Who are you : เพราะสนใจเพียงแต่ว่าใครอยู่ในห้อง จึงไม่ทันมองเห็นว่านอกห้องนั้นมีอะไร SPOIL
   หนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวจิตวิทยา หากใครที่ดูเผินๆจะมองไม่เห็นว่า หนังเรื่องนี้ได้สอดแทรกตัวละคร 3 คนที่มีพฤติกรรมผิดปกติของมนุษย์หรือมีอาการทางจิตไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการฮิคิโคโมริ ที่หลายๆคนมองว่าหนังเรื่องนี้แทบจะไม่ได้กล่าวถึง

ขอเริ่มด้วยการวิเคราะห์บทตัวละครหลัก

ต้น - เป็นเด็กที่มีบุคลิกเก็บกด อันเนื่องมาจากถูกกลั่นแกล้งทั้งที่โรงเรียน และที่บ้าน โดยมีพ่อที่ตามใจจนเคยตัวและแม่ที่เคร่งครัดระเบียบมากจนน่ารำคาญ เด็กส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แต่เด็กสมัยนี้อาจจะก่อนเข้าช่วงวัยรุ่นด้วยซ้ำที่มักจะต้องการ ความเป็นส่วนตัว อิสระ และการยอมรับจากผู้อื่น โดยไม่ได้คิดว่าสมควรหรือไม่สมควร ถูกหรือผิด เพียงมีความคิดแบบเด็กในวัยนั้นๆว่า หากต้องการก็ต้องได้ และ ถ้าไม่ได้ ก็จะเกิดอาการโกรธ อารมณ์เสีย หรือมากสุดคือ คลุ้มคลั่ง ทำลายข้าวของหรือแม้แต่ตัวเองและผู้อื่น สิ่งที่เราต้องการในตอนนั้นจะดูไร้สาระในสายตาของผู้ใหญ่ แต่ตัวเราในตอนนั้น กลับมองว่าสิ่งนั้นยิ่งใหญ่มาก หากต้องถูกจำกัดสิทธิที่เค้าพึงจะได้ ไม่ว่าจะเป็นความมีส่วนตัว (ห้องนอน) อิสระ ( เล่นเกมส์ โดยไม่สนใจเวลา) การยอมรับจากผู้อื่น (จากเพื่อนฝูงที่โรงเรียน) จะเกิดความไม่สบายใจและกระวนกระวายใจไปจนกว่าจะได้สิ่งนั้นเข้ามาในครอบครอง


ต้นเป็นเด็กที่เก็บกดจากการถูกกดดันในสภาพแวดล้อมทั้งทางบ้านและโรงเรียน ทำให้เค้าพยายามที่จะสร้างโลกที่เค้าอยากจะอยู่หรือโลกสมมุติ หรือ เราจะเรียกว่า โลกอวตาร ขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของเค้า สนองภาพในจินตนาการของเค้าทุกอย่าง โดยการ เล่นเกมส์ต่อสู้ เพื่อเป็นการระบายความเครียดที่ไม่สามารถแสดงออกตามที่ต้องการในสังคมได้ จึงระบายความอัดอั้นและความต้องการแก้แค้นสังคมผ่านการเตะต่อยตัวละครในเกมส์ ส่วนมากปัญหาของเด็กติดเกมส์เกิดจากความไม่พอใจในชีวิตของตัวเอง อยากจะหลงลืมตัวเองไปชั่วขณะหนึ่ง อยากเข้าไปอยู่ในโลกที่ไม่ใช่โลกที่อยู่ในความเป็นจริงซึ่งตัวเค้ารับไม่ได้ สังคมไทยในตอนนี้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำคนว่างงาน สังคมเคร่งเครียดกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากทุกคนต้องแก่งแย่งกันทำมาหากิน มีการปล้นฆ่าเกิดขึ้นทั่วทั้งสังคมไทย เกิดความเสื่อมโทรมต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ดังนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กสมัยนี้จึงแตกต่างจากสมัยก่อน ต้องเคร่งเครียดจากการเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมเพื่อได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังๆเพื่อเป็นใบเบิกทางให้ได้งานทำที่ดีในอนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ต่างก็ต้องแก่งแย่งกันทั้งนั้น โดยรวมแล้วนั่นคือ เป็นการแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอดเพื่อชีวิตของตัวเอง
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:34] ( IP A:58.136.56.194 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 6468 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   จึงไม่แปลกอะไรที่หนังเรื่องนี้ถึงใส่ประเด็นเรื่องฮิคิโคโมริขึ้นมา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสังคมปัจจุบันที่บังคับเด็กให้ต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ ปัจจุบันสังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน ต่างจากญี่ปุ่นที่เกิดปัญหานี้มาก่อน จึงสนใจและเร่งแก้ไขอาการฮิคิโคโมรินี้ เพราะนับวัน จำนวนเด็กที่จะมีอาการนี้ต่างก็มากขึ้นไปเรื่อยๆ และ ยังไม่รู้วิธีบำบัดอย่างถูกต้อง ซึ่งตัวเราคิดว่า อาการนี้ ใช่ว่าเด็กในไทยจะไม่มีใครเป็น แต่ สังคมได้เพิกเฉยต่อเด็กที่มีอาการแบบนี้ และ ไม่ได้คิดว่าเป็นโรคร้ายถึงขนาดต้องรักษาโดยด่วนจึงไม่ให้ความสนใจและทิ้งไว้จนก่อให้เกิดปัญหาสังคม

ต้นเป็นตัวอย่างของเด็กฮิคิโคโมริ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาการฮิคิโคโมริเลย แต่จริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้ได้อธิบายอาการของเด็กที่เป็นโรคนี้อย่างเด่นชัดและ สาเหตุหรือต้นเหตุของอาการนี้ ฮิคิโคโมริไม่ใช่เป็นเพียงอาการที่เด็กเก็บตัวในห้องไม่ได้ออกไปไหน แต่ยังมีเรื่องของสภาพจิตใจ สาเหตุของปัญหา โดยรวมแล้ว ต้นมีอาการฮิคิโคโมริก็เพราะ ต้นพยายามออกห่างจากสังคม อยากมีโลกส่วนตัว เพราะ เกลียดแม่ เกลียดโรงเรียน และมีอาการทางจิตถึงกระทั่ง ขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าแม่มาก้าวล้ำสิทธิส่วนบุคคล และ เกลียดสังคมจนกระทั่งฆ่าแมวและฆ่าเพื่อนตาย

สิ่งสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ต้นกลายเป็นเด็กฮิคิโคโมริโดยสมบูรณ์แบบคือการเก็บตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน แต่ต้นไม่ได้เป็นเด็กฮิคิโคโมริอย่างสมบูรณ์แบบเพราะต้นไม่ได้อยู่ในห้องจริงๆ เป็นเพียงจินตนาการภาพของสินจัยเท่านั้น ตัวจริงต้นตายไปนานแล้ว แต่ลองคิดดูหากต้น ณ เวลานั้นขาดพ่อที่เป็นที่พึ่งเดียวของเค้า โดยการไปอยู่กับแฟนใหม่ ปล่อยให้เค้าอยู่กับแม่เพียงลำพัง ต้นต้องกลายเป็นเด็กฮิคิโคโมริอย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน เพราะฮิคิโคโมริที่เกิดกับเด็กญี่ปุ่น เกิดขึ้นจากการที่สังคมญี่ปุ่นมีความเคร่งเครียดที่ต้องแก่งแย่งกันในหน้าที่การงาน โดยต้องทำงานมากขึ้น มากขึ้นไปเรื่อยๆโดยไม่มีวันสิ้นสุดและแทบจะไม่มีวันหยุด ทุกคนทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หากหยุดหรือละความพยายาม ชีวิตและความอยู่รอดของครอบครัวก็ต้องจบลงตามไปด้วย ดังนั้น ความเคร่งเครียดจึงได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งสังคมญี่ปุ่นไปตามนโยบายที่ต้องการขยายหรือความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะไปอย่างรวดเร็วจนมีบางคนที่ยอมรับสังคมแบบนี้ไม่ได้บ้างก็ฆ่าตัวตาย บ้างก็ขังตัวเองไว้ในห้อง เพื่อปฏิเสธการมีอยู่ของโลกที่แท้จริง
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:34] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ต่อ..

ป่าน-- เป็นตัวแทนของเด็กที่โดนกลั่นแกล้งรังแกแต่เด็กทำให้เป็นคนที่ไม่กล้าเข้าหาคนอื่นและไม่กล้าออกสู่สังคม อาจจะเพราะว่าเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย จากเหตุการณ์ที่มีเพื่อนที่โรงเรียนเอาแปรงลบกระดานมาแกล้งเธอทำให้อาการแพ้ฝุ่นของเธอกำเริบอย่างรุนแรงและไม่สามารถออกจากบ้านและไปโรงเรียนได้อีกต่อไป เมื่อเธอไม่ได้ไปโรงเรียน เธอจึงไม่มีสังคม ไม่รู้ว่าสังคมภายนอกเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของคนปกติเป็นอย่างไร เธอจึงทำได้แค่เพียงเลียนแบบจากต้นแบบที่เธอรักและชอบเท่านั้น เช่น การแต่งตัวคอสเพลย์ตามตัวการ์ตูนที่เธอชื่นชอบจากในทีวีหรือคอมพิวเตอร์ แต่งหน้าแม้จะอยู่แค่เพียงในบ้าน มองทุกสิ่งทุกอย่างผ่านกระจก ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอล้วนออกมาจากการ์ตูนเพราะเธอนั้นไม่รู้ว่าต้นแบบที่คนปกติทำกันคืออะไร จึงได้แต่ทำตามสิ่งที่ชอบเท่านั้นเอง เหมือนพวกที่บ้าดาราและคลั่งอย่างหนัก จะทำตัวเลียนแบบดารา เพ้อฝันอยากจะเป็นดาราคนนั้น จนทำพฤติกรรมการแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผมให้เหมือนกับดาราที่ตัวเองชื่นชอบมากที่สุด คนเหล่านี้จะเพ้อฝันอยู่ในโลกที่ไม่มีความเป็นจริง ไม่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง อยากถูกจับจ้องโด่งดัง และ มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในละคร อาจจะเพราะคิดว่าชีวิตตัวเองไม่ได้ดั่งที่ใจตัวเองต้องการก็เป็นได้ จึงอยากมีชีวิตที่สดใสเหมือนอย่างในโลกของอนิเมะหรือโลกในละคร ซึ่งไม่ได้คิดว่านั่นมันไม่ใช่,ดกแห่งความเป็นจริง เป็นโลกที่เพ้อฝันตามจินตนาการของผู้ประพันธ์เท่านั้นเอง

ปมของป่านนั้นมีมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ป่านเป็นโรคภูมิแพ้ทำให้ไปโรงเรียนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครปรับความเข้าใจเหมือนเราที่เวลามีอะไรไม่สบายใจก็คุยกับเพื่อนปรึกษาเพื่อน แต่ป่านไม่มีใครมีแต่เพื่อนในMSN ที่ไม่เคยหน้ากันจริงๆ ไว้คอยระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจบางอย่างเท่านั้น หรือเรียกว่า ไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริงก็ได้ เธอเหลือแต่แม่ แต่แม่ของเธอนั้นกลับไม่ค่อยได้อยู่กับเธอ โกหกเธอว่าออกไปทำงาน แต่แท้จริงแล้วออกไปหาผู้ชาย ซึ่งป่านไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ เธอยังยอมรับกับการที่จะมีพ่อใหม่ เหมือนเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันที่ยังคงคิดถึงพ่อจริงๆของตัวเองบ้าง ไม่อยากให้ใครมาแย่งความสนใจของแม่ไปจากตัวเองบ้าง แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน ดังนั้นเธอเลยเก็บกดโดยสังเกตุได้จากการที่เธอชอบกัดเล็บ การกัดเล็บที่เธอทำเป็นนิสัยในเรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่เธอเก็บกดอะไรบางอย่างในจิตใจ แล้วกลายมาเป็นพฤติกรรมกัดเล็บหรือบางคนอาจจะดึงผมโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ จิตใต้สำนึกนั้นมีอะไรที่คั่งค้างในใจ จึงทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมนั้นๆมา โดยไม่รู้ตัว และเธอคิดว่าตัวเองเป็นภาระที่หนักอึ้งให้กับแม่ของเธอที่ต้องเลี้ยงดูเธอ ถึงแม้จะโดนให้ออกจากงานไปแล้ว เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอไร้ตัวตนในสังคมไม่มีคุณค่าอะไรในโลกใบนี้ เธอจึงไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และต้องการที่จะฆ่าตัวตาย
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:35] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ต่อ..

พ่อของต้น(บี๋) จากในตัวเรื่องแม้จะมีฉากของพ่อของต้นเพียงไม่มาก แต่ก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่า พ่อของต้นนั้น รักความรุนแรง ทั้งจากการที่ชอบสตาฟสัตว์ไว้ ชอบล่าสัตว์ในป่าเอามาดอง และเอามาตกแต่งบ้านเพื่อความสวยงาม ทำให้ไม่มากก็น้อยที่ต้นต้องไปรับอิทธิพลเกี่ยวกับความรุนแรงจากการที่ต้องเห็นพ่อเป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิต ฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อความสวยงามและเก็บสะสม อีกทั้งยังซ้อมนิดาอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อรู้ว่าแอบคบชู้ สังคมรอบข้างนั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งอยู่ในวัยที่เลียนแบบ หากเป็นผู้ชายจะเลียนแบบพ่อ ผู้หญิงจะเลียนแบบแม่ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ต้นกล้าขู่กรีดข้อมือตัวเอง และ กล้าด่าแม่ด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคายเพียงนั้นกับแม่ ก็เพราะ ต้นได้รับอิทธิพลหรือต้นแบบมาจากพ่อทีรักของเค้านั่นเอง
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:36] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ต่อ..

นิดา (สินจัย) แม่ของต้นที่เก็บกดจากการที่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งกับการเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลทั้งลูกและสามี โดยสามีชอบหนีหายไปจากบ้านหลายวัน เป็นนักสัตววิทยาที่ชอบสะสมและสตาฟสัตว์ป่าในบ้านเต็มไปหมด ซึ่งเธอไม่ค่อยชอบและไม่พอใจ ส่วนลูกชายที่วันๆเอาแต่เล่นเกมส์ไม่ยอมกินข้าว ติดเกมส์จนไม่ยอมอ่านหนังสือไม่ตั้งใจเรียน เกรดต่ำ ทำให้เธอต้องเครียดกับทั้งสามีและลูกที่ไม่ได้ดั่งใจเธอ ประกอบทั้งเธอได้มารู้ว่า สามีของเธอแอบมีเมียน้อย (น่าจะเพราะนิดาเองเป็นผู้หญิงที่ขี้บ่น ไม่เอาใจสามี และยังชอบบังคับคนอื่นให้เป็นในแบบตัวเองต้องการ ) ดังนั้น เธอจึงทนไม่ได้อีกต่อไป ที่เธอต้องมารับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างภายในครอบครัวคนเดียว แล้วยังต้องถูกนอกใจอีก จึงได้มีการทะเลาะกันอย่างรุนแรงกับสามีของเธอ และ เรื่องราวทุกอย่างที่เป็นข้อสงสัยว่า ใครอยู่ในห้อง จึงเริ่มต้นขึ้น
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:36] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ต่อ..


การทะเลาะครั้งใหญ่ของนิดาและสามีเรื่องสามีมีเมียน้อยเป็นเหตุให้ต้นต้องตาย ทำให้เธอซึ่งรักลูกชายเป็นอย่างมาก ยอมรับไม่ได้ว่าเธอมีส่วนทำให้ลูกตาย เธอจึงได้เข้าลัทธิหนึ่ง “จีรัง ยั่งยืน” เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ และทำให้ยอมรับความเป็นไปของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปบนโลกได้ จากที่เธอได้ไปบำบัดจิต สถานที่แห่งนี้ได้สอนให้เธอรู้ถึงพลังในตัวเอง ว่าคนเราทุกคนสามารถรวบรวมพลังในทั้งจักรวาลมาและนำไปใช้ตามที่ตัวเองนึกคิดได้ เช่น สามารถเอากระดาษตัดดินสอได้ โดยคิดว่า เป็น มีดและแอปเปิ้ล และ หากมีความทุกข์ให้อย่าไปคิดถึง ให้สร้างภาพขึ้นมาใหม่มาว่าเรามีความสุข เราไม่ทุกข์ มีแต่สิ่งที่ดีดีเกิดขึ้น ส่วนเรื่องที่ทุกข์ให้ลืมไปให้หมด อย่าไปคิดถึง แล้วจิตใจจะสบาย ตัวนิดาเองอยากมีความสุขและอยากลบความทุกข์ทิ้งไป ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะ จินตนาการว่า ลูกเธอยังไม่ตาย แต่สามีเธอได้ตายไปแล้ว เพราะสิ่งที่เธอทุกข์คือ ลูกเธอตายแล้ว และ สามีหนีไปอยู่กับเมียน้อย นี่คือการปิดกั้นทางความคิดที่ปิดกั้นความทุกข์เอาไว้และสร้างภาพที่มีความสุขตามที่ตนเองต้องการขึ้นมาแทนที่ ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างจากในสังคมไทยของเราที่มีความเชื่อ เรื่องการสะกดจิต ให้หลงลืมสิ่งที่ไม่อยากจำ และ เรื่องพลังจักรวาล หรือโยเร ที่ต้องการรักษาคนไข้ใกล้ตายด้วยพลังของมนุษย์ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเรามองไม่เห็น มันอาจจะมีอยู่จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคลที่จะเลือกเชื่อหรือไม่ และ เราก็คิดว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจาก การเชื่อว่าบุญและบาปมีจริงของศาสนาพุทธ การเชื่อว่า การล้างบาปสามารถทำให้บาปหายไปได้ของศาสนาคริสต์ ฯลฯ เพราะบางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ไม่สามารถที่จะอธิบายได้จามหลักวิทยาศาสตร์ได้ทุกเรื่อง ดังนั้น บนโลกใบนี้จึงยังหลงเหลือ ความเชื่อ ความงมงายที่เป็นไสยศาสตร์ทิ่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:37] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ต่อ..

ดังนั้นเมื่อนิดาไม่ต้องการให้ลูกเธอตาย เธอจึงเลือกปิดประตูห้องของต้นไปตลอดกาลเพื่อเป็นการปิดกั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตของเธอ และได้สร้างความสุขโดยสร้างต้นด้วยพลังจิตของตัวเอง สร้างเรื่องหลอกตัวเองว่าต้นยังมีชีวิตอยู่และอยู่ในห้องตลอดเวลา ส่งกระดาษให้กับเธอแทนการพูดคุย ซึ่งทั้งหมดในทัศนคติของเรานั้นคือ นิดา ใช้พลังจิตสร้างขึ้นมาทั้งหมด ในสิ่งที่นิดาอยากให้เป็น ดังนั้น ต้นคือสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่นิดาสร้างขึ้นมา ทั้ง กายเนื้อ และพฤติกรรม ทุกอย่าง เพราะในร่างนั้นไม่ใช่ต้นแต่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตหรือเรียกว่าสัตว์ประหลาดก็ได้ที่นิดาอุปโลกว่าเป็นลูกของเธอและอยู่ในร่างของศพที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น แต่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามจิตที่นิดาสั่ง


ดังนั้นเมื่อใครมาถามถึงสามีและต้น นิดาจึงบอกไปว่า ต้นอยู่ในห้องและสามีได้ตายไปแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์และคำพูดของคนรอบข้างทำให้นิดาเริ่มสั่นคลอนกับความเชื่อของตนเองที่ว่า ลูกเธออยู่ในห้องจริงหรือ จึงทำให้เธอเริ่มถูกอดีตที่ปิดกั้นเอาไว้ในจิตใจตามมาหลอกหลอนทีละนิดๆ ( เรื่องฝันถึงอดีตและภาพสามีที่คอยตามมาหลอกหลอนในมโนความคิดของเธอ) แต่เมื่อเธอเริ่มรู้ตัวเธอก็เริ่มมุ่งมั่นที่จะฝึกจิตของเธอให้กล้าแกร่งต่อไป จนเธอสามารถที่จะสะกดจิตคนอื่นได้ โดยเธอได้สะกดจิตให้ตำรวจไม่สงสัยบ้านของเธอและสะกดจิตป่าน เพื่อให้เธอลืมอาการโรคภูมิแพ้ของตัวเอง

และแม้แต่ใครก็ตามที่จะเข้ามาทำลายความเชื่อมั่นในความเชื่อของเธอนั้นก็จะถูกปิดปากโดยการฆ่าทิ้ง เช่นเดียวกับ โดม เนื่องจากโดมเข้ามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องในบ้านของเธอมากเกินไป และ สามีของเธอที่กลับมาเพื่อบอกความจริงกับเธอว่า ต้นตายไปนานแล้ว จึงถูกฆ่าตายด้วยพลังจิตที่เธอทำใส่กระดาษให้เป็นมีดปาดคอตาย

ส่วนป่านที่แอบเข้ามาในบ้านของสินจัยและได้ยินเรื่องราวทุกอย่างทำให้นิดาต้องใช้พลังจิตควบคุมต้นในร่างศพ ให้ตามฆ่าป่านจนป่านตายโดยฝ้าเพดานถล่มลงมาและเศษของตึกได้ตกลงมาเสียบที่ท้องของนิดาทำให้นิดาเกิดอาการช๊อคและคิดว่าตัวเองจะตาย พลังจิตของเธอได้อ่อนแรงลง ร่างที่เกิดขึ้นและทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นด้วยพลังจิตจึงสลายลงไปพร้อมกับเปลือกตาที่ค่อยๆปิดลงของเธอ
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:38] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ต่อ..

ตอนจบของเรื่องนั้นชี้ให้เห็นว่า พลังของนิดานั้นยังไม่จบแม้เธอเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้าแล้วเธอก็ยังใช้พลังจิตของเธอนั้นสร้างเรื่องหลอกตัวเองต่อไปว่าต้นยังไม่ตาย โดยการส่งกระดาษที่เขียนข้อความที่เธอต้องการมากที่สุดคือ “ต้นรักแม่” เช่นเดียวกับ แม่ของป่านที่เสียใจกับการจากไปของป่านจนไปเข้าลัทธิจีรัง ยั่งยืน ตามคำชวนของนิดา และได้เดินตามรอยของนิดาโดยการใช้พลังจิตแสกป่านขึ้นมาว่าอยู่ในห้องและส่งเศษกระดาษที่มีข้อความว่า “ป่านรักแม่” และเธอก็มีความสุขกับสิ่งที่เธอจินตนาการและสร้างขึ้นมาในท้ายสุด

หนังเรื่องนี้บอกเล่าสังคมในปัจจุบันที่มีความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก หลายต่อหลายครอบครัวในสังคมไทย มีครอบครัวที่เป็นแบบนี้จำนวนไม่น้อย คือครอบครัวแตกแยก ครอบครัวที่แต่ละคนมีความคิดความต้องการแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกัน เกิดเป็นภาวะความเครียดและกดดันขึ้นในบ้าน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีการระบายออกแตกต่างกันไป บางคนเลือกทิ้งปัญหา มองข้ามไม่สนใจปัญหา บางคนเลือกที่จะไม่นึกถึงเก็บปัญหาไว้ในจิตใต้สำนึก บางคนแสดงออกด้วยความก้าวร้าวรุนแรง อาจจะลงกับสิ่งของ ร่างกายตัวเอง หรือ ชีวิตของผู้อื่น ตามหน้าหนังสือพิมพ์มีมากมายที่มีปัญหาเกี่ยวกับเด็ก วัยรุ่นและ ผู้ใหญ่ ปัญหาเหล่านี้มาจากการที่สังคมมีความเคร่งเครียดในหน้าที่การงาน คนรอบกายหรือ เงิน ทำให้เกิดอาการเครียดและระบายออกมา หากระบายอย่างถูกวิธีก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่หากระบายไม่ถูกวิธีก็จะทำให้เกิดเป็นปัญหาสังคมเยี่ยงปัจจุบัน หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาครอบครัวกับวิธีการจัดการปัญหาที่ไม่เหมาะสม การ ชอบความรุนแรงของเด็กที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์แนวต่อสู้ ในปัจจุบัน ลองสังเกตว่าเด็กอยู่ที่ร้านเกมส์หรือหน้าจอคอมมากกว่าอยู่ในโรงเรียน ดังนั้น สิ่งที่เด็กคิดว่าคือที่อยู่ของเค้าจริงๆก็คือโลกในเกมส์ ได้สนุกสะใจกับการต่อยตีหรือฆ่าคู่ต่อสู้ในเกมส์ให้ตาย หากเด็กคนไหนที่สามารถแยกแยะโลกในเกมส์และโลกความเป็นจริงได้ ก็คงไม่มีปัญหาสังคมมากมายขนาดนี้ แต่เด็กส่วนใหญ่นั้น เนื่องจากวุฒิภาวะยังไม่เพียงพอ ทำให้ แยกระหว่างโลกในเกมส์และโลกความเป็นจริงไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาทำร้ายหรือเข่นฆ่าคนในสังคม โดยให้ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับคนร้ายหรือศัตรูในเกมส์อยู่ แสดงว่า ตัวเค้าอยู่ในโลกของความเป็นจริง แต่ในความคิดหรือจิตของเค้าอยู่ในโลกของเกมส์

ฉะนั้นเรื่องนี้นำเสนอปัญหาของคนที่มีปัญหาจากการที่ไม่ยอมรับตัวตนของตัวเองที่อยู่บนโลกใบนี้ ทำให้มักจะจินตนาการ หรือ ฝันตามสิ่งที่ตนเองต้องการอยากจะเป็น และกระทำตามใจตัวเองหรือใช้สิทธิโดยไม่คำนึงถึงว่า จะเกิดผลกระทบต่อตนเองหรือคนรอบข้างในสังคมอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำอย่างที่สุดในการอยู่ร่วมกันในสังคมก็คือ ยอมรับในทุกสิ่งในสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ซึ่งเราสามารถเลือกที่จะรับในสิ่งที่ดีและจัดการกับปัญหาเมื่อเกิดในสิ่งที่แย่ตามมา หากเราหนีปัญหาเหมือนนิดาในเรื่องแล้ว ปัญหามันไม่มีวันหายไป แค่เราห่างไกลจากปัญหา ณ เวลานั้นเท่านั้น ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง หากเรายังไม่จัดการกับปัญหานั้นให้เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ สักวันปัญหานั้นก็จะตามมาถึงเรา และทำให้เราต้องเผชิญปัญญานั้นโดยไม่มีวันจบสิ้น ก็เหมือนกับนิดาที่ไม่มีวันหนีพ้นความจริงที่ว่า ลูกตายไปแล้ว จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ที่เธอจำต้องฆ่าทุกคนเพื่อให้ยอมรับถึงการมีอยู่ของลูกชายและ เพื่อให้เธอได้อยู่บนโลกใบนี้ที่มีลูกชายอยู่ด้วยต่อไป
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:38] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ต่อ...

หากทุกคนในสังคมยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป่าน แม่ของป่าน นิดา หรือ ต้น หากพวกเขากล้าที่จะเผชิญกับปัญหา และ กล้าที่จะต่อสู้กับปัญหาโดยไม่มองข้ามหรือหลีกหนีปัญหาเหล่านั้น เปิดอกคุยกันในสังคม ปรับความเข้าใจกัน ปรับตัวเข้าหากัน พยายามเป็ฯต้นแบบที่ดีให้กับลูก พึงระลึกเสมอว่าลูกเป็นเด็กและจะซึมซับทุกอย่างของพ่อและแม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากแค่ไหนก็ตาม การละเลยและเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่รับผิดชอบของตนเองนั้น มีผลต่อลูกอย่างเด่นชัด เพราะเด็กไม่สามารถคัดหรือแยกระหว่างสิง่ที่ดีและไม่ดีออก ดังนั้นเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่และบุคคลใกล้ตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจากคนธรรมดาไม่มีพันธะอะไรใดๆ ต้องกลายเป็นพ่อหรือแม่คน จำต้องเรียนรู้และใส่ใจผลกระทบพฤติกรรมของตนเองมากกว่านี้ และที่สำคัญ เรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองและสังคม ส่วนลูกก็ต้องเรียนรู้หน้าที่ของตัวเองคือการตั้งใจเรียนและเคารพพ่อแม่ ไม่หาเรื่องหนักใจให้ท่าน อ่อนน้อมต่อพ่อแม่ หากทุกคนในสังคมปฏิบัติได้อย่างนี้ เรื่องอย่างในหนังคงจะไม่เกิดขึ้น สังคมในปัจจุบันก็คงไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งถึงการไม่เข้าใจกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ และอาการฮิคิโคโมริคงไม่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:39] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ต่อ ...

จากหัวข้อเรื่องที่ได้เขียนไว้ว่า หากเรามัวแต่สนใจอะไรที่อยู่ในห้อง ก็เหมือนการยึดติดและสนใจเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจว่านอกห้องหรือคนรอบข้างในสังคมนั้นเป็นอย่างไร โลกเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับคนในสังคมปกติได้ และไม่สามารถที่จะเป็น “มนุษย์” ที่นิยามกล่าวไว้ว่าคือ สัตว์สังคม ได้อย่างแท้จริง หากเราสนใจแต่ตัวเอง ไม่ยอมรับสังคมรอบข้างแวดล้อมตัวเราแล้วนั้น เราก็คงไม่ต่างอะไรจากตัวประหลาดในเรื่องนี้ที่เก็บตัวเองอยู่แต่เพียงในห้อง และตัวนิดาที่ไม่ยอมรับว่าลูกตาย ไม่ยอมรับความเห็นหรือความเปลี่ยนไปบนโลก เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ มีแต่คนที่ใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่สนใจกัน ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจฉัน คงไม่ต่างอะไรกับ คนที่อาศัยบนพื้นที่แผ่นดินเดียวกันเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพื่อนร่วมโลกตามที่ใครๆเข้าใจอีกต่อไป

และแท้จริงแล้วคนที่ถูกกักขังอยู่ในห้องนั้นก็ไม่ใช่ต้นหรือคนอื่นใด จริงแล้วคือตัวนิดาเอง ที่ปิดการรับรู้ความจริงจากโลกภายนอกมาตลอดตั้งแต่ลูกตายจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นไม่ว่าตัวนิดาจะอยู่ทีไหน จะเดินออกไปนอกบ้านหรืออยู่นอกห้อง แต่จิตใจของเธอนั้นยังคงจดจ่อหรือยึดติดแต่สิ่งที่อยู่ในห้องอยู่ตลอด ฉะนั้น คำถามจากหน้าหนังที่ว่า ใครอยู่ในห้อง -- คนที่อยู่ในห้องนั้น คือ ตัวนิดานั่นเอง

และจากเรื่องนี้หากใครที่สนใจแต่อะไรที่อยู่ในห้อง ในห้องมีใคร ตามชื่อหนังว่า who are you ก็คงจะไม่ได้สาระอะไรใดๆจากหนังเรื่องนี้ เพียงมองแค่ว่า ในห้องมีตัวประหลาดอะไรดูไม่สมเหตุสมผลและหลงลืมมองข้ามสิ่งที่แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง หรือ นอกห้องที่ผกก.ต้องการจะสื่อ หนังเรื่องนี้ก็คงไม่แตกต่างอะไรจาก หนังเพ้อฝันจินตนาการทั่วไป แต่หากมองและสนใจสิ่งที่อยู่นอกห้องมากกว่าในห้อง คุณจะพบว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาสังคมอะไรมากมายที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คุณคิด

แท้จริงแล้วหนังเรื่องนี้ก็ยังผูกปมไม่ราบรื่นเท่าไหร่ มีตกหล่นบ้าง ตัวละครบางตัวขาดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุบ้าง แต่เรื่องนี้สำหรับเราถือว่าเป็นความกล้าที่แปลกใหม่ ยกประเด็นเรื่องนี้มาสะท้อนสังคมได้อย่างดีพอควร แม้จะไม่ดีถึงที่สุด แต่ก็ยังให้ข้อคิดมากกว่าหนังไทยส่วนมากที่เน้นความตลกและหาสาระใดๆแทบจะไม่ได้

ให้คะแนน 8/10

ต้นฉบับ อยู่นี่นะคะ

https://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8940118/A8940118.html
โดย: dfh [5 มี.ค. 53 11:40] ( IP A:58.136.56.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    .... ขอย้ายจากบอร์ดวิจารณ์หนัง มาไว้ที่บอร์ดชมรมหมีแพนด้าน้า ....

เด๋วกระทู้ตกเมื่อไหร่ จะย้ายกลับไปให้นะครับ เพราะบอร์ดนี้คนอ่านเยอะกว่าอ่ะ ~ พี่กะว่าวันพุธที่แล้ว จะไปดูหนังเรื่องนี้ 60 บาท แต่รอบฉายไม่เวิร์ค ก็เลยขี้เกียจไป กะว่าพุธหน้าจะพยายามไปดูให้ได้ แล้วจะมาอ่านวิจารณ์จ้า แต่ถ้าพุธหน้าไม่ได้ดู สงสัยก็คงต้องรอแผ่นเลยทีเดียวล่ะ เพราะสัปดาห์นี้ก็มีหนังน่าดูอย่าง Dear john และ Hachi หนังรีเมคญี่ปุ่นแนวเรียกน้ำตา สองเรื่องนี้หนังทางพี่ด้วย คาดว่าคงจะถูกใจแหง๋ๆ ( ไม่นับ Valentine's day ที่ใครๆเขาว่าดีนะ ก็ยังไม่ได้ดู )

ขอบคุณที่แวะมาวิจารณ์ให้อ่านจ้า แล้วจะรีบมาแจมความคิดเห็นเน้อ

เวปไซค์ทางการของหนัง ใครในห้อง

https://www.whorumovie.com/

โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [5 มี.ค. 53 20:29] ( IP A:125.25.247.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   เรื่องราวน่าติดตามมากครับ น่าจะเป็นหนังที่หากมีโอกาสต้องดูให้ได้
ขอบคุณที่สละเวลานำเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ
โดย: คนยูเอสเอ [7 มี.ค. 53 10:56] ( IP A:174.49.109.41 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
    เพิ่งไปดูมาเมื่อวานนี้เองครับ
ส่วนตัวก็คิดว่าหนังก็โอเคอยู่นะครับ ไม่ดีไม่เลว แบบว่ากลางๆอ่ะครับ
หนังมีข้อดีอยู่พอสมควร อย่างน้อยก็เล่าเรื่องสนกพอประมาณ
แต่ข้อเสียน่าจะมาจากส่วนของบท ที่ยังไม่เข้มข้นพอ ยังวางปมได้ไม่ลึกพอ แล้วก็สร้างสถานการณ์ได้ไม่เขม็งเกลียวเท่าที่น่าจะเป็น

บทวิจารณ์ของนุ่นอันนี้ ก็อ่านลายตาดีครับ ตบท้ายได้ดี แต่น้ำเยอะไปนิด อ่านไม่ค่อยมันส์ น่าจะรวบรัดตัดทอนให้สั้นกว่านี้อีกสักหน่อย โดยคงเนื้อหาหลักไว้ให้ครบ น่าจะทำให้น่าอ่านมากขึ้นครับ ยังไงก็ขอบคุณมากๆที่แวะมาโพสท์นะครับ คราวหน้าถ้ามีหนังเรื่องใหนเด็ดๆก๊อปมาแปะรวมๆกันกระทู้เดียว หลายเรื่องก็ได้นะครับ ชอบๆอ่านครับ
เพราะคงไม่ไปอ่านในเวปนั้น 5555
โดย: Job (พีอาร์ฯ ) [11 มี.ค. 53 12:56] ( IP A:58.8.83.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   นี่สิคนดูหนังเป็น

สุดยอดมาก ดูได้ถึงแก่น

มองข้ามความผิดพลาด เลือกใช้แต่ส่วนที่ดี
โดย: ดิจิม่อน [26 พ.ย. 53 22:18] ( IP A:115.87.137.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   พลาดประเด็นอะไรบางอย่างไปหรือเปล่าครับ
จำตอนที่ป่านลงจากรถ แล้วจะถูกมอไซค์ชนได้มั้ย นิดารีบดึงป่านออกมา แล้วมอไซหันมาด่าว่า ไอเหี้.. ความจริงแล้ว...มอไซค์จะชนป่านจริงๆหรอ นิดาเห็นอะไรบางอย่างที่คนธรรมดาไม่เห็นหรือเปล่า จำตอนที่นิดาถามต้นว่า กินแต่ไข่พะโล้ไม่เบื่อมั่งหรือ เปลี่ยนมั้ย ต้นตอบไม่เอา แล้วฉากก็ตัดไปที่ป่านกำลังกินข้าวกับไข่พะโล้แล้ว เอาไข่พะโล้ไปให้แมวกิน เอ๊ะใจบ้างหรือเปล่าครับ ฉากที่โจรขึ้นบ้านป่านแล้วเอามือถือถ่ายรูป เราเห็นได้ชัดเลยว่า ป่านนั่งอยู่ในห้อง แต่ทำไมมอไซถ่ายรูปมาแล้วไม่เห็นใครในห้อง พอถ่ายอีกทีกลับกลายเป็นว่า มา zoom up ตรงหน้าเลย

และสุดท้าย ฉากสุดท้ายที่แม่ป่านเข้าสมาคมพลังจิต คนที่ถูกผูกตา ทรงผมเดียวกันเป๊ะ แต่พอแกะผ้าออกมา กลับไม่ใช่ป่าน คุณเข้าใจตรงจุดนี้ที่หนังจะสื่อหรือเปล่าครับ
โดย: Dirge [25 ม.ค. 54 15:52] ( IP A:125.24.58.53 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน