ECGH.pantown.com : ชมรมมัคคุเทศก์ภาษาสเปน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   สุขภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

อาหารก่อนการออกกำลังกาย

บ่อยครั้งที่จะเห็นผู้ที่กำลังจะเริ่มออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แวะรับประทานอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นอาหารว่าง บางรายอาจเป็นอาหารหนักก็เคยพบเห็นได้ หลายท่านคงจะสงสัยว่า การรับประทานอาหารก่อนการออกกำลังกายนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และมีข้อพิจารณาอย่างไร

เรื่องการรับประทานอาหารสำหรับการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้ารับประทานอาหารไม่พอ ก็อาจจะไม่มีแรงในการออกกำลังกาย หรือหากรับประทานอาหารมากเกินไป อาจจะรู้สึกไม่สบายท้อง หรือออกกำลังกายไม่ไหว นักกีฬาควรได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 200-300 กรัม ในช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมง ก่อนการออกกำลังกาย

โดยปกติขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะมีเกิดการขยายตัวของปอด ทำให้กระบังลมที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารต้องเคลื่อนไหวขึ้นลงตามการขยายตัวของปอดอยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่กำลังออกกำลังกายอยู่ ดังนั้น หากเรารับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายในปริมาณมาก จะมีผลให้กระเพาะอาหารใหญ่ขึ้น และการเคลื่อนไหวของกระบังลมจะลดน้อยลง เลือดมาเลี้ยงกระเพาะอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยในการย่อย และดูดซึมอาหาร ในขณะเดียวกันเลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีส่วนในการออกกำลังกายน้อยลง และหากเป็นกีฬาที่มีการกระทบกระแทกกันรุนแรง อาจทำให้กระเพาะอาหารแตกได้

ดังนั้น ควรงดอาหารหนักก่อนการออกกำลังกาย และมื้อสุดท้ายควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย และรับประทานอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย สำหรับกีฬาที่ต้องเล่นเป็นเวลานานๆ เช่น การขี่จักรยานทางไกล ร่างกายต้องใช้พลังงานมาก อาจจำเป็นต้องได้รับอาหารที่ย่อยง่าย และมีปริมาณไม่ถึงกับอิ่มเป็นระยะๆ อาหารที่เหมาะสมที่สุด คือ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว และมีกากใยน้อย

หลังออกกำลังกายร่างกายต้องการการฟื้นตัว ต้องการพลังงานเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ น้ำและเกลือแร่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ การออกกำลังกายทำให้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ที่ตับ และกล้ามเนื้อถูกใช้ไป จึงต้องมีการสะสมเพิ่มเติม ซึ่งสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนได้เพื่อทดแทนปริมาณที่ถูกใช้ไป

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการได้แนะนำว่า หลังการออกกำลังกายประมาณ 15-30 นาที ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 50 กรัม และโปรตีนอีก 15-20 กรัม เพื่อทำให้สะสมไกลโคเจนได้เร็วขึ้น และร่างกายสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น

ตัวอย่างอาหารสำหรับก่อนการออกกำลังกาย ได้แก่ กล้วย 1/2 ผล, ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น, แอปเปิ้ล 1 ผล, แครกเกอร์ชิ้นเล็ก 10-15 ชิ้น

ตัวอย่างอาหารระหว่างการออกกำลังกาย ได้แก่ น้ำเกลือแร่ 1 แก้ว, ลูกเกด 1/2 ถ้วย, ขนมปังกรอบ 5 แผ่น, น้ำหวาน 1 แก้ว, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

ตัวอย่างหลังออกกำลังกาย ได้แก่ นมรสช็อกโกแลตไขมันต่ำ 1 ถ้วย, ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น ทาเนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย, องุ่น 1 ถ้วย, สับปะรด 1 ถ้วย
*******************************************

ข้าว คุณค่าแห่งโภชนาการ

การพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ยุคปฏิวัติเขียวเมื่อประมาณกว่า 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมานั้น เน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิต มากกว่าจะคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการของพันธุ์ข้าว ระบบการส่งเสริมการปลูกข้าวสมัยใหม่ที่เน้นการปลูกข้าวเชิงเดี่ยวโดยใช้สายพันธุ์ข้าวหลักๆ เพียงไม่กี่สายพันธุ์ ได้ทำให้พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็นจำนวนมากหายไปจากผืนนา ทั้งๆที่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไปที่เรารู้จักหลายเท่า

ทั้งนี้ จากการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากกว่า 200 สายพันธุ์ ร่วมกับชุมชนชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ยโสธร มหาสารคาม พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช เพื่อนำไปวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงศักยภาพในการป้องกันและรักษาโรค โดยความร่วมมือของสถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ผลการวิเคราะห์พบว่า พันธุ์ข้าวพื้นบ้านหลายสายพันธุ์มีคุณค่าทางโภชนาการที่น่ามหัศจรรย์ ดังต่อไปนี้

วิตามินอี เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด สมอง หัวใจ บำรุงตับ ช่วยระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ลดริ้วรอย และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น เป็นต้น

ข้าวเจ้าหน่วยเขือสูงมีวิตามินอีสูงถึง 26.2 เท่า หอมมะลิแดง และมะลิดั้งเดิมสูง 11-12 เท่า ข้าวหนียวเล้าแตกสูง 10.3 เท่า ข้าวเหนียวก่ำเปลือกดำ 6.5 เท่า และข้าวช่อขิง 6 เท่า ของข้าวกล้องทั่วไป

ลูทีน เป็นสารธรรมชาติจัดอยุ่ในกลุ่มของสารรงควัตถุที่มีสีในตระกูลของสารแคโรที - นอยด์ แต่มีความแตกต่างจากคาโรทีนอยด์ชนิดอื่นตรงที่จะไม่เปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ มีหน้าที่ที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรคต้อกระจกที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

ข้าวเหนียวก่ำเปลือกดำมีลูทีนสูงถึง 25 เท่าของข้าวหอมมะลิ

เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ กล่าวคือ สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอหลังจากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ การรับประทานอาหารประเภทที่มีเบต้าแคโรทีนสูง จะช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ

ในข้าวเหนียวก่ำเปลือกดำ มีสารเบต้าแคโรทีนสูงถึง 3.81 เท่า ข้าวหน่วยเขือ 1.68 เท่า และข้าวเล้าแตก 1.58 เท่า ของข้าวเจ้ากล้องทั่วไป การบริโภคข้าวก่ำร่วมกับผักพื้นบ้าน เช่น ยอดแค ตำลึง ชะอม ขี้เหล็ก กระถิน จะช่วยเพิ่มวิตามินเอให้กับร่างกาย

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการสร้างเม็ดเลือดแดง จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการพบว่า ในข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง หอมมะลิทั่วไป เหนียวก่ำเปลือกดำ เหนียวเล้าแตก และช่อขิง มีธาตุเหล็กสูง 2.9-1.9 เท่าของข้าวเจ้ากล้องทั่วไป

ทองแดง เป็นสารอาหารที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากเป็นส่วนประกอบในเอนไซม์หลายตัวในร่างกาย เช่น การสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย การกำจัดอนุมูลอิสระ การสร้างความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดงก่อให้เกิดภาวะซีดจากโลหิตจาง เม็ดเลือดขาวมีมากเม็ดเลือดแดงลดลง โคเลสเตอรอลในเลือดสูงและการเต้นของหัวใจผิดปกติ

ข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง เหนียวหอมทุ่ง มีทองแดงสูง 5-3.8 เท่าของข้าวกล้องทั่วไป

ข้าวหอมมะลิแดงกับศักยภาพในการป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวาน

จากการทดสอบพบว่า ข้าวหอมมะลิแดงที่หุงสุกแล้วมีการเพิ่มขึ้นของระดับของน้ำตาลกลูโคสในช่วงเวลา 20 นาทีแรกค่อนข้างช้า คือ 10.60 กรัมต่อ 100 กรัม และปริมาณน้ำตาลกลูโคสหลังจากย่อยผ่านไป 120 นาที มีค่าเพียง 8.59 กรัมต่อ 100 กรัม แสดงให้เห็นว่าข้าวหอมมะลิแดงน่าจะเป็นข้าวพื้นเมืองที่มีดัชนีน้ำตาลที่เหมาะกับการส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่อยู่ในภาวะปกติ หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รับประทาน เพราะเมื่อรับประทานข้าวชนิดนี้เข้าไปแล้ว ร่างกายจะมีปริมาณน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นช้ากว่าข้าวเจ้าทั่วไป

ข้าวพื้นบ้านมีสารแอนติออกซิแดนท์มากกว่าข้าวทั่วไป

แอนติออกซิแดนท์ คือ สารที่สามารถขจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย ในข้าวพื้นบ้านมีสารทองแดง สังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอี ซึ่งมีความสามารถดังกล่าว การบริโภคอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคความจำเสื่อม โรคไขข้ออักเสบ แก่เร็ว เป็นต้น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

********************************************

ผิวสวย หน้าใส ด้วยน้ำมะพร้าว

ทราบหรือไม่ว่า มะพร้าวก็สามารถทำให้ผิวสวย หน้าใส ได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...
อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย
ชะลออาการอัลไซเมอร์
การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย
ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก
สปอร์ตดริ๊งค์จากธรรมชาติ
เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผิวสวย หน้าใส ก็ดื่มน้ำมะพร้าวกันดูได้

********************************************
เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยทอง

ผู้ชายทั้งหลายควรเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น สามารถกระทำง่ายๆ ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยปฏิบัติดังนี้

ออกกำลังกายเป็นประจำ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ
งดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค เช่น หลีกเลี่ยง บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ เป็นต้น
เพิ่มพฤติกรรมที่ดี เช่น มีงานอดิเรกรับประทานอาหารผักและผลไม้มากขึ้น และรับประทานแคลเซียมเสริมที่เหมาะสม
นอกจากนี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ เพื่อตรวจหาโรคบางอย่างที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนจนถึงวัยสูงอายุ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ต่อมลูกหมากโต มะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรตรวจระดับฮอร์โมนเพษชายในเลือดและตอบแบบสอบถาม เพื่อประเมินอาการและภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ขาดฮอร์โมนเพศชาย หากจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพศชายเสริม ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุกครั้ง

********************************************

คุณเข้าสู่ภาวะขาดฮอร์โมนเพศชายหรือยัง?

แบบสอบถามทั้ง 10 คำถามนี้ คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นแนวทางให้ทราบว่า คุณมีโอกาสอยู่ในภาวะขาดฮอร์โมนเพศชายได้หรือไม่ ตอบคำถามแต่ละข้อโดยตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่

คุณมีความต้องการทางเพศลดลงหรือไม่?
คุณเคยรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรงไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนร่างกายขาดพลังงานหรือไม่?
คุณเคยรู้สึกว่าความแข็งแรงและความมีพละกำลังลดลงไปหรือไม่?
ความสูงของคุณลดลงหรือไม่? (ภาวะกระดูกเสื่อม)
คุณรู้สึกว่าความสุข ความสนุกสนานในชีวิตลดน้อยลงหรือถอยห่างออกไปหรือไม่?
คุณรู้สึกเศร้า หดหู่ เหงาหงอยหรือไม่?
คุณรู้สึกว่าช่วงเวลาปฏิบัติกิจกรรมทางเพศการแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลงหรือไม่?
คุณนอนหลับง่าย คล้ายคนหมดแรงหรือไม่?
คุณเคยรูสึกว่าความสามารถในการเล่นกีฬาลดลงหรือไม่?
ความสามารถในการทำงานของคุณลดลงหรือไม่?
ถ้าคุณตอบว่าใช่ในข้อ 1 หรือข้อ 7 เพียงข้อเดียวหรือตอบว่าใช่ในข้ออื่นๆ รวม 3 ข้อ แสดงว่าคุณอาจอยู่ในภาวะขาดฮอร์โมนในเพศชาย

********************************************

ทำไมฮอร์โมนเพศชายจึงลดลง ?

เมื่ออายุมากขึ้นระดับฮอร์โมนในเพศชายจะลดลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป การลดลงของฮอร์โมนมิได้ลดลงเท่ากันในชายที่มีอายุเดียวกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน การลดลงของฮอร์โมนนี้จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีอายุโดยประมาณ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ยลดลงปีละ 1% สาเหตุของการลดลงของฮอร์โมนเพศชายเกิดจาก ::

มีการลดลงของเนื้อเยือในอัณฑะที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย
มีการลดลงของฮอร์โมนจากสมองและต่อมใต้สมองที่ทำหน้าที่กระตุ้นอัณฑะให้สร้างฮอร์โมนเพศชาย
มีการเพิ่มขึ้นของโปรตีนที่จับกับฮอร์โมนเพศชายทำให้ปริมาณฮอร์โมนที่ออกฤิทธิ์มีลดลง
สาเหตุที่กล่าวมานี้เป็นไปเองตามธรรมชาติของอายุที่มากขึ้น การดูแลสุขภาพกายใจให้ดี ก็มิอาจหลีกเลี่ยงภาวะลดลงของฮอร์โมนได้ แต่จะช่วยชะลอหรือยืดเวลาการลดลงให้นานขึ้น

********************************************

การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน


ภาวะขาดฮอร์โมนเพศชายเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นสำหรับชายสูงอายุ เพราะมีผลทั้งร่างกาย จิตใจและสุขภาพทางเพศรักษาโดยการให้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อคงระดับฮอร์โมนให้อยู่ในระดับปกติ จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ผลดีของการให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน

ทำให้กระดูกมีความหนาแน่นขึ้น ป้องกันภาวะกระดูกพรุน

มวลกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

ลดไขมันส่วนเกิน ( ลงพุง )

ความจำและอารมณ์ดีขึ้น ลดอาการซึมเศร้า

ความรู้สึกและความต้องการทางเพศดีขึ้น

ผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย :: ก่อนได้รับฮอร์โมนเพศชายเสริม แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยทั่วไป รวมถึงตรวจความเข้มข้นของเลือด ระดับไขมันในเลือด การทำงานของตับ และต่อมลูกหมาก

ผลต่อความเข้มข้นของเลือด :: การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนในระยะยาว จะเพิ่มระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ สามารถป้องกันได้โดยการตรวจเลือดเป็นประจำ ถ้าระดับความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น ก็ควรได้รับการลดขนาดฮอร์โมนลงหรือบริจาคโลหิต

ผลต่อระบบไขมันในเลือด :: ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นที่แสดงให้เห็นว่า ฮอร์โมนเพศชายช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดี ( LDL - Cholesterol ) และเพิ่มระดับไขมันที่ดี ( HDL - Cholesterol ) ส่งผลให้ลดการเกิดอุดตันของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจและลดการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจและลดการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ การให้ฮอร์โมนเพศชาย เสริมจึงมีความปลอดภัยต่อไขมัน

ผลต่อตับ :: ขณะนี้มีฮอร์โมนเพศชายชื่อ เทสทอสเตโรน อันเดคาโนแอท ( Testosterone Undecanoate ) เป็นฮอร์โมนชนิดรับประทานที่ถูกดูดซึมผ่านระบบน้ำเหลืองโดยไม่ผ่านตับ จึงไม่เป็นพิษต่อตับ ความปลอดภัยจึงมีสูง ส่วนฮอร์โมนเพศชายชนิดอื่นๆ เช่น ชนิด?ีด ยังต้องคำนึงถึงผลข้าเคียงต่อตับ ต้องตรวจระดับการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ

ผลต่อต่อมลูกหมาก :: ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ชายสูงวัยสุภาพบุรุษบางท่านเมื่อได้ยินคำว่า " ฮอร์โมน " ก็จะกลัวว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการศึกษาพบว่าการใช้ฮอร์โมนเพศชายเสริมไม่ก่อให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโตหรือมะเร็งต่อมลกหมาก แต่ถ้าหากมีโรคทั้งสองนี้อยู่แล้วการให้ฮอร์โมนเพษชายเสริมจะทำให้จะทำให้โรคเป็นมากขึ้นสามารถเปรียบเทียบฮอร์โมนเพศชายเหมือนออกซิเจน และโรคต่อมลูกหมากเหมือนไฟไหม้ กล่าวคือ ออกซิเจนทำให้ไฟไหม้ลุกลามมากขึ้น แต่มิได้เป็นต้นเหตุของไฟไหม้

สิ่งสำคัญก่อนการได้รับฮอร์โมนเพศชายเสริม คือ การตรวจต่อมลูหมากโดยใช้นิ้วผ่านทางทวารหนัก การตรวจระดับค่า PSA ( Prostate specific Antigen ) ในเลือดหากต้องการความแม่นยำมากขึ้น สามารถทำการตรวจอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมากทางทวารหนักและนำชิ้นเนื้อมาตรวจได้ถ้าผลการตรวจเป็นปกติ การใช้ฮอร์โมนเพศชายเสริมถือได้ว่ามีความปลอดภัยสูง และควรมีการตรวจร่างกายและตรวจเลือดเป็นประจำในระหว่างที่กินฮอร์โมนโดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

********************************************

ความเครียดจัดเป็นตัวร้าย ทำให้มะเร็งยิ่งเจริญเติบโต


งานศึกษาครั้งใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทล อาวีฟ ในอิสราเอล พบว่าความเครียดมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของมะเร็ง แม้ว่าจะมีการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกไปในขั้นต้นแล้วก็ตาม...

ศาสตราจารย์แชมการ์ เบนเอลิยาฮู ผู้นำการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความเครียดทั้งในเวลาก่อน ระหว่างและหลังผ่าตัดนั้นจะเข้าไปทำให้การทำหน้าที่ของภูมิคุ้มโรค อ่อนแอลงและนำไปสู่ การที่มะเร็งกลับมาอีกครั้ง “ผู้ที่มีความเครียดจากการผ่าตัดจะมีส่วนส่ง ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มโรค แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยได้มีการอภิปรายกันมากนักในทางการแพทย์” ศาสตราจารย์เบนเอลิยาฮู กล่าว พร้อมกับเพิ่มเติมว่า งานศึกษาของพวกเรานับเป็นการศึกษา ชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจ อาจจะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า ความเสียหายของเนื้อเยื่อในเชิงกายภาพที่เข้าไปกด ความสามารถของภูมิคุ้มกัน

ศาสตราจารย์เบน-เอลิยาฮู กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและสกัดกั้น ความเครียดทางกายและจิตใจ เริ่มประมาณ 1 หรือ 2 วันก่อนผ่าตัด ระหว่างและหลังผ่าตัด อาจจะสามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานของความเครียด สามารถช่วยยืด ชีวิตคนและมีศักยภาพที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ ได้นานขึ้นในระยะยาว

********************************************

การปฏิบัติตัวในวัยหมดประจำเดือน


ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง

รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ตรวจเต้านมด้วยตนเอง และตรวจด้วยเครื่อง Mammogram ในรายที่จำเป็น

ตรวจร่างกาย และตรวจภายในประจำปี

ปรึกษาแพทย์ และใช้ฮอร์โมนทดแทนในรายที่จำเป็นสตรีทุกคนจะต้องผ่านเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เมื่อมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวในวัยหมดประจำเดือนจะทำให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อที่จะได้ใช้ฮอร์โมนทดแทนให้เหมาะสมในแต่ละคน





นโยบายคุกกี้
Pantown.com ใช้คุกกี้ (cookies) หรือไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กเพื่อจดจำการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา จดจำความชอบและความสนใจเพื่อการแสดงผลให้สอดคล้องกับความชอบและความสนใจของผู้เข้าใช้งาน เพื่อเร่งความเร็วในการแสดงผลของข้อมูล เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอโฆษณา รวมถึงเพื่อความสะดวกในการให้บริการต่างๆในเว็บไซต์ของเรา โดยคุกกี้นี้จะถูกดาวน์โหลดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของผู้เข้าใช้งานเพื่อระบุอุปกรณ์การใช้งานของผู้เข้าใช้ แต่จะไม่ระบุตัวบุคคลผู้เข้าใช้งาน ทั้งนี้การวิเคราะห์อาจทำโดยบุคคลอื่นที่ให้บริการหรือได้ รับมอบหมายให้กระทำการแทนในนามของ Pantown.com เช่น Google Analytics เป็นต้น