Ong Bak 2 - Vs - แวมไพร์ Twilight ....
    Twilight ( แวมไพร์ ทไวไล๊ท์ ) .... สามดาว ....

...............แวมไพร์ ทไวไล๊ท์ เป็นหนังที่ออกได้สองหน้าเท่านั้นครับ คือถ้าคนดูดูแล้วไม่รักก็จะเกลียดไปเลย ยากที่จะอยู่ตรงกลางๆครับ เพราะหนังเค้าก็ทำออกมาเพื่อมุ่งสู่กลุ่มเป้าหมายชัดเจน ไม่มีกั๊ก ไม่มีว่อกแว่ก เล่นกันแบบตรงๆเน้นๆ ฮาร์ดคอร์สุดๆ !! พูดให้ชัดๆเลยก็คือหนังเรื่องนี้เน้นกลุ่มคนดูผู้หญิงอายุราวๆ 15 - 25 ปีเป็นหลักครับ มันเป็นหนักรักวัยรุ่นสุดจี๊ดจ๊าด โดยหลอกตลาดคนดูหนังว่านี่คือหนังแวมไพร์ผีดิบดูดเลือดสุดสยอง บางคนที่โดนหลอกเข้าไปดูก็อาจจะโมโหอย่างเจ็บใจ บางรายอาจจะเซอร์ไพร๊ซ์แต่ก็อาจจะถูกใจ และหลายรายที่รู้อยู่แล้วว่าหนังเป็นอย่างไรก็คงจะหลงรักได้ไม่ยาก ส่วนตัวผมแล้วคาดหวังไว้ในระดับกลางๆแต่ก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกจี๊ดกับหนังเรื่องนี้มากๆ คงเพราะว่ามันคือหนังที่โรแมนติกอย่างเหลือแสน เพ้อฝันอย่างร้ายกาจ และมีช็อตเด็ดที่โดนใจอยู่หลายดอกเหลือเกิน

...............เอ็ดเวิร์น คาเรน แวมไพร์หนุ่มหล่อแฝงตัวมาเข้าเรียนไฮสคูล ก็เลยเจอกับสาวน้อยเบลล่า ซึ่งย้ายบ้านมาอยู่กับพ่อแท้ๆต่างเมือง เธอยังไม่มีใคร ต้องปรับตัวเข้ากับโรงเรียนใหม่ ชีวิตใหม่ เพื่อนใหม่ ความเป็นวัยรุ่น ฮอร์โมนก็พลุ่งพล่าน แถมยังสับสนชีวิตตามประสาวัยรุ่นทั่วไปอีก แล้วทั้งสองก็เจอกัน เขม่นกัน ปิ๊งกัน ถูกคอกัน กลายเป็นความรัก ก็พ่อหนุ่มเอ็ดเวิร์ดนั้นหล่อซ๊ายังกะอาราย แถมไม่ใช่หล่ออย่างเดียว พี่แกเต็มไปด้วยบุคลิกที่ผมเชื่อว่าสาวๆร้อยทั้งล้านก็น่าจะหลงรักอ่ะครับ พี่แกทั้งเงียบขรึม ดุดัน อันตราย เต็มไปด้วยความลับดำมืดอันน่าค้นหา แถมยังดูจะมีใจให้ซะอีก คอยอยู่ใกล้เพื่อปกป้องจากอันตราย แถมยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่พ่อหนุ่มก็ทำตัวเหมือนยิ่งห่างซะปานนั้น และเมื่อรู้ลึกๆแล้วว่า คนที่เธอรักนั้นเป็นคนที่น่ากลัวสุดๆ อาจจะปลิดชีวิตเธอได้ทุกเมื่อ ? แต่อย่างว่ามันรักไปแล้ว แถมเป็นความรักที่สุดท้าทายด้วย ไม่รู้ว่าใครจะได้ครอบงำใคร ไม่รู้ว่าอ้นตรายถึงแก่ชีวิตจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ ?

...............ความรักต่างเผ่าพันธ์ ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แม่เหล็กด้านตรงข้ามสองขั้วที่ถูกดึงดูดเข้าหากัน แต่ก็มิอาจจะแนบชิดติดกันได้ แม้ว่าจะอยากโผเข้าหากันขนาดใหน แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะจูบกันด้วยความที่กลัวว่าจะถลำลึกจนสุดจะควบคุมได้ คือจริงๆความเป็นแวมไพร์ของพระเอกเนี่ยมันก็เทียบเป็นนัยยะกับวัยรุ่นหนุ่มในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยแหละ ! นึกแล้วก็น่าขำนะครับ บรรดาซูเปอร์ฮีโร่กอบกู้โลกทั้งหลายไม่ว่าจะเรื่องใหนเรื่องใหน มักจะมีปัญหาในการจัดการกับเรื่องส่วนตัวและปัญหาความรัก ขณะที่หนุ่มหล่อร้ายเหนือมนุษย์อย่างพ่อแวมไพร์ เอดเวิร์ด กลับมีเวลาบริหารจัดการเรื่องความรักแบบฟูลไทม์สุดๆ ! เรียกว่าทั้งชีวิตฉันมีให้เธอคนเดียว โห เป็นซะแบบนี้แล้วสาวที่ใหนเค้าจะไม่หลงรักล่ะครับ ขนาดผมเป็นผู้ชายทั้งแท่งยังอดหลงรักพ่อเอ็ดเวิร์ดไม่ได้เล้ยยย ! แถมชีวิตและครอบครัวของพ่อผีดูดเลือดก็ยังเต็มไปด้วยสีสัน อบอุ่น น่าลุ่มหลง น่าเย้ายวนซะนี่กระไร

...............องค์ประกอบรายล้อมของหนังเรื่องนี้ล้วนเอื้อให้กับอารมณ์สาวๆให้ลอยละล่องไปกับเรื่องราวสุดๆครับ มันเป็นหนังสำหรับเดทโดยแท้ งานถ่ายภาพอันแสนงามงด ราวกับเมืองนี้ไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์ มุมกล้องอันวูบวาบพาคนดูให้ลอยตามตัวละครไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ และดาราที่เล่นในหนังแทบทุกบทก็มีคาแรคเตอร์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดึงดูดตา แยกแยะแบ่งฝ่ายชัดเจน ดำเป็นดำ ขาวเป็นขาว ไม่ต้องมาเทาๆกันให้วุ่นวาย เป็นหนังที่ดูแล้วไม่ต้องคิดมากครับ และแน่นอนว่าความรักย่อมต้องมีอุปสรรค และหนังก็หาทางลงให้กับเรื่องราวได้อย่างนุ่มนวล แต่เหนืออื่นใด หนังก็ให้ความสำคัญกับเรื่องภายใน มากกว่าอุปสรรคภายนอกอยู่ดี เหมือนจะบอกว่า ถ้าคนเราเข้าใจ รู้ใจกันซะอย่าง สิ่งรอบข้างก็ไม่อาจจะมาทำให้จิตใจว่อกแว่กไปได้ ? เพราะความรักเป็นเรื่องของคนสองคนและผมขอสรุปตรงนี้เลยว่า Twilight เป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนที่มีความรักครับ ส่วนคนที่ไม่มีความรักในหัวใจคงยากที่จะประทับใจในหนังเรื่องนี้ครับ

โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [31 มี.ค. 52 21:25] ( IP A:125.25.13.112 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 1064 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
    Ong - Bak 2 ..... ฤาจะเป็นความอับอายอีกครั้งของวงการภาพยนตร์ไทย ?

องค์บาก 2 ( สองดาว )

...............ลางสังหรณ์ของผมยังคงแม่นชมัดเลยพับผ่าสิ เดาไว้แล้วไม่ผิดว่าหนัง จา พนม เรื่องนี้จะต้องไม่เอาอ่าว แล้วมันก็ออกมาเละเทะโหล่ยโท่ยจริงๆอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดเลยครับ ! สาเหตุประการสำคัญก็คือคนออกทุนไว้วางใจยี่ห้อ จา พนม มากเกินไปหน่อยครับ คือเขาขอให้มี จา พนม เท่านั้น คิดว่านั่นคือหลักประกันความสำเร็จ ? โดยคงลืมไปว่าหนังจะไม่สามารถออกมาดีได้ถ้าไม่มีบทหนังดีๆในมือ แล้วบทหนังเรื่องนี้ เอ่อ ใครเขียนครับ เอก เอี่ยมชื่น ? มือโปรดักชั่นดีไซน์ชื่อดังคนนั้นน่ะนะ เพิ่งรู้ว่ามีฝีมือในการเขียนบทด้วยเหรอออ ? หรือว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีบท แล้วไปอาศัยลุยถั่วกันหน้ากอง อยากได้อะไร อยากพูดอะไรก็ด้นสดๆกันตรงนั้นเลยหรือเปล่า ? แล้วจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้กำกับที่ก้าวขึ้นมาจากสายนักแสดงเนี่ย ถ้าไม่ใช่รายที่เก๋าจริงๆโอกาสที่หนังจะออกมาดีนี่ยากมากครับ ไม่ใช่ว่าดูถูกนะครับ แต่นักแสดงสตั๊นท์ที่ก้าวขึ้นมาเล่นบทนำ 2 - 3 เรื่องโดยไม่มีพื้นฐานงานหลังกล้องมาก่อน ยากที่จะทำให้ผมเชื่อได้ว่ามีฝีมือในการเล่าเรื่องครับ !!

...............ใครบอกว่าหนังแอคชั่นกำกับง่าย ขอให้ไปดูผลงานของคุณวิศย์ เกาไศยนันท์เป็นตัวอย่างได้เลยครับ จริงๆแล้วผมเชื่อว่าหนังทุกแนวไม่มีหรอกครับว่าจะกำกับง่ายหรือยากมันน่าจะพอๆกันแหละครับ แม้แต่ผู้กำกับหนังดราม่าเจ๋งๆ ถ้าให้มากำกับหนังแอคชั่นก็อาจจะทำได้ไม่เร้าใจก็เป็นได้ ผู้กำกับหนังบู๊เก่งๆ ถ้าไปกำกับหนังโรแมนติก ก็อาจจะออกมากร่อยก็เป็นได้อีกเช่นกัน ! ทั้งนี้ทั้งนั้นน่าจะอยู่ที่เซ๊นส์ของผู้กำกับเป็นหลัก เชื่อใหมครับว่าแม้แต่บทหนังเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ผู้กำกับคนละคนก็สามารถเล่าออกมาให้มันส์ได้ไม่เท่ากัน เพราะความสามารถในการถ่ายทอดฉากบู๊ให้ออกมามันส์สะใจเนี่ยเป็นความสามารถที่ค่อนข้างเฉพาะตัว หนังแอคชั่นเนี่ยอาจจะไม่ต้องเล่าให้มันส์คมคาย ลึกซึ้ง ซับซ้อนนักก็ได้ครับ แต่หัวใจของมันอยู่ที่ว่า เล่าออกมาแล้วคนดูลุ้นมันส์หรือเปล่า ถ้ามันส์ก็สอบผ่าน ถ้าจืดชืดก็สอบตก ผมก็ให้เกรดตามความชอบกันไป แต่ถ้าเรื่องใหนทำได้มากกว่าความมันส์ คือมีความลงตัวในทุกองค์ประกอบ มีการเล่าเรื่องระดับเซียน บทหนังที่เฉียบแหลมเพิ่มดีกรีความลุ้นได้ตามสเต็ป ตบท้ายได้ใจคนดูอะไรแบบนั้นก็มีคะแนนพิศวาสเพิ่มให้เป็นกรณีๆไป

...............องค์บาก มีอะไรที่เหมือนต้มยำกุ้งอยู่ค่อนข้างมาก นั่นคือผมเดาว่าเป็นหนังที่คิดฉากการต่อสู้ต่างๆขึ้นมาก่อน จากนั้นก็พยายามเขียนเรื่องให้มันรองรับและเข้าหาฉากต่อสู้นั้นๆให้กลมกลืน แต่อย่าลืมนะครับว่าไม่มีหนังแอคชั่นชั้นดีเรื่องใหนในโลกหรอกครับ ที่ฉากบู๊เจ๋งๆอย่างเดียวมันจะเอาหนังทั้งเรื่องได้อยู่ ? หนังแอคชั่นคลาสสิกหรือหนังบู๊เจ๋งๆนั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการผูกเรื่องราวที่น่าสนใจ บีบคนดูให้ลุ้นกับสถานการณ์ ใช้เงื่อนไขต่างๆเช่นเงื่อนเวลามาบีบคนดูให้ลุ้นไปกับเรื่องราว โดยมีฉากบู๊เป็นน้ำจิ้มซะมากกว่า ยิ่งหนังแอคชั่นชั้นดีในยุคหลังมักจะเพิ่มความน่าเชื่อถือลงไปในหนังอย่างมากด้วย และที่สำคัญจะต้องวางบทตัวร้ายให้มีน้ำหนักเพื่อมาถ่วงดุลกับตัวพระเอกให้ได้ ยิ่งผู้ร้ายเก่งเท่าไหร่ และมีโอกาสเปรียบมวยกับพระเอกก่อนเจอกันมากเท่าไหร่ คนดูยิ่งลุ้นตามได้มากเท่านั้น ! คำถามก็คือแล้วองค์บาก 2 มีอะไรบ้างล่ะครับ ? หนังเปิดเรื่องมา 30 นาทีแรกดูแทบไม่รู้เรื่องเลยครับ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครมั่วกันไปหมด แยกแยะตัวละครไม่ออก เหตุการณ์อะไรก็ชวนให้สับสน แถมยังดูขาดความเข้าใจเกี่ยวกับยุคสมัยอีกต่างหาก
โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [31 มี.ค. 52 21:28] ( IP A:125.25.13.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ...............เสียดายเงินทุนในการสร้างภาพยนตร์จริงๆครับ เห็นใครคุยว่าเป็นร้อยล้าน ผมว่าน่าจะราคาคุยมากกว่า เพราะประเมินด้วยสายตาแล้ว ผมว่ามันดูไม่สมราคาเอาซะเลยครับ แทบจะไม่มีฉากใหญ่ๆเลยครับ ตัวละครก็เอาชุดแบบลิเกๆมาใส่ดูน่าตลกขบขันมากกว่าดูจริงจัง ? บางฉากนี่ผมตกใจเลยครับว่าไปขอยืมฉากพวกละครจักรๆวงศ์ๆเช้าวันหยุดมาเข้าฉากหรือเปล่า ? แอบเดาๆเอาว่าการที่หนังงบบานปลายขนาดนั้นสงกะสัยว่ามีใครยักย้ายถ่ายเทไปใช้ผิดที่ผิดทางตามสไตล์คนไทยหรือเปล่าหว่า ? เปรียบเทียบกับหนังย้อนยุคแอคชั่นเหมือนๆกันอย่าง ปืนใหญ่จอมสลัดแล้ว เห็นได้ชัดว่า ปืนใหญ่ใช้เม็ดเงินได้คุ้มค่า สมราคามากกว่ากันเยอะเลย ผมว่าการที่คุณจา พนม สติแตก จนหนีเตลิดเข้าป่าจนเป็นข่าวครั้งกระโน้น น่าจะมาจากการชมฟุตเตจภาพหนังที่ตัวเองถ่ายออกมา แล้วรับไม่ได้ซะมากกว่าครับ เพราะถ้าเป็นผมเอาเงินหลักหลายสิบล้านมาละเลงจนได้หนังแบบนี้ออกมา ผมเองก็คงปวดหัวจนอาจจะต้องหนีเข้าป่าเหมือนกันแหละครับ !! ที่หนักกว่านั้นก็คือแม้แต่ฉากแอคชั่น ฉากบู๊ ฉากโชว์ความสามารถของพระเอก ก็ไม่มีความน่าตื่นเต้นเร้าใจ หาความมันส์ไม่ได้แม้แต่ฉากเดียว คือผมคิดว่าต่อมรับรู้ความมันส์ของผมนี่ตื้นมากแล้วนะ หนังแอคชั่นเกรดบีๆของฝรั่งผมก็ดูสนุกแทบตาย อย่าง Taken หรือ Transporter 2 - 3 ผมดูแล้วโคตรลุ้นโคตรตื่นเต้น แต่ไหง๋ องค์บากหนังไทยแท้ๆผมถึงเข้าไม่ถึงเลยหว่า ?

...............หากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้คือการเล่าที่มาที่ไปของพระองค์บาก อันเป็นพระพุทธรูปในตำนานของภาคแรก หนังก็ต้องเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคน กับ พระ ให้มากกว่านี้ครับ ไม่ใช่ถ่ายฉากพระพุทธรูปเปิดเรื่องมา แล้วก็ใช้คำพูดสองประโยคอธิบายในฉากจบเก๋ๆแล้วก็ตัดซะหายวาบไปยังงั้นเลย? เพราะไม่ว่าจะพินิจพิจารณาในแง่ใหนแล้วหนังเรื่องนี้ก็คือหนังที่ไม่สมบูรณ์ มันมีบางอย่างที่หายไปอย่างแน่นอน เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการถ่ายไม่จบเป็นแน่แท้ !! ตามหลักของหนังสูตรทั่วไป ซึ่งใช้การเล่าเรื่องแบบสามองค์ กรณีองค์บาก 2 นับได้อย่างมากก็ 1 องค์ หรือไม่ก็ 2 องค์ แล้ว องค์ที่สาม ที่เป็นบทสรุป จุดหักเห การคลี่คลายเรื่องราว มันหายไปใหนไม่ทราบครับ คุณจา ? ไม่ใช่ว่าพระเอกจะเพลี่ยงพล้ำหรือตายไม่ได้นะครับ ไม่เกี่ยวเลย ถ้าหนังปูขึ้นมาเพื่อให้ไปในทางนั้นมันก็ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่ว่าหนังเล่นสูตรสำเร็จมาตลอด แต่อยู่ๆก็ด้วนไปแบบกุดๆซะงั้น ไม่เชื่อไปหยิบหนังแอคชั่นสูตรเรื่องใหนก็ได้ในโลกนี้มาดูครับ องค์ 1 เปิดตัว พระเอกค้นหาตัวเอง แนะนำความเป็นมาเป็นไป องค์ 2 ตัวละครเผชิญโลก เจออุปสรรค แพ้ภัยตัวเอง ตกเป็นรองเหล่าร้าย องค์ 3 พระเอกฟื้นตัวกลับขึ้นมา ค้นพบความจริงบางอย่าง บรรลุสัจธรรม บลาๆๆ กลับมาเป็นตัวเอง และเอาชนะอุปสรรคได้ ? หรือว่าหนังแอคชั่นยี่ห้อ จา พนม จะเล่ายังไงก็ได้ ถ่ายไงก็ได้ เบๆ มีคนดูแน่ๆอยู่แล้ว แบบนั้นก็ไม่ว่ากันครับ เพราะผมคงรอแผ่นตลอดแหละครับ อีกหน่อยคุณจา คงอัพเกรดตัวเอง โกอินเตอร์ได้แน่ๆ แบบ สตีเวน ซีกัล ไงครับ ! หรือคุณว่าไง ?

ป.ล.แล้วฉากโดดหลังช้างจะมีไปทำไมครับ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับท้องเรื่องเลยสักนิด ?

โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [31 มี.ค. 52 21:28] ( IP A:125.25.13.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   องบาก2 ดูละคะ -..- " ดูละผิดหวังคะ แบบว่า คิดได้ไงหว่าเนี้ย
อิอิ ถ้าไม่คิดถึงเนื้อเรื่องเอาสนุกๆแอ๊คชั่นก็โอเคนะคะพี่จ๊อบบบบ
อุ๋ยก็ดูอย่างหลังนั้นหละ 555 เลยโอเค อิอิ
โดย: อุ๋ยคะ [10 เม.ย. 52 5:30] ( IP A:84.48.161.187 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน