บันทึกดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 4 (จบแล้วค่ะ)
   วันที่ 4 พ.ย.2550
เช้านี้ฝนก็ยังคงตกอยู่ หนาวอีกแร้ว แต่พวกเราก็ตื่นมาด้วยความสดใสเพราะเมื่อคืนถึงฝนจะตก แต่ก็หลับกันสบายไม่มีน้ำท่วม แถมได้ที่อุดหูคุณภาพเยี่ยมอีกต่างหาก อิอิ
เช้านี้เพื่อนโชคตื่นขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงที่ดังกระฉ่อนไปทั่วดอยเพียง ชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นผลมาจาก เสียงกรนที่ดังสั่นป่า ขนาดพี่ๆพยาบาลเต้นท์ข้างๆแซวว่า นึกว่าเสือที่ไหนหลงมา ที่แท้เสือโชคนี่เอง อิอิ น่าสงสารพี่ๆเต้นท์อื่นๆจริงๆ ต้องฟังเสียงเพื่อนโชคทั่งคืน

วันนี้ พวกเราต้องลงจากดอยหลวงกันแล้ว และก็เหมือนเดิม ต้องใส่เจ้าเสื้อและกางเกงเปียกๆตัวเดิมลงไป โดยชุดนอนแห้งๆที่ใส่อยู่ ต้องจัดการใส่ถุงพลาสสิกแล้วยัดลงกระเป๋า ซึ่งก็ต้องยกความดีให้เพื่อนกุงเช่นกัน ที่พกถุงมากมาย และคอยแจกจ่ายให้เพื่อนๆ มันเตรียมตัวพร้อมจริงๆ นับถือๆ

เช้านี้ เนื่องจากอากาศหนาว และไม่ค่อยมีเวลา การกำจัดเสบียงจึงทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ข้าวเหนียวที่เหลือก็กินไม่หมดกันถ้วนหน้า จึงทำการขุดหลุมฝังกลบบนนั้น โดยมีพี่อ้วน สหายของเพื่อนกุง เป็นผู้ขุดหลุม เช้านี้ ได้กินกันก็แต่ขนมปังนิดหน่อยกะกาแฟ และโอวัลติน

ประมาณ 7 โมงเศษๆ ก็เริ่มต้นเดินลงดอยกัน ระหว่างทางก็ผ่านดอกชมพูเพลินใจ ก็ได้ถ่ายรูปกันอีก เพราะอากาศค่อนข้างดี แม้จะมีฝนตกบ้าง แต่คงเพราะชักเริ่มชินกับความลำบากในการหยิบกล้องแล้ว ก็เลยกดๆกันไปหลายรูป

เดินและเดินและเดิน 2 ข้างทางยังคงสวยเหมือนเดิม ท้องฟ้าเปิดเล็กน้อย ทำให้สามารถมองเห็นต้นปาล์มเชียงดาว ซึ่งขึ้นแต่เฉพาะที่ดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น โดยจะขึ้นที่หน้าผาหินอยู่ไกลๆลิบๆ ไม่รู้อยู่บนยอดดอยลูกไหน แต่ก็ยังถือว่าฟ้าอุตส่าห์เปิดนิดนึงให้ดีใจที่ได้เห็น

ลืมบอกไปว่า ที่อุทยานแห่งชาติเชียงดาว ส่วนที่พวกเราไปเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บริเวณของดอยหลวงเชียงดาว จะมียอด 3 ยอด คือ ยอดสามพี่น้อง ยอดพีรามิด และยอดดอยหลวงเชียงดาว ในอดีตอนุญาติให้ขึ้นได้ทั้ง 3 ส่วน แต่ปัจจุบัน อนุญาติให้นักท่องเที่ยว ขึ้นได้แค่ยอดดอยหลวงเท่านั้น ส่วนที่อื่นๆ ไม่ให้กางเต้นท์ และแค่เดินไปดูได้เฉยๆ ไม่อนุญาติให้ปีนไปที่ยอด เพราะต้องการอนุรักษ์ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:05] ( IP A:58.136.108.145 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 2161 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   ดอกชมพูเพลินใจ กดมาตั้งเยอะเสียเกือบหมดเลย ฮือๆๆ เลนส์มันขึ้นฝ้า

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:25] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ต้นปาล์มเชียงดาว ที่เห็นอยู่บนหน้าผาไกลลิบๆ

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:28] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ผ่านจุดนั้นไป ก็เจอะบริเวณที่เรียกว่าดงเย็น จริงๆตอนที่พวกเราเดินขึ้นมาก็ผ่านแต่แรกแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ชื่นชมอะไร เพราะรีบเดินกัน ได้มีเวลาพิจ ก็ตอนขาลงเนี่ยหล่ะ บริเวณนี้ ที่เรียกว่าดงเย็นก็เพราะว่า เมื่อเข้าไปถึงจะรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาเลย เพราะมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ลักษณะเหมือนป่าดงดิบ ที่พื้นดินเต็มไปด้วยเฟรินหลายชนิด ใบใหญ่ๆทั้งนั้น ส่วนต้นไม้และก้อนหินในบริเวณนั้น แทบจะไม่มีส่วนไหนว่างเว้นจากการถูกต้นมอสและพื้นชั้นต่ำปกคลุม แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์สุดๆ

เมื่อออกจากดงเย็น ระหว่างทางทัศนียภาพสวยยิ่งกว่าวันที่เดินขึ้นมาอีก เพราะตามยอดหญ้า และกิ่งไม้เต็มไปด้วยหยดน้ำ เมื่อแสงแดดส่องลงมาก็เป็นประกาย สวยมากๆ แต่ถ่ายรูปออกมาไม่ได้เรื่องเลย >< ไม่ได้ถึงเศษเสี้ยวของความสวยของจริงที่ได้พบเห็น (อิอิ ใครไม่เคยไป ฟิตร่างกายแล้วรีบไปนะคะ)เท่านั้นยังไม่พอ บรรดาบุ้งยักษ์ทั้งหลาย ที่มีอยู่มากมายตามยอดหญ้า เมื่อโดนฝน ขนตามตัวของมันก็เต็มไปด้วยหยดน้ำ เหอๆ ดูน่ากลัวไปอีกแบบ แต่เดิมตัวมันก็ใหญ่อยู่แล้วนะ นี่ยิ่งมีหยดน้ำเพิ่มเข้าไปยิ่งสยองเข้าไปใหญ่ (บุ้งที่นี่ยาวเกือบครึ่งไม้บรรทัดได้ แถมอ้วนกว่านิ้วเราอีก)

ต้นไม้จากดงเย็น

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:42] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   บุ้งยักษ์ พวกนี้หล่ะค่ะ ที่ฝากรอยผื่นคันๆ มาให้พวกเรา จนตอนที่พิมพ์อยุ่นี่ ยังไม่หายเลย

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:46] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ตัวนี้สยองมากๆ ใหญ่กว่าตัวแรก 2-3 เท่า แต่ถ่ายออกมาเล็กติ๊ดเดียว - -"

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:47] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ขณะที่พวกเรากำลังเดินๆ พี่ๆและนักเดินทางคนอื่นๆก็เดินแซงไป แซงไปเรื่อยๆ ในสุดท้าย แม้กลุ่มของพวกเราจะเริ่มเดินก่อน แต่ไหงกลับมารั้งท้ายอีกแล้ว เหอๆ ในการเดินลงครั้งนี้ พวกเราเลือกลงคนละทางกับทางที่ขึ้นมา คือทางปางวัว เพื่อที่จะได้เก็บชมทัศนียภาพให้ครบ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มีเวลาชมธรรมชาติไหม เอิ้กๆ เพราะทางมันโหดกว่าทางเด่นหญ้าขัดมากๆๆๆๆ

ในขาลงเราเองสบายกว่าเพื่อน คงเพราะรองเท้าที่ใส่ช่วยชีวิตไว้ ทำให้ไม่เลื่อนเมื่อเจอะโคลน ประกอบกับน้ำหนักตัวที่เบา เวลาลื่นก็ไม่ไถลไกล แปบๆก็หยุด ในขณะที่เพื่อนเก๋ ล้มไปหลายหน เพราะยังบาดเจ๊บจากแผลเก่าที่ขา และทางที่ลื่นด้วย ทางลงปางวัวนี้ เค้าว่าใกล้กว่า แต่ชันมากกว่า

ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่มากกว่าเฉยๆ แต่มันชันมากๆๆๆๆ มีบางช่วง เกือบ 90 องศา ยังคิดๆเลยว่าขาลงหน่ะไม่เท่าไหร่ อย่างมากก็แค่กลิ้ง แต่ไม่อยากนึกถึง ถ้าต้องเดินขึ้นทางนี้ มันจะขึ้นไหวยังไงเนี่ย....

ระหว่างทางลงมานี้ เพื่อนเก๋ดูท่าทางเครียดตลอดเวลา ถามว่าเมื่อไหร่ถึงๆ ไม่หยุดปาก เพราะทั้งๆที่คนนำทางเค้าบอกว่า เที่ยงนิดๆ แต่จนแล้วจนรอด 11 โมง แล้วก็ยังไปพึ่งถึงทางแยกปางวัว ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งทางเลย -*-

สำหรับคนที่ไม่เคยไปต้องอธิบายนิดนึงว่าทางเดินบนดอยหลวงเชียงดาว สามารถขึ้นได้หลายทาง สำหรับทางเด่นหญ้าขัด และปางวัวนั้น แม้จะเดินแยกกันในตอนแรก แต่ก็จะมาบรรจบกันตรงจุดทางแยกปางวัว และเดินรวมเป็นทางเดียว ซึ่งจุดดังกล่าวนี้ โดยประมาณ ก็แสดงว่าต้องเดินอีกกว่า 60 % ของทางลงทั้งหมด ฮือๆๆๆ ไหนว่าจะถึงเที่ยงนิดๆไง แต่ก็ไม่มีเวลามาคิดอะไร ยังคงเดินและเดินต่อไปอย่างอดทน
เลยแยกปางวัวไปนิด ก็เจอะดงกล้วย ซึ่งเป็นจุดที่เราเห็นและตกใจมาก เพราะเข้าไปแล้วเป็นลานกว้างๆ มีแต่กล้วย และคงเพราะเป็นลานกว้าง เลยมีคนพักเยอะ ทำให้มีรอยเท้าเปะปะเต็มไปหมด เราซึ่งเดินนำเพื่อนๆ มาก่อน ตะโกนถามกุงที่ตามมาข้างหลังว่าทำไงดี มันบอก รีบวิ่งไปๆ แกะรอยเท้าๆ ดูว่าตรงไหนเยอะๆ เราก็จ้องๆๆ ทางก็ลื่น โอ๊ะ เจอะรอยแล้วดีใจๆ เลยรีบไปยืนรอเลย มีก้อนหินให้นั่งพักด้วย ก็รีบเลย ระหว่างรอเพื่อนๆมาก็มีเวลาได้พิศธรรมชาติรอบๆ ตามปกติทางขึ้นเดินมามันก็มีกล้วยขึ้นให้เห็นประปราย แต่ไม่ยังเจอะตรงไหนที่เยอะขนาดนี้ สาเหตุที่มันขึ้นแน่นเป็นวงกว้างขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะความเหมาะสมของดิน หรืออาจจะมีปัจจัยอื่นๆของธรรมชาติรอบๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญของกล้วยแหงๆ (น่าศึกษาๆ) เพราะมันแปลกมากๆ ที่บริเวณนี้ไม่มีพืชชนิดอื่นขึ้นเลย แม้แต่พวกพืชที่ขึ้นตามหน้าดินก็ไม่มีให้เห็น

นอกจากนี้แล้ว ดงกล้วยเนี่ย มันมีบรรยากาศที่ชวนให้ขนลุก เพราะมีมุมมืดหลายจุด ในใจยังคิดเลยว่า ถ้ามาตอนมืดๆคงสยอง นึกถึงพวกนางตานีขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะนอกจากบรรยากาศทึมๆของดงกล้วยที่ขึ้นหนาแน่นแล้ว ความชื้น และความประหลาดของพื้นที่บริเวณนี้ มันชวนให้น่าขนลุกยังไงก็ไม่รู้ บรือ....
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:53] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เมื่อทุกคนผ่านดงกล้วยไปได้เรียบร้อยแล้ว ก็ยังมาเจอะทางแยกประหลาดๆอีกมากมาย ทางเดินแยกเป็น 2 ทางหลายหน 3 ทางก็มี พวกเราก็แยกเดินคนละทาง ตาก็จ้องประสานกัน ปิ๊งๆๆ อิอิ แต่สุดท้าย อ้าวมันรวมเป็นทางเดียวทุกที เอิ้กๆ ยังกะเล่นเกมส์อะไรซักอย่างให้ตื่นเต้นเล่นๆ (กำลังสงสัยว่าไอ้ทางที่แหวกๆกันไว้เนี่ย เค้าแหวกเพื่อไปปลอดทุกข์เบา ทุกหนักกันหรือเปล่าเนี่ย - - เหยียบโดนอะไรมั่งป่าวก็ไม่รู้ เอิ้กๆ )

แต่จริงๆแล้วก็กลัวที่เจอะทางแยกทุกที เพราะคนอื่นๆเค้าไปกันไกลแล้ว คนที่ลงมาทีหลัง ก็เดินแซง และรู้สึกว่าพวกเราเนี่ยหล่ะรั้งท้ายแล้ว เริ่มรู้สึกจะหลงป่าขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะมองไปทางไหนมันก็เหมือนๆกันหมด

เดินมาถึงจุดกางเต้นท์ปางวัว เย้ๆ ในที่สุดก็เจอะคนที่เดินมาก่อน เค้ากำลังพักกินข้าวกัน ดีใจมากๆ ไม่หลงป่าแร้วว นับว่าโชคดีมากๆ เพราะบริเวณที่เค้าพักกันตรงนั้น ก็เป็นจุดที่น่าหลงที่สุด เพราะเป็นลานกว้างอีกแล้ว ดีนะที่มีคนบอกทางไม่งั้นแย่แน่ๆ ตรงจุดนี้ เรานั่งพักตรงจุดที่เดินออกจากลานเพื่อบอกทาง และให้เพื่อนเก๋ กับเพื่อนกุงเดินล่วงหน้าไปก่อน โดยเพื่อนกุงสั่งว่าให้รอ เพื่อนดัชกะโชคด้วย เพราะยังเดินตามหลังมาอีกนาน ก็เลยนั่งรอไป พักเหนือ่ยไปด้วย

จนดัชเดินมาถึงก่อน พร้อมกับอาการหอบตัวโยน และนั่งพักบนก้อนหิน แต่จริงๆต้องเรียกว่านอนมากกว่า เพราะหงายหลังบนเป้ ไม่นานเพื่อนโชคก็ตามมา และเดินล่วงหน้าไปก่อน เพราะเพื่อนกุงเรียกใช้งานให้ไปถ่ายรูป

มาถึงตอนนี้ อัศวินม้าขาวคนแรก ก็โผล่มา เอิ้กๆ

ระหว่างที่พักกันอยู่ ก็มีกลุ่มนักเดินทาง เดินตามมาเช่นกัน แอบได้ยินเค้าเรียกพี่หนึ่งๆ อืมมมมม สงสัยจะเป็นหนึ่งนี้หล่ะมั้ง

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความก่อนว่า ในวันที่ก่อนออกเดินทางมาเชียงดาว เราเองก็ได้หาข้อมูลจากเวปต่างๆถึงการเดินทาง รวมไปถึงเวปพันทิพ ที่เป็นเวปประจำ ได้เจอะสมาชิกท่านหนึ่งโพสข้อความเอาไว้ว่าหาเพื่อนขึ้นเชียงดาว เพราะสมาชิกสละสิทธิ์ 1 คน แถมขึ้นวันเดียวกับพวกเรา เลยหลังไมค์ไปคุยด้วย เลยได้ทราบชื่อและลักษณะการแต่งกาย ได้แต่หวังว่า ถ้าเจอะกันบนดอย จะได้เผื่อทักทายชาวพันทิพย์กันบ้าง
และก็ใช่จริงๆ แบกเป้ พร้อมห้อย tag blueplanet เพื่อนดัชเชียร์ให้ทักเลยๆ ใช่แหงๆ = = ตามปกติเราก็ไม่ค่อยจะทักจะคุยกะคนแปลกหน้าเท่าไหร่ ยิ่งผู้ชายนี่ยากมากๆ แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ทักก็ไม่รู้ ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกจริงๆ เพราะพี่หนึ่งเนี่ยหล่ะ คืออัศวินม้าขาวตัวจริง ที่ฟ้าส่งมาให้พวกเราและ เพื่อนเก๋เลย ^ ^
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 10:58] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   หลังจากทักทายคุยกันซักพัก แนะนำเพื่อนๆให้รู้จัก เพื่อนกุงได้เพื่อนคุยแล้วก็เม้าส์แตกกระจาย ลืมเพื่อนๆไปเลยเอิ้กๆ หลังจากเดินคุยกันมาเรื่อยๆ เพื่อนเก๋ ซึ่งอาการค่อนข้างสาหัส เพราะเจ๊บขา และทางลื่นชั้น ซึ่งก็ปรากฏว่าล้มไปหลายรอบ เดินช้าลงเรื่อยๆ จนพี่หนึ่งเดนล่วงหน้าไปก่อนนานแล้ว

เดินไปซักพัก ก็เจอะ พี่หนึ่งและพรรคพวกเค้าอีกครั้ง ซึ่งนั่งพักกินข้าวอยู่ พี่หนึ่งถามพวกเราว่า พักกินข้าวกันก่อนไหม ทางจากตรงนี้จะเป็นทางลง และลง อย่างเดียว ทางก็แคบมากๆ ไม่มีที่พักแล้วนะ และยังอีกไกลด้วย ถ้าไม่กินไรเลยจะไม่มีแรงเอานะ

ส่วนพวกเราเอง ซึ่งก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ความหิวเหรอ เราเองหิวนิดๆ แต่ดูเพื่อนๆ จะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วนอกจากเหนื่อย และเหนื่อย แต่ก็คิดว่ากินก็ดี เลยเอาขนมปังออกมา ให้กัดกันคนละคำ ปรากฏว่า ไม่ไหว ฝืดคอ และเหนอื่ยมากจนกินไรไม่ลง เลยกินกันได้แค่คนละคำ น้ำ 1 จิบ (ตอนนั้นน้ำเหลือ ก้นขวดแล้วกินเสร็จก็หมดพอดี)
และแล้วพวกเราก็ตัดสินใจเดินต่อเลยโดยไม่พัก เหอๆ ส่วนพวกพี่หนึ่งซึ่งพักทานข้าว ซักพัก ก็เดินต่อมาเหมือนกัน เพราะก็เห็นว่าบ่นจนกินไรไม่ค่อยลงเหมือนกัน เดินไปซักพัก พี่สาว 2 คน พรรคพวกของพี่ 1 ก็เดินแซงพวกเราไปอีกแล้ว เหอๆ เหลือแต่พี่หนึ่งซึ่งยังไม่ไปไหน เพราะเห็นพวกเราท่าทางจะย่ำแย่ เลยตัดสินใจอยู่ช่วยก่อน

ยิ่งเดิน แต่ละคนก็อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนเก๋เริ่มถือไม้เท้าไม่ค่อยอยู่ (ลืมบอกไปว่า ตอนขาลง มีพี่ที่ไปด้วยเค้าสงสาร ให้ไม้เท้าเพื่อนเก๋มา 1 อันแล้ว เอาไว้ช่วยค้ำตอนเดิน และคอยปักดิน เป็นที่ยึดเกาะ ซึ่งช่วยได้มากๆ)

ส่วนคนอื่นๆ ก็ท่าทางจะแย่เหมือนกัน เพราะทางชันเริ่มเข้าใกล้ 90 องศาขึ้นทุกที และไม่มีจุดให้พักเลย เพื่อนกุงเอง ก็สารภาพออกมาตอนหลังเลยว่า ตอนเห็นทาง คิดเลยว่า ขนาดตัวเราเองยังจะเอาไม่รอด แล้วจะช่วยเพื่อนได้ยังไง ส่วนเพื่อนเก๋เองก็อธิฐานในใจว่า ถ้ารอดจากดอยนี้ลงไปได้ปลอดภัย กลับไปจะไปทำสังฆทานเลย มาถึงเพื่อนโชค ซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม บอกว่าคิดว่ายังไงก็คงลงไปได้อยู่แล้ว แค่ถึงช้าหน่อยเท่านั้นเอง แต่ยังไงก็คิดว่าต้องลงไปได้แน่ๆ ช่างเป็นคนที่มุ่งมั่นและพึ่งได้จริงๆ

ส่วนเพื่อนดัช ฉันจำไม่ได้ว่าแกคิดอะไร แต่รู้สึกว่าจะเอาแต่ยิ้มเฉยๆ มาถึงเราเอง ต้องสารภาพว่า ไม่ได้คิดอะไรเลย หัวว่างเปล่า มีแต่ความสนุก ( เลวจริงๆ ) เพราะไม่เคยเดินป่าเละๆแบบนี้ และฝันมานานแระ ว่าจะได้เล่นโคลนเละๆ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะบ่นเวลาซักเสื้อ แถมได้ไถลไปไถลมา ยังกะเล่นสเก็ต สนุกมากจริงๆ (อันนี้ต้องขอกราบขออภัยเพื่อนๆ ว่าสนุกจนลืมดูเพื่อนๆไปหน่อย)

เดินไปได้ไม่ทันไร พี่หนึ่งคงเห็นแล้วว่า ขืนเดินกันแบบนี้ ทุ่มนึงคงยังไม่ถึงพื้น เลยจัดการจัดระเบียบพวกเราซะใหม่ สั่งถอดเสื้อกันฝนออกให้หมดทุกคน (โดยฉีกเสื้อเลยหง่ะ เสียดายๆ เสื้อกันฝนสีชมพูน่ารักด้วยอ่ะ) พี่เค้าเห็นเราแต่งตัว แล้วก็บ่น ว่ามาเดินป่าใส่ยีนส์มาก็หนักตายพอดี กลับไปหากางเกงทหารมาใส่ได้แล้ว ส่วนเป้ก็ด้วย ไปหาแบบที่มีสายผูกเอวมาจะดีกว่านะ แล้วก็บ่นไรไม่รู้อีกเยอะแยะ เอากระเป๋ากล้องมายัดลงไปในกระเป๋าเป้หลัง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะยัดลงไปได้แล้วก็วิ่งไปจัดให้คนอื่นต่อ
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 11:06] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ขอคั่นด้วยรูปวิว ตามทางเดินลงเขาค่ะ ^ ^ มีแต่หมอกและหมอก

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 11:09] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   หลังจากพวกเราทุกคนหลังถูกจัดกระเป๋าใหม่ พบว่าช่วยให้เดินได้ง่ายขึ้นเยอะ จากการปรับสายเป้ของเก๋ และสายที่คาดเอว เห็นเพื่อนเก๋บอกว่า หลังจากพี่เค้าจัดระเบียบให้ กระเป๋าเบาลงไปเยอะมากๆ เพราะเหมือนมีการกระจายน้ำหนัก ให้เอวช่วยรับน้ำหนักด้วย แทนที่จะเอาบ่ารับทั้งหมด เหมือนที่พวกเราแบกๆกันมา แถมการแบกเป้แค่ใบเดียวไม่มีกระเป๋ากล้อง ยังช่วยให้มองทางได้ง่ายขึ้นเยอะ เดินสบายตัวมากๆ

นอกจากพี่เค้าช่วยจัดกระเป๋าแล้ว ยังช่วยแบกของบางอย่างเอายัดลงเป้เค้าเองด้วย แมนมากๆ เรียกว่าอัศวินฟ้าส่งมาเลยจริงๆ แต่ระยะทาง ก็เหมือนแกล้งกัน ก็ยังคงเดินและเดินต่อไป

ช่วงนี้เริ่มเจอะนักเดินทางที่พึ่งเดินขึ้นมาเดินสวนกันมามั่งแล้ว ท่าทางแต่ละคนเหนื่อยอ่อน เห็นแล้วก็ได้แต่ทักทายให้กำลังใจ ว่าอีกแปบเดียวๆ ทั้งๆที่ในใจคิด อีกไกลมากๆ แกเอ๊ย เตรียมตัวร้องไห้ได้เลย เหอๆ

เราเองระหว่างนี้ ก็หยิบมือถือมาเปิด หาสัญญาณ แต่ไม่มีซักเสาเลย ฮือๆๆ ก็ได้แต่ฝากบอกนักเดินทางคนอื่นๆที่เดินแซงพวกเราลงไปก่อน ว่าให้พวกกลุ่มที่รออยู่ข้างล่างไปกันก่อนได้เลย เพราะพวกเรามีคนเจ๊บ และคงอีกนานกว่าจะถึงพื้น เดินไปก็หาสัญญาณไป ร้องฮู้ๆๆ ไป เผื่อจะมีคนตอบ พี่หนึ่งก็ได้แต่บอกว่าอีกไม่ไกลๆ และเป็น buddy ให้เพื่อนเก๋ คอยจูง และให้เกาะบ่า ตลอดทาง พอถึงช่วงที่ลงยากๆ พี่เค้าก็วิ่งมานำทางก่อนเสมอ

หลายๆครั้งที่ทางเดินลงยากๆ พี่เค้าก็ให้ เพื่อนเก๋ นั่งลงกะพื้นเลย แล้วไถ พรืดๆๆ ลงมา ซึ่งเพื่อนเก๋ ก็ยอมเสื้อเละดีกว่าเจ๊บตัว เอิ้กๆ ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆ รวมทั้งตัวเราเอง ก็ค่อยๆดึบๆไถลลงมา พี่เค้าบอกว่า นี่ถ้าไม่ติดเป้ ที่แบกมาด้วย เค้าจะช่วยแบกเพื่อนเก๋ลงไปให้ เพราะเค้าบอกว่าเคยแบกสาวลงมาแล้ว ฟังแล้วอึ้ง พี่หนึ่งนี่เป็นเซียนเดินดอยจริงๆ

ในที่สุด เสียงฮู้ๆๆ ก็มีคนร้องตอบแล้ว ไชโย!!!! อ๊ะ นั่นพี่อ้วนนั้นเอง อัศวินม้าขาวคนที่ 2 ตามขึ้นมาช่วย แถมไม่ได้มาคนเดียว มาพร้อมกับเอาลูกหาบขึ้นมาด้วย 2 คน ต้องขอกราบงามๆด้วยเช่นค่ะ

พี่เค้าว่าทุกคนเป็นห่วงกันมาก และตัวพี่เค้าเองตอนเดินลงมา เค้าคิดแล้วว่ากลุ่มพวกเราต้องมีปัญหาแน่ๆ เพราะทางมันโหด เลยตามขึ้นมาช่วย ตอนแรกก็ดีใจ แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว แต่ไหง..... มันอีกตั้งไกลหล่ะพี่ แต่นับถือน้ำใจเลยค่ะ เพราะทางที่พี่ขึ้นมาตามพวกเราเป็นโลเลยมั้งนั่น

สรุป เป็นอันว่ารอดตายมาได้หวุดหวิด จากการต้องนอนบนดอยอีกคืน อิอิ ค่อยๆเดินลงมากันอย่างสบายใจ ถึงพื้นก็ประมาณ 4 โมงกว่าเกือบ 5 โมง รวมเวลาเดินตั้งแต่เริ่มต้น 7 โมงเศษๆ 8 ชม นิดๆ เหอๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเดินได้ทนขนาดนนี้เหมือนกัน

ทั้งเนื้อทั้งตัวและกระเป๋า ของพวกเรา เปรอะไปด้วยโคลนเต็มไปหมด กางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน กลายเป็นสีน้ำตาล รองเท้าผ้าใบสีน้ำเงิน ก็เต็มไปด้วยโคลนหุ้มรอบๆ จนเหมือนก้อนดินอะไรซักอย่างติดอยู่ที่เท้า ไปถึงร้านลุงแก่ พวกเราก็รีบวางกระเป๋า และไปล้างตัวกันเลย แต่อ๊ะ!! อย่าเข้าใจผิดว่าได้อาบน้ำนะคะ แค่ล้างตัว ก็คือเอาน้ำก๊อกเนี่ยหล่ะล้างโคลนที่อยู่ตามตัวออก ทั้งๆที่ใส่อยู่นั่นหล่ะ

แล้วเราก็ตัวเปียกต่อไป เพราะไม่มีเสื้อแห้งจะใส่แล้ว รวมไปถึง พวกเราต้องไปต่อกันที่ดอยผ้าห่มปก ซึ่งเวลาตอนนั้นก็สายมากแล้ว มาถึงเพื่อนเก๋ หลังจากลงมาได้ ก็รีบนั่งพัก และดื่มน้ำ เนื่องจากว่าเครียดมาก จึงต้องนั่งดมยาดมกันพักใหญ่ เพราะมึนมาก และเกิดอาการชาไปทั้งหัว ทั้งตัว เล่นเอาหมอ และพยาบาลหลายคนที่อยู่แถวนั้น งงกันไปเลยไม่รู้จะรักษายังไง

หลังจากพักได้พอประมาณ พวกเราก็กินข้าวกัน เราและกุงกินข้าวไข่เจียว เก๋ และโชคกินหมูผัดพริกแกงหรือไงเนี่ยหล่ะ โดยมีน้ำแกงสาหร่ายเต้าหู้เป็นน้ำแกงตรงกลาง ส่วนเพื่อนดัช บอกว่าเหนื่อยและไม่รู้จะกินไร เลยมาร่วมวงกินข้าวไข่เจียวด้วยกันกะเพื่อนกุง ระหว่างนี้ หลังจากกินเสร็จเพื่อนกุงหัวหน้าทีม ก็จัดแจงรีบติดต่อหารถไปดอยผ้าห่มปก จุดหมายปลายทางต่อไป ต่อรองกันไปกันมา สรุปได้แค่รถออกไปปากทางเชียงดาว ค่ารถ 100 บาท แล้วค่อยออกไปหารถอื่นต่อไปเอาดาปหน้า
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 11:20] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ขอปิดท้ายด้วยมื้อเย็นแสนอร่อยบนเชียงดาว กับพวกเราทั้ง 5 คนค่ะ ^ ^ ขอบพระคุณทุกท่าน ที่ติดตามนะคะ

จริงๆพวกเราไปดอยผ้าห่มปก และ ดอยอ่างขางกันต่อ (โดดงานยาว) แต่มันไม่ได้โหด มีวีรกรรมมากมายเท่านี้ เพราะนอนบ้านพักอุทยานตลอดหน่ะค่ะ

โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 11:27] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
    ติดตามอ่านบันทึกไดอารี่ของคุณวิตตามินมาจนถึงตอนสุดท้ายนี้แล้ว รู้สึกสนุกไปด้วยจริงๆค่ะ และชวนให้คิดถึงตอนเจนนี่เด็กๆยันสาว เจนนี่ก็เคยเขียนเป็นไดอารี่เก็บไว้เหมือนกันค่ะ เพราะเมื่อก่อนเจนนี่ไม่มีคอมพิวเตอร์จะมาพิมพ์อย่างนี้ ก็ต้องใช้วิธีเขียนใส่สมุดบันทึกเล่มหนาๆเก็บไว้ค่ะ

ชอบที่คุณวิตตามินเล่ามากค่ะ สนุก ลำบาก ได้ธรรมชาติหลากหลายอารมณ์ ขอบคุณที่เอาประสบการณืมาแบ่งปันกันอ่านน่ะคะ คราวหน้ามีประสบการณ์ดีดี สนุกๆอย่างนี้อีก อย่าลืมเอามาเล่าสู่กันอ่านอีกน่ะคะ เจนนี่จะคอยติดตามเรื่องราวต่อๆไปค่ะ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยน่ะคะ
โดย: jenny ( แม่น้องมูวี่ ) [19 พ.ย. 50 12:06] ( IP A:58.64.89.218 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ติดตาม
เกาะหลังเจนนี มาติดๆ
โดย: แคทค่ะ [19 พ.ย. 50 15:57] ( IP A:77.183.64.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   สนุกมากเลยค่ะ ...ชอบเที่ยวแบบนี้เหมือนกัน ..
โดย: kk [19 พ.ย. 50 17:23] ( IP A:218.168.198.241 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
    ........ แวะมาอ่านจบไปเรียบร้อยครับ กำลังสนุกเชียว ไม่เขียนบันทึก ดอยผ้าห่มปก และ ดอยอ่างขาง ต่อเหรอครับ ? ถ้าไม่เขียนต่อ ก็เอามาโพสท์แต่ภาพก็ได้นะครับ อยากเห็น ... ไม่เคยรู้เลยว่า การเดินป่ามันจะน่าสนุกขนาดนี้ โอ๊ย สมัยหนุ่มๆทำไมเราไม่ไปบ้างหว๊า ?? พี่หนึ่งนี่เค้าล๊อกอินพันทิปชื่ออะไรเหรอครับ อยากรู้จัง ? ... อ้อ เกือบลืม เพื่อนๆในกลุ่มของวิตามิน ซี น่ารักทุกคนเลยเน้อ ไม่รู้ว่าคุณวิตามิน คนใหน เดาไม่ถูก คนที่ชูสองนิ้วอ๊ะป่าว อิอิ ....
โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [19 พ.ย. 50 18:36] ( IP A:202.57.132.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   แหะๆ ดอยผ้าห่มปก กะ อ่างขาง ยังดองอยู่ ยังเขียนไม่เสร็จค่ะ แต่กลัวคนอ่านจะเบื่อซะก่อน

จริงๆแล้วเดินป่าเนี่ย คนที่ไปๆกันอายุก็ไม่น้อยหรอกค่ะ กลุ่มพวกเราอายุ เกือบเด็กสุดแล้ว ส่วนใหญ่พี่ๆเค้าก๋ 30+ กันทั้งนั้น มีแก่สุด ก็ 58 แหน่ะค่ะ แต่แก ไม่แบกของนะ แกจ้างลูกหาลส่วนตัว แถมมีแผ่นบล๊อกหลัง กะ ไม้เท้าด้วย แกยังเดินขึ้นไหวเลย ขึ้นวันรวดเดียวด้วยไม่เหมือนพวกเราเดิน 2 วัน
เพราะงั้น ใครอยากไป ฟิตๆร่างกาย รับรองไปได้แน่นอน ถ้าไม่ไปเจอะฝน ทางเดินก็ไม่ลำบากหรอกค่ะ ยิ่งถ้ามีลูกหาบแบกของให้หมดนะ เดินสบายๆเลยค่ะ

อิอิ จากในรูปนะคะ ผุ้ชายคงไม่ต้องบอก เพื่อนโชคค่ะ ถัดมา คือ เก๋ แล้วก็ Vita C ข้างหน้าคือ กุง อีกข้างคือ ดัช พวกเราเป็นเพื่อนที่คบกันมายาวนานตั้งแต่เรียน มัธยมต้นเลยค่ะ ยกเว้นโชค มารู้จักกันตอนเรียนมหาลัย
โดย: Vita C [19 พ.ย. 50 20:03] ( IP A:58.136.108.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   สนุกค่ะ ภาพสวยsmile"

โดย: kate [19 พ.ย. 50 21:14] ( IP A:84.209.117.139 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
    ....... เดินสบายเลยเหรอ .........
ฟังจากที่เล่าไม่น่าจะสบายนา เดินขึ้นดอยหลายๆโล แถมเส้นทางชันซะขนาดนั้น
สมัยผมจะขึ้นภูกระดึง ช่วงนั้นก่อนเดินทางยังต้องฟิตร่างกายน่าดู ( นี่ขนาดไม่โหดขนาดที่เล่ามานี่นะ ) จำได้ว่าตอนนั้นก็ลิ้นห้อยเหมือนกัน เดินมันทั้งวันสนุกสนานมาก ถ้าตอนนี้ให้ไปเดินป่าแบบวันละหลายๆชั่วโมง สงสัยสลบแน่ ต่อให้มีลูกหาบก็เหอะ สงสัยได้หาบเราแทนแน่ อิอิ ...

ป.ล. เดาผิดจริงๆนะเนี่ยว่าคุณวิตามิน ซี คนใหน ... บันทึกการเดินทาง ถ้ายังเขียนไม่เสร็จ ก็มาทยอยโพสท์ก็ได้นะครับ นึกเรื่องไรออกก็พิมพ์มาเลยครับ รออ่าน ... ช่วงนี้ว่างจัดถึงขนาดไปอ่านกระทู้การเมืองที่ราชดำเนินบ่อยๆ อ่านแล้วก็เครียด
โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [19 พ.ย. 50 21:22] ( IP A:202.57.132.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   เดี่ยว จะติดตามบันทึก ของวิตามินซี นะ ตอนนี้ เพิ่งซะซางธุระ ต่างๆ เพิ่งเรียบร้อบ เดี่ยวย้อนไปอ่านนะคะ
โดย: เฮเลน [20 พ.ย. 50 23:58] ( IP A:124.121.116.212 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
    สวัสดีค่ะทุกท่าน
ติดตามอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ สนุกมากๆ ได้บรรยากาศ+อารมณ์เลยค่ะ ต้องขอยกนิ้วให้เลยค่ะ สำหรับความอดทนในการเดินพร้อมแบกสัมพาระ สุดยอดจริงๆเลยค่ะ นับถือๆๆๆๆ โอกาสหน้ามาเล่าอีกนะคะ
โดย: ลัท [21 พ.ย. 50 22:02] ( IP A:213.243.128.69 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
    ขอบอกว่าสนุกมากครับ มีอะไรมาให้อ่านอีกก็อย่าลังเล จะติดตามต่อไปด้วยความระทึกในหทัยดังเดิม....เตร๊ง...เตรง....เตร่ง....เตร๊ง....
โดย: บบบบ [28 พ.ย. 50 23:02] ( IP A:124.121.125.184 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน