พี่ก้อยเคยไปเป็นกรรมการงานอะไรเอ่ย
   พอดีเจอบทความของพี่แหม่ม พัชริดาโดยบังเอิญ มีพูดถึงพี่ก้อยด้วยล่ะ เลยเอามาให้อ่านกัน เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่แหม่มอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งพี่แหม่มจะพูดทำนองนี้หมดเลย ว่าไม่ชอบเป๋นครูสอนร้องเพลงเข้าประกวด ไม่ชอบเป็นกรรมการ อย่างนี้แสดงว่าต้องเกลียดเข้าไส้แน่ๆเลย 555 แล้วพี่ก้อยเป็นอย่างไรบ้างครับผม
นิตยสาร หญิงไทย ฉบับที่ 671 ปีที่ 28 ปักษ์หลัง เดือนกันยายน พ.ศ. 2546
ฉากชีวิต หนูแหม่มลูกแม่เม้า: ฉากที่ 9 : รางวัลของคนในวงการ
โดย พัชริดา วัฒนา
ถ้าจะดูจากอายุปัจจุบัน แหม่มก็เป็นคนอายุ 30 กว่าๆ ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ( ตอนกลาง )ที่ยังต้องทำอะไรต่ออะไรอีกมากมายนักกว่าจะหมดแรง แต่ถ้านับจากอายุงานที่เริ่มตั้งแต่อายุ 14 มาจนถึงวันนี้ก็ทำงานมา 23 ปีเต็มพอดี เรียกได้ว่าไม่น้อยเลย แหม่มจึงรู้สึกว่าตัวเองผ่านอะไรมาเยอะกว่าคนอายุเท่ากันอยู่พอสมควร ถึงจะรู้สึกเหนื่อยบ้างในบางครั้ง แต่ก็รู้สึกว่าดีกว่านั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ เหนื่อยมากก็พัก หายเหนื่อยก็ลุยใหม่ และสิ่งที่เป็นกำลังใจให้ทำอะไรต่ออะไiได้อย่างไม่จบไม่สิ้นก็คือกำลังใจจากครอบครัวและคนที่เรารัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแหม่ม
นอกจากนี้ก็มีพวกรางวัลชีวิตที่เข้ามาทำให้เรามีความสุขมากบ้างน้อยบ้าง อย่างเช่นการที่แหม่มสามารถเรียนหนังสือจนจบทั้งปริญญาตรีและโทให้แม่ภูมิใจได้ ก็ถือเป็นรางวัลที่มาจากความพยายามของเราเอง เห็นแม่มีความสุขแหม่มก็ดีใจที่ทำให้แม่ได้ ส่วนตัวเองก็เอาวิชาชีพที่เรียนมาใช้ทำงานเลี้ยงตัวเองเป็นประโยชน์โดยตรง ตั้งแต่ทำงานมาก็ประสบความสำเร็จ มีบริษัทที่ไว้วางใจให้งานเราทำ วางความรับผิดชอบลงบนมือของเรา ก็ถือเป็นรางวัลที่ทำให้เรารู้สึกว่าเมื่อทำดีแล้วมีคนเห็นคุณค่า ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีค่าไปด้วยรางวัลชีวิตส่วนใหญ่ของแหม่มจึงเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง แล้วก่อให้เกิดสิ่งดีๆต่อคนอื่นมากกว่าตัวของรางวัลที่เป็นเพียงสิ่งสมมุติที่เกิดขึ้น สุดแท้แต่ใครจะคิดจัดตั้งรางวัลอะไรขึ้นมา แล้วจะให้ใครก็เป็นเรื่องสมมุติของคนกลุ่มหนึ่งทั้งสิ้น แหม่มเองก็เคยได้รับเกียรติได้รับรางวัลต่างๆที่ว่านี้พอสมควร แต่ขอไม่เอ่ยถึงว่ามีอะไรบ้าง เพราะไม่เคยจดเป็นบันทึกเรียงลำดับไว้ พูดไปไม่หมดก็จะไม่ดี จะว่าไม่ใส่ใจก็ไม่ใช่ เพราะโดยมากแหม่มจำได้ทุกรางวัลที่ได้รับด้วยใจอยู่แล้วว่าได้เพราะอะไร ใครเป็นคนให้ และทำให้เรารู้สึกดีหรือไม่ดีที่ได้รับ แล้วก็จะเก็บไว้รู้คนเดียวในใจ ไม่เคยที่จะเอารางวัลที่ได้นั้นมาวางตั้งไว้ให้ใครเห็น ไม่เคยเอารูปมาใส่กรอบโชว์ใคร ถ้ามาดูที่บ้านแหม่มจะเจอแต่ของกุ๊กกิ๊กไร้สาระเต็มบ้าน ซึ่งมักเป็นของชอบของคนในบ้านเอามาจัดวางกันเอง หรือรูปถ่ายก็จะมีแต่รูปสามี รูปน้อง รูปแม่ ไปจนถึงรูปหมาที่เลี้ยงไว้
ถ้านับเฉพาะรางวัลที่เป็นสิ่งของหรือสิ่งสมมุติต่างๆของแหม่ม ก็สามารถสรุปจบได้เพียง หนึ่งหน้ากระดาษ แต่ถ้าหมายถึงสิ่งซึ่งชีวิตได้รับและส่งผลให้ตัวเองมีความสุขนั้น ต้องบอกว่ามีเป็นล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนเรื่อง วันนี้ขับรถผ่านปากซอยบ้าน เห็นหมาข้างถนนตัวอ้วนพีนั่งเล่นกับคนขับมอเตอร์ไซค์ มีปลอกคอใส่ ท่าทางเบิกบานทั้งหมาทั้งคน ก็ถือเป็นความสุขและทำให้ชีวิตดีอย่างหนึ่งแล้ว เพราะแสดงว่าหมาตัวนั้นไม่ลำบาก ไม่โดนรังแก และคนขับมอเตอร์ไซค์หน้าโหดๆนั่นก็ไม่ใช่คนใจร้าย ขับรถผ่านไปก็ยิ้มไปมีความสุข อย่างนี้เป็นรางวัลชีวิตเล็กๆน้อยๆประจำวัน ส่วนรางวัลใหญ่ๆที่เป็นงานมหาชนคนอื่นรับรู้ด้วยก็มีไม่ใช่น้อย ตั้งแต่จำความได้จนถึงวันนี้ อย่างเช่นรางวัลจากการเป็นนักร้องเริ่มตั้งแต่สมัยเป็น " สาว สาว สาว " ก็ได้รางวัลพวกนักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากนิตยสารบางเล่ม ซึ่งป้ายรางวัลยังอยู่ รูปถ่ายก็ยังอยู่ แต่เจ้าของและหัวหนังสือนั้นปิดตัวเองไปเป็นชาติแล้ว คนให้รางวัลหายสาบสูญทั้งที่ตอนจัดก็เป็นงานใหญ่โต มีคนมากันมากมาย สรุปว่าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติหรือรู้สึกอย่างไรดี จนผันตัวเองมาเป็นนักร้องเดี่ยว ชุดไหนดังก็มักจะมีรางวัลตามติดมามากเป็นเงาตามตัว ประเภท Your heart chart show แปลว่าเป็นรางวัลที่ติดชาร์ทเพราะเพลงเข้าไปอยู่ในใจคนเป็นอย่างมาก ฟังแล้วซาบซึ้ง คนเลือกเพลงของเราติดอันดับท็อปเทน ท็อปไฟว์จนคลื่นวิทยุเขาต้องให้รางวัลมาการันตี
แต่ปีต่อมาเพลงเราไม่ดัง คนที่เคยมีเราอยู่ในใจเหล่านั้น มันหายไปไหนกันหมดหว่า Your heart ถึงไม่ Chart show ซ้ำๆกันอีก แสดงว่าครั้งก่อนเขาชอบ ครั้งนี้เขาไม่ชอบ เขาถึงไม่โหวดให้เรา อย่างนี้ก็ต้องยกรางวัลไปให้บทเพลงนั้นแทนตัวคนร้องจริงหรือไม่ บางทีได้เข้าชิงตำแหน่งโน่นนี่ให้ตื่นเต้น ( คนอื่น ไม่ใช่ตัวดิฉัน ) ถึงเวลามีงานก็ต้องไปร่วมงาน เพราะถ้าไม่ไปแสดงว่าไม่มี " สะปีหริด " ( เขียนตามคำอ่านฮ่ะ) ไปถึงก็ต้องแต่งตัว แต่งหน้า ลากสังขารตั้งแต่วันยันดึกจนกว่างานเขาจะจบ อยากกระเซอะกระเซิงไปก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวสื่อมากันมากมายไม่สวยสมกับที่เป็นศิลปิน ต้องทนทำสวยทั้งที่ทรมานไปจนจบงาน แถมรางวัลก็ไม่ได้ ( ฮ่า ... สมน้ำหน้า ) คืออยากให้เป็นแบบว่า ทำไมไม่ประกาศออกมาเลยว่าให้ใคร ทำไมต้องมีผู้เข้ารอบ 5 คน 10 คนไปนั่งกันเยอะๆ แล้วก็มาประกาศทีหลังว่า 1 ใน 5 คนนี้จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ตำแหน่ง ที่เหลือขอให้กลับบ้านไปขอบใจมาก แหม่มเกลียดงานแบบนี้ที่สุด และยิ่งเกลียดเมื่อต้องไป เพราะบางครั้งสังคมก็มีกฎเกณฑ์เยอะ ไม่อยากเห็นแก่คนนี้ก็ต้องเห็นแก่คนนู้น สรุปคือต้องไป แล้วถ้าเราไม่ได้รับรางวัลจะทำอย่างไร
ที่พูดนี่เดี๋ยวก็จะมีคนหาว่าโลภ ไม่มีน้ำใจนักกีฬา แพ้ไม่เป็น หรือขี้แพ้ชวนตีเข้าไปอีก ความจริงแล้วแหม่มว่าทุกคนที่ไปก็อยากได้รับรางวัล แต่พอไม่ได้ก็ต้องทำหน้าตารื่นเริง เหมือนไม่ผิดหวังอะไรเลย คำตอบซ้ำๆที่ตัวเองก็เคยพูดคือ ไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไรฮ่ะ ได้เข้าชิงก็ดีใจแล้ว ( โกหก ) ในใจจริงนั้นก็คือแล้วจะมาให้ตูนั่งลุ้นทำไม แห้วกลับบ้านยังไม่เซ็งเท่ากับการเสียเวลา และเกิดคำถามว่าเขาเอาอะไรมาวัดว่าใครควรได้ใครไม่ควรได้
คำว่าน้ำใจนักกีฬาจึงไม่ควรนำมาใช้ เพราะนักกีฬาแข่งกันแล้วแพ้ ชนะกันเห็นๆ ที่ 1 - 2 - 3 มาจากแรงกายของคนแข่งอย่างชัดเจน เขาถึงเรียกกีฬา แต่งานศิลปะเอาความชอบของกรรมการมาเป็นตัวตัดสิน ถือว่าจับต้องไม่ได้ การให้รางวัลนักร้องนักแสดงจึงไม่ควรใช้คำว่าน้ำใจนักกีฬา แต่ควรเป็นน้ำใจศิลปินที่อุตส่าห์เสียเงินเสียทองตัดชุดสวย แต่งหน้าเด้งกันมาคนละเป็นพันเป็นหมื่น เพื่อแท่งหรือถ้วยอะไรสักอย่างที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่เสียด้วย อย่างนี้สปิริทเจ๋งกว่านักกีฬาเยอะค่ะ เพราะไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าทำไม ต้องทำท่ายอมแพ้แบบมีน้ำใจสวยใสเป็นนางเอก เพราะถ้าทำคอตก หรือวิ่งขึ้นไปตบแล้วกระชากรางวัลจากมือคนที่ได้ ก็จะกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งไปอีก ถ้าบางครั้งหวยมาออกที่เราได้อย่างที่แหม่มเคยอยู่บ้าง ก็ต้องเดินยิ้มกะเรี่ยกะราดผ่านหน้าคนที่ร่วมเข้าชิงอย่างขลาดๆพร้อมกับคำถามว่าเขาจะเกลียดตูไหมหว่า ถ้าเป็นรุ่นน้องยังพอเดินเข้าไปปลอบอกปลอบใจกันได้ว่าไม่เป็นไรนะน้อง พี่ได้ก็เหมือนน้องได้ล่ะ เพราะเรามันอาชีพเดียวกัน วันหน้าต้องเป็นของน้องแน่ สู้เขาต่อไปนะทาเคชิ แบบนี้ก็พอเอาตัวรอดไปได้ แต่ถ้าเป็นรุ่นพี่บารมีสูงกว่าก็ต้องแทบจะกราบขอโทษ พี่คะพี่ขาไปตามเรื่อง สรุปแล้วได้รางวัลมาก็หาสบายใจได้ไม่ รางวัลจึงไม่ใช่ของเราแต่กลายเป็นเหมือนประกาศนียบัตรให้บริษัทเอาไปโฆษณาได้ว่า นี่นะนักร้องเจ้าของรางวัลจุด จุด จุด เป็นการการันตีที่แสดงว่าคุณผู้ซื้อเทปควรเชื่อถือในคุณภาพและซื้อเทปไปซะด้วยความสบายใจ
เคยไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวดร้องเพลงานหนี่งใหญ่ระดับประเทศ เป็นการประกวดร้องเพลงของเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มีการถ่ายทอดทีวีด้วย เป็นมหกรรมที่พ่อแม่พี่น้องแห่กันมาดูเป็นพันคนทั้งที่บัตรก็ใบละตั้ง 500 บาท รวมกันมาทั้งตระกูล 30 คน ราคาค่าบัตรก็ฟันไป 15,000 บาทแล้ว แต่ถ้าได้ก็คุ้มค่าเพราะรางวัลเป็นเงินแสนแถมได้ชื่อเสียโด่งดัง เด็กที่มาประกวดก็ประชันขันแข่งกันแต่งตัวอลังการ ปากแดง ตาดำ ชุดเลื่อมเงินเลื่อมทอง หัวหูยีฟูกันไปหมด ดูแล้วเหมือนดูผู้ใหญ่แคระมากกว่าดูเด็ก 10 กว่าขวบ ผู้จัดงานเองก็กลุ้มใจ เพราะพ่อแม่ประเคนกันเข้ามาเอง จะไปห้ามก็ไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องแล้วแต่รสนิยมพ่อแม่ครูอาจารย์ที่สอนร้องเพลงกันมา พวกเพลงลูกทุ่งดูธรรมชาติสุดแต่ก็เหมือนอยู่คนละระดับกับพวกเพลงสากลหรือเพลงสตริง
ถึงเวลาให้คะแนน พวกเพลงสากลกับเพลงสตริงก็เอาลีลามาฟาดฟันกัน ส่วนน้องลูกทุ่งก็มานิ่มๆแต่เสียงเพราะบาดใจ ตัดสินไปกลุ้มใจไปเพราะรับเชิญมาเป็นเกียรติ แต่ไหงต้องแบกภาระหนักอึ้งอย่างนี้หนอ ก็เด็กตาดำๆน่ารักเก่งกันไปคนละแบบ น่าจะให้เสียทุกคน แต่กฎคือกฎ ที่หนึ่งต้องมีเพียงคนเดียวเท่านั้น เราก็ต้องเลือกคนที่เราชอบที่สุดเท่านั้น ยิ่งกรรมการหลายคนต่างจิตใจ ที่หนึ่งของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย มีแต่เสียงส่วนมากกับพวกกะปริบกะปรอย ตัดสินมากี่ที่ก็เห็นว่าไม่เคยมีให้คนเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกันทุกกรรมการเลยสักครั้ง แสดงว่าสุดแท้แต่ใครจะชอบ ลุ้นในห้องกรรมการจนเสร็จแล้วไม่พอ ยังต้องออกมาลุ้นต่อตอนประกาศผล เพราะทุกงานอยากให้กรรมการอยู่เป็นเกียรติจนจบ เอ้า ... อยู่ก็อยู่
ปรากฏว่าพอประกาศผลเสร็จเด็กที่ได้หน้าบานมากราบขอบพระคุณ ทั้งพ่อแม่พี่น้องมากันหมดเหมือนเราไปสร้างบารมีอะไรไว้ ยิ้มหน้าบานรับไหว้ยังไม่ทันหายเมื่อยหน้าและมือ ก็หันไปพบสายตาแดงเรื่อเปื้อนน้ำตาพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นโบว์มองเป๋งตรงมาพอดี อ้าว ... นั่นเด็กที่แพ้นี่หว่า พ่อแม่กำลังปลอบอกปลอบใจแล้วก็มองหน้าเราแบบว่าทำไมแกไม่ให้ลูกฉันได้ แล้วก็ก้มลงปลอบลูกพร้อมกับส่งสายตาเคืองมาที่เราประมาณสอนลูกว่า ... อย่าเสียใจไปเลยลูก ยังไงลูกก็เก่งที่สุดแต่กรรมการมันตาถั่วเอง จงทำหน้าเคียดแค้นใส่มันต่อไป ให้มันสำนึกผิดเอาหน้าลูกกลับไปนอนฝันร้ายตลอดชีวิต ... อะไรแบบนั้น
นี่ก็เรื่องจริงนะคะ แหม่มกับพี่โจ มณฑาณี ตันติสุข และพี่ ศรัณญ่า ส่งเสริมสวัสดิ์ เคยประสบกับสายตาแบบนี้มาด้วยกันจริงๆ จนเราต้องมองหน้ากันแล้วพยักหน้าหงึกว่าสลายตัวเถอะนางฟ้าชาลี มิฉะนั้นจะโดนเด็กโกรธหลอกหลอนทั่วงาน เฮ้อ !.... เหนื่อยใจ
สรุปว่า เกียรติที่ควรจะได้จากการไปงานกลายเป็นเกลียดที่จะไปงานแบบนี้ไปเลย เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนที่มามีความสุขกลับไปทุกคน ทุกครั้งที่ต้องไปไม่ว่าจะไปตัดสินหรือไปลุ้นรับรางวัลจึงเป็นความเครียดที่ยากจะอธิบายกับใคร ก็อย่างที่บอกว่าถ้าเข้าชิงก็ต้องไปเพื่อพิสูจน์สปิริต แต่จริงๆแล้ววิปริตรางวัลที่ได้มา ก็เป็นเรื่องที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะเอาวางกองไว้ตามเสาบ้านก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่เจริญ ครั้นจะเอาไว้ในตู้โชว์ก็ไม่มีตู้จะวาง หรือบางทีก็อยากจะวางของสวยงามตามใจมากกว่าถ้วยเงินถ้วยทอง ก็ลำบากอีก ทิ้งก็ไม่ได้เพราะอาจจะมีชื่อเราติดอยู่ บางคนบอกต้องเอาไปไว้ในตู้กับข้าวแก้เคล็ดว่าได้รางวัลมาแล้วเดี๋ยวต่อไปจะดับ เพราะถือว่าได้สุดยอดมาแล้ว แหม่มฟังแล้วก็รู้สึกว่าจะบ้า เปิดตู้กับข้าวจะหยิบขวดน้ำปลาดันมาเจอถ้วยทองเกะกะเปล่าๆ
บางครั้งถ้าเป็นรางวัลของคนในวงการจัดกันเองแจกกันเองก็ยังดูว่าพิธีรีตองไม่เน้น แต่ถ้าเป็นของหน่วยงานบางหน่วยงานที่ต้องมีระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมามอบยิ่งแล้วใหญ่ เพราะต้องตื่นไปรับกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ซึ่งพวกนกฮูกตื่นเที่ยงอย่างเราต้องลำบากอย่างยิ่ง แต่คนที่หวังดีแต่ไม่เข้าใจชอบสอนว่าไปเถอะ เขาให้ไปรับรางวัลเป็นเกียรติ นานทีปีหนจะได้รับ ตื่นเช้าหน่อยจะเป็นไร มันไม่เป็นไรหรอกค่ะเรื่องตื่นเช้า แต่ความเป็นนักร้องดารานี่มันต้องเช้ายิ่งกว่า เพราะต้องไปแต่งหน้า ทำผม แต่งตัวให้สวยสมเป็นศิลปินเสียก่อน เวลาในการแต่งองค์ทรงเครื่องจึงต้องนานกว่าชาวบ้านเขา ไม่แต่งก็ไม่ได้เพราะบริษัทเขาจัดให้เสร็จ ดังนั้นถ้ามีงาน 7 โมงเช้านั่นหมายถึง ตี 5 เจอกันกับช่างแต่งหน้าช่างทำผมก่อน พอไปถึงงานก็ต้องห้ามง่วงเหงาหาวนอนให้ใครเห็น เสียภาพพจน์ตาย ที่แสบที่สุดต้องขอเล่าคือ เมื่อเสร็จพิธีก็จะต้องมีการถ่ายรูปตามมา ตาสีตาสาทั้งหลายก็ได้ถ่ายมั่งไม่ได้มั่ง แต่ศิลปินนี่ต้องได้ไปถ่ายใกล้ประธานมากที่สุด ถึงตัวดิฉันจะขี้เกียจไปถ่ายเพราะก็รับมากับมือแล้วจะเอาอะไรอีก แต่ทีมงานก็ต้องยัดเยียดให้ไปถ่ายให้ได้เดี๋ยวไม่มีข่าวลงหน้าหนึ่งจะกลายเป็นว่าตกข่าวไป เอ้า !... เพื่อส่วนรวม ไปก็ไป
ถึงขนาดเรายืนอยู่ดีๆ มีมือวิเศษมาดึงให้ถอยหลังบ้าง ไปข้างๆบ้าง เราก็ไม่รู้นึกว่าให้ถอยก็ถอย ปรากฏคนที่ดูแลของเราวิ่งมาดันเรากลับเข้าที่เดิมพลางกระซิบว่า " อย่าให้มันผลักค่ะพี่ เดี๋ยวตกเฟรม " มันคือใคร ใครคือมัน และทำไมฉันต้องมาโดนมันผลักและมาโดนแกดันกลับไปกลับมาเป็นปาหี่แบบนี้
แหม่มมักจะเป็นพวกคนแก่หัวดื้อที่อาละวาดทีมงานทุกครั้ง ว่าอย่ามาทำให้ฉันกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ต้องมาสอพลอเสนอหน้าใคร แต่เห็นหน้าจ๋อยๆของทีมงานแล้วก็สงสารเพราะเขาก็ต้องทำหน้าที่ของเขา ไม่มีภาพก็หมายถึงทำงานไม่ดี สรุปไม่รู้ไปดูแลศิลปินหรือไปเป็นนางอิจฉาคอยตีกันก็ไม่ทราบ และเพราะหน้าจ๋อยๆของน้องๆเหล่านี้ ที่บางครั้งแหม่มต้องกล้ำกลืนความทุเรศในใจตัวเองลงไป แล้ววิ่งตามท่านประธานทั้งหลาย ขนาดเคยเป็นชุดราตรียาวสีขาวก็ยังต้องทำ วิ่งทั้งรองเท้าส้นสูงไปบนพื้นหญ้า เพียงเพื่อภาพสวยๆลงหน้าหนึ่งกับท่านประธาน อยากจะบ้าตาย เสร็จงานครั้งนั้นจึงประกาศตนต่อหน้าทีมงานว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะทำอะไรแย่ๆแบบนี้ ต่อจากนี้ไปใครอยากถ่ายไปถ่ายกันเอาเอง หรือพาคนที่หัวอ่อนกว่านี้ไปถ่าย เพราะดิฉันมันแก่เกินทน ปั้นหน้าว่ามีความสุขไปได้ ประเภทเห็นแก่ทีมงานแล้วทุเรศตัวเองนี่ก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน แบบนี้ก็มีคุณจะเชื่อไหมคะ
แหม่มจึงเป็นพวกแอนตี้รางวัลแบบนี้เล็กน้อยแต่พองาม คนไม่เคยเจอกับตัวจะไม่มีทางเข้าใจ โดยมากมักจะพูดเหมือนๆกันว่าเขาให้ไปรับก็รับไปเถอะ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไปตามวิสัยไทยแท้ แล้วความจริงใจกับคุณค่าทางใจไม่พอหรือ แหม่มก็ไม่ทราบว่าตัวเองหัวแข็งไปหรือเปล่า แต่เมื่อเป็นตัวเองก็ต้องเคารพความคิดของตัวเอง และไม่ไปทำความลบหลู่คนอื่น ก็ทนได้เท่านั้นจริงๆ
รางวัลชีวิตแบบนี้มีมาก็เพื่อเป็นสีสันให้เราได้เห็นอะไรแปลกๆ และได้เรียนรู้ว่าสังคมเขาใส่หน้ากากกันอย่างไร เราอยู่ในสังคมก็คงจำเป็นต้องใส่บ้างเป็นบางครั้ง ถึงจะเซ็งบ้างก็ต้องทำ แล้วรางวัลดีๆไม่มีบ้างหรือ หลายท่านคงสงสัย มีค่ะ รางวัลที่เป็นทั้งวัตถุมงคลและเป็นทั้งมงคลทางใจก็มี อย่างเช่นได้เข้าไปร้องเพลงถวายงานแก่เจ้านายทุกพระองค์ แหม่มก็ได้ทำมาแล้ว บางครั้งได้รางวัลเป็นภาพถ่ายร่วม บางครั้งเป็นการได้รางวัลจากการทรงมีพระปฏิสันถารด้วย บางครั้งได้เป็นเหรียญตรา หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้มีค่าเป็นตัวเงินแต่เป็นค่าทางใจ แบบนี้ถือว่าโชคดีมีรางวัลชีวิตจริงๆ
แหม่มเคยได้รับของประทานชิ้นเล็กน่ารัก 20 กว่าปีมาแล้ว เป็นกระดาษที่ฉีกออกมาจากเมนูอาหาร ด้านหลังเขียนว่า " ให้สาว สาว สาว " แล้วมีรูปนก 3 ตัว ตัวหนังสือโย้เย้แบบคนกำลังหัดเขียน ซึ่งเป็นของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ขณะยังทรงพระเยาว์ ซึ่งเราได้เข้าไปร้องเพลงถวายส่วนพระองค์ที่พระราชวังไกลกังวล ทุกวันนี้กระดาษเหลืองแก่เต็มทีจากที่เดิมเป็นสีขาว แหม่มก็ยังปลื้มทุกครั้งที่หยิบมาดูจากในกล่องที่เก็บไว้ และเห็นภาพเก่ากลับมาปรากฏในหัวทุกครั้ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาไปวางไว้บนหิ้งหรือตู้โชว์แต่อย่างใด ไม่ต้องช่วงชิงถ่ายรูปลงข่าวให้ใครเห็น แค่นึกก็ยิ้มและมีความสุขได้ แบบนี้คือรางวัลชีวิตที่แหม่มชอบค่ะ
นอกจากนี้ก็คือความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้น เป็นความสุขและรู้สึกว่าเราได้รางวัลที่ดีที่สุดเสมอ อย่างเช่นรูปของน้องสาวในอิริยาบถต่างๆก็เป็นรางวัลที่ทำให้ภูมิใจว่าเราได้เลี้ยงเด็กคนหนึ่งมาอย่างดี เขาจึงทำแต่เรื่องดีๆให้เรามีความสุขในวันนี้ หรือการที่นั่งอยู่ว่างๆกับตัวเอง มองไปรอบๆแล้วเห็นว่าเรามีบ้านอยู่ มีรถขับ มีงานทำ มีเงินอยากซื้ออะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็ได้ตามอัตภาพ ( ไม่ใช่พวกพระกระโดดกำแพงที่ก็อยากลองกินเหมือนกันแต่เสียดายเงิน ) มีหมาสองตัวที่รักเรายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก มีแม่ดีสุขภาพแข็งแรง มีสามีน่ารัก ครอบครัวพี่น้องคนอื่นๆรอบตัวก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนดี
เมื่อคิดว่าชีวิตเรามีขนาดนี้แล้วยังจะต้องการอะไรอีก ไม่อยากเลยค่ะ พูดจริงๆไม่ใช่สร้างภาพ นี่คือรางวัลที่แท้จริงของชีวิตคนทุกคน จะมากจะน้อยต่างกันแต่แหม่มเชื่อว่าคนที่มีความสุขทางใจจริงๆจะมีปริมาณความสุขที่ทำให้รู้สึกว่าเราพอเพียงแล้วเท่าๆกัน ซึ่งวัดไม่ได้ด้วยจำนวนถ้วยรางวัล หรือจำนวนสมบัติพัสถานที่มี ของแบบนี้รู้และวัดกันได้อย่างเดียวที่ใจ แหม่มเองก็ไม่ได้สมหวังดั่งฝันไปหมดทุกเรื่อง มีรางวัลชีวิตที่ดีก็มีฟ้าดินลงโทษหรือสั่งสอนให้รู้รสของความทุกข์บ้างเป็นของธรรมดา อย่างเรื่องพ่อที่แหม่มเคยเล่าไว้ตั้งแต่ตอนแรก เป็นเรื่องที่แหม่มจะเล่าให้ฟังตอนจบคราวหน้า
แหม่มมองว่ารางวัลเป็นเพียงของเสริมสร้างกำลังใจให้คนที่ได้รับรู้สึกดี ไม่ใช่ของที่ต้องฝ่าฟันหรือมุ่งหวังที่จะต้องให้ได้มา รางวัลบางอย่างทำให้เรารู้สึกดีเพราะเรามีที่มาที่ไปของมัน เห็นรางวัลแล้วจำได้ว่าเราได้ทำอะไรดีๆไว้ มีภาพเกิดขึ้นในหัวแล้วยิ้มได้ ไม่ใช่ภาพตอนเดินขึ้นไปรับรางวัลแล้วมีคนตบมือไฟแฟลชแว่บวาบ แต่เป็นภาพจากการกระทำของเราเองในอะไรสักอย่างที่ส่งผลให้เราได้รางวัลนั้นมา ถึงภาพจะเก่าลงไป ถ้วยจะหมองจนดำ หรืออาจจะตกแตกเสียหายไปได้ แต่คุณค่าของรางวัลมันจะอยู่ในใจเราไม่หายไปไหน ยกเว้นว่าจะเป็นโรคสมองฝ่อความจำเสื่อม แบบนี้ตัวเองจำอะไรไม่ได้ แต่คนอื่นจำได้และถ้าเรามีความดีอยู่ เขาก็จะพูดถึงไปอีกนาน ขนาดไม่มีชีวิตแล้วคนก็ยังจะพูดถึงอยู่ อย่างแหม่มถ้าอีก 100 ปี มีคนเอาเพลงของแหม่มมาเปิดก็ต้องถือว่าสุดยอดไม่ต้องกินน้ำอมฤตก็เป็นอมตะได้ด้วยเสียงเพลงนี่ล่ะ
ว่าแต่ว่า ... หลังจากเขียนตอนนี้จบ เจ้าของรางวัลต่างๆมาอ่านเจอแล้วอย่ามาทวงรางวัลคืนแล้วกัน เพราะแหม่มก็ซาบซึ้งนะคะที่ได้รับ... เอ่อ... แต่สารภาพว่ามาขอก็อาจจะไม่ได้คืนเพราะ...เอ่อ...บางอันที่ได้มาโดยนึกภาพไม่ออกว่าได้มาเพราะคุณความดีอะไร...ก็....อ้า....ถ้าไม่อยู่หนูก็ เอ่อ...ไปแล้วฮ่ะ
เอ ...ทำไมตอนจบฉบับนี้พูดไม่ออก อึกๆอักๆพิกลเหมือนคนติดอ่างก็ไม่ทราบ รู้สึกเหมือนเป็นคนไม่ดียังไงไม่รู้ค่ะท่านผู้ชม รู้แต่ว่าจริงใจไม่ไก่กา ที่เขียนมาทั้งหมดก็คิดอย่างนั้นจริงๆนา ผิดถูกอย่างไรอย่าถือสาหนูเลยค่ะ
โดย: โนโบะ [23 เม.ย. 49 22:07] ( IP A:202.57.170.141 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   น่าจะงานประกวดร้องเพลงของ สยามกลการ ป่ะคะ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ
โดย: kung [23 เม.ย. 49 22:37] ( IP A:61.19.59.165 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   เห็นด้วยกับกุ้งค่ะ ว่าน่าจะเป็น KPN Junior Award ของสยามกลการ ... อืม เหมือนจะมีเทป VDO อยู่ด้วย....

ต้องไปค้นกรุอีกแล้ว 5555
โดย: taai (ต่าย ) [23 เม.ย. 49 23:16] ( IP A:124.120.95.106 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ผู้เยาว์มิทราบเลยค่ะ 55 จะบอกว่างานประกวดนางสาวไทยก็จะโดนโห่นะคะนี่ เอาเป็นตามคำบอกเล่าของพี่ๆ เขาก็แล้วกันนะคะ รอพี่ก้อยมาเฉลยด้วย 55
โดย: poky [24 เม.ย. 49 13:29] ( IP A:202.28.77.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ครั้งนั้น... เป็นเวลาประมาณช่วงที่พี่ก้อยออกอัลบั้ม "ต่างกันที่เวลา" ค่ะ พี่ก้อยไปเป็นกรรมการให้เด็กที่เค้ามาประกวดร้องเพลง ใส่แจ็คเก๊ตหนังสีน้ำตาล ใส่กระโปรงยาวสีน้ำตาล ถักเปียและติดขนนกด้วย ... เดี๋ยวถ้าว่าง จะไปค้นVDO แล้วถ่ายเป็นรูปออกมาให้ดูค่ะ ...

เป็นกรรมการตัดสินอย่างนี้ หนักใจบ้างมั๊ยคะ พี่ก้อย ...
โดย: taai (ต่าย ) [24 เม.ย. 49 14:06] ( IP A:203.209.31.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   คราวนี้ นพพิมพ์ชื่อพี่ก้อยผิดล่ะ
อิอิ...
โดย: ja-o (จ๊ะโอ๋ ) [25 เม.ย. 49 11:15] ( IP A:61.19.220.253 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ 5555 กะแล้วว่าเดี๋ยวต้องมีคนแซว จริงๆแล้วผมก๊อปมาจากเวปอีกที อยากให้เห็นว่าหลายๆคนมักเขียนชื่อพี่ก้อยผิดอยู่เสมอเลย....
โดย: โนโบะ [25 เม.ย. 49 20:46] ( IP A:202.57.172.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ไม่ค่อยรู้ข้อมูลพวกนี้เลยอะ จั๊บบี้ยอม
โดย: จั๊บบี้ (JuBBy ) [25 เม.ย. 49 23:53] ( IP A:125.25.137.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ...ตาลายเลยอะครับ
โดย: บิ๊ก [27 เม.ย. 49 9:13] ( IP A:203.146.165.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   จะให้เฉลยรึยังคะ เพราะอยากดู VDO ด้วยล่ะ 55
โดย: ya-ya (พี่ก้อย ) [27 เม.ย. 49 12:07] ( IP A:203.118.123.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   อยากฟังเฉลยแล้วล่ะครับพี่ก้อยครับ อยากฟังความรู้สึกด้วยนะครับ :)
โดย: โนโบะ [27 เม.ย. 49 21:53] ( IP A:202.57.168.134 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   พี่ก้อยยังไม่ได้เฉลย ยังเดาต่อได้ใช่มั๊ยคะ อิอิ...คราวก่อนที่บอกว่าเป็น KPN Award จิงๆ เพิ่งนึกได้เมื่อคืนนี้ ว่า KPN Award ก่อนนี้ไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ใช้ชื่อ Thailand singing contest ถ้าเป็น version เด็กๆ จะชื่อ Thailand Junior Singing Contest จำได้ว่าพอเด็กๆเค้าร้องเพลงครบทุกคน เค้าจะร้องเพลงรวมกันด้วย ... เพลงนี้ไง (จำได้เป็นบางท่อนของเพลงนะคะ)....

...ฟ้ามีดาวประดับนับพันบันเทิงใจ อยากจะเป็นดาวเด่นซักดวง ส่องประกายประดับฟ้าไกล ขอแรงใจ ไปสู่ฟ้างาม ตามคนเก่ง อยากจะไปเป็นดาว หนทางยังยาวไกล แต่ไม่ไกล ถ้าใจทำจริง...
โดย: taai [28 เม.ย. 49 8:15] ( IP A:203.209.31.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   เดาแม่นมากค่ะ
คำตอบคือ Thailand Junior Singing Contest หรือ การประกวดร้องเพลงยุวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 ประจำปี 2535
นี่คือบัตรกรรมการในงานนั้นค่ะ

โดย: ya-ya (พี่ก้อย ) [29 เม.ย. 49 22:28] ( IP A:203.118.122.101 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   พี่ก้อยหน้าใส จังเลย
โดย: JuBBy [29 เม.ย. 49 22:40] ( IP A:203.118.120.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ที่โนโบะถามว่า พี่ก้อยรู้สึกเหมือนพี่แหม่มพัชริดาหรือเปล่า ที่ว่าไม่ชอบเป็นครูสอนร้องเพลงประกวด และไม่ชอบเป็นกรรมการประกวดร้องเพลง จริงๆแล้ว อย่างแรกไม่ใช่ไม่ชอบ แต่สอนร้องเพลงประกวดไม่เป็นค่ะ 555 คิดว่าสอนร้องเพลงปกติกับเป็น Vocal Director ในห้องอัดเสียงก็จะทำได้ถนัดกว่า
ส่วนกรรมการประกวดร้องเพลงนั้น มักทำให้เราหนักใจอยู่เสมอ เพราะเรามอง(ฟัง)ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น แล้วเป็นประเภทที่ไม่อยากเห็นคนเสียใจด้วยการตัดสินของเรา เลยไม่ค่อยชอบเป็นกรรมการเท่าไร ชอบเป็นคนเชียร์มากกว่า 555
โดย: ya-ya (พี่ก้อย ) [29 เม.ย. 49 22:41] ( IP A:203.118.122.101 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   เห็นบัตรแล้วถามต่อได้มั้ยคะ? พี่ก้อยคิดจะกลับมาไว้ผมยาวดัด แบบนี้อีกรึเปล่าคะ หรือติดใจผมสั้นซะแล้ว นึกถึงจดเธอไว้ในใจ (ภาพในอดีตผุดขึ้นมาช้าๆ...55) ไว้ผมยาวก็สวยดีค่ะ ผมสั้นก็น่ารัก เท่ไปอีกแบบ
โดย: ไม่มีดอกไม้ไม่เป็นไร [29 เม.ย. 49 22:58] ( IP A:203.114.103.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ขอบคุณครับพี่ก้อยครับ คิดถึงพี่ก้อยจัง
รู้สึกแบบเดียวกะพี่แมวเหมียวครับ แต่ตอนนี้พี่ก้อยคงติดใจผมสั้นมากกว่าซะแล้ว จำได้ว่าพี่ก้อยบอกว่าดูแลง่าย และพี่ก้อยชอบว่ายน้ำด้วย ไว้ผมยาวคงลำบากกว่านะครับ

อยากถามต่อเหมือนกันครับ
เห็นว่าพี่ก้อยเป็น Vocal Dirctor พี่ก้อยทำหน้าที่นี้ให้ใครแล้วบ้างอ่ะครับ อยากฟังผลงานของลูกศิษย์พี่ก้อยบ้างครับ
โดย: โนโบะ [30 เม.ย. 49 8:14] ( IP A:202.5.86.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   เกือบพลาดกระทู้ที่มีข้อมูลสำคัญนี้ มาเห็นบัตรกรรมการอมยิ้มเลยค่ะ น่ารักจัง ทั้งบัตรและเจ้าของรูปนะคะ หน้าพี่ก้อยรูปนี้เหมาะกับเป็นกรรมการประกวดร้องเพลงยุวชนมากเลย ดูเหมือนคุณครูวัยรุ่นเพิ่งจบใหม่เลย 555
โดย: poky (เจ้าบ้าน ) [30 เม.ย. 49 21:35] ( IP A:202.5.87.16 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน