thai-barf-club.pantown.com : Thai BARF Club
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   BARF สำหรับลูกสุนัข

(จากหนังสือเรื่อง “Grow Your Pups With Bones”– Dr. Ian Billinghurst, D.V.M)
หมายเหตุ: เหมาะสำหรับลูกสุนัขทุกสายพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 4-5 สัปดาห์ขึ้นไป

*หลักการให้อาหารสดแก่ลูกสุนัข*

- อาหารหลักนั้นประกอบด้วย 2 พื้นฐานใหญ่ๆ ได้แก่ เนื้อสดติดกระดูกและผักผลไม้สับหรือปั่นละเอียด
- เนื้อสดติดกระดูกนั้นได้แก่ ส่วนคอไก่หรือปีกไก่ เนื่องจากมีขนาดเล็กและอ่อนพอเหมาะสำหรับลูกสุนัข แต่อาจจะใช้โครงไก่สับละเอียดด้วยก็ได้
- นอกเหนือจากกระดูกชิ้นเล็กๆนี้ เราอาจจะให้กระดูกท่อนใหญ่พอประมาณสำหรับลูกสุนัขเพื่อที่เค้าจะได้นำมาแทะระหว่างวันได้ เนื่องจากจะอยู่ในช่วงที่ฟันแท้กำลังขึ้น
- สำหรับผักผลไม้ปั่นนั้นควรเป็นผักและผลไม้ดิบๆ หรือในบางครั้งเราอาจให้เนื้อดิบที่สับละเอียดแทนก็ได้ ซึ่งจริงๆแล้วในส่วนนี้ไม่มีอะไรที่กำหนดอย่างตายตัว แต่เราควรจะให้ลูกสุนัขได้หัดกินอาหารที่หลายหลายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่เค้าจะได้ไม่เลือกกิน ซึ่งถ้าสุนัขได้กินอาหารที่มาจากวัตถุดิบหลากหลายชนิดมากเท่าใด นั้นก็แสดงว่าลูกสุนัขก็จะมีโอกาสได้รับสารอาหารที่หลากหลายชนิดมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรยึดหลักว่า อาหารที่นอกเหนือจากเนื้อสดติดกระดูกนั้น ควรเป็นพวกเนื้อดิบ, เครื่องใน, ไข่และ ผักผลไม้ อย่างในโอกาสพิเศษเราอาจให้ลูกสุนัขกินข๊าวโอ๊ตหรืออาหารเช้าอื่นๆเพิ่มด้วยก็ได้ แต่ก็ไม่ควรให้ในปริมาณที่มากจนเกินไปนัก
สำหรับผักที่จะนำมาปั่นนั้นจากจะเป็นผักขม, ผักกาดหอม, แครอท, มะเขือเทศ, ฟักทอง ฯลฯ หรืออาจจะเป็นกล้วยน้ำว้า หรือผลไม้อื่นๆที่มีอยู่ในบ้านเราก็ได้
--------------------------------------------------------------------
*ควรให้เท่าใดดี?*==> โดยพื้นฐานของการให้กระดูกและอาหารสดดิบแก่สุนัขนั้น สิ่งที่จำเป็นก็คือการเลี้ยงลูกสุนัขให้มีการเจริญเติบโตอย่างช้าๆ และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ถึงใหญ่มาก ซึ่งที่ผ่านมานั้นต่างประเทศได้มีการทดลองมากมายที่แสดงว่าลูกสุนัขทุกพันธุ์ที่เติบโตมาโดยมีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้านี้ จะไม่มีการพัฒนาและปรากฏอาการใดๆที่เกี่ยวกับโรคกระดูกที่มีในลูกสุนัขเลย ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตนั้น เราควรที่จะควบคุมและกำหนดปริมาณของอาหารเพื่อที่ลูกสุนัขจะมีเกณฑ์การเจริญเติบโตที่ปลอดภัยและพอเหมาะ ซึ่งเกณฑ์ที่ว่านี้จะอยู่ที่ประมาณ 60-75% ของอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด
------------------------------------------------------------------

**สาระพื้นฐานที่สำคัญในการให้อาหารลูกสุนัข**:
- ลูกสุนัขต้องการอาหารจำพวกเนื้อสดติดกระดูกเป็นหลัก –ประมาณ 60%
- ลูกสุนัขต้องการอาหารประเภทผักผลไม้ปั่น –ประมาณ 15%
- ลูกสุนัขต้องการอาหารประเภทเนื้อและเครื่องใน –ประมาณ 25%
- ลูกสุนัขควรที่จะมีรูปร่างที่เพรียวและมีความอยากอาหารนิดๆ
- ลูกสุนัขควรที่จะอ้วน
- ลูกสุนัขไม่ควรที่จะมีเกณฑ์การเจริญเติบโตที่สูงสุด
- ลูกสุนัขไม่ควรได้รับการให้แคลเซี่ยมเสริมถ้าได้กินเนื้อดิบติดกระดูกในเกณฑ์ที่มากพอ
- ลูกสุนัขไม่ควรกินอาหารสำเร็จรูป
- ลูกสุนัขไม่ควรกินอาหารสุก –แต่อนุโลมในบางโอกาส โดยมีปริมาณที่น้อยๆ
- ลูกสุนัขไม่ต้องการที่จะได้รับอาหารตรงเวลาทุกมื้อ
- ลูกสุนัขไม่จำเป็นที่จะได้รับอาหารที่ครบท้วนและสมดุลทุกๆมื้อ
- ลูกสุนัขไม่จำเป็นที่จะต้องถูกเคร่งครัดในเรื่องสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลตลอดเวลา
- ลูกสุนัขควรกินอาหารดิบเป็นหลัก
- อาหารดิบแช่แข็ง (ที่ละลายแล้ว) นั้นสามารถนำมาให้ลูกสุนัขได้
- การงดอาหารในบางมื้อในบางโอกาสนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตราย แถมยังอาจมีประโยชน์เสียด้วยซ้ำ
- ลูกสุนัขควรที่จะได้เผชิญกับเชื้อแบคทีเรียประเภทที่ไม่เป็นอันตรายบางครั้ง เพื่อเป็นเกาะสร้างภูมิต้านทาน

ถ้าเราได้ปฏิบัติตามข้อที่ได้เสนอแนะมาแล้วนั้น ==> เราสามารถมั่นใจได้ว่าลูกสุนัขจะมีความเสี่ยงที่จะมีการเจริญเติบโตของกระดูกที่ผิดรูปอยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในเรื่องข้อผิดพลาดหลักๆบางประการที่เป็นสาเหตุของปัญหา เช่นการได้รับอาหารมากเกินไป, การเจริญเติบโตที่เร็วเป็นพิเศษ, โปรตีนเสริม, ไขมันเสริม และแคลเซี่ยมเสริม ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับกระดูกทั้งสิ้น
--------------------------------------------------------------------

~* เมนู BARF สำหรับลูกสุนัข *~ (โดยยึดแนวทางปฏิบัติจากหนังสือของ Dr. Billinghurst)

เมนูอาหารนี้มีขนาดสำหรับลูกสุนัขพันธุ์ บลูเทอเรียร์ อายุ 3 เดือน ซึ่งเราอาจปรับปริมาณอาหารให้มากหรือน้อยลงได้ตามความเหมาะสมและขนาดสายพันธุ์ของลูกสุนัข

นมสำหรับลูกสุนัข~* (ปกติแล้วนมสูตรนี้จะใช้สำหรับลูกสุนัขกำพร้าหรือลูกสุนัขที่กำลังจะหย่านม )

- นมแพะ 1 ถ้วย หรือ 250 มล. (ในบางกรณีเราอาจจะใช้นมวัวได้แต่มันอาจจะย่อยยากกว่าถ้าเทียบนมแพะ และไม่เหมาะกับลูกสุนัขบางตัวที่มีอาการแพ้นมวัว)
- น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนชา
- Flax seed oil 1 ช้อนชา (ถ้าไม่มีอาจเปลี่ยนเป็นน้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันพืชชนิดอื่นแทนได้)
- ไข่ไก่ดิบ 1 ฟอง (ไม่รวมเปลือก)
- โยเกริ์ต รสธรรมชาติ 1 ช้อนชา
- บางครั้งอาจหยดวิตามินบี และซีชนิดน้ำเพิ่มไปก็ได้ ประมาณอย่างละ 20 หยด (หรืออาจใช้บริวเวอร์ ยีสต์บดใส่แทน)

วิธีทำ: นำทุกอย่างเข้าเครื่องปั่นและผสมรวมกัน และเสิร์ฟ โดยควรจะนำภาชนะมาลวกน้ำร้อนก่อนทุกครั้ง
---------------------------------------------------------------------
อาหารบดสูตรพิเศษสำหรับลูกสุนัข~ *

- ผง Kelp 1 ช้อนชา
- Flax seed oil 1 ช้อนชา (ถ้าไม่มีอาจเปลี่ยนเป็นน้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันพืชชนิดอื่นแทนได้)
- กระเทียม 2 กลีบ
- ผักกาดหอม ½ ต้น
- คอทเทจชีสชนิดครีม 1 ช้อนโต๊ะ
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
- ไข่ไก่ทั้งเปลือก 2 ฟอง
- ตับไก่ 1 พวง

*วิธีทำ: นำผงKelp, Flax seed oil, กระเทียมและผักกาดหอมมาปั่นรวมกันจนละเอียด หลังจากนั้นตามด้วยส่วนผสมที่เหลืออื่นๆปั่นเข้าด้วยกันจนละเอียดอีกครั้งแล้วเสิร์ฟ

*หมายเหตุ: 1. ผง Kelp นี้เป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งเราอาจเปลี่ยนมาใช้สาหร่ายสำหรับทำแกงจืดซึ่งหาได้ง่ายและราคาถูกในบ้านเราแทนได้ค่ะ โดยผง Kelp เป็นแหล่งรวมของสารไอโอดีน (ห้ามใช้เกลือที่มีสารไอโอดีนแทนเด็ดขาด)
2. เราอาจค่อยๆเพิ่มปริมาณและชนิดของผัก จาก 1 เป็น 2 ไปเรื่อยๆในคราวต่อไป
ในกรณีที่ลูกสุนัขยังเล็กมากๆ ควรให้เนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากกว่าผัก แต่หลังจากสัปดาห์ต่อไปควรลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงแล้วเพิ่มปริมาณของผักลงไปแทน เพราะลูกสุนัขที่ยังเล็กนี้อาจปฏิเสธการกินผักในช่วงแรกๆได้

---------------------------------------------------------------------
ผลไม้บดสูตรพิเศษสำหรับลูกสุนัข ~*

ช่วงแรกเริ่มควรนำผลไม้นี้มาปั่นให้ละเอียดก่อนที่จะให้ลูกสุนัขกิน โดยอาจเริ่มจากกล้วยหรือแอปเปิ้ลก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นต่อไป โดยควรแยกเมล็ดออกก่อนที่จะนำมาปั่นให้ลูกสุนัขกิน

--------------------------------------------------------------------

~*ตารางตัวอย่างการให้อาหารสำหรับลูกสุนัข*~

หมายเหตุ: - กระดูกซี่โครงที่ให้นั้น ถึงแม้ว่าลูกสุนัขยังไม่สามารถที่จะกินได้ แต่เราควรให้ลูกสุนัขได้หัดแทะในระหว่างวันเพื่อบริหารเหงือกและฟันแท้ที่กำลังขึ้น
- เนื้อสับและวัตถุดิบที่นำมาใช้ควรปรับเปลี่ยนให้มีความหลากหลาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันเสมอไป