The Queen + The lives of others ..... สิ่งที่เห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ....
    The Queen ( สามดาว ) ... ผลพวงของ propaganda ผิดที่ผิดทาง ...

..........................คุณๆมีจินตนาการถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ของต่างประเทศไว้อย่างไรกันบ้างครับ ? คุณว่าพิธีรีตองของแต่ละประเทศจะเหมือนกันใหม๊ ? คุณว่าราชวงศ์อังกฤษที่แสนยิ่งใหญ่และสืบทอดบัลลังก์กันมาหลายร้อยปีในสายตาของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง ? คุณว่าพวกเขาจะมีอิทธิพลขนาดใหน ? อยู่เหนือกฏหมายกันใหม๊ ? เวลาจะเดินทางไปใหน ต้องปิดถนน ห้ามคนข้ามสะพานลอย แถมต้องมีตำรวจยืนคุมตลอดเส้นทางหรือเปล่า ? วันๆต้องใช้ราชาศัพท์ตลอดหรือเปล่า ? ที่สำคัญที่สุดมีอิทธิพลต่อจิตใจประชาชนหรือเปล่า และถ้าขาดราชนิกูลไป ประเทศของเขาเหล่านั้นจะมีผลอย่างไรหรือไม่ ?

........................สตีเฟน เฟียร์ส ถ่ายทอดจินตนาการผ่านแผ่นฟิล์มถึงราชวงศ์อังกฤษร่วมสมัย ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ตัวละครทั้งหลายส่วนใหญ่ล้วนแล้วยังมีชีวิตอยู่ น่าแปลกที่เกือบทุกตัวทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าคือคนๆนั้นจริงๆ โดยเฉพาะ เฮร์เรน มีร์เรน ที่ถ่ายทอดบทบาทได้ยังกะเทพ จนดูดความโดดเด่นไปอยู่กับตัวเธอจนหมด เรียกว่าผู้กำกับส่งให้เธอสุดๆ ทั้งๆจริงๆแล้วงานนี้ผู้กำกับต้องได้เครดิตไปด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือการปั้นโดยเขาแท้ๆ จนทำให้หลายๆคนที่ดูเชื่อสนิทใจว่ากำลังดูเรื่องจริงกันอยู่ ทั้งๆที่สิ่งที่เห็นเป็นผลของการเสกสรรปั้นแต่ง โดยใช้ศิลปะการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์แท้ๆ

.........................ส่วนตัวของผมแล้ว ความคิดของผมค่อนๆข้างจะเอนเอียงไปทางตัวละคร ภรรยาของ โทนี แบลร์ นั่นแหละครับ ..ผมว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บางอย่างที่มันโบราณๆ ควรจะปรับเปลี่ยนได้แล้ว แต่เมื่อได้มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องบอกว่า สตีเฟน เฟียรส์ ทำให้ผมพลอยหลงรักและก็อดชื่นชมในตัวพระราชินีเอลิซาเบ็ท ที่ 2 ได้มากโขทีเดียว ... คงเพราะหนังถ่ายทอดภาพของตัวเธอและครอบครัวออกมาเป็นมนุษย์มนามิใช่ สมมุติเทพ , พระราชินีในหนังดูอบอุ่น น่ารัก เข้มแข็ง ต้องการความเป็นส่วนตัว และทำอะไรๆไม่ต่างจากเรา มีความคิดเป็นของตัวเองและยึดถือตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าจนใจจริงๆก็คงต้องยอมประนีประนอมทั้งๆที่ใจไม่อยาก

.........................หนังพาเราไปดูเหตุการณ์ช่วงระยะเวลาที่ราชวงศ์อังกฤษกำลังเสื่อมความนิยมสุดๆ เพราะประชาชนไม่พอใจที่ ราชวงศ์ไม่ให้เกียรติงานศพของเจ้าหญิงไดอาน่าเท่าที่ควร ซึ่งหนังโฟกัสไปที่ช่วงเวลาสั้นมาก ก่อนไดอาน่าตายสักสองสามอาทิตย์ และเหตุการณ์อีกสองสามเดือนหลังจากนั้น แน่นอนว่า หนังให้มุมมองเราใหม่โดยสิ้นเชิง ซึ่งหลายๆคนคงคิดไม่ถึงมาก่อนว่า ถ้ามองต่างมุมจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันได้เพียงนี้ การใช้ฟุตเตจไดอาน่าตัวจริง กับภาพเหตุการณ์จริงๆหลายๆชิ้นมาปนกับภาพที่เมคขึ้น ทำให้ตัวละครกับ ไดอาน่า ได้ปะทะคารมกันแบบสมจริง แถมน้ำหนักของความน่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เราได้ทำให้เราเทใจไปทางฝั่งราชนิกูลได้เต็มๆ ... แม้ภายนอกจะดูแข็งแกร่งเพียงใด แต่แท้จริงแล้วพระนางก็มีช่วงเวลาที่อ่อนแอไม่ต่างจากเจ้ากวาง

.........................หนังสอนเราให้รู้ว่า สำหรับคนดังๆนั้น ทีมพีอาร์นั้นมีความสำคัญขนาดใหน คนที่ยิ่งใหญ่นั้นนอกจากตัวเองแล้ว ทีมงานเบื้องหลังมีส่วนมากๆที่จะช่วยปั้นให้อะไรเป็นไปได้ดั่งใจ ถ้าก้าวพลาดไปนิด อาจจะส่งผลเสียหายได้มากทีเดียว . Propaganda ถ้าสลับบทบาทนิดเดียวผลที่ได้อาจจะต่างกันไปเป็นคนละเรื่องเลยและการได้มาซึ่งความสูงศักดิ์ย่อมต้องต้องมีค่าแลกเปลี่ยนที่สูงค่าด้วยเช่นกัน
โดย: Joblovenuk (พีอาร์ฯ ) [23 มี.ค. 50] ( IP A:203.118.72.209 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 1501 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 2
    ........เก็บใบปิด The lives of others ในเวอร์ชั่นที่ไม่คุ้นเคยมาฝากกันครับ หนังเรื่องนี้มีดีกรี หลายตุ๊กตาทองเยอรมัน แล้วก็ชิงสาขาหนังต่างประเทศมาแล้วหลายเวที รวมถึงคว้ารางวัลออสการ์ สาขาหนังต่างประเทศมาครองเป็นที่เรียบร้อย โดยพลิกล๊อกเฉือนตัวเต็งหนังเม๊กซิโกอย่าง Pan Labyryns

โดย: Joblovenuk (พีอาร์ฯ ) [23 มี.ค. 50 18:06] ( IP A:58.10.85.79 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    The Lives of Others ( สามดาว )

...............The lives นั้นเป็นหนังที่ดีโดยไร้ข้อกังขาครับ แต่จะดีถึงขนาดได้ออสการ์หนังต่างประเทศหรือเปล่าผมคงตอบไม่ได้เพราะว่ายังดูหนังที่เข้าชิงไม่ครบ โดยเฉพาะตัวเต็งในสาขานี้อย่าง Pan's Labyryn นั้นหลายๆคนที่ดูเค้าเทิดทูนกันน่าดู แต่อย่างว่าบางทีหนังที่ดีกว่าไม่ได้รางวัลก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเวทีประกวดอย่างออสการ์ เพราะมีเงื่อนไขและข้อแม้มากมายที่จะทำให้หนัง หรือดาราคนใหนได้รางวัลไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The lives นั้นมีประเด็นแฝงเกี่ยวกับระบอบการปกครองอยู่ด้วย หนังค่อนข้างจิกกัดและแดกดันรวมถึงประจานความเลวร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์กันโต้งๆ แล้วออสการ์จัดโดยประเทศที่ปกครองระบอบใหนนะครับ ระบอบจอร์จ บุช ใช่หรือเปล่า ?? มีหรือที่สถาบันรางวัลที่จัดโดยประเทศต่อต้านคอมมิวนิสต์เก่าจะไม่ออกมายกย่อง ?

...............หนังเยอรมันเรื่องนี้สะท้อนภาพความเลวร้ายของอดีตประเทศเยอรมันตะวันออก ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าคอมมิวนิสต์ สิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่มีอยู่แล้ว ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของรัฐทั้งหมด มีสายลับ สายสืบ และคนของรัฐเป็นหูเป็นตา คอยดูแลผู้ที่คิดเป็นปฏิปักต์ต่อรัฐบาลอยู่ทั่วไปหมด และบางคนไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนบ้าน แต่เป็นคนที่อยู่ร่วมบ้านของคุณเอง อาจจะเป็นภรรยา สามี หรือ ญาติๆ คุณไว้ใจคนในครอบครัวของคุณได้มากแค่ใหน คุณรู้ตื้นลึกหนาบางของคนที่คุณคิดว่ารู้จักดีแล้ว จริงๆหรือ ? และหากว่าคุณรู้ว่าคนใกล้ตัวคุณไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คุณจะให้อภัยเขาหรือว่าจะหาทางจัดการกับเขาอย่างไรกันดีล่ะครับ ?

...............หนังให้ภาพของเยอรมันตะวันออก ยุค70 ก่อนกำแพงเบอร์ลินทลาย โดยอิงจากความเป็นจริงที่ว่าหน่วยงานสตาซี่ ( ข่าวกรอง ) และพวกที่เป็นหูเป็นตาให้กับรัฐนั้นมีหลายแสนคนในเมือง ไม่ว่าคุณจะกระดิกไปใหนทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุม ความเป็นส่วนตัวไม่มีอีกต่อไป ไม่เว้นแม้แต่คู่ผัวเมียตัวอย่าง ซึ่งผัวเป็นศิลปินชื่อดัง ส่วนเมียเป็นนักแสดงละครชั้นแนวหน้า ทั้งคู่ศรัทธาในระบอบคอมมิวนิสต์อย่างมาก ทว่าความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอนเมื่อรู้ว่าระบอบทำร้ายเพื่อนที่เขารักอย่างไร ? ทว่าระบอบที่พิกลพิการยังไม่ร้ายเท่ากับความชั่วร้ายของคนบางคนที่อาศัยระบบเน่าๆนี้เพียงเพื่อผลประโยชน์ที่ตนเองต้องการ โดยไม่แยแสว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร นอกจากตัวผัวเมียที่เด่น คนที่ชิงความเด่นของหนังไปอยู่กับตัว คือคนที่รับบทหน่วยสตาซี่ที่มาเฝ้าดักฟังและสังเกตุพฤติกรรมของคู่ผัวเมียตัวอย่าง ( ซึ่งผู้ที่รับบทตัวละครคนนี้ ภรรยาของเขาในชีวิตจริงเคยทำงานเป็นหน่วยสตาซี่มาก่อนอีกตะหาก )

.............. ผมเคยเชื่อว่าคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือไม่ก็ถ้าเปลี่ยนได้ก็ยากเต็มที แต่หนังเรื่องนี้มีเหตุผลที่โน้มน้าวใจได้ดีจนผมเชื่อเกือบสนิทว่า คนเราน่าจะมีโอกาสกลับตัวหรือเปลี่ยนตัวเองได้ เมื่อโอกาสของชีวิตเข้ามา คุณจะรับมันหรือว่าปล่อยมันทิ้งไป ลึกๆแล้วคุณจะกล้าพอที่จะเสี่ยงเพื่อคนอื่น เพื่อหลักการณ์หรือคุณธรรมประจำใจกันใหม แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะพูดถึงประเด็นความชั่วร้ายที่ครอบงำสังคมโดยมวลรวม แต่ลึกๆแล้ว หนังยังมีแง่มุมดีๆของมนุษย์ให้เราได้สัมผัสกันอย่างน่าชื่นใจ ถ้าเทียบหนังกับคำพังเพย หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นตัวแทนของคนดีประเภท " ปิดทองหลังพระ " ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยรวมหน้าหนังดูเหมือนหนังทริลเล่อร์ แต่จริงๆแล้วหนังค่อนไปทางดราม่าซะมากกว่า หนังดูสนุกแบบไม่ได้เร้าอารมณ์อะไรมากมายแต่ก็ได้อารมณ์ตื่นเต้นในหลายๆฉากและสลับเปลี่ยนอารมณ์อย่างลื่นไหล เรียกว่าเดาไม่ถูกเลยว่าหนังจะลงเอยอย่างไร เมื่อสังเกตุจากสถิติห้าปีหลัง หนังเยอรมันเข้าชิงออสการ์ในสายหนังต่างประเทศถึง 3 ใน 5 ครั้ง บวกลบคูณหารดูแล้ว ก็คงถึงเวลาของหนังเยอรมันจะได้สมนาคุณจากคณะกรรมการแล้วล่ะครับ
โดย: Joblovenuk (พีอาร์ฯ ) [23 มี.ค. 50 20:51] ( IP A:202.57.132.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    ชมภาพยนตร์ The Queen มาแล้วหรือยังไม่ชมก็ดี ผมแนะนำให้อ่านกระทู้ ลอดลาย รั้ววินเซอร์ กันต่อเลยนะครับ ...อาจจะยาวสักหน่อย แต่คุ้มค่าที่เสียเวลาแน่นอน ได้ความรู้และความบันเทิงพร้อมๆกันครับ .........

( คลิกลิงค์นี้นะครับ แล้วเลือกอ่านตรง ลอดรั้วลายวินเซอร์ มีประมาณ 9 ตอนยาวหน่อย แต่คุ้มค่าเสียเวลาอ่านแน่ครับ )

https://www.geocities.com/drsak/

โดย: Joblovenuk (พีอาร์ฯ ) [12 ส.ค. 50 4:17] ( IP A:58.64.89.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    ชอบหนังแนวนี้เช่นกันค่ะ คุณจ๊อบ เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่เคยรู้ ถ้าเอามาทำและตกแต่งสักหน่อย เรื่องในอดีต เราคงได้ชมและรับรู้กันอีกเยอะน่ะ ว่าไหม๊
โดย: นางฟ้า [23 ส.ค. 50 12:50] ( IP A:58.64.89.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ........เห็นด้วยครับ ส่วนตัวแล้วผมชอบหนังดราม่า อัตตชีวประวัติมาก ส่วนใหญ่ทำออกมาได้ดีครับ ถึงบางเรื่องอาจจะทำได้ไม่ดีนัก แต่การได้ศึกษาชีวิตใครสักคน ผมว่าไม่ใช่การสูญเวลาโดยเปล่าแน่นอนครับ
โดย: Job [23 ส.ค. 50 18:17] ( IP A:202.57.132.197 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน