,๐๐๐ คน ทำรายได้ให้ดโวรชาคไม่น้อย จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็ว จากโบอีเมียไปสู่เยอรมันนี ออสเตรีย อังกฤษ และเกือบทั้วยุโรป ข้ามไปถึงอเมริกาดินแดนแห่งโลกใหม่วงดนตรีทั้งในอุโรปและอเมริกาต่างก็พากันนิยมเล่นเพลงของเขาโดยทั่วกัน
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [30 พ.ค. 49 8:29] ( IP A:210.203.182.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    ดโวรชาคก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างโบฮีเมียกับอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยวและแสดงดนตรี (ไปอังกฤษรวมทั้งหมด ๙ ครั้ง) และใน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคก็เดินทางไปประเทศอังกฤษอีก อยู่ที่นั่นก็ได้แต่งเพลงสำหรับร้องขึ้นได้แก่ Spectre's Bride (Svatebni kosile) และยังมี St. Ludmila และ Symphony in D Minor วงการทั่วไปในอังกฤษได้ยกย่องดโวรชาคมาก และทางมหาวิทยาลัยเคมบริคจ์ (Cambridge University) ได้ให้เกียรติสูงสุดโดยได้มอบปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ทางดนตรี (Doctor of Music) ให้แก่เขาเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ค.ศ.๑๘๙๑ ในระหว่าง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ดโวรชาคได้ผลิตงานชิ้นเยี่ยม ๆ ออกมาหลายเพลงเช่นเพลง Mass, Piano Quintet, Pianoforte quartet, Symphony in D Minor วงการทั่วไปในอังกฤษได้ยกย่องดโวรชาคมาก และทางมหาวิทยาลัยเคมบริคจ์ (Cambridge University) ได้ให้เกียรติสูงสุดโดยมอบปริญญาดุษฎีบันฑิตกิติมศักดิ์ทางดนตรี (Doctor of Music) ให้แก่เขาเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ค.ศ.๑๘๙๑ ในระหว่าง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ดโวรชาคได้ผลิตงานชิ้นเยี่ยม ๆ ออกมาหลายเพลงเช่นเพลง Mass, Piano Quintet, Pianoforte quartet, Symphony in G. The Requiem และอุปรากรเรื่อง The Jacobin (๓องก์จบ) เป็นอุปรากรที่กล่าวถึงความเป็นอยู่ภายในปราสาทโบฮีเมีย และหมู่บ้าน milieu และยังมีเพลง Pianoforte trio ชื่อ Damka, และเพลง Overture พอกลับจากประเทศอังกฤษใน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนการแต่งเพลงที่ Prague Conservatory และที่กรุงปร๊าค เขามีความตั้งใจว่าจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ซึ่งขณะนี้เขามีลูก ๆ ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ๖ คน ซึ่งแต่ละคนก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วทั้งนั้น ครอบครัวของเขาเช่าห้องอยู่ Apartment ถึง ๓ ห้องเพราะเป็นครอบครัวที่นับว่าใหญ่พอควร นอกจากนั้นยังมีบ้านอยู่ชานเมืองอีกแห่งหนึ่ง เขาซื้อไว้เมื่อคราวกลับจากการแสดงคอนเสิร์ทที่อังกฤษเมื่อ ค.ศ.๑๘๘๔ เป็นบ้านหลังขนาดพองามอยู่ในบริเวณที่ดินติดกับบริเวณบ้านของน้องเขยของเขาเอง ที่ดินและบ้านที่ว่านี้อยู่ในตำบล Vysoka ภาคใต้ของโบฮีเมีย อยู่ใกล้ ๆ กับภูเขาที่มีการทำเหมืองแร่ และใกล้ ๆ แถบป่าของโบฮีเมียน (Bohemian Forest) จึงเป็นที่ที่มีทัศนียภาพของขุนเขาลำเนาไพรงดงามมาก ดโวรชาคและครอบครัวจังพากันมาพักผ่อนที่บ้านนี้ประมาณปีละ ๖ เดือนเป็นประจำ เขาพอใจบ้านตำบล Vysoka นี้มาก เพราะเขาสามารถเลี้ยงนกพิลาปได้เป็นจำนวนมาก และสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับมัน นอกจากนั้นพวกเพื่อนบ้านแถบใกล้ ๆ เคียง ๆ กันในหมู่บ้านนั้นก็มักจะมาคุยเรื่องราวต่าง ๆ กับเขาเสมอ ๆ เขาจะต้อนรับเพื่อนบ้านเหล่านั้นด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง จึงเป็นที่รักและเคารพนับถือของชาวบ้านแถบนั้นมาก ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคมีอายุครบ ๕๐ ปีพอดี เขาจึงจัดพิธีฉลองขึ้นที่บ้านตำบล Vysoka มีเพื่อนฝูง และลูกศิษย์เดินทางไปร่วมอวยพรเขาอย่างคับคั่ง นอกจากนั้นยังมีพวกชาวบ้านตำบลนั้นพากันตีวงรอบ ๆ บ้านของเขา จับมือกันเต้นรำและร้องเพลงพื้นเมือง พร้อมทั้งโห่ร้องเปล่งเสียงอวยพรเขาอยู่อย่างกึกก้องว่า "ดโวรชาค จงเจริญ" (Long live Dvorak) ดโวรชาค เป็นคนที่ยัดระเบียบชีวิตประจำวันของเขาไว้อย่างเคร่งครัดมาก คือเขาตื่นนอนตอนเช้ามืดทุก ๆ วัน (ก่อน ๖ นาฬิกา) แล้วก็เดินเรื่อย ๆ เป็นการออกกำลัง ถ้าอยู่ในกรุงปร๊าคเขาก็มักจะเดินไปที่สวนสาธารณะ ชมนกชมไม้และบุบผชาติในอุทยาน เป็นการปล่อยจิตใจให้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติในตอนรุ่งอรุณ จากนั้นก็กลับมารับประทานอาหารเช้าที่บ้าน ไปสอนที่ Conservatory แล้วก็แต่งเพลง ก็พอดีถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน เสร็จแล้วก็แต่งเพลงต่อจนถึงบ่าย ตกเย็นก็มักจะไปพบปะเพื่อนฝูงที่ถูกคอตาม Cafe' และใช้เวลานั้นอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยคุยไปด้วย บางทีก้กลับมาบ้านแล้วแต่งเพลงต่อก่อนที่จะถึงเวลาอาหารเย็น แล้วก็จะเข้านอนในเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษ ๆ เมื่อตอนฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๘๙๑ นั้น ดโรชาคได้รับคำเชื้อเชิญจากสหรัฐให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (Director) ที่ The National Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยจะทำสัญญาจ้างเป็นเวลา ๒ ปี ดังนั้นดโวรชาคจึงต้องขอลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Prague Conservatory และก่อนที่เขาจะเดินทางไปสหรัฐ ทางมหาวิทยาลัย Czech Uniuersity ก็ได้กระทำพิธีมอบปริญญาดุษฎีบันฑิตกิติมศักดิ์ทางดนตรีให้แก่เขา พวกลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูงตลอดจนชาวบ้านใกล้เคียงรู้สึกอาลัย ในตัวเขาและครอบครัวเป็นอย่างมาก ฉะนั้นพอถึง ค.ศ.๑๘๙๒ ดโวรชาค ก็พาครอบครัวอันมีภรรยาและลูก ๆ อีก ๖ คน เดินทางเรือออกจากกรุงปร๊าคเพื่อไปรับตำแหน่งที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาตามคำเชิญเมื่อปีที่แล้ว และเข้าดำรงตำแหน่งนี้ ๒ ปีตามสัญญา คือตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ.๑๘๙๒ ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.๑๘๙๔ ได้ปรับปรุงกิจการต่าง ๆ ของ Conservatory ให้ดีขึ้นมาก และมีรายได้ปีละ ๑๕,๐๐๐ ดอลล่าร์ ในระหว่างที่พำนักอยู่ในอเมริกานั้น ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ดีมากเพียงใดก็ตาม ดโวรชาคก็ยังอดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้ เขาจึงพาภรรยาและลูก ๆ ของเขาไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อศึกษาภูมิประเทศเขาสนใจเพลงพื้นเมืองใหญ่ ๆ และในเมืองเล็ก ๆ ของอเมริกา ในฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๘๙๓ ดโวรชาคและครอบครัวเดินทางไปท่องเที่ยวที่ Spillville อันเป็นหมู่บ้านของชาวโบฮีเมียอยู่ในรัฐไอโอวา (Iown) เขาชอบที่นี่มากและมักจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ เพราะชาวเมืองนี้เป็นคนพื้นเพเดียวกันกับเขา เวลาอยู่กับพวกนี้แล้วดโวรชาคจะเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ได้พูดภาษาของตนเองกับเพื่อนร่วมชาติ มีการคุยเรื่องนกพิลาปเล่านิทานพื้นเมืองเก่าแก่ของโบฮีเมีย เล่นดนตรี และดโวรชาคได้ฉลองวันเกิดครบรอบ ๕๒ ปี อขงเขาที่หมู่บ้านนี้ตามประเพณีของชาวโบฮีเฮียนทุกประการ ฉะนั้นถ้าจะเปรียบเทียบว่าอเมริกาเป็นทะเลทรายแล้ว หมู่บ้าน Spillville ก็เป็นโอเอซิส สำหรับดโวรชาค (ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๒๕ ภายหลังจากที่ดโวรชาคได้ถึงแก่กรรมแล้ว ชาวเมือง Spillville ได้จารึกลงบนก้อนหินก้อนมหึมาว่า "ดโวรชาค ได้เคยมาพักที่นี่") จากการท่องเที่ยวและศึกษาความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันโดยทั่ว ๆ ไป เห็นความเป็นอยู่ของพวกนิโกรที่ถูกบีบคั้นเขามีความเวทนาสงสารพวกนี้มาก เขาเกิดทัศนคติอย่างหนึ่งต่ออเมริกาประกอบกับคิดถึงบ้าน ตลอดจนภาพต่าง ๆ ที่เขาได้พบเห็นในอเมริกานั้นได้สะท้อนมาสู่จิตใจเขา จึงเป็นสิ่งที่บันดาลใจให้ดโวรชาคแต่ง The Symphony "From the new World" ซึ่งเป็นเพลงซิมโฟนี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ได้นำออกแสดงที่ คาร์เนกีฮอลล (Carnegie Hall) นครนิวยอร์คโดยวงดนตรีของ New York Phillharmonic Orchestra เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๙๓ อำนวยเพลงโดย Anton Seidl นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่มาก นอกจากซิมโฟนีชิ้นเยี่ยมนี้แล้ว ดโวรชาคยังได้แต่งเพลงอื่น ๆ อึกเช่น The String Quartet, Op.96 หรือที่เรียกว่า The American Quartet; the Piano Quintet in E Flat Major; the Violin Sonatina Op.100 (เขียนให้แก่ลูก ๆ ); The Piano Suite in A; the Biblical Legends ๑๐ เพลง, String Quintet, Op. 97 และเพลง Cantata ชื่อ The America Flag; เพลง Humoresque Op. 101.ได้นำออกแสดงเมื่อวันที่ ๑๖ เมษษยน ค.ศ.๑๘๙๕ หลังจากดโวรชาคจากอเมริกาไปแล้ว
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [30 พ.ค. 49 9:44] ( IP A:210.203.182.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว ดโวรชาคก็ได้มอบตำแหน่งผุ้อำนวยการ The National Conservatory ที่นครนิวยอร์คคืน ในปี ค.ศ.๑๘๙๕ จากนั้นเขาก็พาครอบครัวเดินทางกลับโบฮีเมียบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง ดโวรชาคตั้งใจว่าจะกลับไปอเมริกาอีกครั้งในปี ค.ศ.๑๘๙๗ แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจเดินทางไปกรุงลอนดอนในปี ค.ศ.๑๘๙๖ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ที่ลินดอนนี้ทำให้เขารู้จักกับ Bruckner นักดนตรีและนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรียน (๑๘๒๔-๑๘๙๖) ในปี ค.ศ.๑๘๙๗ ดโวรชาคได้ทราบข่าวว่า บราห์มส์ (Erahms)นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่และเพื่อนสนิทของเขา ได้ถึงแก่กรรมเสียแล้วในเดือนเมษายน ในระหว่างปี ค.ศ.๑๘๙๙ ดโวรชาคได้แต่งเพลงขึ้นหลายเพลง เป็นต้นว่า The Devil and Kate เป็นอุปรากร ๓ องก์จบ; Rusalka อุปรากร ๓ องก์จบเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีพวก Symphonic poems ได้แก่ The Watersprite (1896); The Midday Witch (1896); The Golden Spinning Wheel (1896); The Wood Dove (1896); และ Heroic Song (1897) ชีวิตในบั้นปลายของดโวรชาค นักดนตรีนามกระเดื่องโลกนี้ก็พอใจที่จะใช้ชีวิตในการสั่งสอนดนตรีให้แก่ลูกศิษย์ ซึ่งมีอยู่หลายคน เช่น Novak, Nedbal และ Suk ซึ่งต่อมาได้เป็นลูกเขยของเขา ในโบฮีเมียบ้านเกิดเมืองนอนของเขาได้ยกย่องให้ ดโวรชาคเป็นผู้ที่มีอาวุโสและมีชื่อเสียงที่สุด ในปี ค.ศ.๑๙๐๑ ดโวรชาคได้เข้ารับตำแหน่ง Head of the prague Conservatory และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาสูงของรัฐสภาออสเตรีย (Austrian Uppers House) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่นักดนตรีได้รับเกียรติอย่างมากมายถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าดโวรชาคจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่สุขภาพของเขายังดีและยังแข็งแรงกระฉับกระเฉงอยู่มาก และในปี ค.ศ.๑๙๐๒ ดโวรชาคได้แต่งอุปกรขึ้นอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Armida เป็นอุปรากร ๔ องก์จบเสร็จในปี ๑๙๐๓ อุปรากรเรื่องนี้นับว่าเป็นงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของเขา เพราะต่อมาในวันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๐๔ เขาก็ถึงแก่กรรมแย่งกระทันหันด้วยเส้นโลหิตในสมองแตก ณ กรุงปร๊าค โบฮีเมีย ทางรัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดพิธีฝังศพของเขาอย่างสมเกียรติ ที่สุสานแห่งชาติ (National funeral) เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๐๔ และในวันฝังศพของดโวรชาคทางรัฐบาลได้ประกาศชักชวนให้มีการไว้ทุกข์กันทั้วประเทศ
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [30 พ.ค. 49 10:11] ( IP A:210.203.182.5 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน