Franz Joseph Haydn 1732-1809
   

โดย: อ.สุวรรณ [27 ก.ย. 48 23:51] ( IP A:210.203.182.31 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    ฟรันซ์ โจเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn) เกิดที่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ โรห์เรา (Rohrau) อยู่ในภาคใต้ของออสเตรีย (Matthias Haydn) ดำเนินอาชีพในทางเป็นช่างทำล้อรถขายสืบต่อมาจากบรรพบุรุษ คือ จากปู่และพ่อ และที่แตกต่างไปก็คือแมทเธียสได้เริ่มการทำฟาร์มเล็ก ๆ อีกอย่างหนึ่ง ส่วนแม่นั้นชื่อ มาเรีย (Maria) เป้นลูกของ Marktrichter แห่งโรห์เรา ก่อนแต่งงานนั้นเธอเป็นคนทำครัวให้แก่ครอบครัวของท่านเค้าน์ Harrach โจเซฟเป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนบุตร ๑๒ คน เมื่อตอนที่โจเซฟยังเล็ก ๆ อยู่นั้น เขาชอบร้องเพลงและได้แสดงความสามารถในการร้องเพลงได้อย่างดี เสียงของเขาแจ่มใสอย่างมหัศจรรย์ เขามักจะร้องเพลงชำ ๆ ซาก ๆ อยู่จนจำได้อย่างขึ้นใจ บางครั้งเขาก็ร้องเพลงทำท่าทางสีไวโอลินที่เขาทำขึ้นเองตามประสาเด็ก ๆ ให้พ่อแม่ดูบ่อย ๆ ทำให้เป็นที่ชื่นชมของพ่อและแม่เป็นอย่างยิ่ง จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ วันหนึ่ง โจฮันน์ แมทเธียส แฟรงค์ (Johann Matthias Franck) นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่และเป็นครูสอนดนตรี ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งแห่งไฮน์เบอร์ก (Hainburg) และเป็นญาติห่าง ๆ กับแมทเธียส ไฮเดินด้วย ได้เดินทางมายังโรห์เรา เพื่อกิจธุระบางอย่าง และได้แวะมาเยี่ยมครอบครัวไฮเดิน เมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงของโจเซฟ ไฮเดิน ว่าเด็กน้อยอายุเพียง ๕ ขวบ ก็เกิดความสนใจ และกล่าวกับพ่อของโจเซฟ ไฮเดิน ว่าเด็กน้อยคนนี้ถ้าได้รับการฝึกฝนให้ถูกทางแล้ว จะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทีเดิยว ดังนั้นเขาจึงเจรจาหว่านล้อมแมทเธียสและมาเรียไฮเดิน ขอรับเด็กน้อยไปอยู่ในความอุปการะของเขาโดยสัญญาว่าจะให้ได้รับการศึกษาและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรักอนาคตของลูกชาย ถึงแม้ว่าพ่อแสนจะรักและอาลัยลูกเพียงใดก็ตาม ก็ตัดสินใจมอบลูกชายไปอยู่กับแฟรงค์เพื่อการศึกษา เพื่ออนาคต เพราะคิดว่าลำพังตัวเองนั้นก็มีความลำบากยากจนเต็มที คงไม่มีปัญญาที่จะส่งเสียให้ลูกได้ดีเป็นแน่ ส่วนมาเรียผู้แม่นั้นก็ได้แต่ร้องไห้อาลัยลูกรักผู้จะจากไปอยู่ห่างไกล ดังนั้นในปี ค.ศ.๑๗๓๘ โจเซฟ ไฮเดิน อายุ ๕ ขวบกว่าก็ได้จากบ้านเกิดเมืองนอนเดินทาง ติดตามแฟรงค์ผู้เป็ยญาติ สู่เมืองไฮน์ เบอร์ก และอยู่ในความอุปการะของเขา และที่นี่แฟรงค์ก็ได้เริ่มสอนดนตรีเบื้องต้นให้แก่ไฮเดิน ให้ฝึกหัดฮาร์พชิคอร์ด ไวโอลิน และฝึกหัดร้องเพลงจากเพลงง่ายแล้วก็ยากขึ้นตามลำดับ อยู่กับแฟรงค์ด้วยการทำงานอย่างหนักเป็นเวลา ๒ ปี จึงได้จากไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าในปี ค.ศ.๑๗๔๐ นั้น Georg Reutter ผูอำนวยการวงดนตรีของโบสถ์ เซนต์ สตีเฟน (St. Stephen) แห่งเวียนนา ได้เดินทางมาธุรกิจ ที่ไฮน์เบอร์ก พบหนูน้อยโจเซฟ ไฮเดิน กำลังร้องเพลงอยู่ก็เกิดความสนใจและพอใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับกล่าวว่า "ร่างเล็กแต่ทว่าเสียงดีวิเศษจริง ๆ " จึงคิดอยากจะเอาไปเป็นนักร้องประจำโบสถ์เซนต์ สตีเฟนในกรุงเวียนนา และขณะนั้นโจเซฟ ไฮเดิน มีอายุย่างเข้าปีที่ ๘ แล้ว Reutter จึงได้เจรจาขอโจเซฟ ไฮเดิน จากแฟรงค์ และในที่สุดก็ตกลงกันได้ จากนั้นโจเซฟ ไฮเดิน ก็ได้เดินทางจากไฮน์เบอร์ก ไปประจำอยู่ในโบสถ์เซนต์ สตีเฟน แห่งกรุงเวียนนา ณ โบสถ์ เซนต์ สตีเฟน แห่งกรุงเวียนนา เสียงอันแหลมและแจ่มใสไพเราะของโจเซฟ ไฮเดิน ก็ยังเด่นที่สุดอยู่ในหมู่นักร้องเด็ก ๆ ทั้งหลาย ดังนั้นตำแหน่งนักร้องนำหมู่จึงเป็นของเขาอย่างง่ายดาย และที่โบสถ์นี้ก็เป็นโรงเรียนประจำด้วย จึงทำให้นักเรียนที่อยู่ร่วมกันได้รับความอบอุ่นและมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน และมักจะถูกลงโทษกันบ่อย ๆ ความเป็นอยู่ที่นี้ก็แร้นแค้นอด ๆ อยาก ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการศึกษาที่นี่ก็นับว่าอยู่ในขั้นดี โจเซฟ ไฮเดิน ได้เริ่มเรียนวิชาการดนตรีและการแต่งเพลงจาดครูดนตรีที่มีชื่อเสียง เช่น Gegenbauer และ Finsterbusch ในบรรดานักเรียนด้วยกันแล้ว โจเซฟ ไฮเดิน จัดอยู่ในขั้นนักเรียนที่ดีและฉลาด ยิ่งเป็นวิชาทางดนตรีด้วยแล้ว เขาอยู่ในชั้นแนวหน้าทีเดียว เสียงของเขากังวานไพเราะ นุ่มนวลอย่างน่าอัศจรรย์ ในทางด้านอุปนิสัยใจคอของโจเซฟ ไฮเดิน ก็เป็นคนร่าเริงและสนุกสนาน ชอยเย้าแหย่หยอกล้อเพื่อน ๆ อยู่เสมอ บางครั้งก็กับเกิดวางมวยกันก็มี แต่เพื่อน ๆ ก็มักจะอภัยให้เขาเสมอ เพราะพอใจในความเป็นอัจฉริยะของเขา
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 16:21] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    โจเซฟ ไฮเดิน อยู่ในโรงเรียนแห่งโบสถ์ เซนต์ สตีเฟน อันเป็นแหล่งประสิทธิ ประสาทวิชาการทางดนตรีให้แก่เขาเป็นเวลา ๙ ปี ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๗๔๙ อายุของโจเซฟ ไฮเดิน ตอนนี้ก็เข้าปีที่ ๑๗ แล้ว นับว่าอยู่ในวัยหนุ่ม เสียงซึ่งเคยไพเราะกังวานและเล็กแหลมนั้นก็หายไป แต่มีเสียงใหม่คือเสียงห้าว ๆ เครืออย่างผู้ใหญ่มาแทนที่ นั้นคือเขาได้แตกพานหนุ่มแล้ว ซึ่งตามกฎของโรงเรียนเขาก็จะต้องลาออกไป แต่บรรดาครูทั้งหลายยังรักและสงสารเขาอยู่ จึงไม่มีใครประปากว่ากระไร คงยังให้เขาอยู่ต่อไป แต่แล้วเหตุก็เกิดขึ้นจนได้ ทั้งนี้ก็เพราะความซนและคึกคะนองของเขานั้นเอง เรื่องก็มีอยู่ว่าในบ่ายวันหนึ่งขณะที่กำลังอยู่ในห้องเรียนเขาเกิดนึกสนุกขึ้นมา ขณะที่มองเห็น หางเปียของเพื่อน ที่นั่งอยู่ข้างหน้าแกว่งไกวไปมา ก็เลยเอากรรไกรที่ซุกซ่อนใส่กระเป๋ามาแอบตัดมันออกเสีย พอเจ้าเด็กน้อยคนนั้นรู้ตัวว่าหางเปียของตัวหายไปก็ร้องเอะอะโวยวายขึ้น ครูทราบเรื่องนี้เข้าก็โกรธมาก และไม่อภัยในความซุกซนครั้งนี้เลย โทษครั้งนี้ก็คือ โจเซฟ ไฮเดิน ถูกไล่ออก ดังนั้นโจเซฟจึงได้อำลาจากโบสถ์ เซนต์ สตีเฟน และอำลาเพื่อนฝูงที่เคยกินเคยนอนด้วยกันไปผจญโชคชะตาและระเหเร่ร่อนไปตามยถากรรม หลังจากถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้ว ไฮเดินก็ต้องระหกระเหินเร่ร่อนไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีเงินและไม่มีที่พักพิง จึงไปขอร่วมวงกับพวกนักดนตรีข้างถนนในกรุงเวียนนา โดยเป็นนักร้องบ้าง เล่นดนตรีบ้าง ได้เงินวันละ ๒-๓ ฟลอรินส์ พอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่ง ๆ ขณะที่อยู่กับวงดนตรีข้างถนนนี้เขาก็ได้แต่เพลง Serenade ขึ้นเพลงหนึ่ง และทดลองร้องให้กับวงดนตรีข้างถนนนี้เอง เพลงแรกของไฮเดินนี้ ถ้าใครได้ยินเป็นต้องหยุดยืนฟังให้จบ เพราะมีความไพเราะจับใจผู้ฟังอย่างยิ่ง ปรากฎเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ฟังทั้งหลาย วันหนึ่ง นิคโคโล ปอร์โปรา (Niccolo Porpora) นักแต่งเพลงครูสอนดนตรีและร้องเพลงชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคนั้น ไมด้ยินเพลงนั้นเข้าก็เกิดความสนใจ พอรู้ว่าไฮเดินเป็นผู้แต่งเพลงนั้นก็รู้สึกสนใจในตัวไฮเดินมาก ปอร์โปราจึงออกปากชักชวนไฮเดินไอยู่กับเขา และในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๗๕๔ ไฮเดินได้รับข่าวร้ายว่าแม่ที่โรห์เราได้เสียชีวิตแล้วเขาเศร้าใจมาก ไฮเดินใช้เวบาที่พำนักกับปอร์โปรา เล่นดนตรีและแต่งเพลงขณะเดียวกันก็ศึกษาวิธีแต่งเพลงและการร้องเพลงและการรับเพลงทั้งทฤษฏีและปฎิบัติไปด้วย ชื่อเสียงการร้องเพลงและแต่งเพลงของไฮเดินก็เริ่มโด่งดังบ้างแล้ว ต่อมาก็ได้รู้จักกับท่านเคานต์ Furnberg ขณะที่ได้รับเชิญให้ไปแสดงดนตรีประเภท Chamber music ที่ปราสาทของท่านเคานต์ที่ Weinzierl ในปี ค.ศ.๑๗๕๕ ไฮเดินได้แต่งเพลงประเภทสตริง ควอเตท (String quartets) ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อมอบให้แก่ผู้อุปถัมภ์เขา และใน ค.ศ. ๑๗๕๙ ท่านเคานต์ Furnberg ได้มอบให้ไฮเดินเป็นหัวหน้าวงดนตรีของท่านเคานต์ มอร์ซิน (Count Ferdinand Maximilianvon Morzin) ที่ Lukavec ซึ่งเป็นวงดนตรีส่วนตัวที่ไม่ค่อยจะใหญ่เท่าใดนัก และที่นี่เขาได้แต่งซิมโฟนี่ขั้นเป็นครั้งแรกใน D Major และเป็นซิมโฟนี่ชิ้นแรกของโลกด้วย เขาแต่งซิมโฟนี่นัมเบอร์ ๑ นี้ ขณะที่มีอายุได้ ๒๗ ปีพอดี ปี ค.ศ.๑๗๖๐ ไฮเดินมีอายุ ๒๘ปี นับว่าเป็นหนุ่มใหญ่ก็เกิดอยากจะแต่งงานให้เป็นหลักเป็นฐานเสียที ในระหว่างนั้นมีลูกศิษย์สาว ๒ คนพี่น้องมาเรียนดนตรีกับเขา ชื่อ มาเรีย แอนนา เคลเลอร์ (Maria Anna Keller) และเทเรซา เดลเลอร์ (Theresa Keller) เป็นลูกสาวของช่างตัดผม ไฮเดินหลงรักเทเรซาผู้น้องสาวแต่ทว่าเธอไม่สนใจเขาเลย ทางฝ่ายพ่อของผู้หญิงก็เลยเชียร์ให้แต่งงานกับมาเรีย แอนนา เดลเลอร์ ซึ่งมีอายุ ๓๒ ปี แก่กว่าไฮเดินต้ง ๔ ปี ชีวิตการแต่งงานของไฮเดินไม่ค่อยจะราบรื่นเอาเสียเลย ดังนั้นทั้งสองจึงร่วมชีวิตกันอยู่ไม่นานนักก็ต้องหย่าร้างกัน ทั้งนี้ก็เพราะมีอะไร ๆ หลายอย่างที่ไม่สามารถจะไปกันได้ และในปีนี้ไฮเดินก็ได้แต่งซิมโฟนี่นัมเบอร์ ๒ C Major ค.ศ. ๑๗๖๑ ท่านเคานต์ มอร์ชิน (Morzin) ได้เลิกวงดนตรีประจำบ้านเพราะการเงินชักจะฝืดเคือง ไฮเดินก็จำต้องลาออกไปพอดีทางเจ้าชายปอล แอนตัน อีสเตอร์ฮาซี่ (Princr Paul Anton Esterhazy) ตกลงที่จะจ้างเขาไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าวงดนตรี (Vice Kapellmeister) ที่ปราสาทไอเซนสตัคท์ (Eisonstadt๗ ซึ่งมี Werner เป็นหัวหน้าวงอยู่ ชีวิตของไฮเดินได้เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นมากและในปีนี้เขาได้แต่งซิมโฟนีอีกหลายเพลง G Major No. 3, D Major No.4 และ A Major No.5 และยังมีเพลงอื่น ๆ อีกมาก

โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 16:56] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    ตระกูลอีสเตอร์ฮาซี่ (Esterhazy) เป็นตระกูลเจ้านายที่เก่าแก่สืบต่อกันมานานหลายชั่วคนแล้ว และเป็นตระกูลเจ้านายขั้นสูงสุดรองจากพระเจ้าแผ่นดิน มีความมั่งคั่งร่ำรวยมหาศาล มีปราสาทอันใหญ่โตมีที่ดินที่นาอยู่ในฮังการีนับเป็นแสน ๆ ไร่ และยังมีที่ดินอยู่ต่างจังหวัดอีกมากมายนับไม่ถ้วน ปราสาที่นับวว่ามีชื่อเสียงและใหญ่โตที่สุดได้แก่ประสาทแห่งไอเซนสตัดท์ (Eisenstadt) อยู่นอกกรุงเวียนนา ๓๐ ไมล์ ขณะนั้นเจ้าชายปอลเป็นผู้นำตระกูลและเป็นผู้ที่รักดนตรีอย่างยิ่ง เมื่อไฮเดินไปอยุ่กับเจ้าชายตำแหน่งก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แ ค.ศ. ๑๗๖๒ เจ้าชายปอล แอนตัน ก็สิ้นพระชนม์ลง เจ้าชายนิโคลาส (Nicolaus) พระนุชาผู้ได้สมญาว่า "The Magnificent" เป็นทายาทสืบตระกูลต่อไป เจ้าชายนิโคลาสก็เป็นคนที่รักทางดนตรีเช่นเดียวดับเจ้าชายปอล พระองค์ทรงปรับปรุงวงดนตรีเพื่อจะให้มีนักดนตรีที่เยี่ยมยอดที่สุด ไฮเดินเป็นผู้หนึ่งที่พระองค์ภูมิใจมาก ค.ศ.๑๗๖๓ ไฮเดินได้แต่งอุปรากรเรื่อง Acide e Galatea ขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นงานที่ดีมากชิ้นหนึ่งนำออกแสดงที่ไอเซนสตัคท์ และในปีเดียวกันนี้เขาก็ต้องสูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าไปอีกที่โรห์เรา ข่าวนี้ได้นำความสะเทือนใจมาสู่เขาไม่น้อยเลย เขาได้แต่งซิมโฟนี่ E และ D Major
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 17:09] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    ค.ศ.๑๗๖๔ ซิมโฟนี่ ๖ เพลง และเพลงควอเตท ๕ เพลงได้รบการตีพิมพ์เผยแพร่ที่ปารีส และไฮเดินได้แต่งเพลง Cantata และ Te Deum ให้แก่เจ้าชายนิโคลาสเนื่องในวันประสูติของพระองค์ นอกจากนั้นยังได้แต่งเพลงซิมโฟนี่อีกเป็นจำนวนมากที่เด่น ๆ ก็มี E-Flat Major หรือที่เรียกว่า "The Philosopher" ค.ศ.๑๗๖๕ ได้แต่งซิมโฟนีอีกหลายเพลงที่เด่น ๆ ก็ได้แก่ D Minor หรือ Lamentatione หรือเรียกอีกอย่างว่า "Christmas Symphony", C Major (Alleluia), D Major หรือเรียกว่า "Horn Signal" และมีเพลงประเภทอื่น ๆ อีก เจ้าชายนิโคลาสทายาทองค์ใหม่ทรงเบื่อปราสาทที่ไอเซนสตัคท์จึงได้สร้างปราสาทขึ้นใหม่เป็นปราสาทสำหรับประทับในฤดูร้อน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากไอเซนสตัคท์เท่าใดนัก และทรงตั้งชื่อปราสาทแห่งนี้ว่า ฎหะพ้ฟผ เป็นปราสาที่หรูหราที่สุดอยู่ในบริเวณเนื้อที่หลายร้อยไร่ ประดับตกแต่งบริเวณ มีสวนดอกไม้ ภูเขา ป่าไม้ สวนอุทธยาน ทะเลสาป ลำธาร จำลองอย่างสวยงาม มีโรงมหรสพขนาดใหญ่ ๒ โรง กล่าวกันว่าต้องใช้เงินถึง ๑๑ ล้านกุลเดน จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีวังหรือปราสาทใด นอกจากพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) เท่านั้นที่จะทัดเทียมได้ ค.ศ.๑๗๖๖ Werner ผู้อำนวยการดนตรีคนเก่าได้ถึงแก่กรรมลง เจ้าชายนิโคลาสก็ทรงแต่งตั้งไฮเดินขึ้นเป็นผู้อำนวยการวงดนตรีแทนและได้ย้ายจากปราสาทไอเซนสตัคท์ ไปอยู่ที่ปราสาทอันหรูหราแห่งใหม่ที่ชื่อ Esterhaz เมื่อได้มาอยู่ที่นี่ เขามีเวบาและเป็นอิสระมากขึ้น ประกอบกับอยู่ในที่แวดล้อมของภูมิภาพอัยสวยงาม ทำให้เขาเกิดความบันดาลใจที่จะแต่งเพลงดี ๆ ออกมาได้มากขึ้น ดังนั้นในปี ๑๗๖๗ เขาได้แต่งอะปรากรเรื่อง La Contarina และซิมโฟนี E--flat Major ไฮเดินมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป และทำให้วงดนตรีปละประสาทของเจ้าชายนิโคลาสมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป และทำให้วงดนตรีและปราสาทของเจ้าชายนิโคลาสมีชื่อเสียงโด่งดังไปด้วย ชนชั้นสูง และเชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ เกือบทั่วยุโรปได้พากันหลั่งไหลมาสู่ปราสาทอีสเตอร์เอส เพื่อชื่นชมกับความโอ่อ่าของปราสาท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อที่จะฟังดนตรีอันเลื่องลือของไฮเดิน ในปี ค.ศ.๑๗๖๘ ไฮเด็นมีอายุ ๓๖ ปี ได้แต่งอุปรากรเรื่อง Lo Speziale เป็นอุปรากรแบบชวนหัว หรือที่เรียกว่า โอเปร่า บุฟฟา (Opera Buffa) และยังได้แต่งเพลงต่าง ๆ อีกมากมาย ต่อมาได้เกิดอัคคีภัยขึ้นที่วังไอเซนสตัคท์อันเป็นวังเก่าของเจ้าชายนิโคลาส ต้นฉบับโน๊ตเพลงของไฮเดิน ที่เก็บไว้ที่นั่น ถูกเก็บไว้ที่นั่น ถูกไฟไหม้เสียหายเป็นจำนวนมาก ค.ศ. ๑๗๖๙ Artaria ได้จัดการพิมพ์งานของเขาออกเผยแพร่ในเวียนนา ค.ศ.๑๗๗๐ ไฮเดินได้นำคณะนักดนตรีของปราสาทอีสเตอร์เฮชี่ เดินทางไปแสดงที่กรุงเวียนนาเป็นครั้งแรก แรกฏว่าได้รับต้อนรับจากชาวเวียนนาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเวียนนาชื่นชมในตัวไฮเดินมาก ได้กล่าวมาแล้วว่า ไฮเดินเป็นคนแรกของโลกที่ได้ประพันธ์เพลงแบบซิมโฟนี่ขึ้น เพราะก่อนหน้านี้คำว่า Symphony ยังไม่ปรากฎขึ้นในโลกของดนตรี ไฮเดินเป็นคนคิดหาวิธีแต่งเพลงในรูปของ Sonata สำหรับใช้บรรเลงกับเครื่องดนตรีทุก ๆ ชิ้น แล้วนำมาเล่นรวมกัน ต่อมาแบบของเพลงนี้ได้กลายมาเป็นแบบของ Symphony และบรรดานักแต่งเพลงในชั้นหลัง ๆ จึงได้ถือเอาแบบอย่างที่ไฮเดินวางไว้เป็นแนวสำหรับจัดวงออเคสตราในกาลต่อมา ในบรรดาเพลงซมโฟนีต่าง ๆ ของไฮเดินนั้น เป็นเพลงทีให้ทั้งความคิดและแทรกอารมณ์ขบขันเข้าไปด้วย ไฮเดินเป็นคนที่มีความบันดาบใจอย่างลึกซึ้ง เขาเคยผ่านความยากจน รู้รสชาดและความเป็นอยู่ของคนจน เคยอยู่ใกล้ชิดเจ้านายผู้สูงศักดิ์ รู้จักชีวิตของชนชั้นสูง ดังนั้น ซิมโฟนี่ของเขาจึงระคนไปด้วยสิ่งเหล่านี้ เพลงซิมโฟนี่ที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ขัน และเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจของเขาได้แก่ F -Sharp Minor หรือที่เรียกว่า "Farewell Symphony" อันเป็นอันดับที่ ๔๕ ซึ่งเมื่อเจ้าชายนิโคลาสได้ฟังเพลงนี้จบแล้ว ก็ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจพวกนักดนตรีทั้งหลาย โดยอนุญาตให้นักดนตรีได้ลากลับบ้านเพื่อพักผ่อนและพบประกับครอบครัว เขาแต่งขึ้นในปี ค.ศ.๑๗๗๒ และและนอกจากนั้นยังมีชุด String Quartets ที่เรียกว่า "The Sun" หรือ "Grent Quartets" นั้นเอง
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 17:50] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    ค.ศ.๑๗๗๖ ได้นำอุปรากรเรื่อง L'infedelta delusa และซิมโฟนีหมายเบจ ๔๘ ออกแสดงเพื่อถวายการต้อนรับพระนางมาเรียเทเรซา (Maria Theresa) ที่ได้เสด็จมาเยี่ยมปราสาทอีสเตอร์ฮาส (Esterhaz) ซิมโฟนี่หมายเลข ๔๘ นั้นคือ C Major หรือ "Maria Theresa" ค.ศ.๑๗๗๖ แต่งอุปรากรเรื่อง La vera costanza เพื่อมอบให้แก่ Court Theatre แห่งเวียนนา ในปีนี้เองเกิดไฟไหม้ขึ้นอีก แต่คราวนี้ที่วังอีสเตอร์ฮาส ทำให้ต้นฉบับบโน๊ตเพลงที่มีชื่อเสียงของไฮเดินเพลงถูกไฟไหม้เสียหายไปไม่น้อย และ ๓ ปีต่อมา คือ ค.ศ.๑๗๗๙ ก็เกิดไฟไหม้โรงละครอุปรากรที่วังอีสเตอร์ฮาส ที่ไฮเดินเป็นผู้ควบคุมอยู่นั้นอีก เจ้าชายนิโคลาสจึงได้สร้างขึ้นใหม่ และได้สร้างสำเร็จในปี ค.ศ.๑๗๘๐ ไฮเดินได้แต่งอุปรากรเรื่อง La Fedelta Premiata ขึ้นในแบบ Dramma giocoso เพื่อนำออกแสดงเป็นการประเดิมในพิธีเฉลิมฉลองโรงละครใหม่เป็นครั้งแรก ไฮเดินหลังจากที่เลิกร้างกับภรรยาคนแรกแล้ว ก็ไม่ได้แต่งงานอีก เพราะใช้เวลาส่วนมากอยู่กับการแต่งเพลงต่าง ๆ อยู่ที่ปราสาทอีสเตอร์ฮาส พออายุย่างเข้า ๔๘ ปีก็มีความรู้สึกเปลี่ยวใจอยู่มาก และในระยะนี้เขามีจิตใจไปจดจ่อผูกพันอยู่กับลุยเจีย พอลเชลลี่ (Luigin Polzelli) นักร้องสาวซึ่งเป็นภรรยาของนักไวโอลินประจำวงดนตรีอีสเตอร์ฮาชี่ ที่ไอเดินควบคุมอยู่นั่นเอง ไฮเดินหลงรักเธออย่างเป็นบ้าเป็นหลัง และเธอก็แสดงท่าทางว่าชอบเขาอยู่เหมือนกัน แขก็รูสึกอบอุ่นใจมากเมื่ออยู่กับเธอ ส่วนลุยเจียนั้นชีวิตสมรสของเธอกับสามีนักไวโอลินก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะเธอแต่งงานกับเขาโดยมิได้มีความรักเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าไฮเดินได้แต่งงานกับเธอ ในปี ค.ศ.๑๗๘๑ ไฮเดินได้พบกับ โมสาร์ท (Mozart) เป็นครั้งแรกที่เวียนนา และมิตรภาพของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะโมสาร์ทนั้นได้มีความชื่นชมและนับถือในงานของไฮเดินมานานแล้ว ส่วนไฮเดินก็รู้สึกนับถือในความเป็นอัจฉริยะของโมสาร์ทอยู่มากเหมือนกัน ขณะที่ได้รู้จักกันนั้นโมสาร์ทอายุเพียง ๒๕ ปี แต่ไฮเดินอายุ ๔๙ ปี อายุคราวพ่อลูก แต่ทั้งสองไม่ค่อยจะมีเวลาอยู่สร้างสรรกันมากนัก เพราะไฮเดินไม่มีเวลาพำนักอยู่ที่เวียนนาได้นานนัก แต่โมสาร์ทก็เคยไปมาหาสู่เขาบ่อย ๆ และได้เรียนรู้อะไร ๆ จากไฮเดินหลายอย่าง โมสาร์ทได้กล่าวถึงไฮเดินว่า "ฉันได้เรียนการแต่งเพลงแบบสตริงควอเตทจากเขา"(I learned string-quartet writing from him) ไฮเดินนั้นได้ชื่อว่า "บิดาแห่งซิมโฟนี่" (The father of the Symphony) และ "บิดาแห่งเพลงสตริงควอเตท" (The father of the String--quartet)
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 18:40] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    ในปี ค.ศ.๑๗๘๑ นี่เอง เพลงชุดสตริงควอเตท ๖ เพลงใน Opus 33 ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เพลงชุดนี้เป็นเพลงที่สร้างขึ้นจากจินตนาการอันสูงส่งและงดงามมากทีเดียว เพลงชุดทั้ง ๖ นี้ได้แก่ Opus 33, No.1 B Minor, No.2 E--Flat Major หรือ "The Joke" No.3 C Major หรือ "The Bird" No. 4 B--Flat Major. No. 5 G Major หรือ How do you do ? " และ No. 6 D Major สำหรับเพลง String Quartet, Opus 33, No. 3 in C Major อันเป็นเพลงหนึ่งใน ของเพลงชุดนี้ ได้อุทิศให้แก่อาร์ชคยุค ปอล แห่งรุสเซีย (Archduke Paul of Russia) และเพราะเพลงนี้มีเสียงนกร้องเน้นส่วนสำคัญของเพลงให้เด่นชัดขึ้น ดังนั้น จึงให้ชื่อว่า " Bird Quartet " ในปี ค.ศ.๑๗๘๕ ไฮเดินได้แต่งเพลง The Seven words of the Saviour on the Cross มอบให้แก่ประเทศเสปญ และในปีนี้เองโมสาร์ทได้อุทิศเพลง String quartets ๖ เพลงให้แก่ไฮเดิน เพื่อเป็นเครื่องแสดงความรักและเคารพอย่างสูง ค.ศ.๑๗๘๖ เขาได้เขียนซิมโฟนีขึ้น ๖ เพลงได้แก่ Repertoire de la Loge in Paris และเพลงอื่น ๆ มอบให้ Lira organizata for Ferdinand IV of Naples ค.ศ.๑๗๘๗ ได้แต่งเพลงควอเตทชื่อ " Razor " และเพลงควอเตท ๖ เพลงใน Opus, 50 อุทิศให้แก่พระเจ้าแฟรเดริค วิลเลี่ยมที่ ๒ แห่งปรัสเซีย (Frederick William II of Prussia) เพลงควอเตททั้ง ๖ นี้ได้แก่ Opus, 5 No. 1 B--Flat Major, No. 2 C Major, No.3 E--Flat Major, No. 4 F--Sharp Minor, No. 5 F Major หรือ " The Dream " No. 6 D Major หรือ " The Frog "
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [14 มี.ค. 49 19:03] ( IP A:210.203.180.189 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    ค.ศ.๑๗๘๘ ได้แต่ง " Oxford " Symphony สไหรับ ค.ศ. ๑๗๘๙ เพลง " Tost " quartets op. 54, 1--3, op. 55, 1--3 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ในปีนี้ได้รู้จักและผูกมิตรภาพกับ Marianne von Genzinger ค.ศ. ๑๗๙๐ ไฮเดินอายุได้ ๕๘ ปี เจ้าชายนิโคลาส "The Magnificent" แห่งตระกูลอีสเตอร์ฮาชี่ได้สิ้นพระชนม์ลง ทายาทคนใหม่ไม่สนใจในกิจการทางดนตรี และได้เลิกล้มวงดนตรีเสีย ดังนั้นตำแหน่งผู้กำกับวงดนตรี (Kapellmeister) ของไฮเดินและคณะนักดนตรีของเขาก็ต้องสลายตัวและสิ้นสุดโดยประยาย ไฮเดินและคณะนักดนตรีของเขาก็ต้องสลายตัวและสิ้นสุดโดยปริยาย ไฮเดินจึงว่างงานและอำลาจากวังแห่งตระกูลอีสเตอร์ฮาซี่ไปพำนักอยู่เวียนนา มีรายได้จากบำเหน็จบำนาญที่เจ้าชายนิโคลาสได้มอบไว้ให้บ้างเล็กน้อย นอกจากนั้นยังมีรายได้จากการรับสอนดนตรีและจากการพิมพ์บทเพลงจำหน่าย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในเยอรมัน อังกฤษ ผรังเศษ ฯลฯ ไฮเดินได้ใช้ชีวิตอยู่กับตระกูลอิสเดอร์ฮาชี่ในประสาทแห่งไอเซนสตัคท์และปราสาทอีสเตอร์ฮาส เป็นเวลาถึง ๒๙ ปี ด้วยความเป็นอิสระและอยู่ในสภาพแวดล้อมอันสวยงามของทิวทัศน์ ตลอดจนความโอ่อ่าของปราสาท ทำให้เขาผลิตซิมโฟนี่ออกมาได้ถึง ๖๐ เพลง สตริงควอเตท ๔๐ เพลง อุปรากร ๑๑ เรื่อง และยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดอีกหลายร้อยเรื่อง ไฮเดินว่างงานอยู่ไม่นานนัก พอปี ค.ศ.๑๗๙๑ เจ.พี. ซา โลมอน ( J.P. Salomon ) ผู้จัดการวงคอนเสริ์ทแห่งกรุงลอนดอนได้เดินทางมาพบกับไฮเดินที่กรุงเวียนนา เพื่อจะเชิญไฮเดินไปแสดงคอนเสิร์ทที่กรุงลอนดอน เขาก็ตกลงรับเชิญ ดังนั้น ไฮเดินจึงลงเรือเดินทางไปสู่กรุงลอนดอนเป็นครั้งแรกในวันปีใหม่ของปี ค.ศ.๑๗๙๑ ที่ลอนดอน ไฮเดินได้รับการต้อนรับอย่างมโหฬาร เพราะชาวลอนดอนรู้จักชื่อเสียงของเขาก่อนที่จะรู้จักตัวเขาเสียอีก และในโอกาสแรกที่ถึงไฮเดินได้รับเชิญจากปรินซ์ ออฟ เวลส์ (พระเจ้ายอร์ชที่ ๔) ไปสู่วังเซนต์เจมส์ จากนั้นก็ได้รับเชิญไปในงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการรับรองเขาแทบไม่เว้นแต่ละวัน จึงหาเวลาว่างและเวลาพักผ่อนได้ยากแม้กระนั้นเขาก็ยังหาเวลาเพื่อจะแต่งเพลงให้แก่วงคอนเสิร์ทของซาโลมอน โดยตกลงจะแต่งให้ ๑๒ เพลงคือชุด " London " Symphonics. ได้เริ่มแต่งในปี ๑๗๙๑ เสร็จไป ๔ เพลง คือ ซิมโฟนี No. 03.--96 (แต่งครบ ๑๒ เพลงในปี ๑๗๙๕) ไฮเดินได้รับเกียรติอย่างสูงจากมหาวิทยาลัย ออกซฟอร์ด (Oxford University) โดยทางมหาวิทยาลัยได้มอบประญญาชั้นดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ทางดนตรี (Doctor of Music) แก่เขา นายกเทศมนตรีเป็นผู้มอบปริญญาบัตร จัดเป็นพิธีใหญ่โตพอควร มีแขกผุ้มีเกียรตินับพัน ๆ คน ไฮเดินรุ้สึกพากพูมใจในเกียรติอันี้มาก และในระหว่างที่ไฮเดินพักอยู่ในอังกฤษนั้น พอดีกับมีงาน Handel Festival ซึ่งจัดขึ้นที่ Westminster Abbey ระหว่างเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายน ๑๗๙๑ ในโอกาสนี้ไฮเดินได้ฟัง Messiah เป็นครั้งแรก ขณะนี้ไฮเดินอยู่ในกรุงลอนดอนก็ได้รับข่าวการมรณกรรมของโมสาร์ท สหายต่างวัยของเขาทำให้เขาโศกเศร้าสะเทือนใจอย่างมากเพราะโมสาร์ทอายุยังน้อยและกำลังมีขชื่อเสียงโด่งดัง ไฮเดินพักอยู่ในลอนดอนจนกระทั่งถึงกลางปี ค.ศ.๑๗๙๒ จึงได้เดินทางกลับกรุงเวียนนาพร้อมด้วยงานที่แต่งใหม่เป็นจำนวนถึง ๗๖๘ หน้า และได้เงิน ๒๔,๐๐๐ ฟลอรินส์ (ประมาณ $ ๒,๔๐๐) ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่งามพอควร ในปีนี้ ลุดวิค ฟาน เบโธเฟน ได้มาสมัครเป็นลูกศิษย์ ค.ศ.๑๗๙๓ ท่านเคานท์ Harrach ได้สร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นเกียรติแก่ไฮเดินที่เมืองโรห์เรา และไฮเดินได้ซื้อบ้านเป็นของตนเองที่นครเวียนนา แล้วพักผ่อนอยู่ไม่นานก็เดินทางไปกรุงลอนดอนอีกเป็นครั้งที่ ๒ ในปี ค.ศ.๑๗๙๔ พระเจ้ากรุงอังกฤษและพระราชินีได้เชื้อเชิญให้เขาไปพักผ่อนที่พระราชวังวินเซอร์ การต้อนรับของชาวลอนดอนก็เป็นไปอย่างอบอุ่นหนาฝาคั่งเช่นครั้งแรก รายได้ก็งานเช่นเคย ในครั้งนี้เขาได้แต่งซิมโฟนี อันดับที่ ๑๐๐ G Major หรือ " Military " Symphony และอันดับที่ ๑๐๑ D Minor หรือ " The Clock " ในปี ค.ศ.๑๗๙๕ เขายังคงอยู่ที่ลอนดอนและแต่งซิมโฟนี No. 102 B--Flat Major, No. 103 E--Flat Major หรือ " Drum Roll " และอันสุดท้ายคือ No. 104 D Minor and Major หรือ " London " และตั้งแต่ No. 93 ถึง No. 104 บางทีก็เรียกว่า "The Salomon Symphonies" เขาอำลากรุงลอนดอนด้วยการแสดงซิมโฟนีอันดับที่ ๑๐๔ ของเขาในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๑๗๙๕ เพราะต่อจากนั้นเขาก็เดินทางกลับเวียนนา การกลับมาสู่เวียนนาคราวนี้เร็วกาว่าปกติ คาดกันว่าเพราะได้รับคำเชื้อเชิญจากเจ้าชายนีโคลาสที่ ๒ แห่งอีสเตอร์ฮาชี่เพื่อให้มาดำรงตำแหน่งเก่า ขณะนี้ไฮเดินเป็นผู้มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์มากการกลับมารับตำแหน่งเก่า ขณะนี้ไฮเดินเป็นผู้มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์มากการกลับมารับตำแหน่งเดิมให้แก่เจ้าชายนิโคลาสที่ ๒ นั้นก็นับว่าเป็นเกียรติแก่เจ้าชายเป็นอันมาก
โดย: อ.สุวรรณ 06-6524277 [0 3] ( IP A:2 )
ความคิดเห็นที่ 8
    ไฮเดินหลังจากที่กลับจากกรุงลอนดอนแล้ว ก็เดินทางไปยังโรห์เราเพื่อเยี่ยมบ้านเกิดของเขา ซึ่งเขาจากไปเป็นเวลานาน ทำให้เขารำลึกถึงความหลังด้วยความสะเทือนใจ ในปี ค.ศ.๑๗๙๖ ไฮเดินแต่งเพลง " Heilig" และ " Panken" Masses และได้แต่งเพลงชาติเพื่อให้เป็นเกียรติแก่จักรพรรดิ์ฟรันซ์ที่ ๒ ( Emperor Franz II ) เนื่องในวันพระราชสมภพ เพลงนี้ต่อมาเป็นเพลงชาติของออสเตรีย (Austrian National Anthem) และ ค.ศ.๑๗๙๗ ได้แต่งเพลงประเภท String quartet opus 76 No. 3 C Major หรือ " Emperor "
ค.ศ. ๑๗๙๘ ได้นำ The Ceration ออกแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๙ เมษายน และได้นำออกแสดงให้ประชาชนชมเป็นครั้งแรกในปี ๑๗๙๙ ค.ศ. ๑๘๐๐ ได้แต่งเพลงประเภท oratorio "The Season " ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน และนำออกแสดงให้ประชาชนฟังเป็นครั้งแรก ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๑๘๐๑ ค.ศ.๑๘๐๓ ได้เขียนเพลงประเภท String quartet ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายของเพลงประเภทนี้ และในปีนี้ Carl Maria von Weber นักดนตรีและนักแต่งเพลงผู้มีชื่อเสียงชาวเยอรมันมาเยี่ยมไฮเดิน ค.ศ. ๑๘๐๔ ไฮเดินได้รับเกียรให้เป็นพลเมืองเวียนนา (Citizen of Vienna) เมื่อเขามีอายุได้ ๗๒ ปี ค.ศ.๑๘๐๘ เป็นปีสุดท้ายที่ไฮเดินปรากฏตัวในการแสดงคอนเสิร์ทต่อประชาชนในเพลง " The Creation " เมื่อวันที่ ๒๗ เรื่อย ๆ จนไม่สามารถจะเดินไปไหนได้สะดวก ประกอบกับความชราจึงทำให้อ่อนเพลีย และสิ่งหนึ่งที่ทำความกระทบกระเทือนใจมากก็คือในปี ๑๘๐๙ กองทัพฝรั่งเศษภายใต้บังคับของนโปเลียน ยกทัพเข้ายึดกรุงเวียนนา ออสเตรียไว้ได้ แม้ว่าไฮเดินจะอยู่ในลักษณะที่อ่อนเพลียมากก็ตาม เขาก็ยังพยายามเล่นเปียโนอยู่เสมอ และในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๐๙ ไฮเดินพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเล่นเปียโนให้ได้ จึงให้คนพยุงไปที่เปียโนแล้วก็ลงมือเล่นเพลงชาติของออสเตรียที่เขาแต่งถึง ๓ ครั้ง หลังจาก

โดย: อ.สุวรรณ [14 มี.ค. 49 20:17] ( IP A:210.203.176.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
    นั้นต่อมาอีก ๕ วัน คือวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๐๙ ไฮเดินก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ ทหารผรั่งเศษที่กำลังยึดครองเวียนนาอยู่ขณะนั้นได้ทำพิธีฝังศพให้แก่เขาอย่างสมเกียรติ ณ โบสถ์แห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา ไฮเดินมีอายุ ๗๗ ปี จึงมีคนเรียกเขาโดยทั่วไปว่า " Papa Haydn" เมื่อเขาตายไปแล้ว ทิ้งมรดกทางดนตรีไว้ให้แก่โลกมากมาย ซิมโฟนี่ ๑๐๔ เพลง Stage works ๑๖ เพลง Overtures ๑๖ เพลง String quartets ๘๕ เพลง คอนเซอร์โตจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อีกมากมายหลายร้อยเรื่อง งานต่าง ๆ ของไฮเดินยังคงเป็นสิ่งอมตอยู่ในโลกของดนตรีตลอดไป
โดย: อ.สุวรรณ [14 มี.ค. 49 20:26] ( IP A:210.203.176.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ขอบคุณมากค่ะ!

กำลังทำรายงานอยู่พอดี^v^
music
โดย: minsterss@hotmail.com [25 มิ.ย. 52 18:09] ( IP A:125.27.219.163 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน