ECGH.pantown.com : ชมรมมัคคุเทศก์ภาษาสเปน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   Bodhidarma:พระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) แปลโดย..Don Bigote

Sermón del despertar เทศนาธรรมแห่งการตื่นรู้

La esencia del Camino es el desapego. Y la meta de aquellos que practican es liberarse de las apariencias. Se dice en los sutras: «El desapego es despertar porque niega las apariencias». La budeidad significa atención sutil. Aquellos mortales cuyas mentes tienen atención natural alcanzan el Camino del despertar y por ello son llamados Buddhas. Se dice en los sutras: «Aquellos que se liberan a sí mismos de toda apariencia son llamados Buddhas». El aspecto de la apariencia como no apariencia no puede apreciarse visualmente sino que únicamente puede conocerse mediante la sabiduría. Cualquiera que escuche y crea esta enseñanza se embarcará en el Gran Vehículo y abandonará los tres reinos.
สาระสำคัญของมรรคคือความไม่ยึดมั่น ถือมั่น (สิ้นอุปปาทาน.) และจิตของผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากปรากฏการณ์ทั้งหลาย. ในพระสูตรกล่าวไว้ว่า: ((ความสิ้นอุปาทานคือการตื่นรู้เพราะมันจะปฏิเสธปรากฏการณ์ทั้งหลาย.)) พุทธภาวะหมายถึงการตื่นตัว. ปุถุชนทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งมีจิตที่มีความตื่นตัวโดยธรรมชาติ ที่เข้าถึงซึ่งมรรคแห่งการตื่นรู้ ดังนั้น จึงถูกเรียกว่า พุทธะ. ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า:((ผู้ที่หลุดพ้นตัวตน จากปรากฏการณ์ทั้งหมดย่อมได้ชื่อว่าเป็นพุทธะ.)) ลักษณะแห่งปรากฏการณ์ที่ไม่มีปรากฏการณ์ ย่อมไม่สามรถชื่นชมได้ด้วยตาเปล่า หากแต่สามารถรับรู้ได้ด้วยปัญญาเพียงทางเดียว. ผู้ใดที่ฟังและเชื่อในคำสอนนี้จะได้ร่วมโดยสารไปในยานที่ยิ่งใหญ่และจะได้ละทิ้งภูมิทั้งสาม.( โลภ โกรธ หลง )

Los tres reinos son codicia, aversión y confusión. Abandonar los tres reinos significa regresar desde la codicia, aversión y la confusión a la moralidad (el camino de la virtud natural sin culpabilidad), Contemplación (con amor benevolente) y la sabiduría (inteligencia natural encontrada en las enseñanzas). Codicia, aversión, y confusión no tienen naturaleza propia (sus aparentes raíces, son las Identidades), son ilusorias y cualquiera capaz de reflexionar verá que la naturaleza de la codicia, aversión y confusión es la naturaleza búdica.
ภูมิทั้งสามคือ โลภ โกรธ และ หลง. การละทิ้งภูมิทั้งสามหมายถึงการกลับจากโลภ โกรธ หลง มาสู่ศีล ( มรรคาแห่งความดีงามตามธรรมชาติปราศจากความผิดใดๆ ), สมาธิ ( ด้วยความรักแก่ผู้อื่น ) และปัญญา ( ความรอบรู้ตามธรรมชาติซึ่งพบได้ในคำสอนทั้งหลาย ).ความโลภ ความโกรธ, และ ความหลง ไม่มีธรรมชาติของตนเอง ( รากเหง้าแห่งลักษณะของมัน, เป็นสิ่งเฉพาะตัว ), เป็นมายาภาพ และใครก็ตามที่สามารถสะท้อนภาพมันออกมาได้ ก็จะเห็นว่า ธรรมชาติแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็คือธรรมชาติแห่งพุทธะ.

Más allá de codicia odio y confusión no hay otra naturaleza búdica. Se dice en los sutras: « Los budas sólo se han convertido en budas mientras vivían con los tres venenos y alimentándose del Dharma puro». Los tres venenos son codicia, odio y confusión.
El Gran Vehículo es el más grande de los vehículos. Es el transporte de los bodhisattvas, que lo usan todo sin usarlo y que viajan todo el día sin viajar. Así es el vehículo de los bodhisattvas. Se dice en los sutras: «El no vehículo es el vehículo de los Buddhas».
เหนือความโลภ โกรธ หลง ย่อมไม่มีธรรมชาติแห่งพุทธะอื่นใดอีก. ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า: พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ได้เป็นพระพุทธเจ้าในขณะที่อยู่กับสามอสรพิษ และหล่อเลี้ยงตนเองด้วยธรรมที่บริสุทธิเท่านั้น. สามอสรพิษก็คือ โลภ, โกรธ, และ หลง.
มหายานเป็นยานที่ใหญ่กว่ายานใดๆ. เป็นพาหนะของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย, ซึ่งใช้มันโดยที่ไม่ต้องใช้ และเดินทางทั้งวันโดยที่ไม่ต้องเดินทาง. เช่นนี้คือยานแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า: การไม่มียาน คือยานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.


Cualquiera que comprenda que los seis sentidos no son reales, que los cinco agregados son ficciones, que ninguno de ellos puede ser localizado en parte alguna del cuerpo, comprende el lenguaje de los Budas. Se dice en los sutras: «La cueva de los cinco agregados es el vestíbulo del Chan. La apertura del ojo de la mente es la puerta del Gran Vehículo». No puede ser más claro.
ใครก็ตามที่เข้าใจ ว่าอายาตนะทั้งหกไม่ใช่ของจริง, เบญจขันธ์เป็นภาพลวงตา, ไม่มีสิ่งใดในสองสิ่งนี้จะสามารถตั้งอยู่ได้ในกายนี้, ก็จะเข้าใจภาษาของเหล่าพระพุทธเจ้า. ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า: ถ้ำแห่งเบญจขันธ์คือห้องโถงของ เซน. การเปิดดวงตาแห่งจิต คือประตูของมหายาน. ชัดเจนกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว.

No pensar en nada es Chan. Una vez que se sabe, caminar, estar de pie, sentarse o estirarse, todo lo que se haga, es Chan. Saber que la mente es vacío es ver al Buddha. Los Buddhas de las diez direcciones no tienen mente. Ver la no mente es ver al Buddha.
Renunciar a uno mismo sin pesar es la caridad más grande. Trascender movimiento e inmovilidad es la mayor de las meditaciones. Los mortales no dejan de moverse, y los arhats permanecen inmóviles. Pero la más elevada de las meditaciones trasciende tanto la de los mortales como la de los arhats. Aquellos que alcanzan dicha comprensión se liberan a sí mismos de todas las apariencias sin esfuerzo y curan cualquier enfermedad sin tratamiento. Tal es el poder del gran Chan.
ไม่คิดถึงสิ่งใดเลยคือ เซน. เมื่อได้รู้จัก การเดิน, ยืน, นั่ง หรือ ยืดตัว, ทุกสิ่งที่ทำนั้นคือ เซน. รู้ว่าจิตคือความว่าง คือการเห็นพุทธะ. พระพุทธเจ้าทั้งสิบทิศไม่มีจิต. เห็นการไร้ซึ่งจิต คือเห็นพุทธะ.
การละตัวตน(อัตตา)โดยปราศจากความเศร้าโศกเสียใจ ย่อมเป็นทานที่ยิ่งใหญ่. การอยู่เหนือความเคลื่อนไหว และ ความนิ่ง เป็นสิ่งสูงสุดของกรรมฐาน. ปุถุชนทั่วไปย่อมไม่หยุดเคลื่อนไหว, และพระอรหันต์ทั้งหลายย่อมหยุดนิ่ง. แต่กรรมฐานขั้นสูงสุดย่อมอยู่เหนือทั้งปุถุชนและพระอรหันต์. ผู้ที่หยั่งถึงความเข้าใจที่ว่านั้น จะละตัวตน จากปรากฎการณ์ทั้งหลาย โดยปราศจากความพยายาม และรักษาโรคต่างๆโดยการไม่ต้องรักษา. นี่คือพลังแห่งเซนที่ยิ่งใหญ่.

Usar la mente para buscar la realidad es ignorancia. No usar la mente para buscar la realidad es conocimiento. Liberarse uno mismo de las palabras es liberación. Permanecer sin mácula de polvo de sensación es permanecer en el Dharma. Trascender vida y muerte es abandonar el hogar.
การใช้จิตเพื่อค้นหาสัจธรรมคือ อวิชชา. ไม่ใช้จิตเพื่อค้นหาสัจธรรมคือการรู้จริง. การละอัตตา(ตัวตน)จากคำพูดทั้งปวงคือการหลุดพ้น. การดำรงอยู่โดยปราศจากมลทินธุลีแห่งเวทนา เป็นการดำรงอยู่ในพระธรรม. การอยู่เหนือชีวิตและความตายคือการละทิ้งเรือนชาน.

No sufrir otra existencia es alcanzar el Camino. No crear ignorancia es iluminación. No
aferrarse a la ignorancia es sabiduría. La no aflicción es el nirvana. Y la no apariencia de
la mente es la otra orilla.
ไม่เป็นทุกข์กับภพอื่นคือการถึงซึ่งมรรคา. ไม่สร้างอวิชชาคือการรู้แจ้ง. ไม่มีอุปปาทาน(ยึดติด)กับอวิชชาคือปัญญาญาณ. ปราศจากความทุกข์ใจคือพระนิพพาน. และการปราศจากจิตคือการถึงซึ่งฟากฝั่ง.

Cuando eres ignorante, esta orilla existe. Pero cuando despiertas, deja de existir. Los mortales permanecen en esta orilla, pero aquellos que descubren el más grande de todos los vehículos no están ni en ésta ni en aquélla. Son capaces de vivir en ambas orillas. Aquellos que ven la otra orilla como diferenciada de ésta no comprenden el Chan.
La ignorancia significa mortalidad. Y el conocimiento significa budeidad. No son lo mismo y tampoco son diferentes. Pero la gente distingue entre ignorancia y conocimiento. Cuando somos ignorantes hay un mundo al que escapar. Cuando somos conscientes, no hay nada donde escapar.
เมื่อคุณถูกอวิชชาเข้าครอบงำ, ฟากฝั่งนี้ก็ยังคงดำรงอยู่. แต่เมื่อไรที่คุณตื่นรู้, ฟากฝั่งนี้ก็จะอันตรธานไป. ปุถุชนทั้งหลายดำรงตนอยู่ฝั่ง
กะนี้, แต่เหล่าชนที่ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ายานทั้งปวง จะไม่อยู่ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น. เค้าสามารถอยู่ได้ทั้งสองฝั่ง. กลุ่มชนที่เห็นความแตกต่างระหว่างฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ ย่อมไม่เข้าใจ เซน.
อวิชชาหมายถึงความตาย. และความรู้หมายถึงพุทธภาวะ. ไม่ใช่สิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างกัน. แต่ผู้คนก็แยกแยะระหว่างอวิชชาและความรู้. เมื่อไรที่เราถูกอวิชชาครอบงำ ก็จะมีโลกให้เราได้หลบหนี. เมื่อไรที่เรามีสติสัมปชัญญะ, ก็ไม่มีที่ใดให้หลบหนี.

A la luz del Dharma imparcial. los mortales no son diferentes de los sabios. En los sutras se dice que el Dharma imparcial es algo que los mortales no pueden penetrar ni los sabios practicar. El Dharma imparcial sólo es practicado por los grandes Buddhas y bodhisattvas. Ver la muerte como algo diferente de la vida o el movimiento como algo diferente de la inmovilidad es ser parcial. Ser imparcial significa ver el sufrimiento como algo no diferenciado del nirvana, porque la naturaleza de ambos es el vacío. Al imaginar que pondrán fin al sufrimiento y entrarán en el nirvana, los arhats acaban atrapados por el nirvana. Pero los bodhisattvas saben que el sufrimiento es esencialmente vacío y permaneciendo en el vacío permanecen en el nirvana. Nirvana significa no nacimiento y no muerte. Está más allá de nacimiento y muerte y más allá del nirvana.
ในแสงสว่างแห่งธรรมะอันเท่าเทียม. ปุถุชนและปราชญ์ย่อมไม่แตกต่างกัน. ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า ธรรมแห่งความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่เหล่าปุถุชนเข้าไม่ถึง แม้กระทั่งนักปราชญ์ก็ไม่ได้ปฏิบัติ. ธรรมะแห่งความเท่าเทียมนี้มีเพียงเหล่าสัมมาสัมพุทธะและเหล่าพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่ปฏิบัติ. การเห็นความตายเป็นอะไรที่แตกต่างจากการมีชีวิต หรือ ความเคลื่อนไหวเป็นอะไรที่แตกต่างจากการหยุดนิ่ง คือ อคติ. ความเสมอภาคหมายถึง การเห็นทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่แตกต่างจากพระนิพพาน, เพราะธรรมชาติของทั้งสองสิ่งคือความว่าง. การจิตนาการว่าสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ และจะเข้าสู่พระนิพพาน, พระอรหันต์ทั้งหลายก็จะติดกับดักแห่งพระนิพพาน. แต่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นรู้ว่าความทุกข์เป็นหัวใจของความว่าง และการดำรงอยู่ในความว่างคือการดำรงอยู่ในพระนิพพาน. พระนิพพานหมายถึงความไม่เกิด และ ไม่ตาย. อยู่เหนือการเกิดและการตาย และอยู่เหนือทั้งนิพพาน.

Cuando la mente deja de moverse, penetra en el nirvana. Nirvana es una mente vacía. Cuando no existe la ignorancia, los Buddhas alcanzan el nirvana. Cuando no existen las aflicciones, los bodhisattvas entran en el lugar de la despertar.
เมื่อไรที่จิตหยุดนิ่ง, ก็จะเข้าสู่พระนิพพาน. พระนิพพานคือจิตว่างอย่างหนึ่ง. เมื่อใดที่ไม่มีอวิชชา, พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็เข้าสู่พระนิพพาน. เมื่อใดที่ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง, เหล่าพระโพธิสัตว์ก็จะเข้าสู่แดนแห่งการตื่นรู้.

Un lugar deshabitado es uno sin codicia, odio ni confusiòn. La codicia es el reino del deseo, el odio el reino de la forma y la ignorancia el reino sin forma.
สถานที่ที่ว่างเปล่าก็คือคนที่ปราศจากโลภ,โกรธ,หลง. ความโลภคือ กามภูมิ, ความโกรธคือ รูปภูมิ, และ อวิชชาคือ อรูปภูมิ.

** Cuando da comienzo un pensamiento se penetra en los tres reinos. El principio o fin de los tres reinos, la existencia o no existencia de todo, depende de la mente. Esto es aplicable a todo, incluso a objetos inanimados como rocas y palos.
เมื่อไรที่ความคิดเริ่มก่อตัวขึ้นก็จะเข้าสู่ภูมิทั้งสาม. จุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดของภูมิทั้งสาม, การมีและการไม่มีของสรรพสิ่ง, ล้วนขึ้นอยู่กับจิต. นี่สามารถใช้ได้กับทุกสิ่ง, รวมไปถึงสิ่งของที่ไม่เคลื่อนไหวอย่าง หินและ ท่อนไม้.

Cualquiera que sepa que la mente es una ficción y está vacía de cualquier cosa real, sabe que su propia mente ni existe ni no existe.
Los mortales siguen creando la mente, proclamando que existe.
Los arhats siguen negando la mente, proclamando que no existe.
Pero los bodhisattvas y los Buddhas ni crean ni niegan la mente.
( Sabe que NO HAY MENTE y NO HAY NO-MENTE)
Eso es lo que significa que la mente ni existe ni no existe. La mente que ni existe ni no existe es lo que se denomina el Camino Medio.
ใครก็ตามที่รู้ว่าจิตเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและว่างเปล่าจากสิ่งที่เป็นจริงใดๆ, ก็จะรู้ว่าจิตของเค้าเองนั้นทั้งมีและไม่มีอยู่จริง.
ปุถุชนทั้งหลายยังคงสร้างจิตต่อไป, ป่าวร้องว่ามีอยู่จริง.
พระอรหันต์ทั้งหลายยังคงปฏิเสธจิต, ป่าวร้องว่าไม่มีอยู่จริง.
แต่เหล่าพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทั้งสร้างและปฏิเสธจิต.
( รู้ว่าไม่มีการมีจิตและไม่มีการไร้จิต) **
และนี่คือความหมายของการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของจิต. การมีหรือไม่มีอยู่ของจิตนั้นได้ชื่อว่าทางสายกลาง.(มัชฌิมา)

Si utilizas tu mente para estudiar la realidad, no entenderás ni tu mente ni la realidad. Si estudias la realidad sin utilizar la mente, entenderás ambas. Aquellos que no comprenden, no entienden el entendimiento. Y aquellos que comprenden, entienden el entendimiento. La gente capaz de verdadera visión sabe que la mente es vacío, trascienden tanto comprensión como no comprensión.
ถ้าคุณใช้จิตเพื่อศึกษาสัจธรรม, คุณก็จะไม่เข้าใจทั้งจิตและสัจธรรม.
ถ้าคุณศึกษาสัจธรรมโดยไม่ใช้จิต, คุณก็จะเข้าใจทั้งสองสิ่ง. เขาเหล่านั้นที่ไม่เข้าใจ, ก็จะไม่เข้าใจความเข้าใจ. และเขาเหล่านั้นที่เข้าใจ, ก็จะเข้าใจความเข้าใจ. ผู้ที่สามารถเห็นอย่างถูกต้อง รู้ว่าจิตคือความว่างเปล่า, ก็จะรู้จักทั้งความเข้าใจและความไม่เข้าใจ.

La ausencia de comprensión y no comprensión es verdadera comprensión.
การปราศจากความเข้าใจ และ ความไม่เข้าใจ คือ ความเข้าใจที่แท้จริง

Vista con verdadera visión, la forma no es simplemente forma, porque la forma depende de la mente. Y la mente no es simplemente mente, porque la mente depende de la forma. Mente y forma crean y niegan una a la otra.
เห็นด้วยทัศนะแท้, รูปย่อมไม่ใช่เป็นเพียงแค่รูป, เพราะรูปอาศัยจิต. และจิตก็ย่อมไม่ได้เป็นเพียงแค่จิต, เพราะจิตอาศัยรูป.
จิตและรูปต่างก็สร้างและปฏิเสธซึ่งกันและกัน.

********************************************

คำศัพท์สำคัญในทางพุทธศาสนาที่มัคคุเทศก์ควรรู้

Las cuatro nobles verdades อริยสัจ 4
1. La existencia del sufrimiento 1. ทุกข์ (ทุกข์)
2. La causa del sufrimiento 2.เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย)
3. La liberación del sufrimiento 3. การดับทุกข์ (นิโรจน์)
4. El camino para la liberalción del sufrimiento 4. หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค)

El noble camino óctuple มรรคมีองค์ 8
1. Visión correcta 1.เห็นชอบ ( สัมมาทิฏฐิ )
2. Pensamiento correcto 2.ดำริชอบ ( สัมมาสังกัปปะ )
3. Habla correcta 3.เจรจาชอบ ( สัมมาวาจา )
4. Acción correcta 4.กระทำชอบ ( สัมมากัมมันตะ )
5. Existencia correcta 5.เลี้ยงชีพชอบ ( สัมมาอาชีวะ )
6. Esfuerzo correcto 6.พยายามชอบ ( สัมมาวายามะ )
7. Atención correcta 7.ระลึกชอบ ( สัมมาสติ )
8. Contemplación correcta 8.ตั้งจิตมั่นชอบ ( สัมมาสมาธิ )

Las tres características de la existencia ลักษณะสามประการแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย ( ไตรลักษณ์ )
1. Impermanencia ความเป็นของไม่เที่ยง ( อนิจจัง )
2.Pesar ความเป็นทุกข์ ( ทุกขัง )
3.Abnegación ความไม่มีอยู่ของตัวตน ( อนัตตา )

Los cinco agregados ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมกันเข้าเป็นสิ่งมีชีวิต ( ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ )
1. Forma รูปร่าง, ร่างกาย ( รูป )
2. Los Sentimientos ความรู้สึก ( เวทนา )
3. Percepción สัญลักษณ์ต่างๆที่จิตกำหนดรู้ ( สัญญา )
4. Volición การปรุงแต่งของจิต ( สังขาร )
5. Conciencia ความรับรู้อารมณ์ ( วิญญาณ )

Los cuatro estados ilimitados หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ( พรหมวิหาร 4 )
1. Bondad afectuosa ความปรารถนาดี มีไมตรีจิต คิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า ( เมตตา )
2. Compasión ความสงสาร คิดช่วยบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ ( กรุณา )
3. Alegría benévola ความพลอยยินดีไปกับความสุข และความสำเร็จของผู้อื่น ( มุทิตา )
4. Ecuanimidad ความวางใจเป็นกลาง วางเฉย มีจิตเที่ยงตรงไม่เอียงเอนด้วยรักและชัง ( อุเบกขา )

Las diez cadenas de la existencia กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ ( สังโยชน์ 10 )
1. Autoengaño ความเห็นว่ามีตัวตน ( สักกายทิฏฐิ )
2. Duda ความสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ ( วิจิกิจฉา )
3. Aferrarse al simple ritual ความยึดติดกับพิธีกรรมอย่างงมงาย ( สีลัพพตปรามาส )
4. Apetito sensual ความกำหนัดในกาม ติดใจในกามคุณ ( กามราคะ )
5. Mala voluntad ความหงุดหงิดขัดเคือง ( ปฏิฆะ )
6. Deseo de una buena vida material ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือความปรารถนาในรูปภพ ( รูปราคะ )
7. Deseo de existencia inmaterial ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือความปรารถนาในอรูปภพ ( อรูปราคะ )
8. Orgullo ความสำคัญตน ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ( มานะ )
9. Inquietud ความฟุ้งซ่าน ( อุทธัจจะ )
10. Ignorancia ความไม่รู้จริง ความหลง ( อวิชชา )

พระโสดาบัน (ผู้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน แต่จะต้องกลับมาเกิดอีกเจ็ดครั้ง) คือผู้ที่ละสังโยชน์ได้สามข้อแรก
พระสกทาคามี (ผู้ที่จะกลับมาเกิดอีกเพียงหนึ่งครั้ง) คือผู้ที่ละสังโยชน์ได้สามข้อแรกเช่นกันแต่ ทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
พระอนาคามี (ผู้ที่จะไม่มาเกิดในกามภพอีกแล้ว หลังจากละสังขารไปแล้วจะเกิดในสวรรค์ ชั้นพรหมและจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชั้นนั้นเลย) คือผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้งห้าข้อ
พระอรหันต์ (ผู้ที่จะเข้าสู่พระนิพพานในภพนี้เลย) คือผู้ที่ละสังโยชน์ได้ทั้ง 10 ข้อ

********************************************

Paz mental ความสงบแห่งจิต

Todos los seres tienen un mismo deseo: encontrar la felicidad y evitar el sufrimiento, pero muy pocos conocen sus verdaderas causas.

ทุกสรรพสัตว์มีความปรารถนาอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน: พบกับความสุขและป้องกันการเกิดทุกข์,แต่มีอยู่น้อยนักที่รู้สาเหตุที่แท้จริง.

Por lo general, pensamos que los objetos externos, como la comida, los amigos, los coches o el dinero son verdaderas causas de felicidad y, en consecuencia, dedicamos la mayor parte de nuestro tiempo a intentar adquirirlos. Aunque a simple vista parece que estas condiciones nos hacen felices, si lo analizamos con detenimiento, nos daremos cuenta de que también nos ocasionan numerosos problemas y sufrimientos.

โดยทั่วไป,เราคิดว่าวัตถุภายนอก,เป็นต้นว่า อาหาร,เพื่อนฝูง,รถยนต์ หรือ เงินตรา คือสาเหตุที่แท้จริงของความสุขและ,ผลที่ตามมา,เราอุทิศเวลาส่วนใหญ่ของเราในการพยายามที่จะได้มันมา.แม้ว่าดูอย่างผิวเผินแล้วปัจจัยเหล่านี้คล้ายกับว่าทำให้เรามีความสุข,ถ้าเราวิเคราะห์ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ,เราจะตระหนักได้ว่ามันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาและความทุกข์อย่างมากมายกับเรา.
La felicidad y el sufrimiento son estados mentales opuestos. Por lo tanto, si algo es una causa verdadera de felicidad, no puede serlo también de sufrimiento. Si la comida, el dinero y demás objetos externos fueran verdaderas causas de felicidad, nunca producirían sufrimiento, pero sabemos por propia experiencia que esto no es cierto.

ความสุขและความทุกข์เป็นภาวะตรงข้ามทางจิต.ดังนั้น, ถ้าสิ่งหนึ่งคือสาเหตุที่แท้จริงแห่งความสุข,สิ่งนั้นย่อมต้องไม่เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์เช่นกัน.ถ้าอาหาร,เงินตราและวัตถุนอกกายอีกมากคือสาเหตุแห่งความสุข,มันจะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ได้เลย, แต่เราก็รู้ด้วยประสบการณ์ของเราเองว่ามันไม่จริง.

Por ejemplo, la comida es uno de nuestros placeres favoritos, pero también es la causa de numerosas dolencias y enfermedades. Para fabricar los objetos que creemos que nos hacen felices, contaminamos el medio ambiente hasta el punto de convertir el aire que respiramos y el agua que bebemos en una amenaza para nuestra salud y bienestar.

ตัวอย่างเช่น,อาหารเป็นหนึ่งในความพึงพอใจที่เราโปรดปราน,แต่ก็เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายของเราเช่นกัน.เพื่อผลิตสิ่งของที่เราเชื่อว่าจะทำให้เรามีความสุข,เราก็สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อมจนกระทั่งถึงจุดที่จะแปรเปลี่ยนอากาศที่เราหายใจและน้ำที่เราดื่มให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา.

Nos gusta disfrutar de la libertad e independencia que nos proporcionan los coches, pero el coste en accidentes de tráfico y contaminación es enorme. Pensamos que el dinero es imprescindible para disfrutar de la vida, pero debemos soportar grandes dificultades para conseguirlo. Incluso nuestros familiares y amigos, con los que compartimos momentos agradables, pueden causarnos numerosas preocupaciones y sufrimiento.

เราชอบที่จะสนุกไปกับอิสรภาพและการไม่ต้องขึ้นกับใครที่รถยนต์จัดสันให้กับเรา,แต่ราคาของอุบัติเหตุทางจราจรและมลภาวะนั้นใหญ่หลวงนัก. เรานึกว่าเงินตราคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ความสนุกสนานแก่ชีวิต;แต่เราก็ต้องอดทนกับความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงเพื่อที่จะได้มันมา.รวมทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงของเรา,กลุ่มคนที่เราร่วมแบ่งปันช่วงเวลาที่น่าอภิรมย์ด้วย,เขาเหล่านั้นก็สามรถเป็นสาเหตุแห่งความกระวนกระวายใจและความทุกข์ระทมอย่างมากมายของเรา.

En los últimos años, nuestro entendimiento y control del mundo externo han aumentado considerablemente y, como resultado, hemos presenciado un notable progreso material. Sin embargo, la felicidad del ser humano no se ha incrementado del mismo modo.

ในช่วงปีหลังมานี้,ความเข้าใจของเราและการควบคุมโลกภายนอกของเราได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าพิจารณาและในแง่ของผลลัพธ์,เราได้นำเสนอความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเห็นได้จัด.อย่างไรก็ตาม,ความสุขของมนุษย์ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน.

Hoy día no hay menos sufrimientos ni menos infortunios en el mundo, incluso podría decirse que ahora experimentamos más problemas e infelicidad que nunca. Esto indica que la causa de la felicidad y la solución a nuestros problemas no se encuentran en el conocimiento y control del mundo externo.

ณ วันนี้ไม่มีทุกข์ที่น้อยลงแม้กระทั่งความโชคร้ายที่น้อยลงในโลกใบนี้, รวมทั้งสามารถพูดได้ว่าเราประสบกับปัญหาและความทุกข์มากขึ้นอย่าที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.สิ่งนี้ชี้ว่าสาเหตุแห่งความสุขและทางออกแห่งปัญหาของเราไม่ปรากฏในองค์ความรู้และการควบคุมโลกภายนอก.

¿Por qué? La felicidad y el sufrimiento son estados mentales y, por lo tanto, sus causas no pueden existir fuera de la mente. La verdadera causa de la felicidad es la paz interior.

ทำไม? ความสุขและความทุกข์เป็นสภาวะทางจิตและ,เพราะเหตุนี้,ต้นเหตุของมันจึงไม่สามรถอยู่ภายนอกจิตได้.สาเหตุที่แท้จริงของความสุขก็คือความสงบภายใน.

Si tenemos una mente apacible, seremos felices en todo momento, aunque las condiciones externas sean adversas, pero si estamos preocupados e inquietos, nunca seremos felices por muy favorables que estas sean.

ถ้าเรามีจิตที่สงบ,เราจะเป็นสุขอยู่ตลอดเวลา,แม้ว่าปัจจัยภายนอกอาจจะไม่เอื้ออำนวย,แต่ถ้าเราเป็นกังวลและไม่นิ่ง, เราก็จะไม่มีความสุขเลยแม้ว่าปัจจัยภายนอกจะเอื้ออำนวยก็ตามที.

Las condiciones externas sólo nos hacen felices si tenemos una mente apacible.

ปัจจัยภายนอกทำให้เรามีความสุขได้ถ้าเรามีจิตที่สงบเท่านั้น.

********************************************

Cómo encontrar paz mental

จะพบความสงบทางจิตได้อย่างไร

Desde tiempo sin principio hemos estado dominados por nuestra mente como si fuéramos marionetas. Somos sus siervos y cuando quiere que hagamos algo, no nos queda más remedio que hacerlo.

นานแสนนานมาแล้วเราถูกจิตควบคุมราวกับว่าเป็นหุ่นกระบอก. เราคือคนรับใช้และเมื่อไรมันต้องการให้เราทำสิ่งใด, เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากทำมัน.

En ocasiones, nuestra mente es como un elefante desbocado que nos crea innumerables problemas tanto a nosotros mismos como a los demás.

ในหลายโอกาส,จิตของเราเป็นเสมือนช้างดื้อด้านที่สร้างปัญหาเหลือคณานับให้กับเราพอๆกับให้ผู้อื่น.

Si nos adiestramos de manera sincera en la práctica espiritual, podremos cambiar esta situación y controlar nuestra mente. De este modo, disfrutaremos de verdadera libertad.

ถ้าเราฝึกฝนตัวเองด้วยวิธีการที่ง่ายๆในการปฏิบัติแห่งจิตวิญญาณ,เราจะสามรถเปลี่ยนสภาพการเช่นนี้ได้ และ ค้นพบจิตของเรา. ด้วยแนวทางนี้,เราจะได้รับประโยชน์จากความเป็นอิสระจริงๆ.

Para tener éxito en nuestra práctica espiritual, debemos recibir bendiciones e inspiración de aquellos que han alcanzado profundas realizaciones internas, pero también es importante levantar el ánimo en todo momento.

เพื่อความสำเร็จในการปฏิบัติแห่งจิตวิญญาณของเรา, เราจะต้องรับพรและคำแนะนำจากบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอภิญญา, แต่การสร้างกำลังใจในทุกขณะจิตก็สำคัญเช่นกัน.

Si no nos animamos nosotros mismos, ¿quién lo va a hacer? Cuando comprendamos con claridad que la paz interior es la verdadera fuente de felicidad y que por medio de la práctica espiritual podemos alcanzar estados cada vez más apacibles, sentiremos un gran entusiasmo por la práctica.

ถ้าเราไม่สร้างกำลังใจให้ตัวเอง, แล้วใครจะทำหละ? เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความสงบภายในเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และโดยผ่านทางการปฏิบัติแห่งจิตวิญญาณ เราจะสามรถเข้าถึงสภาวะที่สงบมากขึ้นทุกทีๆ, เราจะรู้สึกถึงความกระตือรือร้นอย่างใหญ่หลวงผ่านทางการปฏิบัติ.

Esto es muy importante porque para alcanzar la paz interior permanente del nirvana, tenemos que practicar con sinceridad y perseverancia.

นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการถึงซึ่งความสงบภายในอย่างถาวรแห่งพระนิพพาน, เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจังและมุ่งมั่น.

********************************************

Cómo encontrar felicidad

จะพบกับความสุขได้อย่างไร

La felicidad es un estado mental y, por lo tanto, depende de la mente y no de las circunstancias externas.

ความสุขเป็นสภาวะจิตอย่างหนึ่ง และ,ดังนั้น, มันจึงขึ้นอยู่กับจิต และไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก.

Si nuestra mente es pura y apacible, seremos felices sin importar las condiciones externas, pero si es impura y está alterada, nunca encontraremos felicidad por mucho que intentemos cambiar nuestras circunstancias.

ถ้าจิตของเราบริสุทธิ์และเป็นสมาธิ,เราก็จะเป็นสุขโดยไม่ต้องสนใจปัจจัยภายนอก, แต่ถ้ามันไม่บริสุทธิ์และไม่สงบ, เราก็จะไม่พบกับความสุขเลยแม้ว่าเราจะพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายนอกก็ตาม.

La meditación nos permite cultivar estados mentales apacibles y eliminar aquellos que no lo son. Con el estudio y la meditación nos esforzamos por desarrollar tres clases de sabiduría: la que surge de la escucha, la que surge de la contemplación y la que surge de la meditación.

การทำวิปัสสนาจะปลูกฝังสภาวะจิตที่เป็นสมาธิแก่เรา และช่วยขจัดสิ่งต่างๆที่ไม่พึงประสงค์ออกไป. เราพยายามด้วยการศึกษาหาความรู้และการทำวิปัสสนา เพื่อพัฒนาปัญญาสามชนิด: ปัญญาอันเกิดจากการฟัง, ปัญญาอันเกิดจากการพิจารณาไตร่ตรอง, ปัญญาอันเกิดจากการทำวิปัสสนา.

Cuando hayamos desarrollado estas sabidurías por completo, eliminaremos la confusión de nuestra mente. Para tener éxito en el estudio y la meditación, debemos reunir ciertas condiciones internas, como recibir bendiciones, purificar nuestro karma negativo y acumular méritos.

เมื่อใดที่เราพัฒนาปัญญาทั้งสามอย่างนี้โดยสมบูรณ์แล้ว, เราก็จะขจัดความสับสนออกจากจิตของเรา. เพื่อความสำเร็จในการศึกษาและการทำวิปัสสนา,เราจะต้องรวบรวมปัจจัยภายในหลายอย่าง, เช่น รับศีลรับพร,ขจัดอกุศลกรรมของเรา(สร้างกุศลกรรม) และหมั่นทำบุญสุนทาน.

Todo esto se consigue con prácticas como la de confiar en un guía espiritual cualificado, hacer ofrendas, recitar oraciones, etc.

สิ่งเหล่านี้จะได้มาก็โดยการปฏิบัติ เช่นไว้ใจในผู้นำทางแห่งจิตวิญญาณที่ถูกคัดสรรแล้ว,ทำบุญตักบาตร, สวดมนต์,เป็นต้น.

********************************************





Charles Darwin

Naturalista británico (1809-1882). Estudió en Edimburgo y Cambridge. En 1831 participó como naturalista en una expedición que visitó América del Sur y las islas del Pacífico. Las observaciones que realizó en este viaje son la base de sus obras. De 1840 a 1843 aparecieron sus notas de viaje: Zoología del viaje del "Beagle". El Beagle era el barco en el que realizó su viaje.
En 1859 publicó su obra más conocida: "El origen de las especies". Obtuvo un éxito enorme y modificó totalmente la biología de la época. Sus teorías revolucionaron la ciencia, pero también dieron lugar a algunas confusiones. Por ejemplo, algunos creían que Darwin había dicho que "el hombre desciende del mono", y fueron muchos que se dedicaron a buscar formas intermedias entre el hombre y los chimpancés actuales, naturalmente sin encontrar ningún resultado. Darwin nunca dijo tal cosa, de hecho el único fósil humano conocido en su época (1856) fue el "hombre de Neandertal". Lo que sí afirmó Darwin fue que el hombre actual y los chimpancés y gorilas actuales tienen un antepasado en común.
La influencia de sus teorías ha llegado a todos los campos del pensamiento: la filosofía, la psicología, la sociología, la historia…
ชาร์ลส์ ดาร์วิน
นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ( 1809-1882 ) จบการศึกษาจากเอดิมเบิร์ก และ เคมบริดช์. ในปี 1831 ได้เข้าร่วมในฐานะนักธรรมชาติวิทยากับคณะสำรวจ ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมอเมริกาใต้และ หมู่เกาะแปซิฟิค. ข้อสังเกตต่างๆจากการเดินทางครั้งนี้เป็นรากฐานของผลงานของเขา. จากปี 1840 ถึง 1843 ปรากฏบันทึกการเดินทางของเขา: การเดินทางแห่งสัตวศาสตร์ของ “บีเกิ้ล” บีเกิ้ลคือเรือที่ใช้ในการเดินทางของเขา.

ในปี 1859 เค้าได้ตีพิมพ์ผลงานที่เป็นที่รู้จักอย่างมาก: “กำเนิดของสรรพชีวิต” เค้าได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และเค้าได้เปลี่ยนแปลงวิชาชีววิทยาแห่งยุคอย่างสิ้นเชิง. ทฤษฎีของเขาได้ปฏิวัติวิทยาศาสตร์, แต่ก็สร้างความสับสนบางอย่างเช่นกัน. ตัวอย่างเช่น, บางคนเชื่อว่า ดาร์วิน เคยกล่าวว่า “มนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากลิง” , และ หลายคนก็มุ่งหน้าค้นหารูปแบบกลางๆระหว่างคนและลิงชิมแปนซีในปัจจุบัน, แน่นอนว่าไม่ได้พบอะไรเลย. ดาร์วินไม่เคยกล่าวถึงสิ่งนั้นเลย, อันทำให้ซากมนุษย์เพียงซากเดียวที่เป็นที่รู้จักในยุคของเขา (1856) เป็น “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล”. สิ่งที่ดาร์วินเห็นพ้องก็คือ มนุษย์ในปัจจุบัน และ ลิงชิมแปนซี และลิงกอริล่า ในปัจจุบัน มีบรรพบุรุษร่วมกัน.

อิทธิพลของทฤษฎีของเขาได้เข้าถึงทุกแหล่งความคิด: ปรัชญา, จิตวิทยา, สังคมวิทยา, วิชาประวัติศาสตร์...

********************************************

Desarrollo Económico en el periodo de Ayuthaya

การพัฒนาเศรษฐกิจในสมัยอยุธยา

A los tailandeses nunca les faltó una rica fuente de alimento. Los campesinos plantaban arroz para consumo propio y para pagar impuestos. Todo lo que sobraba era usado para mantener instituciones religiosas. Sin embargo desde el siglo trece al siglo quince una transformación extraordinaria tuvo lugar en el cultivo de arroz tailandés. En las tierras altas, donde la lluvia tenía que ser suplementada con un sistema de irrigación que controlaba el nivel del agua en arrozales inundados, los tailandeses cultivaban arroz pegajoso (glutinoso) que sigue siendo el principal alimento en regiones geográficas del norte y del noreste. Pero el valle del Chao Phraya, los agricultores usaron una variedad de arroz diferente, el arroz llamado “arroz flotante”, un arroz delgado y no pegajoso traído de Bengala, que crece suficientemente rápido para seguir el ritmo de elevación del nivel de agua en los campos de las tierras bajas.

ชาวไทยไม่เคยขาดแคลนแหล่งอาหารอันสมบูรณ์. เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภคเองและเพื่อจ่ายภาษี. สิ่งที่เหลือจากนั้นจะถูกใช้เพื่อการบำรุงสถาบันศาสนา. อย่างไรก็ตามจากศตวรรษที่13 ถึงศตวรรษที่ 15 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติกับการเพาะปลูกข้าวไทย. ในแถบพื้นที่สูง, ที่ๆซึ่งฝนจะต้องเป็นสิ่งเสริมกับระบบชลปะทานที่ควบคุมระดับน้ำในผืนนาอันท่วมขัง, ชาวไทยปลูกข้าวเหนียว ซึ่งก็ยังคงเป็นอาหารหลักของภูมิภาคทางด้านเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ. แต่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา, เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่แตกต่างออกไป, ข้าวที่ถูกเรียกว่า “ข้าวลอยน้ำ” , ข้าวเมล็ดลีบและไม่เหนียวติดกัน นำมาจากเบ็งกอล, ซึ่งโตเร็วเพียงพอเพื่อให้ทันกับจังหวะการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในทุ่งนาที่เป็นที่ลุ่ม.

La nueva variedad crecía fácil y abundantemente, produciendo un excedente que se podía vender barato en el extranjero. Ayutthaya, situada en el extremo sur del valle se convirtió entonces en un centro de actividad económica. Bajo patrocinio real, se cavaron canales mediante trabajo obligatorio por los cuales se transportaba arroz de los campos a los barcos del rey para exportar a China. En el proceso se recuperó y se empezó a cultivar el delta del Chao Phraya, lodazales entre el mar y la tierra firme que hasta entonces se consideraban no habitables.

สายพันธุ์ใหม่ขึ้นง่ายและให้ผลผลิตมาก, การผลิตที่เหลือเฟือซึ่งสามารถขายได้ราคาถูกในต่างประเทศ. อยุธยา, ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของที่ราบลุ่ม ดังนั้นจึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ. ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์, มีการขุดคลองหลายสายด้วยแรงงานภาคบังคับ ตามคลองเหล่านี้มีการขนส่งข้าวจากนามายังเรืองของพระเจ้าแผ่นดินเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน. ในขบวนการนี้ก็มีการได้กลับคืนมาและมีการเริ่มเพาะปลูกตามบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา, ชายเลนระหว่างทะเลและผืนดิน ซึ่งจนถึงขณะนั้นถือว่าเป็นบริเวณที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้.

********************************************


Crisis económica de 2008
.
Por crisis económica de 2008 se conoce a la percepción de crisis económica mundial que tuvo lugar este año, originada en los Estados Unidos. Entre los principales factores causantes de la crisis estarían los altos precios de las materias primas, una crisis alimentaria mundial, una elevada inflación planetaria y la amenaza de una recesión en todo el mundo, así como una crisis crediticia, hipotecaria y de confianza en los mercados.
Muchos autores consideran que no se trata de una verdadera crisis, dado que el término crisis carece de definición técnica precisa pero está vinculado a una profunda recesión; ésta, a su vez, se define como dos trimestres consecutivos de decrecimiento económico. Por el momento, este fenómeno no se ha producido en la mayor parte de economías desarrolladas. Según algunas fuentes, la crisis podría finalizar en 2010.

วิกฤติเศรษฐกิจ แห่งปี 2008

เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจแห่งปี 2008 ทำให้เห็นสัญญาณแห่งวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่เกิดขึ้นในปีนี้, เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกา. ในหลายๆปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตินั้นจะต้องเป็นเรื่องของราคาของวัตถุดิบที่สูงมาก, วิกฤตการณ์อาหารของโลก, ภาวะเงินเฟ้อที่สูงของโลก และการคุกคามของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก, เป็นต้นว่าวิกฤติแห่งสินเชื่อ, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่นของตลาด.

ผู้เกี่ยวข้องหลายท่านเห็นว่ามันไม่ใช่วิกฤติที่แท้จริง, ด้วยเหตุว่าขอบเขตของวิกฤติไม่มีจุดสิ้นสุดทางเทคนิคที่เฉพาะเจาะจง แต่มีความเกี่ยวพันกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง; ความถดถอยนี้, ในเวลาเดียวกัน, หมายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจของสองไตรมาสที่แล้ว. จนถึงขณะนี้, ความถดถอยนี้ไม่ได้เกิดกับภาคส่วนใหญ่ของหลายๆเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว. ตามความเห็นจากบางแหล่ง, วิกฤติอาจจะสามารถจบได้ในปี 2010.

นโยบายคุกกี้
Pantown.com ใช้คุกกี้ (cookies) หรือไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กเพื่อจดจำการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา จดจำความชอบและความสนใจเพื่อการแสดงผลให้สอดคล้องกับความชอบและความสนใจของผู้เข้าใช้งาน เพื่อเร่งความเร็วในการแสดงผลของข้อมูล เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอโฆษณา รวมถึงเพื่อความสะดวกในการให้บริการต่างๆในเว็บไซต์ของเรา โดยคุกกี้นี้จะถูกดาวน์โหลดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของผู้เข้าใช้งานเพื่อระบุอุปกรณ์การใช้งานของผู้เข้าใช้ แต่จะไม่ระบุตัวบุคคลผู้เข้าใช้งาน ทั้งนี้การวิเคราะห์อาจทำโดยบุคคลอื่นที่ให้บริการหรือได้ รับมอบหมายให้กระทำการแทนในนามของ Pantown.com เช่น Google Analytics เป็นต้น