thai-barf-club.pantown.com : Thai BARF Club
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   *~อาหารสุนัข~*

แปลจากเอกสารต้นฉบับภาษาเยอรมัน โดย ท.พ. ชวาล สมศิริ

อาหารเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด ของการมีสุขภาพที่ดี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เลี้ยงสุนัขส่วนมากได้มอบความรับผิดชอบในการจัดอาหารให้แก่ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัข อาหารสำเร็จรูปให้ทั้งความสะดวกสบายและง่ายต่อการให้สุนัข เพียงแค่ไปซื้ออาหารสุนัขสำเร็จรูปมาหนึ่งกระสอบ โดยดูตามฉลากข้างกระสอบว่ามีสารอาหารอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ ดีกว่าการมาศึกษา ขวนขวายเอาเองว่าควรจะให้อาหารอะไรดีกับสุนัขที่เลี้ยง ผลจากการให้อาหารประเภทนี้ ซึ่งมีส่วนประกอบของเมล็ดธัญพืช ทำให้ประชากรสุนัขมีอาการเจ็บป่วยอย่างมากมาย ปรากฏอย่างชัดเจน เช่น โรคมะเร็ง อาการแพ้ การอักเสบของตับอ่อน
( Pancreatitis), Pancrease insufficient, โรคผิวหนัง, โรคตับ และไต, ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง, การเจริญเติบโตผิดปกติ และสภาวะการตั้งครรภ์ยาก ซึ่งไม่สามารถนำมาอธิบายได้กับการทำการบำรุงพันธุ์สัตวที่มากเกินไป (Overbreeding)


ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นของคนหรือสัตว์ ต้องการเวลาอย่างน้อย 10,000 ปี จึงจะสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงอาหารแบบสิ้นเชิง
สุนัขจะสามารถปรับตัว ให้เข้ากับอาหารสำเร็จรูปได้ ก็ต้องใช้เวลา 60 ปี และในช่วงเวลา 60 ปี นี้ เห็นได้ชัดว่าสุนัขที่มนุษย์นำมาเลี้ยงมีสุขภาพทั่วไปที่เลวลงซึ่งมีผลโดยตรงจากอาหารที่ใช้เลี้ยง

เจ้าของสุนัข ผู้ผสมพันธ์สุนัข และ สัตวแพทย์หลายท่านมีความเห็นว่าอาหารสำเร็จรูปเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สุขภาพของสุนัข เลวลงกว่าในอดีตและพยายามหาทางเลือกที่จะมาใช้แทนอาหารสำเร็จรูป ทางเลือกทางหนึ่งที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในระดับโลกก็คืออาหาร BARF

**BARF คืออะไร?**
BARF เป็นชื่อของอาหารที่ถูกนำมาใช้ โดยสุภาพสตรีชาว อเมริกันชื่อ Debbie Tripp (ข้อมูลจาก Internet กล่าวว่าสัตวแพทย์ชาวออสเตรเลียชื่อ Dr. Ian Billinghurst เป็นคนแรกที่เขียนบรรยายไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “Give Your Dog A Bone.” ผู้แปล )
Debbie Tripp ได้ให้อาหารสด และดิบแก่สุนัขของเธอ เธอจึงเรียกมันว่า Born Again Raw Feeders (BARF) หรือ Bones And Raw Foods ต่อมาก็มีการให้ความหมาย ของอาหารประเภทนี้ว่า Biologically Appropriate Raw Foods BARF ในภาษาอังกฤษแบบชาวบ้านแปลว่า “อาเจียน” ผู้เขียนซึ่งเป็นชาวสวิสได้แปลออกมาเป็นภาษาเยอรมันว่า Biologisches Artgerechtes Rohes Futter ซึ่งก็คืออาหารดิบนั่นเอง

สรุปได้ว่า BARF มีความหมายต่างกันสำหรับคนหลายคน สำหรับผู้เขียน Swanie Simon เธอหมายถึงการให้อาหารสดและดิบแก่สุนัข มิได้หมายถึงการจัด โปรแกรมการให้อาหาร หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงการจัดการให้อาหารเลียนแบบสุนัขที่เป็นสุนัขป่า


**อาหารสำเร็จรูปคืออะไร?**
เจ้าของสุนัขน้อยรายที่จะทราบว่า ในอาหารสำเร็จรูปที่ท่านใช้เลี้ยงสุนัขของท่านนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เจ้าของสุนัขหลายท่านทราบว่ามี สารเคมี ยากันบูด สารปรุงแต่งกลิ่นและสี ที่ใส่ลงไปในอาหารสุนัข ในยุโรปขณะนี้มีอาหารสำเร็จรูปหลายยี่ห้อ ที่ไม่มีสารดังกล่าวมาแล้วข้างต้นผสมอยู่ขายด้วย แต่ไม่มีคำอธิบายว่า การที่อาหารสำเร็จรูปเหล่านี้ สามารถเก็บไว้ได้โดยไม่เน่าอย่างน้อยที่สุดถึง 12 เดือนนั้นบริษัทผู้ผลิตทำอย่างไร? ความจริงก็คือ บริษัทผู้ผลิตทำการซื้อวัตถุดิบที่จะมาทำอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้ที่มียากันบูดใส่ลงไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระบุส่วนประกอบบนถุงอาหารเหล่านี้ให้ผู้บริโภคทราบ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ควบคุมไม่ถึงเช่น แหล่งที่มาและคุณภาพของวัตถุดิบเหล่านี้ แม้แต่อาหารสำเร็จรูปยี่ห้อดังก็ยังมีการใช้ชิ้นส่วนของสัตว์ที่มีสารพิษ (Stickstoff) อยู่บดลงไปด้วยเพื่อจะได้สามารถเพิ่มค่าของโปรตีนให้สูงขึ้น (มีผลให้อาหารยี่ห้อนั้นเข้าไปอยู่ในเกรดที่สูงขึ้น) เช่น ขาไก่ จงอยปากไก่ ขนไก่ อุจจาระ ปัสสาวะ แป้งที่ได้จากเมล็ดธัญพืช เศษผัก เลือดวัว หนังวัว เท้าหรือกีบวัว เศษเขา อัณฑะวัว ซึ่งมีผลให้ย่อยได้ยาก และไม่มีประโยชน์ต่อสุนัข
อาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่ประกอบด้วย เมล็ดธัญพืชป่นถึง 60-90 เปอร์เซ็นต์
ส่วนประกอบตัวต่อมาก็คือ เนื้อบด (ที่บดแทรกอยู่ในเมล็ดธัญพืชแล้ว)
ส่วนประกอบเช่น วิตามิน เอนไซม สารประกอบกรดอะมิโน กรดไขมันที่จำเป็น จะถูกทำลาย เปลี่ยนแปลงหรือทำให้หมดคุณสมบัติไป โดยความร้อนที่ใช้ในขบวนการผลิต ตรงกันข้ามยาสลบที่ใช้ และยาอื่นๆที่ตกค้างจะไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน และไม่ถูกตรวจค้นหา ในยุโรป เมื่อสัตว์เลี้ยงตายลงหรือที่จำเป็นต้องฉีดยาให้หลับ ไม่มีใครถามว่าซากสัตว์เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน คำตอบก็คือมันจะถูกบดให้เป็นแป้งทั้งเนื้อและกระดูก ที่ซ้ำร้ายก็คือคนงานที่ทำงานในโรงงานเหล่านี้มักง่ายไม่เอาปลอกคอออก รวมทั้งพลาสติกที่ใช้ห่อผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่หมดอายุ และขายไม่หมด ก็จะถูกโยนลงสู่เครื่องบดด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบที่ใช้เป็นตัวเพิ่มมวล ที่ทำให้อุจจาระของสุนัขที่ถ่ายออกมามีสีเข้มขึ้น แข็งขึ้น และอาหารจะอยู่ในลำไส้ได้นานขึ้น
บริษัทผู้ผลิตทำ อาจใช้คำว่า เซลลูโลส (Cellulose) แต่ความจริงก็คือขี้เลื่อยนั้นเอง ที่ใส่ลงไป เซลลูโลส เป็นสารประกอบ Polysaccharide ที่ ได้จากพืช ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ในกรดกำมะถันเข้มข้น (Phosphoric acid) เป็นสารประกอบอยู่ในผนังเซลล์ของพืช เซลลูโลสสามารถย่อยได้โดยสัตว์กินพืชที่มีเอนไซม Cellulase ดังนั้นมันจึงไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารสุนัข


**สุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ Carnivora**
เหมือนกับบรรพบุรุษ ของมัน สุนัข หรือ หมาป่า (Wolf) เป็นสัตว์กินเนื้อ แต่ หมาป่ามิได้กินเนื้ออย่างเดียว มันกิน ผลไม้ ใบไม้ หญ้า รากพืช แมลง และอุจจาระของสัตว์กินพืชด้วย ส่วนใหญ่แล้วหมาป่ากินเนื้อสัตว์ป่าขนาดใหญ่ และกินทุกชิ้นยกเว้นกระดูกขนาดใหญ่ ขน หนัง และ บางส่วนของสิ่งที่อยู่ในกระเพาะและลำใส้
จากการกินสัตว์ป่าทั้งตัวทำให้หมาป่าได้รับสารอาหารครบทุกหมู่ ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ เอนไซม และไฟเบอร์
สุนัขมีฟันที่มีลักษณะ ของสัตว์กินเนื้อ มีฟันเขี้ยวที่แหลมใหญ่แข็งแรงเพื่อใช้กัดเหยื่อ มีฟันกรามที่คมและสบแบบกรรไกร เพื่อใช้กัดเนื้อ และกระดูกได้อย่างสบายซึ่งตรงกันข้ามกับสัตว์กินพืช น้ำลายของสุนัขมีความเข้มข้นสูง แต่มีปริมานน้อยมาก สุนัขไม่มีเอนไซมที่ใช้ย่อยในน้ำลาย ๆ จะทำหน้าที่เพียงเป็นตัวหล่อลื่น ให้สุนัขกลืนอาหารได้สะดวก ซึ่งส่วนใหญ่พวกมันมักจะกลืนอาหารชิ้นใหญ่เสมอ
เมื่อเทียบกับสัตว์กินพืช สุนัขมีกระเพาะอาหารที่มีขนาดใหญ่มาก เท่ากับ 8 เท่าของกระเพาะอาหารของม้า (เมื่อเทียบกันโดยสัดส่วนตามน้ำหนักตัว) กรดใน กระเพาะอาหารของสุนัขมีปริมาน กรดเกลือมากเป็น 10 เท่าของมนุษย์ ในกระเพาะที่มีอาหารยังสามารถวัดค่าสภาพความเป็นกรดด่าง pH ได้น้อยกว่า 1 ในขณะที่ค่าสภาพความเป็นกรดด่าง pH ในกระเพาะอาหารของมนุษย์วัดได้ 4-5
การผลิตน้ำย่อยในสุนัขเกิดจากการกระตุ้นด้วยอาหารประเภทเนื้อ
ลำไส้ของสุนัข มีขนาดสั้นมากเมื่อเทียบกับความยาวลำไส้ของสัตว์กินพืช การย่อยของเนื้อและกระดูกในสุนัขจะใช้เวลาไม่เกิน 24 ชม. สัตว์กินพืชใช้เวลาในการย่อยอาหาร 4-5 วัน นั่นคือบทสรุปที่ว่า สุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อการให้สุนัขกินอาหารที่มีองค์ประกอบเป็นเมล็ดพืช จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
อาหารสำเร็จรูปที่มีองค์ประกอบเป็นเมล็ดพืช ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างกับสุนัข มีการผลิตน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของสุนัขไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดการกระตุ้นด้วยอาหารประเภทเนื้อ จึงทำให้เกิดแบคทีเรียในกระเพาะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดขบวนการหมักเกิดขึ้น เกิดอาการท้องเสีย การบิดตัวของกระเพาะอาหาร และพยาธิ์ ตับอ่อนจึงต้องทำงานหนัก ผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้นเพื่อมาทำการย่อย
อาหารที่มีองค์ประกอบเป็นเมล็ดพืช ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าระบบการย่อยอาหารของสุนัชมิได้ออกแบบมาเพื่อการย่อยอาหารที่มีองค์ประกอบเป็นเมล็ดพืชในปริมานมากๆ การต้มหรือการใช้ความร้อนปรุงอาหารสุนัขที่เป็นเนื้อ จะทำให้สารอาหารประเภทโปรตีนส่วนใหญ่ ถูกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ ต่อสุนัข (ไม่สามารถนำไปใช้ได้)
อาหารประเภทโปรตีนเมื่อผ่านการต้มหรือการใช้ความร้อนจะย่อยยาก
และสูญเสียเกลือแร่ไปอย่างมากมาย แม้ว่าจะให้น้ำต้มกระดูกลงไปด้วยก็ยังไม่สามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้
สุนัขมีความต้องการ อาหารประเภทโปรตีนต่างจากพวกสัตว์กินพืช และโปรตีนเหล่านี้ มักจะเป็นส่วนประกอบของเนื้อสัตว์สดๆ
เมื่อขาดโปรตีนในเนื้อสัตว์สดๆ สุนัขก็จะไม่สามารถที่จะสร้าง เนื้อเยื่อที่แข็งแรงและ ภูมิคุ้มกันโรคได้เลย ส่วนประกอบที่เป็นไขมันในอาหารสำเร็จรูปมักจะถูก ปนด้วย ยากันบูด เช่น Ethoxiquin, BHA and BHT สารกันบูดเหล่านี้ จะไปลดการผลิตเม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคตกต่ำลง การดูดซึม Glucose ถูกกีดขวาง สารกันบูดเหล่านี้ถูกสงสัยว่าจะเป็นตัวการทำให้เกิดมะเร็ง จึงไม่ให้ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารของมนุษย์
กรดไขมัน Omega 3 พบได้น้อยในอาหารสำเร็จรูป เนื่องจากไม่สามารถที่จะทำให้มันเก็บไว้ได้นานๆ สุดท้ายนี้ขอย้ำว่าอาหารที่ถูกต้มหรือการใช้ความร้อนปรุงเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่เหลือสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่เลย (โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ เอนไซม ) หรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป ผู้ผลิตบางกลุ่มได้พยายามใส่สารอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ตามลงไปในขณะบรรจุถุง แต่สารต่างๆที่ใส่ลงไปนี้มักเป็นสารประกอบทางเคมีราคาถูกที่ร่างกายสุนัขไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ บ่อยครั้งที่ สุนัขเจ็บป่วย Immune system ของสุนัขอ่อนแอลง เนื่องจากการขาด เอนไซม กรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และกรดไขมันที่จำเป็น ระบบการสร้างน้ำย่อยจะทำงานผิดปกติ การที่สุนัขมีสุขภาพในช่องปากไม่ดี จะทำให้มีการสะสมของหินน้ำลาย และมีการอักเสบเรื้อรังของเหงือก ซึ่งจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ Immune system ของสุนัขอ่อนแอลง (ซึ่งได้รับการยืนยันจาก ผลการวิจัย)

ในขณะนี้ได้มีการนำอาหารสำเร็จรูปชนิดต่างๆ(Diet Dog Food) เพื่อใช้ในการรักษาโรค ที่เกิดจากการให้กินอาหารสำเร็จรูปออกจำหน่าย (เมื่อฟังดูจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ตลกมากๆ)

**แนวโน้มในขณะนี้**
มีเจ้าของสุนัขและเจ้าของคอก ได้ให้ความสนใจเรื่องการให้อาหารสุนัขเพิ่มมากขึ้นหลายคนให้ความสนใจต่อการให้อาหารสด (BARF) มากขึ้น อ่านรายละเอียดในหนังสือของ Juliette de Bairacli Levy และหนังสือใหม่ๆ ที่ออกวางตลาด
Juliette de Bairacli Levy เป็นสุภาพสตรีท่านแรกที่กล่าวถึงอันตรายจากการเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสำเร็จรูป (ระหว่างปี 1950-1960) และอันตรายจากการฉีดวัคซีน และได้แนะนำให้เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสด และดิบแทน ผู้ที่สนับสนุนเธอ (ผู้เพาะเลี้ยงสุนัขกลุ่มน้อย) ได้รายงานผลการทดลองเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสด และดิบว่าทำให้สุนัขมีสุขภาพดี
แนวโน้มแสดงให้เห็นว่ามีผู้สนใจหันมาเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF มากขึ้นและ สุนัขมีสุขภาพดีขึ้นอย่างน่าพิศวง ปัญหาเรื่องผิวหนังหายไป สุนัขมีพลกำลังมากขึ้น สุนัขเพศเมียก็มีการตั้งครรภ์ที่ราบรื่น และมีปัญหาน้อยในการเลี้ยงลูก ลูกสุนัขจะโตช้ากว่า และแข็งแรงกว่า และไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ
เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF นั้นก็คือความพยายามในการเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารแบบที่สุนัขป่าเคยกิน แต่เราก็ไม่สามารถที่จะกระทำอย่างที่ต้องการได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีการศึกษาว่าสุนัขมีความต้องการอาหารอย่างไรบ้างมันคงจะไม่ถูกต้องนักที่เราจะให้อาหารสุนัขซ้ำๆแต่เพียงอย่างเดียว เช่นให้เนื้อกินอย่างเดียว จะทำให้สุนัขขาดอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีข้อควรคำนึงบางประการ เช่น อายุของสุนัขและสุขภาพของสุนัข สุนัขควรได้รับสารอาหารครบ ในปริมาณที่เพียงพอ ในปัจจุบันนี้เราสามารหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF ได้จาก Web site ต่างๆ ในตอนท้ายของบทความนี้ หรือสอบถามได้จากสัตวแพทย์ (บางท่าน) ที่รุ้เรื่องเกี่ยวกับ BARF

**อคติต่อการเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF**
ผู้เลี้ยงสุนัขส่วนใหญ่มักไม่ค่อยกล้า ที่จะเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF เนื่องจากการที่สัตวแพทย์ และผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปมักจะกล่าวเตือนถึงความไม่ปลอดภัยของอาหารประเภทนี้ โดยเฉพาะการติดเชื้อพยาธิ์ และ แบกทีเรีย Salmonella ด้วยอาหารสำเร็จรูปเท่านั้นสุนัขจึงจะได้รับสารอาหารครบ
การให้กระดูกแก่สุนัขอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อาหารสดมีราคาแพงกว่ามาก และสิ้นเปลืองเวลา ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าสุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ Carnivora ระบบการย่อยอาหารของสุนัขจึงถูกออกแบบมาเพื่อการย่อยอาหารประเภทเนื้อสด กระดูกสด ไม่ว่าจะเป็น เชื้อ Salmonella แบกทีเรีย กลุ่มอื่นๆ ตลอดจน เชื้อพยาธิ์ ก็จะถูกทำลาย หรือ หยุดยั้งอยู่ที่กระเพาะ กรดในกระเพาะอาหารของสุนัขมีความเข้มข้นสูงมาก และสามารถย่อย กระดูก กระดูกอ่อน และเนื้อได้เป็นอย่างดี มีรายงานการติดเชื้อพยาธิ์น้อยมาก ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องให้สุนัขได้รับสารอาหารครบ ในการให้อาหารหนึ่งมื้อ เหมือนอย่างที่ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปกล่าวเตือน
ความต้องการสารอาหารให้ครบของสุนัข สามารถที่จะจัดให้เกิดความสมดุลย์ได้ในเวลาหลายสัปดาห์เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆในธรรมชาติ และเหมือนอย่างที่มนุษย์จัดอาหารให้ตนเอง มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในการที่สุนัขจะต้องกินอาหารแต่เพียงอย่างเดียวสักระยะหนึ่ง การเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารประเภท BARF นั้นไม่ได้ใช้เวลามากอย่างที่คิด หรือแพงกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป


**ข้อดีของอาหารประเภท BARF**
• ไม่มีหินปูนเกาะที่คอฟัน
• กลิ่นตัวดีกว่า
• การติดเชื้อพยาธิ์น้อยกว่า
• มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า
• อุจจาระมีปริมาณน้อยกว่า
• เอ็นมีความแข็งแรงมากกว่า
• มีกล้ามเนื้อที่ดีกว่า
• อาการเจ็บปวดข้อ (Arthritis) ลดน้อยลง
• มีปัญหาในการเจริญเติบโตน้อยลง
• ปัญหาของการบิดตัวของกระเพาะอาหารลดลง
• ขนสวยขึ้น มีสุขภาพดี และเป็นมันวาว

**ในทางปฏิบัติ **
สุนัขมีความแตกต่างกันไปตามขนาด และ สายพันธ์ ดังนั้นท่านจึงควรที่จะสังเกตุสุนัขของท่านให้ดีถึงความต้องการอาหารของสุนัข
สุนัขบางตัวไม่ต้องการอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชเลย
สุนัขบางตัวไม่สามารถย่อยอาหารประเภท BARF ได้ในระยะเริ่มต้น
สุนัขบางตัวไม่กินเครื่องใน หรือผักเลย ตารางการให้อาหารนี้ ผู้เขียนต้องการให้ใช้เป็นแนวทางเท่านั้น
การให้เนื้อ ควรให้เป็นชิ้นใหญ่ หรือมีเนื้อติดกระดูก การเคี้ยวจะเป็นการทำความสะอาดฟันไปในตัว (เหมือนของคน…..ผู้แปล)
ไม่ให้ อาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชพร้อมๆกับอาหารประเภทเนื้อแก่สุนัข นั่นคือควรแยกการให้อาหารออกเป็น 2 มื้อเมื่อท่านต้องการให้อาหารที่เป็น ธัญพืชด้วย เพราะ 1. จะทำให้เกิดลมในท้อง 2. นอกจากนี้ยังทำให้เป็นการแบ่งเบาลดภาระการทำงานของกระเพาะลง (แทนที่จะให้มื้อหนักๆเพียงมื้อเดียว)
1 ครั้งต่อสัปดาห์ ควรให้ Flocken หรือ ผักผสม ตามมาด้วยการหยุดให้อาหาร 1 สรุป คือใน 1 สัปดาห์
• ให้อาหารประเภทเนื้อ 5 วัน
• ให้อาหารที่ไม่มีเนื้อ 1 วัน
• งดอาหาร 1 วัน


ในกรณีที่สุนัขมีอาการหิวในวันที่อดอาหารอาจให้ได้บ้างเล็กน้อย
การให้ผักอาจกระทำได้โดยการ
• แยกให้เป็นมื้อล้วนๆ
• ให้ผสมกับเนื้อ
สุนัขที่ไม่ชอบกินผัก ท่านอาจใช้เนื้อบด หรือปลาทูน่าผสมลงไป หรือบดตับและผักเข้าด้วยกัน (วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในการเลี้ยงลูกให้กินผักด้วย เช่นบดผัก บร๊อกโคลี่ ลงในไข่สดก่อนนำไปเจียว…..ผู้แปล)

**ตัวอย่างอาหาร**
4 มื้อ ให้อาหารเนื้อและกระดูกล้วนๆ
4 มื้อ ให้อาหารเนื้อและกระดูกผสมกับผัก
( ใช้ผัก10-25%, เนื้อและกระดูก 75-90% ส่วนที่เป็น กระดูกควรจะเป็น 10-15% ของมื้ออาหาร แต่ไม่มากกว่า 30%)
4 มื้อ ให้อาหารประเภทธัญพืชและผลิตภัณฑ์นม

**เมื่อให้อาหารประเภทธัญพืชและผลิตภัณฑ์นม**
ธัญพืชและผลิตภัณฑ์นม อาจใช้นมแพะ ผสมกับน้ำแครอท ไข่ 1 ใบ หรือ เนยแข็ง โยเกิรท กล้วย ผลไม้อื่นๆ สุนัขที่มีปัญหาเมื่อกินธัญพืช เช่นมีอาการแพ้ ท่านอาจเอาธัญพืช ออกจากรายการ
สุนัขที่มีอาการแพ้ ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ หรือมะเร็ง ไม่ควรให้อาหารที่มีส่วนประกอบของธัญพืช (Getreide)

ส่วนผสมที่เป็นธัญพืช (Flocken) ได้แก่ ข้าวโอ๊ต (Hafer Flocken), ข้าวบาเล่ย์ (Gerste), ข้าวฟ่าง (Hirse), ………….(Amaranth), เมล็ดพืชชนิดหนึ่งที่ใช้ทำขนมปังดำในยุโรป (Roggen), เมล็ดข้าวสาลี (Weizenkleie), มะพร้าวขูด (Kokoflocken), ข้าวโพดสดเป็นเม็ด (Maisgries) หรือบดก็ได้,

**เมื่อให้อาหารประเภทเนื้อ และกระดูก**
อาจใช้น้ำมันพืชผสมได้ อาหารที่ให้ได้แก่ เนื้อวัว หัวใจวัว ม้ามวัว ไต กระเพาะวัวส่วนต้น (Pansen) กระเพาะวัวส่วนที่สาม ตับ หลอดอาหารวัว กระดูกวัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกอ่อน แกะและส่วนต่างๆของแกะ (เหมือนกับการให้เนื้อและส่วนต่างๆของวัว) ยกเว้นกระเพาะแกะอาหารที่ให้ จากไก่ ได้แก่ ไก่ทั้งตัว คอ หลัง ปีก สดเท่านั้น
อาหารที่ให้ จากปลา ได้แก่ ปลาทั้งตัว สดเท่านั้น
อาหารที่ให้ จากไข่ ทั้งใบพร้อมเปลือก หากสุนัขไม่กินเปลือกอาจบี้ เปลือกให้เป็นชิ้นเล็กๆ
เครื่องใน ให้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น (สุนัขที่มีอาการป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ ไม่ควรให้อาหารจากไก่ และเครื่องใน เพราะจะทำให้อาการป่วยของโรคข้ออักเสบรุนแรงขึ้น……ผู้แปล)
การให้ตับ การให้แต่ละครั้งประมาณ 200-300 กรัม เมื่อสุนัขหนัก 30 กิโลกรัม เนื้อหมู หลีกเลี่ยงการให้เนื้อหมู หรือทำให้สุกเสียก่อน

**เมื่อให้อาหารประเภทผัก**
ควรเป็นผักสด นำมาบด หากต้องการนึ่งไม่ควรให้สุกมาก ผสมด้วย ตับบด โยเกิรท หรือเนยแข็ง น้ำมันพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ ( ขอแนะนำน้ำมันดอกทานตะวัน…..ผู้แปล) ผักทุกชนิดที่มีสีเขียวหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป ที่แนะนำได้แก่ ผักสลัด หัวแครอตขนาดเล็ก (เป็นแครอตพันธุ์หนึ่งในเยอรมัน ใช้ทำสลัด) Zuchini (เป็นพืชคล้ายบวบหรือแตงพันธุ์หนึ่งใช้ทำสลัดหรือทอดกับเนย) บร๊อกโคลี่ กล้า หรือต้นพืชอ่อน (เช่นถั่วงอก) Löwenzahn, Brennessel, Schachtelhalmgras

หลีกเลี่ยง มันฝรั่งดิบ Avocado และหัวหอมใหญ่


**เมื่อให้อาหารประเภทผลไม้**
ผลไม้ที่ให้ได้แก่ แอ๊ปเปิ้ล กล้วย องุ่น ส้มต่างๆ Kiwis อื่นๆ

- สมุนไพร ได้แก่ Seealgenmehl Alfalfa Brennessel Dill Löwenzahn, Borretsch, Petersilie
- น้ำมันที่ให้ ได้แก่น้ำมันตับปลา ( Vitamin A และ D ให้ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะในฤดูหนาว) น้ำมันพืชต่างๆ
น้ำมันมะกอก Leinsamenöl (น้ำมันที่สกัดจากพืชที่เรียกว่า ลินิน) Borretschöl (น้ำมันพืช……..) Nachtkerzenöl(น้ำมันพืช……..)

Vitamin B Complex เมื่อมี ความเครียด และไม่สบาย
Vitamin C ให้วันละ 100-500 มิลลิกรัม
Vitamin E ให้ครั้งละ 20-80 มิลลิกรัม 3-4 ครั้งต่อ สัปดาห์
ให้เกลือทะเลเล็กน้อย สัปดาห์ละครั้ง




ตารางตัวอย่างอาหารสำหรับสุนัขขนาด 30 กิโลกรัม
ท่านสามารถเปลี่ยนแปลง หรือ สลับมื้อกันได้
ปริมาณอาหารสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยดูจาก กิจกรรมของสุนัข อายุ สายพันธุ์

**อาหารเสริม **
1-2 ครั้งต่อ สัปดาห์ 1 ช้อนชา น้ำมันตับปลา (Lebertran)
1-2 ครั้งต่อ สัปดาห์ เกลือทะเลเล็กน้อย
3 ครั้งต่อ สัปดาห์ กระเทียม 1 หัว


**ปริมาณอาหาร**
ผักผสม ประมาน 1 ถ้วยกาแฟขนาดใหญ่
เนื้อสัตว์ หัวใจ เนื้อวัว กระเพาะวัวส่วนต้น (Pansen) 300-500 กรัม แล้วแต่สภาพการใช้งานสุนัข หรือ อายุ
คอไก่ 500 กรัม
คอไก่งวง 500 กรัม

-หมายเหตุจากผู้แปล: ผู้แปลต้องการแปลให้ตรงตามต้นฉบับให้มากที่สุดเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เขียน อาหารใดที่ไม่มีในประเทศไทยขอให้ ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการจัดเตรียมอาหารให้สุนัขของท่าน


- เอกสารอ้างอิงภาษาเยอรมัน
1. Hilfe, mein Hund ist unerziehbar โดย Vera Biber
2. Hundezucht naturgemäß mit Liebe und Verstand โดย Ilse Sieber &
Erich H.W. Aldington
3. Mein Hund, Natürlich Gesund โดย Silvia Dierauer
4. Unabhängiger Ratgeber zur Förderung der Gesundheit Ihres Hundes mit dem Schwerpunkt Ernährung สั่งได้จาก https://www.meinhund.ch

- เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ
1. The Complete Herbal Hand-book for the Dog and Cat โดย Juliette de Bairacli Levy
2. The Holistic Guide for a Healthy Dog โดย Wendy Volhard & Kerry Brown
3. Raw Meat Bone โดย Dr. Tom Lonsdale
4. Natural Nutrition for Dogs and Cats – The Ultimate Diet โดย Kymythy Schultze
5. Give Your Dog A Bone โดย Dr. Ian Billinghurst

- Internet: ภาษาเยอรมัน
https://www.barfers.de – BARF und Naturheilpraktik f r Hunde
https://www.surf.agri.ch/dierauer – Homepage von Silvia Dierauer - BARF und Bouviers
https://de.groups.yahoo.com/group/D-BARF- offene BARF-E-Grouppe
https://www.gesundehunde.com/ – Forum zum Austausch uber Ernarung und Naturheilpraktik fur Hunde

- Internet: ภาษาอังกฤษ
https://www.barfers.com –


Source: Das Schäferhund Magazin ฉบับ February 2003