ข้อแนะนำในการเขียนสัญญาที่ดี
   
พิจารณาสักนิด ก่อนการจัดทำ - เขียนสัญญาใด ๆ เนื้อหาของสัญญาควรมีอะไรบ้าง

1) ชื่อสัญญา ในการเขียนสัญญา ควรมีชื่อของสัญญาเพื่อให้สามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็วว่า เป็นสัญญาเกี่ยวกับเรื่องอะไร เช่น ซื้อขาย ค้ำประกัน เป็นต้น ชื่อของสัญญายังบอกถึงวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาด้วย

2) คู่สัญญาเป็นใคร สัญญาต้องบอกอย่างชัดเจนว่า เป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร โดยอาจเป็นบริษัทกับบริษัท หรือระหว่างบริษัท กับบุคคล หรือบุคคลกับบุคคล ในกรณีของบริษัทหรือนิติบุคคล ต้องระบุผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นด้วย ในกรณีของบุคคลธรรมดา ควรมีการระบุเลขที่บัตรประชาชนของบุคคลนั้นๆ ด้วย

3) ระยะเวลาของสัญญา สัญญาต้องมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด โดยระบุวันที่สัญญาเริ่มมีผล และวันที่สิ้นสุด ทั้งนี้ควรมีการระบุสถานที่ที่ทำสัญญาด้วย

4) ความสัมพันธ์ตามสัญญา สัญญาควรบอกอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของคู่สัญญา ว่ามีสิทธิ ภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อกันอย่างไรตามเนื้อหาที่สัญญาได้กำหนดไว้

5) เนื้อหาของสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคู่สัญญา เนื้อหาของสัญญาควรครอบคลุมรูปแบบความสัมพันธ์ของคู่สัญญาตามข้อ 4 ทั้งหมด เช่น สัญญาซื้อขายสินค้า ตามตัวอย่างนี้ สัญญาควรบอกสิ่งต่างๆ เหล่านี้
- ซื้อ-ขายอะไรกัน
- รายละเอียดหรือ Specification ของสินค้า
- ราคา และจำนวน มูลค่าตามสัญญาทั้งหมดเท่าไร
- เงื่อนไขการส่งมอบสินค้า ; ระยะเวลา สถานที่ ค่าขนส่ง
- เงื่อนไขการตรวจรับสินค้าและการคืนสินค้า
- เงื่อนไขการชำระเงิน: Credit term, สกุลเงิน
- ลิขสิทธิ์เกี่ยวกับสินค้า และการรักษาความลับของคู่สัญญาเกี่ยวกับสินค้า
- เงื่อนไขอื่นๆ ที่ได้ตกลงกัน เช่น การบรรจุ ภาษีที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

6) การดำเนินการเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา สัญญาควรบอกอย่างชัดเจนว่าเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา จะมีการดำเนินการอะไรกับอีกฝ่ายหนึ่งและอย่างไร และควรมีข้อความระบุให้อีกฝ่ายยอมรับการดำเนินการนั้น ๆ ด้วย เช่น จะปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไร เป็นต้น และเพื่อเป็นหลักประกันการทำผิดสัญญา ควรมีการกำหนดให้มีการทำประกันอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เสมอ เช่น การวางเงินประกัน เป็นต้น โดยวงเงินประกันต้องสอดคล้องกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งอาจกำหนดให้มีการทำประกันภัยที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากความเสียหายในบางกรณี เช่น การเกิดอัคคีภัย อาจมีความเสียหายมากจนคู่สัญญาไม่สามารถจะชดใช้ได้

สัญญาควรจะสามารถปกป้องสิทธิ์และประโยชน์ของแต่ละฝ่ายได้เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง โดยควรบอกได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ละเมิดสัญญา หรือสามารถนำไปสู่การพิจารณาได้ง่าย

ทั้งนี้ ในสัญญาควรมีข้อหนึ่งที่ระบุว่า หาก ................. ปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดในสัญญานี้ ..........อีกฝ่ายสามารถดำเนินการใดได้หรือมีผลอย่างไร

7) การบอกเลิกสัญญา สัญญาควรมีการกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายไว้ด้วยว่า จะสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และต้องบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเท่าไร และแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอะไรจากการบอกเลิกสัญญา

8) การต่อสัญญา สัญญาควรมีการกำหนดเงื่อนไขการต่อสัญญาคราว ๆ ไว้ให้ทราบด้วย เช่น กรณีของสัญญาเช่า อาจกำหนดไว้ว่าให้สามารถต่อสัญญาได้คราวละ 3 ปีกรณีที่ไม่มีการกำหนดเป็นอย่างอื่น เป็นต้น

9) ครอบคลุมปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ในการเขียนสัญญา ควรมีการคาดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในทางปฏิบัติระหว่างคู่สัญญาด้วย เช่น ในการดำเนินการระหว่างบริษัทแม่และตัวแทน ตัวแทนอาจต้องมีการส่งเอกสารหรือเซ็นรับเอกสารต่างๆ คืนให้แก่บริษัทแม่ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินงาน เช่น เรื่องการชำระเงิน และการตรวจนับจำนวนสินค้า เป็นต้น

ในกรณีนี้ ในทางปฏิบัติ ปัญหาอาจเกิดขึ้นเนื่องจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ส่งเอกสารตามที่กำหนด ซึ่งทำให้ขาดหลักฐานกรณีที่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นอาจกำหนดในสัญญาถึงหน้าที่ดังกล่าวของแต่ละฝ่ายไว้ด้วย และแนวทางที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น อาจกำหนดว่าหากฝ่ายที่รับเอกสารไม่เซ็นรับเอกสารและส่งคืน ให้ถือว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้อง เป็นต้น

โดย: สมนึก (เจ้าบ้าน ) [14 พ.ย. 55 10:48] ( IP A:101.108.50.42 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 46343 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   
10) ความละเอียดของสัญญา สัญญา ควรมีความละเอียดในแง่ของการครอบคลุมประเด็นข้อตกลง การดำเนินการ หรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด แต่ข้อปฏิบัติต่างๆ ของสัญญาต้องมีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างพอสมควร การเขียนละเอียด-เจาะจงเกินไป อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ เนื่องจากเราอาจลืม หรือยังมีสิ่งที่เรายังนึกไม่ถึงได้เมื่อเขียนสัญญา เช่น ในการระบุในสัญญาเช่าว่า ผู้เช่าเป็นผู้รับภาระในการจ่ายภาษี หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันเกิดจากการเช่าที่ทางราชการเรียกเก็บ ในกรณีนี้ ก็จะทำให้สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด รวมทั้งส่วนที่ผู้ให้เช่า อาจยังไม่รู้ว่ามี แต่ถ้าเขียนสัญญาอย่างละเอียด โดยเขียนรายการค่าใช้จ่ายทุกอย่างลงไป กรณีนี้ หากมีค่าใช้จ่ายใดนอกเหนือรายการที่เขียน และไม่ได้ระบุไว้ เนื่องจากอาจยังไม่ทราบในขณะทำสัญญา ก็จะทำให้สัญญาไม่ครอบคลุม และผู้ให้เช่าต้องเป็นผู้จ่ายเอง หรือกรณีของการปรับเมื่อผิดสัญญา ก็ควรเขียนเปิดกว้างไว้ เช่น กรณีที่ทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดตามสัญญานี้ ... โดยไม่จำเป็นต้องระบุไว้ว่าข้อ 1, 2, 3..... ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างมากกว่า อย่างไรก็ตาม การเขียนให้เปิดกว้าง ควรเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย โดยไม่ควรให้มีการตีความที่อีกฝ่ายจะได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินไป

11) การระบุตัวเลขในสัญญา ข้อความที่เป็นตัวเลข เช่น จำนวนเงิน ควรมีการเขียนจำนวนเงินที่เป็นตัวอักษรประกอบไว้ด้วยเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการระบุจำนวน หรือป้องกันการแก้ไขในภายหลังโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ ควรต้องมีการระบุมูลค่าที่แน่ชัดของข้อตกลงตามสัญญาเสมอ

12) ลงชื่อคู่สัญญาและพยาน สัญญาจะต้องให้มีการลงชื่อคู่สัญญาเสมอ โดยเป็นการลงลายมือชื่อหรือลายเซ็น เพื่อรับรองว่าได้อ่านสัญญาเป็นที่เข้าใจดีแล้ว กรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องมีการประทับตราบริษัทด้วย กรณีที่สัญญามีหลายหน้า ต้องมีการเซ็นกำกับทุกหน้า และต้องมีพยานเซ็นร่วมรับรู้เช่นกัน สำหรับการทำนิติกรรมในบางประเภทที่กำหนดให้ผู้ที่สมรสแล้ว ต้องได้รับการอนุญาต หรือรับรู้จากคู่สมรส ก็ต้องให้คู่สมรสลงนามด้วย

13) อื่นๆ
- สัญญาควรเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ไม่คลุมเครือ หรือต้องการการตีความอีก และไม่ควรมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังสัญญา
- ไม่กล่าวซ้ำซ้อน หรือยาวเกินไป
- สัญญาควรเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทุกฝ่าย
- ในการเขียนสัญญาควรมีการพิจารณาด้วยว่า มีข้อใดที่ขัดกับกฎหมายอื่นๆ หรือไม่ หรือกฎหมายอื่นอนุญาตให้ทำได้หรือไม่
- ในการดำเนินงานในทางปฏิบัติ บางกรณีคู่สัญญาอาจยกข้อกฎหมายที่ทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายไม่สามารถดำเนินการตามควรได้ เช่น การเข้าเช็คสินค้าในพื้นที่ของตัวแทน กรณีที่มีความขัดแย้ง ตัวแทนอาจไม่ยอมให้บริษัทแม่เข้าทำการตรวจเช็ค โดยอาจอ้างการบุกรุกสถานที่ ในกรณีนี้ควรมีการกำหนดแนวทางแก้ไขไว้ด้วย
- วันที่ในสัญญา ต้องมีการลงวันที่ที่ทำสัญญาไว้ด้วยเสมอ

ทั้งนี้ ในการทำสัญญาแต่ละประเภทซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะในทางปฏิบัติต่างกันออกไป ผู้ทำสัญญาควรนึกถึงสภาพการดำเนินงานจริง และพิจารณาว่าควรจะกำหนดสิ่งใดบ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกในทางปฏิบัติหรือเพื่อการควบคุม ตรวจสอบที่จำเป็น เช่น สัญญาเช่าต่างๆ ควรกำหนดให้ผู้ให้เช่าหรือตัวแทน สามารถเข้าตรวจสอบสถานที่ที่ให้เช่าได้ หรือต้องกำหนดให้มีการทำประกันอัคคีภัย เป็นต้น

โดย: สมนึก (เจ้าบ้าน ) [14 พ.ย. 55 10:50] ( IP A:101.108.50.42 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน