thai-barf-club.pantown.com : Thai BARF Club
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   Give your dog a bone

เรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงดูสุนัขอย่างง่ายๆ ให้มีอายุยืนยาวและประหยัดค่าอาหารตลอดจนรักษาสิ่งแวดล้อม

เมื่อ 30 ปีก่อน ไม่มีอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ด เราจะเลี้ยงดูสุนัขด้วยกระดูกและเศษอาหาร หรืออาหารอื่นๆที่หาได้ง่ายๆ ราคาถูกจากตลาดใกล้บ้าน สุนัขก็มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และแทบไม่มีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วย

เมื่อผู้เขียนเริ่มเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อน) ประมาณ 2 ปี ต่อมา สุนัขที่เคยสมบูรณ์แข็งแรงของผู้เขียน ก็เริ่มมีปัญหา แรกๆก้อเป็นเรื่องหยุมหยิม แต่ก็เห็นได้ไม่ช้าไม่นานก็ต้องมีปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน เริ่มด้วยเป็นโรคผิวหนัง, ตาแฉะ, ขนหยาบแข็ง, คันยุกยิกทั้งวัน, หูอักเสบ และต่อมทวารอักเสบ ขนเหม็นสาบ, ปากเหม็น, ฟันมีปัญหา, อึเหม็นมาก และมีพยาธิ จากนั้นต่อมาก็มีปัญหาผสมติดยาก และปัญหาเจริญเติบโตผิดปกติ

ก่อนนี้ผู้เขียนเป็นสัตวแพทย์ชนบท ซึ่งเราก็เลี้ยงสุนัขกันด้วยเนื้อกระต่าย กระดูกดิบๆ และอาหารเหลือที่เรากิน ในช่วงนั้น สุนัขของเราไม่เคยต้องถ่ายพยาธิหรือฉีดวัคซีนเลย การผสมก็ติดง่าย คลอดลูกง่าย และได้ลูกครอกใหญ่และแข็งแรงมาก

ในที่สุดก็พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ก็มีปัญหาประสบการณ์เดียวกันคือ พวกที่เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสำเร็จรูป สุนัขของพวกเขาก็จะมีปัญหามาก ส่วนพวกที่เลี้ยงสุนัขด้วยกระดูกและอาหารเหลือๆ สุนัขก็จะแข็งแรง

** ดังนั้นผู้เขียนจึงเปลี่ยนมาให้อาหารแบบธรรมชาติ คือ กระดูกติดเนื้อดิบๆเช่นเนื้อแกะ, ไก่, เศษอาหารเหลือ, เศษผักผลไม้, น้ำเกรวี่, ข้าว, มันบด, พาสต้า ฯลฯ บางครั้งก็มีไข่, ตับ, ไต, น้ำมันพืช, น้ำผึ้ง, บริวเวอร์ยีสต์, สาหร่ายทะเล, น้ำมันตับปลา และเสริมด้วยไวตามินบางชนิด หลังจากนั้นสุนัขของผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้รับอาหารแบบธรรมชาติ คือไม่มีปัญหาผิวหนัง, ฟัน, ตา, การเจริญเติบโต, การผสมพันธุ์ และไม่มีพยาธิ อึก็ไม่มีกลิ่นเหม็น และปริมาณอึก็น้อย กลิ่นปากไม่มี ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมาก เพราะค่าอาหารถูกลงและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ายารักษาโรคและยาถ่ายพยาธิ ฯลฯ

 วิธีเลี้ยงสุนัขที่ควรปฏิบัติ:
- ให้กระดุกติดเนื้อ (ดิบ) ประมาณ 60 %
- อีก 40% เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คนรับประทาน และควรเป็นอาหารสด (ที่ไม่ได้ทำให้สุข) เช่น ผักผลไม้สด, นม, โยเกิร์ต, ไข่ ฯลฯ


เราต้องมาเริ่มคิดกันใหม่ว่า สุนัขคือ อะไร???

1. สัตว์กินเนื้อ (Carnivore): สุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อสัตว์อื่น ตามปกติมันจะต้องกินเครื่องในก่อน แล้วก็กินเนื้อ, กระดูก, และส่วนอื่นๆ
 ดังนั้น ทุกส่วนของสุนัขที่กินเข้าไป จะสามารถสร้างสมดุลได้ในระบบการย่อยของตัวสุนัขเอง

2. สัตว์กินพืช (Vegetarian): หมาป่าและสุนัขประเภทอื่นๆก็เป็นสัตว์กินพืชด้วย เมื่อหมาป่าฆ่าสัตว์ได้มันจะกินส่วนกระเพาะและลำไส้ก่อนอวัยวะส่วนอื่นๆ ในกระเพาะมักจะมีพวกหญ้าต่างๆและส่วนพืชอยู่เต็ม ตามปกติหมาป่าและสุนัขทั่วๆไป มักจะชอบผลไม้สดสุกๆ มันจะกินเป็นประจำคราวละครั้งมากๆ โดยนอนเฝ้ารออยู่ใต้ต้นนั้นเลยที่เดียว
ในช่วงสงครามโลกฝั่งทวีปยุโรป ว่ากันว่าพวกสุนัขทั้งหลายรอดตาย และมีลูกมีหลานสืบต่อกันมาได้ ก็โดยอาศัยอาหารจากเครื่องในของพวกแกะ และฝูงปศุสัตว์นั้นเอง และสุขภาพของพวกมันก็ดีมากในช่วงนั้น
 ดังนั้นผลไม้และผักหญ้าต่างๆควรจะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่จะช่วยสร้างสมดุลในระบบย่อยของสุนัขได้
- ผลไม้ โดยทั่วไปจะกินดีที่สุดตอนช่วงที่สุกงอมเต็มที่
- ผัก+หญ้า ก็ควรผ่านการเคี้ยวบดให้ระเอียดเหมือนอย่างในกระเพาะของสัตว์ ต่างๆนั่นเอง

3. พวกเก็บขยะ (Scavenger): ถ้าคุณทิ้งสุนัขไว้กับถังขยะ ตามลำพังก็จะได้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นคือ
หมาป่า มักจะเป็นผู้เก็บกินซากที่เหลือทิ้งของบรรดาสัตว์ที่ถูกล่า หรือตายในป่า แม้แต่ซากสัตว์ที่เป็นโรคตาย
สุนัขกินอึด้วย ซึ่งอึเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่มีกรดไขมันและไวตามินที่ละลายในไขมันหลายตัว เช่น ไวตามิน K, B และแร่ธาตุต่างๆอีกมากมาย รวมถึงสาร แอนตี้ - ออกซิแดนซ์ และเอนไซม์ตลอดจนเส้นใยอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
สุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูปหลายตัว เราอาจพบเห็นว่า สุนัขเหล่านั้นต้องกินอึกเพื่อช่วยให้คงความสมดุลและสมบูรณ์ขึ้น
 ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากให้สุนัขของเรากินอึ เราต้องให้อาหารที่มีส่วนประกอบและแร่ธาตุที่มีคุณค่าทางอาหารแบบที่มีอยู่ในมูลสัตว์ ให้สุนัขของเรากิน เช่น โยเกิร์ต, ผักสด, ไขมันไม่อิ่มตัว, บริวเวอร์ยีสต์, ข้าวกล้อง ฯลฯ


4. นักล่า (Hunter): สุนัขที่ชอบอาหารสดจากอวัยวะของเหยื่อ สุนัขจะกินทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ตั้งแต่ยัง
เป็นลูกสุนัขก็จะเริ่มไล่จับ กินแมลง, มด, จิ้งจก หรือตัวอะไรที่คลานผ่านมา เมื่อโตขึ้น มันก็จะไลล่ากินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

5. นักฉวยโอกาส (Opportunitist): เมื่อสุนัขหิว มันจะกินทุกอย่างที่พบเห็นว่าสามารถกินเป็นอาหารได้ พวกสุนัขที่ชอบรื้อถังขยะกิน จะแข็งแรงกว่า สุนัขที่เลี้ยงอย่างดีด้วยอาหารเม็ดชั้นยอด เพราะเศษอาหารในถังขยะส่วนใหญ่จะเป็นพวกเศษผัก ผลไม้ เปลือกผลไม้, เศษกระดูก, เนื้อ, เครื่องในที่ยังดิบๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสุนัข

6. นักกินทุกอย่างที่ขวางหน้า (Omnivore): อาหารที่คุณใช้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิดในโลกได้ ก็สามารถใช้เลี้ยงสุนัขได้ทั้งนั้น สุนัขเป็นสัตว์กินทุกอย่าง โดยมีพื้นฐานเป็นสัตว์กินเนื้อ มันจึงมีรูปร่างและฟันแบบนี้ ส่วนคนมีฟันและรูปร่างแบบสัตว์กินพืช แต่ทั้งคนและสุนัขต่างก็มีระบบอวัยวะภายในที่สามารถกินได้ทุกอย่างเหมือนกัน

**********************************************************
สรุปได้ว่า: จะเลี้ยงสุนัขให้แข็งแรงสมบูรณ์ตามธรรมชาตินั้นจะต้อง
- สุนัขต้องกินกระดก และเนื้อสัตว์ที่ยังดิบ
- สุนัขต้องกินเครื่องใน ตับไต ไส้พุงดิบๆ
- สุนัขต้องกินผักหญ้า กินผลไม้ (แบบที่ถูกย่อยแล้วในกระเพาะอาหารของสัตว์อื่น) ที่บดละเอียด
- สุนัขต้องกินมูลสัตว์ กินอ้วก กินรก กินเนื้อเน่า (ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ หรือเจิร์ม) ซึ่งในที่นี้เราใช้บริวเวอร์ยีสต์และโยเกิร์ตแทน
- สุนัขต้องกินอาหารสดและดิบ
- สุนัขสามารถปรับสมดุลในอาหารที่กินเข้าไปได้เองตามเวลาที่เหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่สมดุลทุกมื้อ
**********************************************************

*ข้อเสียของทำอาหารให้สุกแก่สุนัข*
• ทำลายวิตามินที่อยู่ในอาหาร โดยเฉพาะวิตามิน B และ C
• ทำลายเอนไซม์ – เนื้อเยื่อที่มีชีวิตต่างมีเอนไซม์ จำนวนมากมาย
เอมไซด์คือโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดในการดำรงชีพของสัตว์ และจะถูก ทำลาย โดยความร้อน
เอนไซม์ ที่อยู่ในอาหารดิบ จะช่วยทำหน้าที่ในการย่อยอาหารและช่วยยืดอายุ

• การทำลายเอนไซม์ ในอาหาร ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเพราะต้องผลิตเอนไวม์เพื่อช่วยย่อยมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของกสรป่วยหลายๆโรคในสุนัข รวมถึงโรคตับอ่อนพิการ, ตับอ่อนอักเสบ, และเบาหวาน และยังเกี่ยวโยงไปถึงการขาดสาร Zinc (สังกะสี) โดยเฉพาะอาหารเม็ดของสุนัขในปัจจุบันนี้
• เอนไซม์ในอาหารทั้งหมด จะถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดทันที่ที่เข้าสู่ร่างกาย มันก็จะทำหน้าที่ช่วยชะลอหรือแม้แต่หยุดกระบวนการทำลายในร่างกาย หรือที่เรียกว่า “Cross-linking” ซึ่งหมายถึง การะบวนการทำลายเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดการแก่ตัว ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น, เส้นเลือดแดงแข็งเปราะ, และเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่ทำให้โมเลกุลในยีนส์ถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งและการให้ลุกที่พิการ
• การทำอาหารสุนัขให้สุก คุณจะก่อปัญหาให้สุนัขของคุณในเรื่องกระบวนการแก่ตัว และปัญหาการผสมไม่ติด
• การทำอาหารให้สุกนี้ เป็นการทำลายกระบวนการชะลอการแก่ตามธรรมชาติ สิ่งที่ช่วยชะลอความแก่ มี่เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีอยู่ในอาหารดิบ จะถูกทำลาย และทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาเช่น มะเร้ง, โรคไต, โรคหัวใจ และข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ
• การทำอาหารให้สุก จะทำให้คุณค่าอาหารและปริมาณโปรตีนลดลง เป็นผลให้เกิดการสูญเสีย กรดอะมีโน 2 ชนิดคือ ไลซีน และเมธิโอนีน ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาการเจริญเติบโต, ปัญหาเกี่ยวกับกระดูก, ผิวหนัง, การตั้งท้อง, การผลิตน้ำนมของแม่สุนัข, สุขภาพร่างกายอ่อนแอ และภูมิต้านทานที่ลดลง
• การทำอาหารให้สุก จะทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมในอาหาร เนื่องจากบรรดาสารอาหารหลัก เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรท จะถูกแปรสภาพ โดยถ้ายิ่งสุกมาก ยิ่งแปรสภาพไปมาก ยิ่งเปลี่ยนแปรไปมาก ก็ยิ่งย่อยยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างกายก็จะถือว่าโมเลกุลของสารอาหารที่เปลี่ยนไปนี้เป็นสารแปลกปลอม
• ขาดการออกกำลังและการทำความสะอาดฟัน โดยสุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูป จะไม่รู้จักการขบเคี้ยว ดึงทึ้ง กัดฉีกอาหาร เลยขาดการออกกำลังกายในการกิน และฟันก็ไม่มีการทำความสะอาดจากการเสียดสีของอาหารเวลาดึงทึ้งอาหารดิบ ทำให้เกิดการสะสมของเศษอาหารในปาก และเกิดแบคทีเรียที่เป็นพิษผ่านเข้าร่างกาย

สารอาหารต่างๆที่สำคัญต่อสุนัข

Omega 6 (Fatty Acids)
– พบในน้ำมันพืช, ไขมันสัตว์ จากไก่ เป็ด และหมู
– อาหารที่ขาดสารนี้ จะทำให้มีปัญหาโรคผิวหนัง, การให้ลูก และการเจริญเติบโต
– แหล่งสาร Omega 6 ที่พบได้อีกหลายอย่าง เช่นใน น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันเมล็ดฝ้าย, น้ำมันดอกคำฝอย (ซึ่งมีมากเป็น 1 ½ เท่าของน้ำมันชนิดอื่นๆ), น้ำมันถั่ว มี ประมาณ 1/3 ของน้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันลีนสีดและน้ำมันมะกอกประมาณ 1/5 และ 1/6 ตามลำดับ, น้ำมัน ไก่,หมู มีประมาณ 1/3 ของน้ำมันดอกคำฝอย

Omega 3
– ถ้าขาดสารนี้ จะมีปัญหาด้านประสาทและการมองเห็น (Nervous & Vision) และปัญหา ความสามารถในการเรียนรู้ของลูกสุนัข
1.) ในสัตว์เพศผู้ ต้องการสารนี้ เพื่อกระตุ้นความอุดมสมบูรณ์ของน้ำเชื้อ
2.) หมาป่า ได้รับสารพวกนี้จาก มันสมอง, ลุกตา, ไข่ดิบ, มูลสัตว์ และพืชที่ผ่านการบดย่อยแล้วในกระเพาะ อาหารของเหยื่อที่ถูกมันล่าได้
– แหล่งที่มาของสารนี้หาได้ง่ายที่สุดคือ เนื้อปลาสด และน้ำมันปลา
– ** อาหารสุนัขสำเร็จรูป หรืออาหารที่ปรุงเองโดยขาดความรู้ ความเข้าใจมักจะขาดสารตัวนี้ นั่นเป็นสาเหตุให้สุนัขในสมัยนี้มีปัญหาเรื่อง ภูมิแพ้ต่างๆ มากมาย ทำให้เป็นโรคผิวหนัง, โรคข้อกระดูกฯลฯ
– อาหารจากพืชที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เมื่อกลั่นเป็นน้ำมันแล้วจะมีสาร Omega 3 ค่อนข้างสูง
1.) นอกจากนี้ยังมี ข้าวโอ๊ต, เห็ด , ถั่วอบ, ผักขม, กล้วย
– อาหารจากสัตว์ ที่มีสารนี้มาก คือ พวกตับแกะ และกระต่าย, เนื้อวัวไม่ติดมัน จะมีสารเหล่านี้มากกว่าเนื้อไก่
– น้ำมันตับปลา ไม่ควรใช้เป็นแหล่งสาร Omega 3 เพราะจะเสี่ยงต่อการได้รับวิตามิน A และ D มากเกินไป

วิธีการให้อาหารที่มีสาร Omega 6 และ Omega 3:- ให้อาหารจำพวก
1. เนื้อดิบ, กระดูกไก่, ไข่, มันสมอง, ตับแกะหรือกระต่าย, ผักใบเขียว, ข้าวโอ๊ต, เห็ด, ถั่วอบ, ผักขม และกล้วย โดยให้พร้อมน้ำมันพืชที่กล่าวมาข้างต้น
2. สำหรับน้ำมันพืช: น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลืองให้สารทั้ง 2 อย่างใน ปริมาณที่สมดุลที่สุด

ความสำคัญของวิตามิน E
วิตามิน E จะช่วยไม่ให้เกิดการบูดเสียหรือเหม็นหืนของน้ำมันพืชที่เราให้สุนัขรับประทาน เพื่อสาร Omega ทั้ง 2 โดยน้ำมันที่คุณใช้เป็นอาหารสุนัข ต้องเก็บไว้ในขวดที่มีฝาปิดสนิท อากาศไม่สามารถเข้าไปได้ โดยเก็บไว้ในที่มืด จะรักษาคูณภาพได้ดีที่สุด และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาให้สุนัขกิน ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุนัขเป็นอย่างมาก
***เพราะฉะนั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ไขมันดิบ (แข็ง) เช่นไขมันหมู, ไขมันวัว, ไขมันไก่

โปรตีน
โปรตีนและไขมัน นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญแล้วยังทำหน้าที่สร้างเสริมโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย เราจึงจำเป็นต้องให้อาหารทีมีโปรตีนสูงขึ้นในช่วงกำลังเจริญเติบโต มากกว่าช่วงที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ซึ่งเป็นช่วงสุนัขหยุดการเจริญเติบโตแล้ว ยกเว้น เมื่อสุนัขกำลังตั้งท้องและเมื่อแม่สุนัขกำลังอยู่ในช่วงกำลังให้นม
โปรตีน มีวิธีการทำงานเช่นเดียวกับโมเลกุลที่สำคัญคือ
*** เอนไซม์ เป็นโมเลกุลที่พบในทุกเซล ทุกส่วนของร่างกาย มีหน้าที่ทำให้กระบวนการปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานในร่างกายดำเนินไปได้อย่างถุกต้องตามขั้นตอยที่ควรเป็นไปตามปกติ
ไขมัน ที่ประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญที่ร่างกายต้องการ สุนัขจึงต้องได้รับอาหารประเภทนี้พร้อมกับโปรตีน
โปรตีน เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วย กรด อะมิโน นับพันซึ่งในจำนวนเหล่านั้นมีกรด อะมีโน ที่มีความสำคัญต่อร่างกายมาก ซึ่งร่างกายของสุนัขไม่สามารถผลิตได้เอง ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากที่จะต้องให้อาหารที่มีสมดุลถูกต้องของกรดอะมิโน ไม่ใช่ให้แต่อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงเพียงอย่างเดียว

คุณภาพของโปรตีน:- ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 2 อย่างคือ
1. การมีหรือไม่มี กรดอะมิโนที่สำคัญ
2. ความสามารถในการถูกย่อยและถูกดูดซึม ได้ดีแค่ไหน

**ตัวอย่างง่ายๆของโปรตีนคุณภาพต่ำ คือโปรตีนที่อยู่ในอาหารสำเร็จรูปและอาหารที่ทำจากธัญพืชอย่างเดียว ซึ่งขาดทั้ง อะมิโนที่สำคัญ และทั้งยังย่อยยากด้วย

โปรตีนคุณภาพดี จะพบในอาหารหลายอย่าง เช่น เนื้อ ไข่ เนยแข็ง และนม และทำให้สมดุลด้วยธัญพืชเช่น ถั่วอบ
การขาดโปรตีน มีผลให้การเจริญเติบโตไม่ดีเท่าทีควร, ผสมไม่ติด, โลหิตจาง, ขนไม่ดี, กล้ามเนื้ออ่อนแอ, ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง, การเจริญเติบโตของกระดูกและโครงสร้างไม่ถูกต้องจะเห็นได้ชัดในลูกสุนัขที่กำลังเติบโตและกินอาหารสำเร็จรูปคุณภาพต่ำ
สุนัขในสมัยนี้ที่กินอาหารสำเร็จรูป จะมีปัญหาโปรตีนสูงและสะสมในร่างกาย เพราะกินอาหารเหมือนกันทุกมื้อ ไม่มีการปรับสมดุล ดังนั้นควรให้อาหารสุนัขในแต่ละมื้อแตกต่างกันไป โดยบางมื้อให้โปรตีนต่ำ เพื่อให้ไตได้พัก

โปรตีนเท่าไรที่สุนัขต้องการ?
1. ถ้าโปรตีนคุณภาพสูง สุนัขที่กำลังเติบโตต้องการประมาณ 18 % ก็เพียงพอ
2. สุนัขที่ไม่ได้ใช้ทำพันธุ์ ต้องการเพียง 8-10%
** สุนัขที่โตเต็มที่แล้ว หากได้รับโปรตีนสูง จากอาหารสำเร็จรูป ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะมีปัญหาเรื่องไต
***โปรตีนคุณภาพดีมาก พบได้ใน ไข่, คอทเททชีส และเนื้อไม่ติดมัน

โปรตีนที่ใช้ทำอาหารสำเร็จรูปมักใช้พืชเป็นแหล่งโปรตีน ซึ่งจะต้องใช้จำนวนโปนตีนมากกว่าปกติ ถึงประมาณ 4 เท่าของปริมาณโปรตีนที่สุนัขต้องการ ซึ่งสำหรับสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต มักไม่มีปัญหา แต่สำหรับสุนัขโต ที่กินอาหารที่มีโปรตีนระดับสูงขนาดนี้มานานๆ ไตจะถูกทำลาย จึงต้องควบคุมโดยให้อาหารโปรตีนต่ำ
– สุนัขแก่ ควรให้อาหารปริมาณน้อยที่มีโปรตีนคุณภาพสูง (โดยไม่ใช่ปริมาณโปรตีนสูง) เพื่อช่วยให้ไตทำงานน้อยลง

จากการทดลองของผู้เขียน ใช้การให้อาหารแบบโบราณที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ให้สุนัขกินเป็นช่วงๆ เป็นประจำ สุนัขจะไม่มีปัญหาโรคไต
***ถ้าคุณให้สุนัขได้กินเนื้อดิบติดกระดูกประมาณ 60%ของอาหารแต่ละมื้อ สุนัขของคุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว


แร่ธาตุ
- สุนัขต้องการแร่ธาตุหลายชนิดอย่างพอเพียงและสมดุล จึงจะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์แข็งแรงและมีอายุยืนยาว พ่อแม่พันธุ์ก็จะให้ลูกดี
แคลเซียมและฟอสฟอรัส ถือว่าเป็นแร่ธาตุที่สำคัญที่สุนัขต้องการมากที่สุดซึ่งจะพบได้ในกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีสังกะสี, แมกนีเซียม, แมงกานีส, ไอโอดีน, เซเลเนียม, โครเมียม, เหล็ก ฯลฯ
– หมาป่า ได้อาศัยกระดุกและเนื้อดิบเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สมบูรณ์และสมดุล ซึ่งสุนัขในปัจจุบันนี้ก็ควรต้องทำตามวิธีดั้งเดิมนี้ด้วย แล้วสุนัขของเราจะไม่มีการขาดสารอาหารที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นและความสมดุลครบถ้วน หากพวกมันได้กินอาหารที่ประกอบด้วยกระดูกติดเนื้อดิบๆ ทั้งนี้หมายถึงสุนัขทุกวัย รวมถึงลูกสุนัขเล็กๆด้วย โดยไม่ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของพันธุ์สุนัข เนื่องจากกระดูกนั้น เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุที่สุนัขต้องการในสภาพสมดุลมี่สุด และอยู่ในสภาพที่สามารถดูดซึมไปใช้ได้มากที่สุดโดยไม่มีส่วนที่เหลือสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งความจริงแล้วนั้น เป็นเรื่องปกติมากที่สุนัขจะกินกระดูก เพราะระบบร่างกายของสุนัขถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นแหล่งแร่ธาตุหลักของมัน
– การให้อาหารที่ไม่มีกระดูกเลย แต่ให้แคลเซี่ยมเสริมแทนนั้น จะเป็นผลเสียต่อสภาพร่างกายของสุนัขอย่างมาก รวมถึงสภาวะการขาดสมดุลของแร่ธาตุ

อาหารที่ขาดแคลเซี่ยม
สุนัขที่เลี้ยงโดยอาหารที่ทำเอง เช่นอาหารเหลือจากคน (ที่ไม่มีกระดูก) หรืออาหารเนื้อเป็นหลัก จะมีสภาวะขาดแร่ธาตุ หลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคลเซี่ยม ซึ่งเป็นปัญหาปกติที่พบกันอยู่เสมอๆ แต่ในทางกลับกันปัญหาที่เกิดบ่อยๆกับหมาที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป มักจะเกิดจากการได้รับแคลเซียมมากเกินไป!!!
1.) ซึ่งเป็นสาเหตุต่อเนื่อง ให้แร่ธาตุอื่นๆ ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ดีหลายอย่าง เช่น สังกะสี, เหล็ก และทองแดง รวมไปกับโครเมียม และซีเรเนียม
2.) อาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่ มักจะมีเกลือมากเกินไป เป็นเหตุหนึ่งที่สุนัขมีปัญหา hypertension และ Cardiovascular Disease
3.) นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัสมากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดปัญหาโรคไตวายเมื่ออายุมากขึ้น

* สุนัขทุกตัวที่กินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่ทำให้สุกเป็นหลัก มักจะมีปัญหาขาดสมดุลแร่ธาตุ ไม่มากก็น้อย

ปัญหาจากการเสริมแร่ธาตุ:
การให้แร่ธาตุเสริมในอาหารสุนัขนับว่าเป็นอันตรายยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในลูกหมาจะมีปัญหามากในเรื่องการเจริญเติบโตและโครงสร้างของกระดูก ตลอดจนโรคผิวหนัง เมื่อสุนัขอายุมากขึ้น ก็จะเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนานเพราะการขาดสมดุลแร่ธาตุ (โดยมีบางอย่างมากเกินไป, บางอย่างน้อยไป หรือบางอย่างขาดไป) หากเราให้แร่ธาตุเสริมแก่สุนัข โดยแยกเป็นอย่างๆ (เช่นที่มีขายตามท้องตลาด)


วิธีการให้อาหารสุนัขด้วยกระดูก
สุนัขจะได้รับแร่ธาตุครบถ้วนสมดุล โดยให้อาหารอื่นๆร่วมกันกับกระดูก เช่น ผักใบเขียว, เนื้อสด ชนิดต่างๆ เช่นเนื้อแกะ, ไก่, ตับไตไส้พุง, นมเนย, อาหารทะเล, ไข่, บริวเวอร์ยีสต์ , สาหร่าย และธัญพืชไม่ขัดขาวปริมาณเล็กน้อย

วิตามิน (Vitamins)
วิตามินเป็นส่วนประกอบทางชีวเคมีพื้นฐานตามปกติของร่างกาย ถ้าไม่มีวิตามิน ร่างกายจะไม่ทำงานตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น
• ในอาหารดิบที่ไม่ผ่านกระบวนการอะไรเลย จะมีวิตามินที่ร่างกายต้องการอย่างน้อย 1 อย่าง หรือมากกว่า
หมาป่าหรือสุนัขที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติจะได้รับวิตามินอย่างอุดมสมบูรณ์มาก เพราะมันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพืชผักต่างๆ หลากหลายชนิด พร้อมทั้งยังมีสัตว์และแร่ธาตุจากแหล่งตามธรรมชาตินานาชนิด ซึ่งวิตามินในอาหารตามสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมเพียงพอ หรืออาจจะมากไปด้วยซ้ำ
• ในระดับวิตามินที่ได้รับอย่างอุดมสมบูรณ์ มันจะทำหน้าที่เป็นกันชนให้กับร่างกายเมื่อต้องทำงานหนัก ฯลฯ

วิตามินจะช่วยเสริมสร้าง: - สุขภาพที่ดี
- ความแข็งแรงสม่ำเสมอ
- เป็นภูมิต้านทานโรค
- อายุยืนยาว
วิตามินจะทำให้: - ทำงานหนักได้ดี
- ผสมพันธุ์ติดง่าย
- ให้น้ำนมมาก
- มีการเจริญเติบโตได้ดี
วิตามินจะช่วยให้: - ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดี
- มีระบบการขับสารเคมีที่เป็นพิษออกจากร่างกาย
สารเคมีที่เป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่แย่ลงทุกๆวัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาระหว่างการเจริญเติบโต, การผสมพันธุ์ และโรคต่างๆในช่วงอายุที่มากขึ้น ดังนั้น วิตามินที่จะต่อต้านมลพิษต่างๆได้ เช่น วิตามิน A และ C
• การให้วิตามินเป็นยารักษาโรค ในช่วงที่สุนัขป่วยอาจให้วิตามินบางอย่างให้ปริมาณมากกว่าปกติ แต่ต้องไม่ถึงกับให้ในเกณฑ์ที่มากเกินไป
• การให้วิตามินมากเกินไป จนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย
I.) วิตามินบางชนิด เช่นกลุ่มวิตามิน B Complex และ C จะไม่มีอันตราย ในกรณีที่ถ้าให้มากเกินไป เพราะร่างกายจะทำการขับสารนี้ออกมาเอง
II.) แต่วิตามินบางชนิดจะเป็นพิษได้ถ้าให้มากเกินไป เช่น วิตามิน A และ D
• วิตามินไม่เพียงพอ (ในอาหารสำเร็จรูป และอาหารที่ทำเองแบบสุก)
I.) สุนัขจะไม่มีอาการเจ็บป่วยให้เห็นชัดเจน แต่จะไม่ร่าเริงกระปรี้กระเปร่า ดูมีความสุขเท่าทีมันควรจะเป็น
II.) สุนัขจะไวต่อการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย, มีพยาธิ, หรือเห็บหมัด เวลาเจ็บป่วยเล็กน้อย ก็จะทรุดหนักได้ง่าย โดยสุนัขเหล่านี้จะออกอาการของโรคทางพันธุกรรมตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เช่น ข้อตะโพกพิการ, มะเร็งต่างๆ, โรคผิวหนัง, โรคไต, โรคหัวใจ ฯลฯ และผสมติดยาก

ประเภทของวิตามิน แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. กลุ่มละลายในน้ำ เช่น กลุ่มวิตามิน C และ B Complex
2. กลุ่มละลายในน้ำมัน เช่น วิตามิน A, D, E และ K

1. กลุ่มที่ละลายในน้ำ
A.) วิตามิน B Complex
การได้รับวิตามินกลุ่มนี้มากเกินไป ร่างกายจะขับออกมาเองโดยธรรมชาติ จึงปลอดภัยสำหรับการกินมากหรือบ่อยเกินไป แต่อาจจะเป็นอันตราย ถ้าไม่ได้รับวิตามินนี้ หรือได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการ
- B Complex ทำหน้าที่เสริมสร้างพลังงานโดยเปลี่ยนไขมัน, คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ให้เป็นพลังงาน ถ้าได้รับวิตามิน B ไม่เพียงพอ จะไม่พอในเรื่องการผลิตพลังงานเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ สุนัขจะอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เติบโตช้า ฯลฯ
- วิตามินชนิดนี้ ทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือ การพัฒนาและซ่อมแซมระบบประสาท รวมถึงการสร้างสัญญาณในระบบสั่งการของจิตประสาท ซึ่งมีผลต่อความสุขุมและมั่นคงของจิตประสาท
- ถ้าร่างกายได้รับวิตามิน B ไม่เพียงพอ สุนัขจะมีพัฒนาการที่ช้ามากและระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งเป็นผลเกี่ยวเนื่องไปถึงการสร้าง แอนตี้บอดี้ (Anti-body) และการพัฒนาของต่อม Thymus ซึ่งเป็นต่อมผลิตภูมิคุ้มกันเป็นหลัก
- วิตามิน B หลายตัวทำหน้าที่เหมือน แอนตี้ออกซิแดนท์ หรือป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ที่ให้เกิดการแก่ตัวของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมไปถึงการทำลายโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย หรือที่เรียกกันว่า อนุมูลอิสระ (Free Radicals)
- วิตามิน B ยังทำหน้าที่ผลิต แอนตี้-สเตรส (Anti-stress) ฮอร์โมนซึ่งสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และยังทำหน้าที่ผลิตวิตามิน C – วิตามินหลักที่ใช้ในการบำรุงร่างกาย, และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากการทำงานหนัก
- วิตามิน B ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกายทุกขั้นตอน ทั้งยังเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตเลือดทุกขั้นตอน รวมไปถึงการสร้างและซ่อมแซมร่างกายทั่วไป ทั้งผิวหนัง, ขน, ต่อมต่างๆ ตลอดจนส่วนที่รับความรู้สึกต่างๆ เช่น ลิ้น, ตา ฯลฯ



**อาหารที่มีวิตามิน B
อาหารสมัยนี้มีวิตามิน กลุ่ม B Complex ค่อนข้างสูง เช่น บริวเวอร์ยีสต์, ธัญพืชต่างๆ, ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, วีทเจิร์ม, ข้าวสาลี, ขนมปังไม่ขัดขาว, เนื้อแดง, เครื่องใน, หัวใจ, สมอง, ตับ, ไต, ไข่แดง, ไก่ดิบ, เนยแข็ง, โยเกิร์ต, นม, ปลามันๆ, ผักใบเขียว, หัวผักต่างๆ, ถั่ว, มันฝรั่ง, น้ำตาลแดง, ผลไม้แห้ง, ผลไม้สด ฯลฯ
โดยในจำนวนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มี บริวเวอร์ยีสต์กับตับ ที่มีวิตามิน B มากที่สุด นอกจากนี้ ที่สำคัญคือ วิตามินกลุ่ม B Complex นี้จะมีอยู่ในอาหารสด, ดิบมากที่สุด ส่วนอาหารที่ทำสุกหรือมีการปรุงผสมกันยิ่งมากเท่าไหร่ ความสมดุลของวิตามินต่างๆตามธรรมชาติ ก็จะผิดเพี้ยนไปหมด ไม่มากไปก็จะน้อยเกินไป ดังนั้นเราอาจให้ วิตามิน B เสริมแก่สุนัขของเราอีกก็ได้ โดยให้พร้อมอาหาร เพื่อไม่ให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

วิตามิน C
วิตามิน C เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเหมือนวิตามิน B แต่เดิมเรามักเข้าใจกันว่าร่างกายไม่สามารถเก็บวิตามิน C ไว้ได้ ซึ่งไม่จริง เพราะสุนัขเก็บวิตามิน C ไว้ใช้ได้เข่นเดียวกับวิตามิน B ดังนั้นการได้รับวิตามิน C มากเกินไปนั้น จะไม่เป็นพิษต่อร่างกาย เพราะร่างกายจะขับวิตามินส่วนที่เกินออกไปได้เอง เช่นเดียวกับวิตามิน B
 ดังนั้นสุนัขบ้านที่เลี้ยงไว้ควรได้รับวิตามิน C เสริม เพื่อมั่นใจว่ามันได้รับเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าเทียบกับบรรพบุรุษของมัน หมาป่านั้น จะได้รับวิตามิน C อย่างมากมาย พอเพียงจากอาหารที่มันล่าได้ เช่นพวกเครื่องใน, ตับไตไส้พุงสดๆ และผลไม้สุกที่ร่วงหล่นอยู่ในป่า
 สุนัขที่เลี้ยงกันทั่วไป ไม่ได้รับอาหารที่มีคุณสมบัติและปริมาณมากพอที่จะผลิต วิตามิน C ได้เองเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ร่างกายต้องทำงานหนัก หรืออยู่ในภาวะเครียด ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการ วิตามิน C สูงมากกว่าปกติ
• วิตามิน C ทำหน้าที่เป็น Anti-Stress โดยสภาวะที่ร่างกายต้องการวิตามิน C มากเป็นพิเศษนั้นมีดังต่อไปนี้คือ:
 เมื่อร่างกายได้รับสารพิษ วิตามิน C จะช่วยขับสารพิษประเภทโลหะหนักออกจากร่างกาย
 เมื่อร่างกายได้รับการติดเชื้อ วิตามิน C จะช่วยต่อสู้เชื้อโรคต่างๆรวมทั้งเชื้อไวรัส
 เมื่อร่างกายอยู่ในระหว่างการพักฟื้นจากการผ่าตัด หรือเจ็บหนัก วิตามิน C จะช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย
 เมื่อเกิดความเครียดจากการเดินทาง
 ความเครียดช่วงผสมพันธุ์ โดยที่เราให้วิตามิน C เสริมก่อนระหว่าง และหลังการผสม จะช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและช่วยเร่งระบบต้านทานโรคต่างๆ (ตามปกติ) ในช่วงตั้งท้อง วิตามิน C จะช่วยให้ผ่อนคลายและคลอดง่าย
 การเลี้ยงนมลูกและให้นม ระหว่างแม่สุนัขมีการให้นมลูก แม่สุนัขจะมีความเครียดมาก ดังนั้น วิตามิน C จะช่วยให้แม่สุนัขสบายขึ้น และมีผลต่อสุขภาพร่างกายทั้งแม่และลุก
 ช่วงลูกสุนัขหย่านม ช่วงนี้ลูกสุนัขจะมีความเครียดเกิดขึ้น เพราะนอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงอาหาร ยังอาจต้องเปลี่ยนที่อยู่, เปลี่ยนคนเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมต่างๆ ดังนั้น วิตามิน C จึงจำเป็นมาก สำหรับลูกสุนัขในช่วงนี้
 ช่วงการเจริญเติบโตระยะต้น ซึ่งจะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก จำเป็นต้องเสริมวิตามิน C เพื่อช่วยผลิตโปรตีนคอลลาเจน ซึ่งเป็นสารอาหารหลักสำหรับสร้างเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต รวมถึงปัญหากระดูกที่เกิดจากร่างกายเติบโตเร็วเกินไป วิตามิน C จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่แน่นอนว่า ไม่ควรให้ลุกสุนัขโตเร็วเกินไปในช่วงนี้
 การออกกำลัง วิตามิน C ช่วยไม่ให้ร่างกายเหนื่อยล้าง่าย และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอในช่วงร่างกายทำงานหนัก
 อายุมากขึ้น และร่างกายทรุดโทรม วิตามิน C ช่วยให้กระบวนการแก่ตัวและทรุดโทรมช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
 อากาศเปลี่ยนกะทันหัน ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆและมากๆนั้น ควรให้อาหารที่มีวิตามิน C หรือวิตามิน C ชนิดเสริม เพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

• การให้วิตามิน C ในปริมาณมากเกินไปนั้น จะไม่มีอันตราย เพราะร่างกายจะสามารถขับออกมาได้เอง แต่การให้วิตามิน C ปริมาณมากๆนั้น บางครั้งอาจทำให้ท้องเสีย ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยลดปริมาณการให้วิตามิน C ลง อาการท้องเสียก็จะหายได้เอง
• ถ้าเราให้อาหารสดทั้งหมด รวมทั้งผักใบเขียวปริมาณมากๆ สุนัขก็จะผลิตวิตามิน C ได้เพียงพอโดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องให้วิตามินเสริมเข้าไป
• สุนัขที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูง เช่นในเมืองใหญ่ๆ, บ้านอยู่ติดถนนที่มีรถมาก, อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ควรได้รับการเสริมวิตามิน C อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ

*** ปริมาณวิตามิน C ที่ควรให้ (โดยขึ้นอยู่กับสภาพของสุนัขแต่ละตัว)
เครียดเล็กน้อย - 100 mg/kg
เครียดพอสมควร - 200 mg/kg
เครียดมาก - 300 mg/kg
เครียดหนัก - 350 mg/kg

• วิธีการเพิ่มขนาด การเสริมวิตามิน C (ไม่ควรให้ครั้งเดียวเต็ม dose ควรแบ่งให้)
สำหรับสุนัขที่เครียดเล็กน้อย ควรแบ่งให้เป็น 2 มื้อ
สำหรับสุนัขที่เครียดพอสมควร ควรแบ่งให้เป็น 4 มื้อ
สำหรับสุนัขที่เครียดมาก-มากที่สุด ควรแบ่งให้เป็น 6 มื้อ
• สำหรับสุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูปหรือทำสุก ควรให้วิตามิน C เสริมทุกวันในปริมาณ 100-200 mg/kg.
• ในกรณีที่สุนัขมีความเครียดอย่างรุนแรง ควรเพิ่มปริมาณวิตามิน C เสริมให้มากขึ้น โดยใช้เกณฑ์จากการสังเกตจากอาการท้องเสียของสุนัข คือถ้ามีอาการท้องเสียก็ให้ลดปริมาณลงเล็กน้อย จนถึงจุดที่ร่างกายสุนัขสามารถรับวิตามิน C ได้มากที่สุดโดยท้องไม่เสีย

รูปแบบของวิตามิน C
• ตัววิตามิน C เองมีสภาพเป็นกรดแอสคอร์ดบิค เกลือวิตามิน C มี 2 ตัวคือ โซเดียม แอสคอร์เบท และแคลเซี่ยมแอสคอร์เบท
• นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีกแบบหนึ่งที่เรียกกันว่า เอสเตอร์ C
• การให้วิตามิน C ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง ในกรณีที่สุนัขมีปัญหาอยู่แล้ว เช่น สุนัขที่เป็นโรคข้อ ไม่ควรให้วิตามิน C ในรูปกรดแอสคอร์บิค (แต่ควรให้ในรูปของ โซเดียม แอสคอร์เบท, แคลเซี่ยมแอสคอร์เบท หรือ เอสเตอร์ C จะดีกว่า) , สุนัขที่มีปัญหาโรคหัวใจ ไม่ควรให้วิตามิน C ในรูปของ โซเดียม แอสคอร์เบท หรือถ้าในกรณีที่สุนัขอายุน้อยๆและเป็นโรคข้อตะโพก เนื่องจากมีแคลเซี่ยมมากเกินไปนั้น ไม่ควรให้วิตามิน C ในรูปของ แคลเซี่ยมแอสคอร์เบท


2. กลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A, D, E และ K

• วิตามินเหล่านี้ส่วนใหญ่ (ยกเว้นวิตามิน D) ทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ หรืออยู่ในกลุ่มวิตามินที่ช่วยชลอความแก่
• วิตามินพวกที่ละลายในไขมันเหล่านี้ จะสะสมอยู่ในร่างกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามิน A และ D คือถ้าสะสมในปริมาณมากเกินขีดจำกัดจะเป็นอันตรายได้ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการให้วิตามินกลุ่มนี้ในปริมาณและช่วงเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อที่จะได้ให้ผลดับสุขภาพของสุนัข

วิตามิน A
**ปริมาณต่ำสุดของวิตามิน A ที่ร่างกายต้องการ
ปริมาณของวิตามิน A จะระบุเป็น IU (International Unit) 1 IU = 0.3 mg Vitamin A
• สุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูปทั่วๆไป จะได้รับวิตามิน A ประมาณ 50-100 IU/kg/วัน ซึ่งเป็นปริมาณปกติ

**ปริมาณที่ปลอดภัยสำหรับการให้วิตามิน A
• ประมาณ 100-200 IU/kg/วัน (เช่น สุนัขหนัก 30 กก. ควรได้รับวิตามิน a ประมาณ 7,500-15,000 IU/วัน)
• ระยะเวลาช่วง 1-2 เดือน สำหรับสุนัขทั่วๆไป ถ้าให้ติดต่อกันในปริมาณที่กล่าวมาข้างต้น ก็ถือว่าปลอดภัย หรือถ้าจะให้ดี ควรให้ 1 เดือน เว้น 1 เดือนจะดีที่สุด

**ไม่ควรให้วิตามิน A เมื่อ
 สุนัขเป็นโรคตับ หรือไตอย่างรุนแรง
 อาหารที่ให้ประจำนั้น มีวิตามิน A มากอยู่แล้วเช่น ตับ
 มีอาการแพ้วิตามิน A ในเกณฑ์สูง
โดยทั่วไปแล้ว ระดับที่ปลอดภัยสำหรับสุนัขจะอยู่ที่ปริมาณ 4-10 เท่าของระดับที่ร่างกายต้องการ ซึ่งถ้าเราต้องการที่จะให้ในระดับที่มากเกินกว่านั้น ก็ควรเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยปกติผลกระทบที่เป็นอันตรายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อสุนัขได้รับวิตามิน A มากกว่า 100 เท่าของระดับที่ร่างกายต้องการติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน

อาการที่แสดงถึง วิตามิน A เป็นพิษ
- โครงกระดูกผิดรูป
- เลือดออกภายใน, เลือดแข็งตัวช้า
- เบื่ออาหาร, การเจริญเติบโตช้า, น้ำหนักลด
- ผิวหนังหนาตัว
- เม็ดโลหิตแดงลดจำนวน
- มีปัญหาโรคตับ, ไต

แหล่งวิตามิน A ตามธรรมชาติของสุนัข
- แหล่งที่มีมากที่สุดคือ น้ำมันปลา รองลงมาเป็นไขมันนม, ไข่แดง, ตับ
- Pro-vitamin A หรือเบต้าแคโรทีน ก็เป็นแหล่งวิตามิน A ที่ดีมาก จะมีมากในผักใบเขียว ส่วนที่มีสีเขียวของผักทุกชนิดจะมีเคโรทีนมาก รวมถึง แครอท, ข้าวโพด, มันเทศ, ฟักทอง, ผักใบเขียว ต่างๆ

วิตามิน E ต่อสู้อาการแก่
ร่างกายของสุนัขจะถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ด้วยโมเลกุลที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง หรือที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ถ้ากระบวนการนี้ดำเนินต่อไปไม่หยุด ก็จะมีผลให้แก่เร็วขึ้น และมีอาการป่วยทางพันธุกรรม เช่น มะเร็ง, เป็นลม, ข้อพิการ ฯลฯ
• อนุมูลอิสระ เกิดขึ้นจากที่มีไขมันสะสมในเนื้อเยื่อมากเกินไป นานเข้าก็จะรวมตัวกันเป็นโมเลกุลของอนุมูลอิสระ
• วิตามิน E ทำหน้าที่เป็น แอนตี้ออกซิแดนท์ หรือต่อต้านกระบวนการเสื่อมสลาย ของเนื้อเยื่อในร่างกาย
- ชะลอการแก่ตัว
- รักษาอาการของโรคหัวใจ
- ป้องกันเลือดแข็งตัว และการเป็นลมหมดสติในสุนัขแก่
- ต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ
- ช่วยบำรุงระบบการผสมพันธุ์
- ป้องกันผลกระทบจากสารพิษจำพวกโลหะหนัก


**ปริมาณวิตามิน E ที่สุนัขต้องการ
ขึ้นอยู่กับอาหารที่สุนัขกินเข้าไป ถ้าอาหารนั้นมีไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันข้าวโพด, น้ำมันปลาค้อด, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันลินสีด ฯลฯ ความต้องการวิตามิน E อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า เพราะวิตามิน E ในไขมันเหล่านั้นจะถูกทำลายไปในการกันหืน
โดยปกติ สุนัขที่มีขนาด น้ำหนัก 25 กก. จะต้องการวิตามิน E 1-5 mg/วัน ในกรณีที่ให้อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวมาก โดยเฉพาะน้ำมันปลา จะต้องเพิ่มวิตามิน E อีก 5-10 เท่า เพราะน้ำมันพืชส่วนมากนั้น จะมีวิตามิน E อยู่บ้าง แต่ในน้ำมันปลาจะไม่มี ดังนั้นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 10-20 mg/kg/วัน (ถ้าสุนัขหนัก 25 กก. จะต้องการวิตามิน E ประมาณ 250-500 mg/วัน)

แหล่งวิตามิน E
- ผักใบเขียวต่างๆ
- น้ำมันพืช จะมีปริมาณวิตามิน E สูงที่สุด รองลงมาจะเป็น น้ำมันวีทเจริ์ม, น้ำมันเมล็ดฝ้าย, น้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันถั่วลิสง ฯลฯ ตามลำดับ
- ไข่, เมล็ดธัญพืช, จมูกธัญพืช, ตับ, ถั่วฝักต่างๆ, เนย, นม

พิษตกค้างจากวิตามิน E
- สุนัขที่มีอายุมาก ที่เป็นโรคหัวใจ (อาจเป็นความดันสูง) กินวิตามิน E จะช่วยได้ แต่ต้องค่อยๆเพิ่มปรืมาณทีละน้อยๆ เพราะการได้รับวิตามิน E ในปริมาณมากๆ ทันทีทันใดนั้น อาจเกิดความดันสูงขึ้นทันที (แบบชั่วคราว)
- งดให้วิตามิน E พร้อมกับอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพราะมันทั้ง 2 มีคุณสมบัติทำลายซึ่งกันและกันเอง

วิตามิน D
ได้จากแสงแดด โดยให้สุนัขตากแดดโดยตรงวันละประมาณ 15 นาที ก็พอ ทั้งนี้ วิตามิน D จะช่วยให้กระดูกแข็งแรง เต็มไปด้วยแคลเซี่ยม, ซึ่งวิตามิน D นี้จะทำหน้าที่ควบคุมการดูดซึมของแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส จากลำไส้เล็ก และจากส่วนที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมา เพื่อดูดซึมกลับไปใช้ได้อีกโดยผ่านทางไต

ความต้องการวิตามิน D
ในสุนัขที่อายุน้อยๆ ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และได้รับอาหารที่สมดุลตามธรรมชาติ จากกระดูกและเนื้อดิบ และยังได้รับแสงแดดมากเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเสริมวิตามิน D

อาหารที่มีวิตามิน D
• น้ำมันตับปลา โดยเฉพาะปลาน้ำเค็ม เช่นปลาเฮอริ่ง, แซลมอน, ซาดีน ฯลฯ ดังนั้นควรให้ปลากระป๋องบ้างเป็นครั้งคราว
• ไข่แดง โดยเฉพาะไข่จากไก่ ที่ได้รับอาหารดีๆ หรือได้รับแสงแดดมากเพียงพอ ควรซื้อไข่จากชาวบ้านดีที่สุด

การได้รับวิตามิน D ในระดับที่มากเกินไป
จะทำให้ระดับแคลเซี่ยมในเลือดสูงเกินไป เป็นเหตุให้มีแคลเซี่ยมตกค้างทั่วร่างกาย ซึ่งขัดขวางการทำงานของระบบปกติในร่างกาย

ระดับวิตามิน D ที่ปลอดภัย
- โดยทั่วไป ในสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต ควรได้รับวิตามิน D 22 IU/kg/วัน (ถ้าสุนัขหนัก 30 กก. = 660 IU/วัน)
- ในน้ำมันตับปลา จะมีวิตามิน D ประมาณ 10,000 IU/100gm.

ผลจากการขาดวิตามิน D
- กระดูกโค้งงอ, กระดูกอ่อนแอ ในสุนัขที่ยังเล็กๆ จะสังเกตได้จากอาการเบื่ออาหาร, น้ำหนักลด, เจริญเติบโตช้า, ข้อเข่าปูดโปน
- ในสุนัขโต จะเป็นโรค Osteomalacia กระดูกเปราะ ซึ่งกว่าจะเกิดอาการนี้ ก้อกินเวลาเป็นปีๆ ซึ่งอาการที่เห็นได้ชัดคือกล้ามเนื้ออ่อนแอ, เจ็บกระดูก และกระดูกเปราะหักง่าย

วิตามิน K
- เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ช่วยป้องกันอาการเลือดไหลไม่หยุด ซึ่งวิตามิน K นี้จะช่วยให้ตับผลิตสารต่างๆที่ทำให้เลือดแข็งตัว
- วิตามิน K ยังมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและเสริมสร้าง โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของกระดูกและการผลิตผิวหนังที่สมบูรณ์
- วิตามิน K เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ โดยสุนัขที่กินอึบ่อยๆ จะได้รับปริมาณวิตามิน K มากกว่าปกติ
- อาหารที่เป็นแหล่งวิตามิน K คือผักใบเขียวต่างๆ, ตับสด และปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักที่มีสีเขียวเข้มมากๆ เช่นผักกาดหอมแก่ๆ, ใบของดอกกระหล่ำ, ใบบล็อกโคลี่, ผักขม
- สุนัขที่กินยาปฏิชีวนะมากๆ โดยเฉพาะ Sulphonamides อาจทำให้ลำไส้ลดการผลิตวิตามิน K ลง


สรุป อาหารสำหรับสุนัขที่แข็งแรงเป็นปกติ
- เนื้อสดติดกระดูกจาก ไก่, แกะ, วัว, กระต่าย และหมู
- เนื้อแดง
- เครื่องใน, ตับ, ไต, หัวใจ, สมอง
- ไข่แดง
- เนยแข็งและคอทเทจชีส, โยเกริ์ต, นม และเนย
- อาหารทะเล และอาหารสดจากปลาเฮอริ่ง, แซลมอน, ซาดีนส์
 ผักใบเขียวต่างๆ
 ข้าวโพด, มันเทศ (สีเหลือง), แครอท
 ผลไม้สดและแห้ง
 ธัญพืชต่างๆ เช่นข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, วีทเจิร์ม ฯลฯ
o บริวเวอร์ยีสต์, สาหร่ายทะเล, โมลาส
 น้ำมันตับปลา
 น้ำมันข้าวโพด, ถั่วเหลือง, วีทเจิร์ม, เมล็ดฝ้าย, ดอกคำฝอย, ดอกทานตะวัน, ถั่ว